อาคารกลุ่มยุทธ์วิถีมนุษย์
รถจักรยานยนต์ที่ส่งเสียงคำรามดังกึกก้องพุ่งทะยานผ่านหมู่เมฆ แล่นฉิวมาจอดบนชั้นสูงระดับร้อยกว่าชั้น
เสิ่นเย่กระโดดเข้าไปทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ โบกมือหนึ่งครั้ง แล้วเก็บรถจักรยานยนต์เข้าไปในแหวน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นทันที
เสิ่นเย่เปิดประตูออก ก็เห็นผู้ใช้พลังอาชีพที่มีอาวุธครบมือสองคนยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดิน
"เมื่อกี้มีเสียงอะไรน่ะ?" คนหนึ่งถามขึ้น
"ผมเอามอเตอร์ไซค์ออกไปบินวนในกลีบเมฆมาน่ะครับ ไม่มีอะไรหรอก" เสิ่นเย่พูดพลางหัวเราะ
"มันหนวกหูเกินไป กลางคืนอย่าทำแบบนี้อีก แถมมันยังไม่ปลอดภัยด้วย" อีกคนกล่าว
"ขอโทษครับ คราวหน้าจะไม่ทำแล้ว" เสิ่นเย่ตอบ
ประตูปิดลง
เสิ่นเย่ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เขาไปอาบน้ำก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็หาของกินของดื่มจากตู้เย็น มานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าโต๊ะอาหาร กินไปดื่มไปพลางนึกย้อนถึงวิดีโอคลิปนั้น
ตามที่ซ่งชิงหยุ่นพูดไว้
ตอนเด็ก...
เคยเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริงๆ งั้นหรือ?
พอลองนึกทบทวนดูดีๆ ดูเหมือนว่าตอนอายุห้าหกขวบ จะเคยเกิดเรื่องนี้ขึ้นจริงๆ
พูดไปก็น่าขัน
เขาเอาแต่ตามหาในความทรงจำมาตลอดว่าเคยไปล่วงเกินใครไว้ เพื่อหาเหตุผลที่ถูกตามล่า
ใครจะไปรู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นเพราะเคยช่วยเด็กผู้หญิงสองคนเอาไว้ ถึงได้ถูกเพ่งเล็ง!
เสิ่นเย่อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า
บัดซบเอ๊ย
พวกลูกหลานตระกูลใหญ่พวกนี้มันไม่ใช่คนจริงๆ
แค่ไม่รู้ว่า หลังจากที่พวกมันพบว่าเขายังไม่ตาย พวกมันจะทำยังไงต่อไป
ในเมื่อการส่งนักฆ่ามาเป็นแค่การ "เล่นสนุก" ในสายตาพวกมัน แล้วถ้าเกิดพวกมันเอาจริงขึ้นมา จะทำยังไงล่ะ?
เสิ่นเย่ขยับข้อมือไปมาโดยไม่รู้ตัว
บ้าจริง
ตัวเขาเองไม่มีวิธีการโจมตีอะไรเลยนี่สิ
ต้องเรียนมัธยมปลายเท่านั้นถึงจะได้เรียนรู้กระบวนท่าต่างๆ... การสอบเข้าสามโรงเรียนดังครั้งนี้ เขาจะต้องสอบผ่านให้ได้!
ส่วนตอนนี้ ตอนนี้เขาต้องการแต้มคุณลักษณะเพิ่มเติม
โทรศัพท์มือถือดังขึ้นกะทันหัน
หยิบขึ้นมาดู เสิ่นเย่ก็อดเลิกคิ้วเล็กน้อยไม่ได้
นี่เป็นเบอร์ที่ไม่เคยติดต่อเขามาเลย บนหน้าจอระบุไว้แค่คำว่า "ตระกูลเสิ่น"
"ฮัลโหล?"
เสิ่นเย่รับสาย
"เสิ่นเย่?" น้ำเสียงทุ้มต่ำและน่าเกรงขามของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น
"ผมเองครับ"
"ฉันคือลุงใหญ่ของแก"
ลุงใหญ่งั้นหรือ...
ลุงใหญ่แห่งตระกูลเสิ่น เสิ่นซั่วเผิง
เขาเป็นพี่ชายของพ่อ รับหน้าที่จัดการดูแลเรื่องราวทั่วไปในชีวิตประจำวันของตระกูลเสิ่น
จำได้ว่าทุกครั้งที่กลับไปตอนช่วงปีใหม่ เขาจะเป็นคนที่ส่งสายตาเย็นชาให้มากที่สุด ไม่เคยสนใจแม่กับเขาเลย แถมบางครั้งยังพูดจาเยาะเย้ยพ่ออีกสองสามประโยค
เขาโทรมาทำไมกัน?
