หลี่กวนอีปรับลมปราณให้สงบลง เปลี่ยนจังหวะการหายใจ จากนั้นฝืนพยุงร่างเดินไปที่ริมลำธาร เขานั่งยองๆ ลง มองเห็นเงาสะท้อนใบหน้าตนเองในสายน้ำใต้แสงจันทร์ ใบหน้าซีดเซียวเล็กน้อย ทว่าดวงตากลับยิ่งดูลึกล้ำ ดุจสีดำขลับ รูปลักษณ์ธรรมะพยัคฆ์ขาวหมอบอยู่บนบ่า กำลังหยอกล้อกับเส้นผมของเขา
กรงเล็บของพยัคฆ์ขาวเกี่ยวติดกับเส้นผม ดึงไม่ออก อุ้งเท้าของมันจึงพยายามขยับแกว่งไปมา
ทว่าในสายตาคนทั่วไป กลับมองเห็นเพียงแค่มองเห็นสายลมพัดผ่านปลายข้าของเด็กหนุ่มเท่านั้น
หลี่กวนอีอดหัวเราะออกมาไม่ได้
เขาทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินริมลำธารด้านหลัง แล้วชักดาบหนักสีดำออกมา บนคมดาบมีรอยบิ่นเล็กน้อยและมีคราบเลือดติดอยู่ หลี่กวนอีหยิบผ้าผืนหนึ่งออกมาจากย่าม อาศัยแสงจันทร์เช็ดคราบเลือดบนตัวดาบจนสะอาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสนิมและส่งกลิ่นเหม็น
จากนั้นใช้หินลับมีดก้อนเล็กฝนรอยบิ่นเล็กๆ เหล่านั้นออก เพื่อรักษาความคมของใบดาบเอาไว้
ท้ายที่สุดจึงใช้น้ำมันชโลมดูแลรักษารอยดาบอีกรอบหนึ่ง
ในระหว่างขั้นตอนนี้ จิตใจของเขาก็ค่อยๆ สงบลง ยามที่คมดาบกลับคืนสู่ฝัก เสียงเสียดสีอันละเอียดอ่อนที่ดังขึ้น ทำให้หลี่กวนอีรู้สึกอุ่นใจ
ในยุคกลียุค ดาบและกระบี่คือสิ่งที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจได้
เขาค้นศพคนที่ถูกฆ่าตายเหล่านั้นด้วย ได้ป้ายไม้ระบุตัวตนมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งกลับกลายเป็นของทหารเกณฑ์ใหม่ประจำด่านชายแดน
นอกจากนี้ยังมีเงินอีกสิบกว่าตำลึงและจดหมายอีกกองหนึ่ง เขาเก็บเอาไปทั้งหมด
ลมปราณของ "บทเพลงทะลวงค่าย" ฟื้นฟูกลับมาอีกครั้ง ความปวดเมื่อยจากการต่อสู้เพียงลำพังเป็นครั้งแรกและการระเบิดสัญชาตญาณมากเกินไปเมื่อครู่ได้จางหายไปอย่างรวดเร็ว หลี่กวนอีไปเก็บรวบรวมผักทั้งหมด แล้วนำไปใส่ในตะกร้าที่ท่านปู่ทิ้งไว้ ตะกร้าใบนั้นสานจากไม้ไผ่และเชือกป่านเส้นใหญ่ แข็งแรงทนทานมาก
ยังมีผักอีกสามสิบถึงห้าสิบชั่งที่ยังกินได้ ไม่ได้เน่าเสีย
ล้วนเป็นผักคุณภาพดีจริงๆ มองออกเลยว่าคนปลูกใส่ใจดูแลเป็นอย่างดี
หลี่กวนอีใช้กำลังแขนทั้งสองข้างอุ้มของสิ่งนี้ขึ้นมา เดินไปได้สองก้าวก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันกลับไป มองเห็นเหรียญทองแดงที่ตนเพิ่งโยนลอยขึ้นไปเมื่อครู่ ปรากฏว่าเป็นด้านก้อย
บนนั้นมีตัวอักษรสี่ตัวที่จักรพรรดิแห่งแคว้นเฉินองค์ปัจจุบันทรงเขียนไว้
ลายพู่กันพลิ้วไหวและดูสูงส่ง
นามว่า——ไท่ผิงทงเป่า
เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง พลิกเหรียญทองแดงกลับมาให้กลายเป็นด้านหัว แล้วเอ่ยชมว่า "เป็นด้านหัวจริงๆ ด้วย!"
