อู๋โจวเคยพบเจอผู้คนและเรื่องราวที่ทำให้เขารู้สึกโกรธเกรี้ยวมามากมาย
ทว่านักพรตหญิงที่วาจาเชือดเฉือนราวกับคมมีด ทั้งยังเย้ยหยันได้ถึงเพียงนี้ดังเช่นในวันนี้ เขาเพิ่งเคยพบเจอเป็นครั้งแรก
ในความรับรู้ของเขา คนเช่นนี้ส่วนใหญ่มักเป็นพวกปลายแถว ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง สมองมี 'แมลง' ชอนไช หรือไม่ก็มีปัญหาทางจิตใจถึงได้เป็นเช่นนี้
ทว่านักพรตหญิงแห่งภูเขาเทียนตูผู้นี้ มีพลังมากพอจะสะกดข่มคนในพื้นที่ได้แล้ว บุคคลระดับนี้มิใช่ว่าเบื้องหน้าควรจะดูเป็นมิตรประนีประนอม และไม่ฉีกหน้ากันตลอดไปหรอกหรือ
"ข้าอู๋โจวไม่เคยล่วงเกินสหายเต๋ามาก่อน เหตุใดสหายเต๋าจึงได้ใจจืดใจดำนัก" อู๋โจวตัดสินใจผ่อนปรนลงเล็กน้อย เขานึกสงสัยในใจ 'หรือว่าตัวข้าเคยล่วงเกินนางมาก่อน'
"ใจจืดใจดำอันใดกัน เป็นเพียงเจ้าที่ใจคอคับแคบเองต่างหาก" สวินหลานอินกล่าว
อู๋โจวรู้สึกขุ่นเคืองใจ รู้สึกว่าตนอุตส่าห์ยอมถอยให้ก้าวหนึ่งแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับยังคงรุกไล่ไม่เลิก เขาข่มโทสะพลางเอ่ยถาม "สหายเต๋าสวินคงมิได้ทะนงตนว่าคาถาอาคมของภูเขาเทียนตูล้ำลึกหรอกกระมัง"
ทว่าสวินหลานอินกลับแย้มยิ้มบางเบา เอ่ยว่า "คาถาอาคมของภูเขาเทียนตูล้ำลึกจริงแท้ เช่นนั้นสหายเต๋าอู๋กำลังน้อยเนื้อต่ำใจเพราะชาติกำเนิดต้อยต่ำและคาถาอาคมตื้นเขินของตนเองหรือ"
โทสะในใจของอู๋โจวไม่อาจสะกดกลั้นได้อีกต่อไป เขาชี้หน้าสวินหลานอินด้วยความโกรธเกรี้ยว เอ่ยว่า "ดี วันนี้ข้าอู๋โจวจะขอรับการชี้แนะคาถาอาคมของภูเขาเทียนตูให้ประจักษ์สักหน่อย"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ จ้าวฟู่อวิ๋นก็กระจ่างแจ้งในทันที ว่าอาจารย์เต๋าสวินตั้งใจจะบีบให้อีกฝ่ายลงมือนี่เอง
ในใจเขา แม้อาจารย์เต๋าสวินจะพูดจาไม่เข้าหูนัก ทว่าล้วนมีสาระและเหตุผล อย่างเช่นหากวิจารณ์คาถาอาคมของผู้ใด ก็จะชี้แนะจุดบกพร่องตามไปด้วย
แต่สำหรับอู๋โจวผู้นี้ นางกลับรุกคืบทุกฝีก้าว คล้ายถือเข็มเล่มหนึ่งคอยทิ่มแทงอยู่ไม่หยุดหย่อน
เขาเข้าใจแล้วว่าสวินหลานอินต้องการขับไล่อู๋โจวผู้นี้ไปเสียก่อนที่จะเข้าสู่ถ้ำบำเพ็ญแห่งนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาตามเข้าไปด้วย เป็นการอุดปากเขาไว้ล่วงหน้าไม่ให้เอ่ยปากขอร่วมสำรวจ
'ดีมาก อาจารย์เต๋าสวิน อาหารในหม้อ ไม่มีเหตุผลต้องแบ่งปันให้ผู้อื่น ท่านย่อมเข้าใจดี' จ้าวฟู่อวิ๋นคิดในใจ จึงไม่ได้เอ่ยปากไกล่เกลี่ย
สวินหลานอินได้ยินคำพูดของอู๋โจว ก็มิได้ตอบโต้ ทว่าสายตาของนางกลับกำลังสื่อว่า 'เจ้าก็ลงมือมาเลยสิ'
อู๋โจวถูกสายตาปรายมองเยี่ยงนั้น ทั้งยังท่าทีเบือนหน้ามองท้องฟ้าเล็กน้อยของนาง ทำเอาโมโหจนทนไม่ไหวอีกต่อไป ทันทีที่จิตสังหารบังเกิด เงาใต้เท้าของเขาในจังหวะนั้นก็ราวกับมีชีวิตขึ้นมา จากเงาแบนราบบนพื้นดิน กลับพองตัวนูนเด่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เงาสีดำทะมึนพลันชัดเจนและเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นสีดำสนิทก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวขจี ทั้งยังยืดหยัดสูงขึ้น กลายเป็นวิญญาณร้ายหน้าเขียว ท่อนบนของมันคมชัด สองแขนกำยำและยาวเหยียด อวัยวะบนใบหน้าปรากฏชัดแจ้ง นัยน์ตาคู่หนึ่งมีสีเขียวเจือสีเลือด