"สวัสดีครับลุงใหญ่" เสิ่นเย่กล่าว
"คืออย่างนี้นะ ช่วงนี้แกสบายดีไหม?" เสิ่นซั่วเผิงถาม
"ก็สบายดีครับ" เสิ่นเย่ตอบ
"ได้ยินว่าช่วงก่อนแกป่วยหนักไปรอบหนึ่ง" เสิ่นซั่วเผิงกล่าว
"ใช่ครับ ตอนนี้หายดีแล้ว" เสิ่นเย่ตอบ
ดูเหมือนว่า...
เซียวเมิ่งอวี๋จะกระจายเรื่องนี้ออกไปแล้วจริงๆ
ตอนนี้เรื่องราวทั้งหมดเริ่มส่งผลในเบื้องต้นแล้ว
การที่ลุงใหญ่คนนี้ยอมโทรหาเขา ก็เป็นแค่การสร้างภาพ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตระกูลเสิ่นเองก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เหมือนกัน
เสิ่นเย่ส่ายหน้า
อันที่จริงถ้าตระกูลเสิ่นใส่ใจเขาจริงๆ ป่านนี้ก็ควรส่งคนมาหาเขาเพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แล้วปกป้องเขาแล้ว
แต่ผลลัพธ์กลับมีแค่โทรศัพท์สายเดียวเท่านั้น
"ก็ดีแล้ว... ความจริงฉันมีเรื่องหนึ่งจะบอกแก" เสิ่นซั่วเผิงกล่าว
"ครับ? เชิญพูดมาได้เลย" เสิ่นเย่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
"แกยังจำได้ไหมว่า ทุกปีตอนที่กลับมาฉลองปีใหม่ที่ตระกูลเสิ่น จะมีลูกหลานจากตระกูลใหญ่อื่นๆ มาเยี่ยมเยียนตระกูลเสิ่นของเรา" เสิ่นซั่วเผิงกล่าว
"จำได้ครับ" เสิ่นเย่ตอบ
"เมื่อก่อนแกยังเด็กไม่รู้ประสีประสา ก่อเรื่องวุ่นวายไว้ตั้งมากมาย รอฉันจัดการสักหน่อย อีกไม่กี่วัน แกลองกลับมาขอขมาลูกหลานตระกูลใหญ่เหล่านั้นต่อหน้าธารกำนัลซะ" เสิ่นซั่วเผิงกล่าว
"ขอขมา?" เสิ่นเย่ทวนคำ
"นี่ก็เพื่อตัวแกเองนะ ตอนเด็กแกไปล่วงเกินคนไว้เยอะแยะ ตอนนี้ต้องออกมายอมรับผิดอย่างเปิดเผย เพื่อแลกกับการให้อภัยจากคนอื่น แบบนี้ตระกูลเสิ่นของเราจะได้มีหน้ามีตาด้วย เข้าใจไหม?" เสิ่นซั่วเผิงกล่าว
เสิ่นเย่ค่อยๆ ตกผลึกความคิด
ทั้งที่เขาเป็นเหยื่อผู้ถูกตามล่าแท้ๆ...
ตอนนี้ตระกูลเสิ่นรู้เรื่องนี้แล้ว แต่กลับจะให้เขาออกมาขอโทษ
ขอโทษงั้นหรือ?
ถ้าเขาขอโทษ ก็เท่ากับว่าผู้เสียหายเป็นฝ่ายออกหน้าแก้ต่างให้พวกลูกหลานตระกูลใหญ่เหล่านั้น โดยหวังว่าทุกคนจะไม่เอาผิดพวกมัน
ลุงใหญ่คนนี้จะได้รับความชื่นชมจากเรื่องนี้งั้นสิ?
...หรือว่ามีผลประโยชน์อื่นแอบแฝง?
เสิ่นเย่ยกน้ำสับปะรดบนโต๊ะขึ้นดื่มอึกหนึ่ง แล้วพูดเนิบๆ ว่า
"ผมจำเรื่องที่เกิดขึ้นตอนเด็กได้ ดูเหมือนว่าผมไม่ได้ไปล่วงเกินใครเลยนะครับ"
"...บางทีลุงใหญ่อาจจะยกตัวอย่างมาสักสองสามเรื่องได้ไหมครับ? อีกฝ่ายเป็นใคร? ผมไปล่วงเกินเขาได้ยังไง? แล้วมันเกิดขึ้นตอนไหน?"