จากนั้นก็หยิบมันขึ้นมา เช็ดดินออก แล้วเก็บไว้ในอกเสื้อ
เดิมทีตั้งใจจะกลับไปเลย แต่พอคิดถึงเหยากวงแห่งสำนักดูดาวแห่งบูรพาทวีป ตอนนี้ในเมื่อมีคนร้ายอย่างเฉียนเจิ้งอยู่ นอกเมืองจึงไม่ปลอดภัยนัก ตอนที่หลี่กวนอีพิษกำเริบ เหยากวงก็คอยดูแลเขา เมื่อคิดดูแล้ว เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจกลับไปแจ้งข่าว
การโคจรลมปราณเข้าสู่แขนทั้งสองข้างนั้น ไม่อาจเทียบกับลมปราณสืบทอดประจำตระกูลเซวียที่เน้นเสริมความแข็งแกร่งให้ท่อนแขนได้
ทว่าบทเพลงทะลวงค่ายนั้นโดดเด่นที่ความสมดุลรอบด้าน พละกำลังแขนทั้งสองข้างของหลี่กวนอีจึงไม่ด้อยเลย ช่วงล่างก็มั่นคง ยิ่งกว่าคนของตระกูลเซวียเสียอีก
เขารีบเดินทางกลับไปตลอดทาง แสงจากกองไฟสาดส่องกระทบผนังหินให้สว่างขึ้นเล็กน้อย ส่องแสงวูบวาบ
หลี่กวนอีชะลอฝีเท้าลง เหยากวงที่สวมหมวกคลุมศีรษะดูเหมือนจะรับรู้ถึงการมาของเขาแล้ว นางหันตัวมามองหลี่กวนอี น้ำเสียงสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น "ท่านกลับมาแล้ว"
หลี่กวนอีกล่าวว่า "ข้างนอกมีนักโทษหลบหนี ที่ที่เจ้าอยู่นี้อาจจะไม่ค่อยปลอดภัยนัก"
เหยากวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง "โปรดวางใจเถิด ศิษย์ของสำนักดูดาวแห่งบูรพาทวีปไม่ได้อ่อนแอจนไร้เรี่ยวแรงหรอก ข้าไม่ใช่ผู้กล้าที่สามารถพุ่งทะยานในสนามรบได้อย่างท่าน แต่ข้าก็สามารถปกป้องตัวเองได้ และก็ขอบคุณสำหรับความห่วงใยของท่านด้วย"
หลี่กวนอีพยักหน้า หันหลังกลับอย่างเด็ดเดี่ยว
ขณะที่กำลังจะจากไป เขาก็เหลือบไปเห็นหมั่นโถวปิ้งเสียบอยู่บนแท่งไม้
ทางด้านนั้น เหยากวงที่สวมหมวกคลุมศีรษะกำลังอ่านหนังสืออย่างเงียบๆ บนหมั่นโถวมีรอยฟันเล็กๆ มองเห็นได้ว่าถูกกัดอย่างแรง หมั่นโถวที่ถูกปิ้งจนแห้งแข็งมีรอยแตกปริ ฝีเท้าของหลี่กวนอีชะงักไปครู่หนึ่ง เขาหันกลับมาและถามว่า "เจ้ากินแค่นี้หรือ?"
เหยากวงมองเขาแล้วตอบว่า "ข้าวแป้งนิดหน่อย น้ำเปล่าสักนิด ก็เพียงพอแล้ว"
หลี่กวนอียิ้มเจื่อน ชี้ไปที่ผักแล้วกล่าวว่า
"ผักพวกนี้ข้าเอาไปไม่หมด ข้าทิ้งไว้ที่นี่ก็แล้วกัน"
"เจ้าทำ..."
เขามองเห็นหมั่นโถวที่แข็งกระด้าง จึงกลืนคำว่า 'ทำกับข้าวเป็นไหม' กลับลงคอไป
แล้วเปลี่ยนเป็นถามว่า "เจ้ามีหม้อไหม?"