จมูกของมันราวกับจมูกวัว ปากกว้างใหญ่จนไม่อาจปกปิดซี่ฟันแหลมคมด้านใน ไร้ซึ่งคิ้ว และไร้เส้นขนทั่วทั้งร่าง
ท่อนล่างของมันตั้งแต่ช่วงเอวลงไปกลับเชื่อมติดกับเงาบนพื้นดิน ราวกับหางงูที่ยังคงอยู่ในสภาวะโปร่งแสง
ลมเย็นยะเยือกพัดกรรโชกขึ้นทั่วทั้งลานเรือน จากเดิมที่เป็นอากาศร้อนอบอ้าวก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นหนาวเหน็บและมืดมิดในพริบตา
ทันทีที่วิญญาณร้ายซึ่งจำแลงจากเงาปรากฏตัว เหนือศีรษะก็เริ่มมีหมอกหนาปกคลุม บดบังแสงตะวัน
ยายงูและหลีย่งที่อยู่เบื้องหลังอู๋โจวสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างหนัก พวกเขารีบถอยร่นออกไปนอกลานเรือน ไม่กล้ารั้งอยู่ในลานอีก
จ้าวฟู่อวิ๋นเพียงปรายตามองก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่า หากวิญญาณร้ายตนนี้พัฒนาไปอีกขั้น ย่อมสามารถจำแลงกายออกมาได้อย่างสมบูรณ์
ถึงเวลานั้น มันย่อมสามารถสิงสถิตในเทวรูป รับเครื่องเซ่นไหว้จากมนุษย์ และขนานนามตนเป็นเทพปีศาจได้
กลิ่นอายชั่วร้ายอำมหิตสายหนึ่งปะทะเข้าหน้า เขาอดไม่ได้ที่จะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว และยังคิดจะถอยไปอีกสักหลายก้าว ทว่าสวินหลานอินกลับหันหน้ามามองเขาเล็กน้อย ทำให้ความตั้งใจเดิมที่คิดจะถอยร่นถูกเก็บงำลงไป
เพราะคำกล่าวที่มักได้ยินเสมอในภูเขาเทียนตูคือ การบำเพ็ญเพียรมิใช่เพียงการทำใจให้สงบตั้งมั่นเพื่อหลอมรวมลมปราณเท่านั้น แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งคือเมื่อเผชิญกับอันตราย ต้องยืนหยัดดั่งโขดหินท่ามกลางคลื่นลม รักษาเจตจำนงให้ตั้งมั่น ยึดหยัดด้วยการต่อต้าน เช่นนี้จึงจะสามารถทำให้จิตรับรู้แห่งคาถาของตนควบแน่นและบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น
เขาไม่ขยับเขยื้อน กลิ่นอายของวิญญาณร้ายตนนั้นถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นยักษ์ ในชั่วพริบตานั้น เขาเพ่งสมาธินึกถึงเทพจ้าวเพลิงแดง สื่อสารกับเทวรูปเทพจ้าวเพลิงแดงเบื้องหลัง บนร่างปรากฏแสงลี้ลับพวยพุ่งขึ้น รัศมีสีแดงทองท่ามกลางแสงลี้ลับทำให้แสงนั้นสว่างไสวดุจเปลวเพลิง
ทว่าภายใต้กลิ่นอายอำมหิตของวิญญาณร้ายหน้าเขียว แสงลี้ลับอันไร้รูปลักษณ์บนร่างเขา กลับถูกพัดเอนเอียงไปด้านหนึ่งราวกับแสงเทียนในสายลม ราวกับจะดับมอดลงได้ทุกเมื่อ
ในวินาทีนี้ สิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้คือรักษาสติของตนเองไว้อย่างแน่นหนา ทว่าจู่ๆ ความหวาดกลัวก็แผ่ซ่านขึ้นในใจอย่างรวดเร็ว ร่างกายซีกที่เผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายกำลังเย็นเฉียบลงอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงขั้นชาหนึบ
ทันใดนั้น วิญญาณร้ายหน้าเขียวก็อ้าปากสูดลมหายใจ
"ซี้ด!"