"แกไม่ต้องสนใจอะไรให้มากความ ถึงเวลาก็ทำตามที่ฉันบอกก็พอ" เสิ่นซั่วเผิงกล่าวเสียงเข้ม
เสิ่นเย่ยิ้มออกมาอย่างไร้เสียง
ถ้าเขาไม่รู้ความจริงของเรื่องนี้ ก็อาจจะคิดว่าตัวเองเคยไปล่วงเกินใครเข้าจริงๆ
ถ้าเขาเคยไปรังแกคนอื่น แล้วตอนนี้เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวาย ตระกูลออกหน้าให้เขาไปขอโทษ เขาก็ยินดีที่จะเอ่ยคำว่าขอโทษกับคนอื่น
ทว่า...
ตอนนี้เขารู้ความจริงแล้ว
ยังคิดจะปั่นหัวเขาอีกหรือ?
ไม่มีทางเสียหรอก
"ลุงใหญ่ครับ" เสิ่นเย่ครุ่นคิดก่อนพูด "แต่มันมีปัญหาอยู่อย่างนึง ถ้าไม่แก้ปัญหานี้ ผมก็คงทำตามคำสั่งของลุงใหญ่ไม่ได้หรอกครับ"
"เรื่องอะไร? หรือว่าจะเป็นเรื่องยาเสริมไขกระดูก? หึ อายุน้อยแค่นี้ เรื่องอื่นไม่ยักกะเรียนรู้ ทีเรื่องเห็นแก่ผลประโยชน์ล่ะเรียนรู้ไวนักนะ" เสิ่นซั่วเผิงพูดเย้ยหยัน
"ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกครับ แต่เป็นความสงสัยในใจผมต่างหาก ความสงสัยนี้มันคอยขัดขวางไม่ให้ผมเชื่อฟังคำสั่งของลุงมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว" เสิ่นเย่กล่าว
"สงสัยอะไร?" เสิ่นซั่วเผิงถาม
เสิ่นเย่ถามอย่างระมัดระวัง "ลุงคิดว่าตัวเองเป็นใครใหญ่มาจากไหนเหรอครับ?"
"เสิ่นเย่ ฉันขอเตือนแกนะ พูดดีๆ ไม่ชอบ อย่าให้ต้องใช้ไม้แข็ง" ปลายสายพูดด้วยความโกรธ
"ดูเหมือนลุงจะหลงตัวเองจังเลยนะครับ" เสิ่นเย่หัวเราะคิกคัก "ในเมื่อลุงเก่งกาจขนาดนี้ ทำไมไม่ไปกระดิกหางอ้อนวอนต่อหน้าคนพวกนั้นด้วยตัวเองเลยล่ะครับ?"
น้ำเสียงของเสิ่นซั่วเผิงชะงักไป ก่อนจะถามด้วยความประหลาดใจ "แกรู้แล้วเหรอ?"
"ผมรู้อะไรเหรอครับ?" เสิ่นเย่แสร้งพูดด้วยน้ำเสียงตกใจ "ลุงใหญ่จะไปส่ายก้นต่อหน้าคนพวกนั้นจริงๆ เหรอครับ?"
"เรื่องพวกนี้แกไม่มีสิทธิ์เลือก แกคิดว่าตัวเองจะขัดขืนการตัดสินใจของปู่แกได้งั้นเหรอ?" เสิ่นซั่วเผิงกล่าว
สายถูกตัดไปกะทันหัน
มุมปากของเสิ่นเย่กระตุกยิ้ม เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วต่อสายหาจ้าวเสี่ยวซางผู้เป็นแม่ โดยไม่ได้พูดเรื่องอื่น เพียงบอกแค่ว่าลุงใหญ่โทรมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเขา
ใครจะรู้ว่าในหูฟังจะปรากฏเสียงโกรธเกรี้ยวของจ้าวเสี่ยวซางดังขึ้นมาทันที:
"หึ พวกเราอยากกลับไปขอยาเสริมไขกระดูกสักเม็ด ผลคือโดนเขาด่าเปิงกลับมา แถมยังไม่ให้เข้าประตูตระกูลเสิ่นด้วยซ้ำ เขาจะมาสนใจลูกได้ยังไง?"
"อย่าไปรับสายเขาอีกนะ!"