เหยากวงพยักหน้าช้าๆ ลุกขึ้นนั่งยองๆ ตรงหน้าเป้ใบใหญ่ใบนั้น
ค้นหา ค้นหา
เคร้งคร้าง เคร้งคร้าง
เงยหน้าขึ้น หันกลับมา มือขาวผ่องจับหม้อเหล็กใบเล็กๆ ไว้ ชูขึ้นให้หลี่กวนอีดู ชูขึ้นอีกนิด ขยับข้อมือเพื่ออวดหม้อเหล็กใบเล็กนั้น
จากนั้นก็ตอบว่า
"มี"
หลี่กวนอีใช้ไม้ทำเป็นโครงตั้งหม้อ วางหม้อไว้ด้านบน ใส่น้ำสะอาดลงไป แล้วใช้มีดสั้นของเหยากวงหั่นผักที่ล้างสะอาดแล้วเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปต้ม จากนั้นบิหมั่นโถวที่แห้งแข็งให้เป็นชิ้นเล็กขนาดเท่านิ้วก้อย ใส่ลงไปต้มด้วยกัน
แล้วโรยเกลือลงไปหยิบมือหนึ่ง
"แค่นี้แหละ ไม่มีเนื้อ ไม่มีน้ำมัน ทนกินไปก่อนนะ"
หลี่กวนอีนั่งอยู่ข้างหม้อเหล็ก มองดูอาหารในหม้อที่กำลังเดือดปุดๆ
ดวงตาของเหยากวงมองหลี่กวนอีผ่านไอน้ำที่ลอยขึ้นมาจากอาหาร น้ำเสียงสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นเอ่ยถาม "จิตใจของท่านไม่สงบเลย มีความว้าวุ่นมากมาย ท่านกำลังเผชิญกับทางเลือกอะไรอยู่หรือ?"
การเคลื่อนไหวของหลี่กวนอีชะงักไป
ครั้งนี้เขาสังหารคนไปสิบห้าสิบหกคน แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาฆ่าคน
ทว่าก่อนหน้านี้ตอนที่เขาฆ่าพลม้าทะยานราตรีสองเจ้านั้น มีเยว่เชียนเฟิงคอยจัดการเรื่องราวหลังจากนั้นให้
แต่ในตอนนี้ ภายในใจกลับมีความหงุดหงิดงุ่นง่าน
หลี่กวนอีตระหนักได้ว่า เขาไม่ได้หวาดกลัวการเข่นฆ่า เขาเพียงแค่เกลียดชังความวุ่นวายที่ตามมาหลังจากการเข่นฆ่า ซึ่งต้องคอยจัดการเรื่องราวต่างๆ ในภายหลัง เขารู้ตัวดีว่าตนเองไม่เต็มใจที่จะรับผิดชอบต่อผลพวงของการเข่นฆ่า แม้ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นนักโทษหลบหนีก็ตาม แต่ด้วยความเข้าใจที่หลี่กวนอีมีต่อแคว้นเฉิน ปัญหาที่จะตามมาภายหลังนั้นย่อมมีไม่น้อยเลย
การที่ทหารเกณฑ์ใหม่ประจำด่านชายแดนและหัวหน้าหมู่กลายเป็นโจร ย่อมต้องมีสาเหตุเบื้องหลัง ความเกี่ยวพันในเรื่องนี้อาจจะค่อนข้างใหญ่โต
ไม่ใช่แค่การนำป้ายประจำตัวไปรับรางวัลอย่างง่ายๆ แน่นอน
สายลมพัดพากลิ่นใบไม้มา
เหยากวงลุกขึ้นเดินมายังข้างกายหลี่กวนอี นั่งคุกเข่าพับเพียบอยู่ด้านข้าง ยื่นมือออกไปแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง "โปรดยื่นมือของท่านมาให้ข้าเถิด"
"นี่เป็นพิธีกรรมอะไรอีกหรือเปล่า?"