พายุคลุ้มคลั่งพัดกระหน่ำขึ้นกลางอากาศธาตุ ตะเกียงในเรือนดับวูบลงในพริบตา ส่วนแสงลี้ลับบนร่างเขาและรัศมีบนเทวรูป ภายใต้การสูบกลืนของวิญญาณร้าย กลับทำท่าจะดับสลายไปดั่งตะเกียงดวงนั้น
ในเวลาเดียวกัน ร่างกายของเขากลับทำท่าจะถูกดูดกลืนไปด้วยแรงดึงดูดนั้น ราวกับยืนอยู่ริมขอบวังน้ำวน
แรงดูดชนิดนี้ มิใช่เพียงแรงลมดูดจากภายนอกเท่านั้น ทว่ายังเป็นการสูบกลืนที่ส่งผลโดยตรงต่อจิตวิญญาณอีกด้วย
อีกทั้งวิญญาณร้ายก็มิได้พุ่งเป้าไปที่จ้าวฟู่อวิ๋น เขาเป็นเพียงลูกหลงที่อยู่รอบนอก เป้าหมายที่แท้จริงคือสวินหลานอิน
"ตรึง!" ในช่วงเวลานี้ เขาร่ายคาถา 'ตรึง' เพียงเพื่อตรึงกายและใจของตนเองไว้ พร้อมกับเพ่งสมาธิว่าตนเองคือโขดหินก้อนหนึ่ง
แสงลี้ลับของจ้าวฟู่อวิ๋นที่กำลังจะถูกดูดจนแตกสลาย ได้หยุดนิ่งลงในจังหวะนั้น
ขณะที่เขาพยายามยืนหยัดอย่างหนัก บนร่างของสวินหลานอินก็ปรากฏแสงกระจ่างพวยพุ่งขึ้นเช่นเดียวกัน เพียงแต่แสงกระจ่างนั้นกลับเป็นสีน้ำเงินล้ำลึก มีรัศมีงดงามเย็นเยียบ ในขณะที่พ่นลมหายใจเข้าออกก็ถูกดึงรั้งเช่นเดียวกัน เพียงแต่มีท่าทีเอนเอียงไปด้านหน้าเล็กน้อย มิได้ถูกดึงจนกลายเป็นเส้นแสงดังเช่นจ้าวฟู่อวิ๋น
"ฟู่!"
วิญญาณร้ายพ่นลมหายใจออกมา ลมพายุที่แฝงด้วยไอมารสีดำสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากปากของมัน
และในเวลานี้เอง สวินหลานอินก็เคลื่อนไหว เห็นเพียงมือของนางที่ทิ้งตัวอยู่ใต้แขนเสื้อมาตลอดถูกยกขึ้น มือที่เนียนนุ่มดุจไขมันหยกปรากฏให้เห็น นิ้วหยกชี้ไปกลางอากาศธาตุ ริมฝีปากเอ่ยเสียงร่ายคาถาอันกังวานใสออกมา
"ตรึง!"
เห็นเพียงรัศมีตรงปลายนิ้วของนางระเบิดออก พุ่งเข้าไปในอากาศธาตุพร้อมกับคาถา ในชั่วพริบตา อากาศธาตุก็ควบแน่น วิญญาณร้ายที่สามารถพัดพาจิตวิญญาณของผู้คนให้แตกสลายได้พลันถูกตรึงให้หยุดนิ่งในเสี้ยววินาทีนั้น
และสิ่งที่ถูกตรึงไว้มิใช่เพียงลมร้ายสายนี้เท่านั้น ทว่าดูเหมือนจะตรึงวิญญาณร้ายกับตัวอู๋โจวไว้ด้วยกัน
เห็นเพียงสีหน้าของอู๋โจวเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ถึงพลังผูกมัดอันแข็งแกร่งสายหนึ่งจากในความมืดมิด ความคิดในใจของเขาพยายามดิ้นรนออกไปด้านนอกอย่างต่อเนื่อง วิญญาณร้ายหน้าเขียวเหนือศีรษะราวกับลูกโป่งที่ถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคั้น กำลังเปลี่ยนรูปร่างไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน
ในจังหวะนั้นเอง อู๋โจวก็อ้าปากแผดเสียงคำราม วิญญาณร้ายเหนือศีรษะก็กระทำพร้อมกัน
พลังที่ตรึงอากาศธาตุในชั่วขณะนั้นถูกทำลายลงในพริบตา หูของจ้าวฟู่อวิ๋นได้ยินเสียงคำราม ทว่าเสียงคำรามนั้นกลับดังขึ้นเพียงชั่ววูบแล้วหายไป เพราะเขาได้ยินเสียงคาถาของสวินหลานอินอีกครั้ง
"รวบ!"
ทันทีที่คำว่า 'รวบ' นี้ดังขึ้น เสียงต่างๆ ราวกับถูก 'รวบ' เอาไป สรรพเสียงทั้งหมดในอากาศธาตุแห่งนี้ล้วนสูญสลายไป เงียบสงัดจนน่ากลัว เงียบงันราวกับหลุดเข้าไปในโลกที่ไร้สุ้มเสียง
ส่วนจ้าวฟู่อวิ๋นที่มองดูนิ้วทั้งห้าของสวินหลานอินที่กางออก รู้สึกเพียงว่ามือข้างนี้ของนาง คล้ายกับได้คว้าเอาเสียงเหล่านั้นมาไว้ในมือหมดแล้ว อีกทั้งตัวเขาเองยังมีความรู้สึกราวกับกำลังจะถูกมือหยกของนางรวบดึงเข้าไปในฝ่ามือด้วยเช่นกัน