ในใจของเสิ่นเย่ยิ่งกระจ่างแจ้งขึ้นไปอีกหลายส่วน
เขาปลอบใจแม่ไปสองสามประโยค แล้วชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ จนกระทั่งอารมณ์ของแม่ดีขึ้น ถึงได้วางสาย
เรื่องของตระกูลเสิ่น ต่อจากนี้ไปเขาจะไม่สนใจอีกแล้ว
ต่อให้อ้อนวอน เขาก็ไม่มีวันกลับไป!
โทรศัพท์ดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างกะทันหัน
"ฮัลโหล?"
"สวัสดีค่ะ" เสียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากเครื่องรับสาย เจือด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ "ฉันคือเยี่ยนชิวหลิงจากเกาะฟีนิกซ์ทางตะวันออกเฉียงใต้ ฉันเดาว่าคุณต้องเคยได้ยินชื่อเสียงของตระกูลเยี่ยนของเราแน่ๆ"
"อ้อ เคยได้ยินแน่นอนครับ พวกคุณคือตระกูลใหญ่ที่โด่งดัง ไม่มีใครไม่รู้จัก ไม่มีใครไม่เคยได้ยิน... มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?" เสิ่นเย่ถาม
"เสิ่นเย่ใช่ไหมคะ ฉันอยากเชิญคุณมาร่วมงานปาร์ตี้เที่ยงคืนของฉัน ที่นี่มีผู้หญิงอยู่ไม่น้อยเลย ทุกคนอยากเจอคุณค่ะ" หญิงสาวยังคงพูดด้วยรอยยิ้ม
"คงไม่ค่อยดีมั้งครับ มันดึกมากแล้ว ผมไม่สะดวกออกไปข้างนอกน่ะ" เสิ่นเย่ตอบ
"ไม่เป็นไรค่ะ ถือซะว่าเห็นแก่หน้าฉัน ฉันจะส่งกระสวยบินไปรับคุณเอง" เยี่ยนชิวหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
"ไม่ได้หรอกครับ พวกเราเป็นผู้ชาย จะออกไปไหนมาไหนตอนกลางคืนสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ต้องรู้จักปกป้องตัวเอง ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะครับ บ๊ายบาย"
ติ๊ด
สายถูกตัดไป
รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปากของเสิ่นเย่
...เซียวเมิ่งอวี๋บอกว่าเรื่องนี้ถูกแฉออกไปแล้ว
ตระกูลใหญ่พวกนี้หูตากว้างไกลที่สุด ต้องรู้เรื่องทั้งหมดแล้วแน่ๆ ถึงได้มีลูกสาวตระกูลใหญ่โทรหาเขาแบบนี้
"ผู้ชายที่ซ่งชิงหยุ่นอยากแต่งงานด้วย"
พวกเธอแค่รู้สึกสงสัย อยากจะเห็นว่าเขาเป็นคนแบบไหนกันแน่ก็แค่นั้น
อันที่จริงแล้ว ถ้าคุณอยากเชิญคนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนไปร่วมงาน ก็ควรจะเตรียมตัวล่วงหน้าและแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่ใช่หรือไง?
การที่จู่ๆ ก็เรียกคุณไปกะทันหัน โดยพื้นฐานแล้วก็คือการไม่ให้เกียรติคุณ
...ยกเว้นพวกเพื่อนซี้ปึ้กล่ะนะ
โทรศัพท์ดังขึ้นอีก
"ฮัลโหล?"
เสียงผู้หญิงอีกคนหนึ่งดังขึ้น "คุณไม่ไว้หน้าพี่เยี่ยนเกินไปแล้วนะ รู้ไหมว่านี่มันเป็นบุญหล่นทับขนาดไห—"
"ไม่ใช่นะครับ" เสิ่นเย่พูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจเบาๆ "พวกคุณมีผู้หญิงตั้งเยอะแยะ ผมกลัวว่าพวกคุณจะมอมเหล้าผม ย่ำยีผม แล้วก็ชี้มาที่เรือนร่างอันเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของผมแล้วพูดว่า ‘ดูสิ นี่ไงไอ้หมอนั่น’"
ปลายสายถึงกับอึ้งไป
เสิ่นเย่กดวางสายอีกครั้ง
ปิดเครื่อง
เขาบิดขี้เกียจ ลุกขึ้นยืน แล้วค่อยๆ ขยับร่างกายไปมา
...ความแข็งแกร่งต่างหากที่สำคัญที่สุด
แม่งเอ๊ย คิดจะเอาเขาไปเป็นของจัดแสดงให้ดูงั้นสิ ถ้าเกิดเขาเป็น "ภัยพิบัติ" ซะเอง จะยังกล้าสั่งให้เขาไปแบบนี้อีกไหม?
จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจเขา
เหตุการณ์พิเศษนั้น...
"หากแถบคำประเมินที่คุณได้รับในครั้งต่อไปยังคงเป็นแถบคำสีเขียว ‘คนกันเอง’ ก็จะได้รับแถบคำเกียรติยศพิเศษ ‘คนธรรมดาที่ได้รับแถบคำประเมินเดียวกันเป็นกรณีพิเศษติดต่อกันสามครั้ง’"
"แถบคำเกียรติยศนี้จะกระตุ้นให้เกิดพลังแห่งการสั่นพ้องอย่างรุนแรง เพื่อเรียกหาความสามารถที่ซ่อนอยู่ชนิดหนึ่งให้จุติลงมา"
"คุณมีโอกาสเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นที่จะได้รับความสามารถที่ซ่อนอยู่นี้"
ความสามารถที่ซ่อนอยู่
เสิ่นเย่พึมพำในใจ พร้อมกับถอนหายใจออกมาลึกๆ
บนโลกใบนี้ จะมีเรื่องดีๆ แบบที่แค่นั่งอยู่บ้านก็สามารถกำจัดศัตรูทั้งหมดได้ด้วยงั้นหรือ?
ไม่มีหรอก!
แม้แต่ "นักถลกหนัง" เขาก็ยังเผชิญหน้ามาแล้ว
ถ้าตอนนั้นเขาไม่ไป เซียวเมิ่งอวี๋ก็คงพ่ายแพ้จนตกตายไปแล้ว งั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็คงไม่ถูกเปิดโปงออกมา และเรื่องราวก็คงไม่ดำเนินมาถึงขั้นนี้
ดังนั้นสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำมากที่สุดในตอนนี้ ก็คือการยกระดับความแข็งแกร่ง
ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านการจัดแจงของตระกูล หรือการกำจัดพวกลูกหลานตระกูลใหญ่เหล่านั้น เพื่อแก้แค้นให้ผู้บริสุทธิ์ทุกคนและตัวเขาเอง เขาก็ล้วนต้องการพลัง!
...พลังที่จะกวาดล้างทุกสรรพสิ่ง!!!
ดูเหมือนว่าเขาจะต้องพยายามไขว่คว้ามันมาสักหน่อย ดูซิว่าจะสามารถได้รับความสามารถที่ซ่อนอยู่นี้มาได้หรือไม่
"ประตู"
ประตูบานหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเสิ่นเย่อย่างเงียบเชียบ
สิ่งที่ต่างไปจากปกติก็คือ บนประตูค่อยๆ ปรากฏตัวอักษรเรืองแสงขนาดเล็กขึ้นมาทีละบรรทัด:
"เหลือเวลาอีก 7 นาทีก่อนถึงเที่ยงคืน"
"ในวันใหม่นี้ การเข้าประตูเป็นครั้งแรกของคุณจะได้รับแถบคำประเมิน"
"ปัจจุบันมีโอกาสได้รับความสามารถที่ซ่อนอยู่แบบพิเศษ"
"เงื่อนไขการบรรลุ:"
"ได้รับแถบคำประเมิน ‘คนกันเอง’ เป็นครั้งที่สาม"
"เนื่องจากคุณได้รับแถบคำประเมิน ‘คนกันเอง’ มาแล้วสองครั้ง ในระหว่างการกระทำของคุณ คุณจะได้รับการ ‘แจ้งเตือนที่สำคัญ’ ในระดับหนึ่ง"
"จงจำไว้ นี่คือโอกาสเพียงครั้งเดียวที่คุณจะได้รับความสามารถที่ซ่อนอยู่นี้!"
7 นาที
เสิ่นเย่ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเปิดตู้เย็น เอาของกินของดื่มใส่เข้าไปในแหวน แล้วเริ่มรอคอยอย่างเงียบๆ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
นาฬิกาบนผนังส่งเสียงดังเป็นจังหวะ
...เที่ยงคืนมาถึงแล้ว!
เสิ่นเย่ผลักประตูออก ก้าวเท้าเข้าไปข้างใน และพลันไปปรากฏตัวอยู่ในป่าทึบแห่งหนึ่งทันที