หลี่กวนอีหัวเราะออกมา
แต่เมื่อคิดดูแล้ว เขาก็ยื่นมือออกไป มือที่ขาวผ่องและเนียนนุ่มประคองมือของเด็กหนุ่มเอาไว้ เหยากวงหลุบตาลงแล้วกล่าวว่า "เปล่าหรอก เพียงแต่ผู้คนบนผืนแผ่นดินนี้ล้วนหวาดกลัวความโดดเดี่ยว ข้าคิดว่าการอยู่เป็นเพื่อนจะช่วยให้จิตใจของท่านสงบลงได้มาก"
เหยากวงหลับตาลง กุมมือของหลี่กวนอีไว้ ก้มหน้าลง ท่องบทสวดของสำนักดูดาวแห่งบูรพาทวีป ปลายผมสีเงินร่วงหล่น สีหน้าสงบนิ่ง ราวกับลำธารที่ไหลเอื่อยอย่างเงียบสงบภายใต้แสงจันทร์
จิตใจของหลี่กวนอีกลับสงบลงจริงๆ ความหงุดหงิดว้าวุ่นก่อนหน้านี้ค่อยๆ เผยให้เห็นต้นตอ เขาได้ทำการตัดสินใจแล้ว
เหยากวงลืมตาขึ้น ปล่อยมือของเด็กหนุ่ม "บนตัวท่านมีกลิ่นอายของการเข่นฆ่า แต่กลับไร้ซึ่งกลิ่นอายของความเคียดแค้น ไม่มีความคลางแคลงใจในเส้นทางของตนเอง นั่นหมายความว่าท่านไม่ได้เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างเลื่อนเปื้อน การตัดสินใจของท่านไม่ได้ขัดต่อความรู้สึกในใจตน เพราะฉะนั้น โปรดอย่าได้สงสัยในตัวเอง อย่าได้หวาดกลัวเลย"
มือของเหยากวงผละออก ดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้า
"ไม่ว่าท่านจะเลือกเส้นทางใด ตราบใดที่ท่านไม่ได้กลายเป็นทรราชที่ทำให้โลกปั่นป่วน"
"ข้าก็จะคอยอยู่เคียงข้างท่านเสมอ"
หลี่กวนอีอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ "แม้ว่าข้าจะเป็นนักโทษหลบหนีที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงอย่างนั้นหรือ"
มือขวาของเหยากวงกุมข้อมือซ้ายของตนเอง วางไว้ตรงหน้าอก หลังจากครุ่นคิดอย่างจริงจังแล้ว นางก็เพียงตอบกลับอย่างเงียบๆ ว่า "ถ้าเช่นนั้น ท่านต้องการผู้สมรู้ร่วมคิดที่สามารถชี้แนะทิศทางให้หรือไม่?"
"ข้ายินดีอยู่เคียงข้างท่าน เผชิญกับการหลบหนีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกหล้า"
"นี่คือพันธสัญญาแห่งโชคชะตา"
หลี่กวนอีไม่อาจตอบกลับได้
เขาทอดสายตามองไปยังลำธาร หลังจากผ่านการต่อสู้เสี่ยงตายกับเฉียนเจิ้ง ในที่สุดเขาก็เข้าใจถึงการต่อสู้ระหว่างองค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อกับตนเอง ในตอนนี้เขามั่นใจว่าสามารถใช้เพลงดาบเอาชนะองค์ชายสามแห่งเถี่ยเล่อได้ เพียงแต่การ 'ตายในสนามรบ' นับสิบๆ ครั้งกว่าจะหาวิธีเอาชนะอีกฝ่ายได้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่าโอ้อวดแต่อย่างใด
หลังจากฆ่าคนในวันนี้ พละกำลังก็ถดถอยลง รอให้พักฟื้นจนดีขึ้นแล้วค่อยว่ากันใหม่
จู่ๆ หลี่กวนอีก็ตะโกนลั่น ระบายความรุ่มร้อนในใจออกไปจนหมด
เหยากวงมองเขาอย่างเงียบๆ
หลี่กวนอียกมือขึ้นตบแก้มตัวเองเบาๆ ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า "ขอบใจเจ้านะ ข้าคิดอะไรบางอย่างออกแล้ว"
"หลังพรุ่งนี้ ข้าจะมาอีก"
"วันนี้ขอตัวลาก่อน"
หลี่กวนอีเดินออกไปอย่างรวดเร็ว เหยากวงนั่งลงข้างกองไฟอย่างเงียบๆ พิจารณาอาหารมื้อเรียบง่าย แล้วหยิบภาชนะเรียบง่ายขึ้นมาลิ้มรสอย่างเงียบๆ
