พอมีโอกาสขึ้นเขาสักที หานเหวินจงก็อยากจะพาสวี่ซื่อเยี่ยนตระเวนไปให้มากหน่อย จึงไม่คิดจะรีบลงเขา
ส่วนสวี่ซื่อเยี่ยนเองก็เห็นว่าที่บ้านไม่ได้มีเรื่องอะไรสำคัญ ก็เลยคิดว่าการได้เดินเล่นในป่าเขาอีกสักสองสามวันก็น่าจะดี เผลอๆ อาจเจอสัตว์ป่าอื่นอีกก็ได้
แบบนี้ทั้งสามคนก็เลยพักอยู่บนเขาไปเลย วันนี้ได้หมูป่าสองตัว พรุ่งนี้เจอหมีดำ วันต่อมาก็เจอกลุ่มกวาง
มีหานเหวินจง นักล่าผู้มากประสบการณ์คอยนำทาง ก็แทบไม่เคยกลับบ้านมือเปล่าเลย
บางครั้งเดินไปไกลจนกลับไปที่กระท่อมเล็กๆ ที่ใช้เฝ้าโสมไม่ทัน หานเหวินจงก็จะหาบ้านล่าสัตว์ที่นักล่าทิ้งไว้ในป่าภูเขา เพื่อใช้หลบลมและหิมะในยามค่ำคืน
พอออกเดินทางในเช้าวันถัดมา ก็จะทิ้งฟืนและเสบียงบางส่วนไว้ให้คนที่มาทีหลังได้ใช้
"มาดูเร็ว นี่คือทางเดินของกวางเขา น่าจะมีกวางอยู่แถวนี้แน่"
วันหนึ่ง พวกเขาสามคนไม่ได้พาหมาออกมาด้วย หานเหวินจงเห็นรอยเท้าบนหิมะ ก็เรียกสวี่ซื่อเยี่ยนและหานลี่หมิงมาดู
"กวางเขา" ที่หานเหวินจงพูดถึง จริงๆ แล้วคือชื่อท้องถิ่นของกวางชะมดหอม หรือที่เรียกว่าเซียงจางจื่อ
กวางชะมดหอมมีลักษณะคล้ายกวาง แต่ตัวเล็กกว่า ไม่ว่าตัวผู้หรือตัวภรรยาก็ไม่มีเขา
กวางชะมดหอมตัวผู้จะมีถุงเก็บกลิ่นหอมอยู่ที่หน้าท้องด้านหลังสะดือ ภายในถุงนั้นจะมี "ชะมดเช็ด" ซึ่งเป็นสมุนไพรและเครื่องหอมที่มีค่ามาก ราคาที่สถานีรับซื้อให้ก็สูง
กวางชะมดหอมตัวเล็ก ว่องไว คล่องแคล่ว กระโดดเก่ง
มันสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระบนหน้าผาสูงชัน และยังสามารถปีนต้นไม้ที่เอียงได้อย่างง่ายดาย
กวางชนิดนี้มีประสาทสัมผัสด้านการมองเห็นและการได้ยินดีเป็นพิเศษ เพียงแค่มีลมพัดผ่านหรือเสียงเบาๆ ก็มักจะหนีไปทันที
นอกจากนี้มันยังมักจะยืนอยู่บนหน้าผาเพื่อสอดส่องดูสถานการณ์ หากเห็นศัตรู หรือนักล่าพร้อมหมาล่าเหยื่อ ก็จะรีบหนีหายไปในทันใด
อาหารที่มันโปรดปรานคือไลเคนและมอส ในฤดูหนาวจะกินยอดอ่อนของต้นสนและต้นเฟอร์
เพราะเหตุนี้ กวางชะมดหอมส่วนมากจึงจะมีถิ่นที่อยู่ประจำ จนกว่าอาหารรอบๆ จะหมดถึงจะย้ายไปที่อื่น
ทางเดินของกวางเขา ก็คือรอยเท้าที่มันทิ้งเอาไว้
ถ้าดูผ่านๆ จะคล้ายรอยเท้าวัวขนาดเล็ก แต่ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่ามีความแตกต่าง
เนื่องจากขาหลังของกวางชะมดยาวกว่าขาหน้า เวลาเดินหรือกระโดด ขาหลังจะอยู่ข้างหน้า ขาหน้าจะตามมาทีหลัง
สวี่ซื่อเยี่ยนก้มลงมองหาในบริเวณนั้น และก็พบกับมูลของกวางชะมดหอมอยู่บางจุด
ถ้ามูลของกวางมีผิวเรียบมันแวววาว ก็แปลว่าเพิ่งถ่ายออกมาไม่เกินสองถึงสามวัน
ถ้าผิวภายนอกเริ่มหมองหรือหยาบ ก็น่าจะถ่ายออกมาแล้วประมาณครึ่งเดือน
ถ้าบางก้อนเริ่มแตกหรือถูกกัดเซาะจนสลาย แสดงว่าผ่านมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือน
นักล่าที่มีประสบการณ์สามารถวิเคราะห์จากรอยเท้าและมูลสัตว์เหล่านี้ เพื่อประเมินเวลาที่สัตว์ผ่านมา และจับจังหวะในการออกล่าได้อย่างแม่นยำ
พอเห็นลักษณะของมูล สวี่ซื่อเยี่ยนก็รู้ทันทีว่า กวางชะมดหอมกลุ่มนี้เพิ่งจะผ่านมาที่นี่ภายในสองวัน
หานเหวินจงก็สังเกตเห็นเช่นกัน จึงนำสวี่ซื่อเยี่ยนและหานลี่หมิงเดินตามทางเดินของกวางเขาต่อไปอีก
ไกลออกไปเล็กน้อย ก็ได้ยินเสียงบางอย่าง “โย่ว...โย่ว...” เสียงลอยมากับลม ดังบ้างเบาบ้าง เป็นช่วงๆ
หานเหวินจงโบกมือ ส่งสัญญาณให้สวี่ซื่อเยี่ยนและหานลี่หมิงหลบเข้าไปในพุ่มไม้เล็กๆ เตรียมปืนให้พร้อม
อีกด้านหนึ่ง หานเหวินจงใช้นิ้วบีบจมูก พองแก้มขึ้น แล้วเลียนเสียง “โย่ว...โย่วโย่ว...โย่ว” ออกมา
สวี่ซื่อเยี่ยนรู้ดีว่านี่คือไม้เด็ดของหานเหวินจง
การเลียนเสียงกวางชะมดหอมเพศภรรยา เพื่อดึงดูดตัวผู้ให้เข้ามาใกล้ เรียกวิธีนี้ว่า “การเรียกกวาง”
ไม่ใช่ใครๆ จะทำได้ง่ายๆ เมื่อก่อนสวี่ซื่อเยี่ยนต้องเรียนกับหานเหวินจงอยู่หลายเดือน ถึงจะพอเลียนเสียงได้บ้าง
นอกจากเรียกกวางแล้ว หานเหวินจงยังสามารถใช้เปลือกไม้เบิร์ชทำเป็นแตร เป่าล่อกวางได้อีกด้วย
วิธีเหล่านี้ สวี่ซื่อเยี่ยนเคยเรียนมาหมดแล้วในชาติก่อน แต่ฝีมือยังกลางๆ บางครั้งก็ได้ผล บางครั้งก็ไม่ได้ผล เขาเลยไม่ค่อยใช้นัก
ในขณะที่สวี่ซื่อเยี่ยนกำลังเหม่อคิดไปเรื่อย เสียง “โย่ว...โย่ว...” จากที่ไกลๆ ก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ดูเหมือนว่าจะมีกวางชะมดหอมตัวจริงกำลังเดินเข้ามาใกล้จริงๆ
โดยธรรมชาติ กวางชะมดหอมเพศผู้และเพศภรรยามักจะอยู่แยกกัน แต่ทุกฤดูหนาว ก็จะเป็นช่วงเวลาที่พวกมันเริ่มมองหาคู่ครอง
ตัวผู้ของกวางชะมดจะร้องตอบทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียกของตัวภรรยา และจะวิ่งตรงไปตามทิศทางของเสียงเรียกนั้น
หานเหวินจงยังคงส่งเสียงเรียกต่อไป และเป็นระยะ ๆ ก็มีเสียงตอบกลับของกวางชะมดตัวผู้ดังมาจากป่าไกล ๆ ฟังดูแล้ว เหมือนจะมีอยู่หลายตัวทีเดียว
ตอนนั้นเอง หานเหวินจงก็แอบอยู่ในพุ่มไม้ ถือปืนเตรียมพร้อม และปากก็ยังไม่หยุดส่งเสียงเรียก
สวี่ซื่อเยี่ยนและหานลี่หมิงซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย สายตาทั้งสองจับจ้องผ่านช่องว่างของพุ่มไม้ออกไปด้านนอก คอยระวังสถานการณ์รอบข้างตลอดเวลา
จากนั้นก็เห็นพวกมันกลุ่มหนึ่ง ตัวมีขนสั้นสีน้ำตาลทั้งตัว
หน้าตาเหมือนกวางตัวเล็ก ไม่มีเขาแยกตรงหน้าผาก ข้างคอมีขนขาวเรียงกันเป็นแถว ขายาวเรียว หางสั้น มีหูสองข้างที่ใหญ่และกลม ดวงตาคู่นั้นก็โต