หลี่กวนอีเดินทางกลับเมืองเพียงลำพัง ตอนที่เข้าด่านประตูเมือง ก็มีผู้คนจากหมู่บ้านและตำบลรอบๆ มาต่อแถวยาวเหยียดแล้ว เพื่อรอเวลาเปิดประตูเมืองแล้วเข้าไปข้างใน หลี่กวนอีพบกับการกลั่นแกล้งเล็กน้อย ทหารยามเฝ้าประตูเมืองบางครั้งก็ยึดของบางอย่างไป โดยเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นชาวไร่ปลูกผักเช่นกัน
พอเห็นดาบและธนูที่เอวของหลี่กวนอี ถึงได้ตกใจกลัวจนไม่กล้าพูดอะไรมากนัก
หลี่กวนอีมองดูเมืองกวนอี้อันเจริญรุ่งเรือง ท้องฟ้าทอแสงสีขาวหม่น ร้านรวงบนถนนสายหลักเปิดประตูแล้ว ในกระทะเหล็กใบใหญ่กำลังต้มน้ำแกงร้อนกรุ่น แป้งย่างที่สุกแล้วส่งกลิ่นหอมของข้าวสาลี หอคอยที่มีโคมไฟสีแดงแขวนอยู่ตรงหน้าต่างประดับประดาอย่างหรูหราอลังการ ประตูเปิดออก หญิงสาวแต่งกายงดงามฉูดฉาดกำลังพยุงบัณฑิตขึ้นม้า
กลิ่นหอมลอยละล่อง
บัณฑิตประดับดอกไม้ที่จอนผม ขี่ม้าด้วยความมึนเมา เดินทอดน่องไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางควันไฟจากร้านอาหาร
เมื่อผ่านร้านอาหารตรงหัวมุม ก็ดีดนิ้วโยนเหรียญ [ไท่ผิงเป่าเฉียน] เหรียญหนึ่งตกลงบนโต๊ะ สั่งน้ำแกงรสเปรี้ยวเพื่อสร่างเมาหนึ่งชาม
งอนิ้วเคาะจังหวะกรับ เสียงพิณบรรเลงคลอกับเครื่องสายและเครื่องเป่า
ร้องว่า——
ช่างสงบสุขเสียนี่กระไร! หลี่กวนอีมองดูภาพความสงบสุขที่เคยทำให้เขาอุ่นใจในวันวาน ทว่ากลับนึกถึงเสียงร้องไห้คร่ำครวญของท่านปู่ใหญ่ นึกถึงชาวไร่ปลูกผักที่ต่อแถวยาวเหยียดตรงหน้าประตูเมือง นึกถึงเรื่องที่จ้าวต้าปิ่งเล่าว่าพ่อค้าคนกลางซื้อขายมนุษย์ แคว้นเฉินและใต้หล้าทั้งมวลถูกเปิดเผยให้เห็นมุมหนึ่งต่อหน้าเขา ความเจริญรุ่งเรืองและความเหลวไหลไร้สาระราวกับแม่น้ำที่ไหลตัดสลับกัน
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ยุคกลียุคสำหรับบางคนแล้วมันไม่ได้วุ่นวาย แต่มันคือความสงบสุข
ในยามกลียุค ผู้ที่ต้องเผชิญกับความวุ่นวายและความทุกข์ยากก็คือราษฎรตาดำๆ
เด็กหนุ่มกุมดาบสะพายธนู สาบเสื้อเปื้อนเลือด
บัณฑิตประดับดอกไม้ที่จอนผมขี่ม้ากลับหัวกลับหาง บนร่างอบอวลด้วยกลิ่นเครื่องหอมของสตรี
เดินสวนทางกัน
บัณฑิตไม่รู้เหตุใด จู่ๆ ก็สะดุ้งตกใจจนสร่างเมา หันมองซ้ายขวา แต่ก็ไม่พบอะไรเลย
ฝ่ายหลี่กวนอีนั้นกลับบ้านไปแจ้งข่าวให้ท่านอาหญิงสบายใจก่อน
จากนั้นจึงเลือกที่จะไปตระกูลเซวีย
สังหารคนไปสิบห้าสิบหกคน แม้ในนั้นจะมีนักโทษหลบหนี แต่เรื่องราวเบื้องลึกก็ไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น ระบบขุนนางของแคว้นเฉินนั้นซับซ้อนยุ่งเหยิงมาก เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะไม่ได้รับเงินรางวัลแถมยังต้องมาเดือดร้อนอีก คนที่หลี่กวนอีรู้จัก ซึ่งสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างเหมาะสมที่สุด มีเพียงคนเดียวเท่านั้น
เขาเป็นแขกผู้มีเกียรติ เมื่อเข้าไปในเรือนชั้นใน ลองคิดดูแล้ว จึงมุ่งหน้าไปยังหอสดับลม
ท่านปู่ที่ถูกธนูทลายเมฆาสั่นสะเทือนฟ้าทำให้รบกวนจนนอนไม่หลับกำลังซดโจ๊กข้าวฟ่าง เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก
เมื่อคืนตอนยามฉ่ว ธนูทลายเมฆาสั่นสะเทือนฟ้าสั่นขึ้นมาอีกได้อย่างไร?