กวางชะมดหอมมีนิสัยระแวดระวังโดยธรรมชาติ มันชูหูขึ้น เอนคอเล็กน้อย มองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง เห็นได้ชัดว่ามันกำลังตามหาเสียงของตัวภรรยา
และในตอนนั้นเอง สวี่ซื่อเยี่ยน หานเหวินจง และหานลี่หมิง ก็ลั่นไกปืนพร้อมกัน
เสียงปืนดังสนั่นขึ้นหลายสิบนัด กวางชะมดบางตัวล้มลง ส่วนตัวอื่น ๆ ที่เหลือตกใจจนวิ่งหนีหายไปในพริบตา
พวกมันวิ่งเร็วมาก แค่ชั่วพริบตาก็ไม่เห็นเงาแล้ว
ทั้งสามคนออกมาจากพุ่มไม้ มองดูร่างของกวางชะมดที่นอนแน่นิ่งอยู่สี่ถึงห้าตัวบนพื้น
“วันนี้ได้ไม่น้อยเลยนะ ตัวหนึ่งก็ขายได้หลายร้อย ไม่แพ้ถุงดีหมีเลย” หานเหวินจงว่า
กวางชะมดนี่ไม่ค่อยจะเจอบ่อย แม้จะเจอก็ใช่ว่าจะจับได้ ถ้าไม่มีวิธีของหานเหวินจง ก็ไม่มีประโยชน์
ยังไม่ทันจะเข้าใกล้ มันก็หนีไปแล้ว
ทั้งสามรีบเข้าไป เอาถุงกลิ่นหอมออก แล้วก็ผ่าท้อง ควักเอาเครื่องในออกมา
“ลุงหาน คิดว่ามีทางจับมันเป็น ๆ ได้ไหม?” สวี่ซื่อเยี่ยนถามหานเหวินจงพลางทำงานไปด้วย
เมื่อก่อนสวี่ซื่อเยี่ยนไม่เคยคิดมากนัก
การล่าสัตว์ก็เป็นแค่วิธีหาเงิน ขอแค่หาเงินได้ พอมีชีวิตที่ดีขึ้น เจอสัตว์ก็ไม่เคยลังเลใจ
แต่ตั้งแต่เขากลับมาเจอเจ้าหมาขี้เกียจอีกครั้ง แล้วก็จับตัวเซเบิ้ลสีม่วงได้เป็น ๆ ความคิดของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป
การล่าสัตว์แบบหยาบ ๆ ป่าเถื่อนแบบนี้ มันทำลายความยั่งยืนของธรรมชาติอย่างรุนแรง
พวกหมูป่า ตัวแบดเจอร์ที่ทำลายไร่นา หรือหมีที่อาจทำร้ายคน ก็พอเข้าใจได้
แต่สัตว์บางอย่างที่มีมูลค่าเศรษฐกิจสูง และไม่ได้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เช่น เซเบิ้ลสีม่วง กวางชะมด กวางป่า
สัตว์พวกนี้ เราจะหาวิธีจับมันเป็น ๆ แล้วนำมาเลี้ยงดูได้ไหม?
หานเหวินจงได้ยินที่สวี่ซื่อเยี่ยนพูดก็หัวเราะเบา ๆ แล้วส่ายหัว
“ยากนะ กวางชะมดมันระแวดระวัง จะวางกับดักจับก็ไม่ง่าย
อีกอย่าง ถึงจับมาได้ แล้วจะเลี้ยงยังไง? สุดท้ายก็ต้องฆ่าเพื่อเอาถุงกลิ่นหอมอยู่ดี”
ในยุคนั้น คนยังไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว มีกลิ่นชะมดที่สามารถเก็บเกี่ยวได้โดยไม่ต้องฆ่าสัตว์
ดังนั้นนักล่าจึงฆ่ากวางชะมดตัวผู้เพื่อเอาถุงกลิ่นหอมเสมอ
แต่สวี่ซื่อเยี่ยนรู้นี่นา
ในอนาคต มีการเลี้ยงสัตว์อย่างกวางชะมด แมวชะมด หนูชะมดในระบบฟาร์ม ซึ่งสามารถสกัดกลิ่นชะมดออกมาโดยไม่ต้องฆ่าสัตว์เลย
สวี่ซื่อเยี่ยนคิดว่า นี่อาจจะเป็นทางหนึ่ง ถ้าศึกษาให้เข้าใจดี ก็ไม่จำเป็นต้องฆ่าสัตว์พวกนี้มากมาย
แล้วอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า พวกมันจะได้ไม่สูญพันธุ์หมด
“ทุกอย่างคนเราคิดขึ้นมาเองได้ ลองคิดดูหน่อยก็แล้วกัน”