หลี่กวนอีก็ไม่ได้แตะต้องนี่นา หรือว่าคนที่กระตุ้นธนูคันนี้จะไม่ใช่เขา?
ท่านปู่ใหญ่ตกใจตื่นเพราะเสียงธนูร้องคำรามอยู่พักใหญ่ คิดไปคิดมา คนแก่ก็นอนน้อยอยู่แล้ว จึงไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาทั้งคืน
ขณะที่กำลังคิดอยู่ พอได้ยินว่าหลี่กวนอีมา ก็ให้คนไปตักเพิ่มมาอีกชาม ใส่ข้าวและโสมให้เยอะหน่อย ชายหนุ่มวัยกำลังกินกำลังนอน ตระกูลเซวียไม่กลัวว่าจะกินจนตระกูลล่มจมอยู่แล้ว จากนั้นก็ให้เขาเข้ามา
หลี่กวนอีเดินเข้ามาในห้อง ชายแขนเสื้อสะบัดพลิ้ว
เซวียเต้าหย่งเลิกคิ้วขึ้น
กลิ่นคาวเลือด
หลี่กวนอีนั่งลงหน้าโต๊ะอย่างเงียบๆ ปลดธนูศึกออก แล้วกล่าวว่า "ข้าฆ่าคนมา"
ท่านปู่ใหญ่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ครู่ต่อมาก็คิดได้ว่าหากฆ่าคนบริสุทธิ์ คงไม่กลับมาหาตน
เขาไม่ได้ถามอะไรอื่นอย่างอื่น ถามกลับไปตรงๆ ว่า
"ใคร?"
หลี่กวนอีวางป้ายประจำตัวลงบนโต๊ะ
"หัวหน้าหมู่กบฏชายแดน เฉียนเจิ้ง"
ท่านปู่ใหญ่มองป้ายของผู้ฝึกยุทธระดับเข้าสู่ขอบเขต รูม่านตาหดเล็กลงเล็กน้อย
นั่นคือทหารชั้นยอดประจำด่านชายแดนที่คอยรับมือกับแคว้นอิ้ง หัวหน้าหมู่คือผู้ที่ผ่านสงครามใหญ่มาอย่างน้อยสามครั้งและรอดชีวิตมาได้ ทั้งยังเป็นผู้ฝึกยุทธที่บรรลุถึงระดับเข้าสู่ขอบเขต เคยผ่านการหลั่งเลือดมาแล้ว ในกระโจมทหารอย่างน้อยต้องมีหัวคนเจ็ดหัว ทว่า ด้วยธนูเทพของตระกูลเซวีย หากรักษาระยะห่าง แม้จะรับมือยากและอันตราย แต่คู่ต่อสู้ระดับนี้ก็สามารถจัดการได้
การต่อสู้แบบตัวต่อตัว ข้ามขอบเขตพลัง แม้จะอาศัยความได้เปรียบทางอาวุธ แต่ก็ถือว่าเพียบพร้อมทั้งสติปัญญาและความกล้าหาญแล้ว
ท่านปู่ใหญ่พยักหน้า เอ่ยชมว่า "ก็ไม่เลว..."
ทว่าหลังจากนั้นก็เห็นเด็กหนุ่มล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แล้วหยิบป้ายไม้ออกมากำมือหนึ่ง ป้ายเหล่านั้นชุ่มโชกไปด้วยเลือดจนดำคล้ำ เมื่อแบมือออก ป้ายไม้กำนั้นก็ร่วงหล่นลงบนโต๊ะ ล้วนเป็นป้ายทหารประจำด่านชายแดน สีหน้าของท่านปู่ใหญ่ค่อยๆ แข็งค้างไปทีละน้อย แขนเสื้อของเด็กหนุ่มไม่เปื้อนเลือด มีเพียงคราบเลือดเล็กน้อยบริเวณสาบเสื้อเท่านั้น
เขาปลดดาบศึกออก วางไว้ด้านข้าง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง "รวมถึงพรรคพวกโจรของมันด้วย ทั้งหมดสิบหกคน"
"ล้วนตายด้วยน้ำมือข้า"