กระบี่ยาวชักออกจากฝัก คมดาบส่องประกายเย็นเยียบ!
เฉินชิงซานยืนถือกระบี่ กลิ่นอายเย็นชาเยือกเย็น
กลุ่มคนก่อกวนเห็นดังนั้น ก็ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าในทันที
ยามนี้บ่าวทั้งสี่ของจวนเซี่ย รวมถึงหลิวเจาและอวี่อวี๋หลิงที่นำศิษย์สำนักศึกษาประจำจวิ้นก็รุดมาถึงหน้าเวที สร้างกำแพงมนุษย์ป้องกันไม่ให้มีใครบุกขึ้นไปบนแท่นหินอีก
เซี่ยซิงหานร้องเสียงดัง "ท่านอ๋องประทับอยู่ที่นี่! ผู้ใดฉวยโอกาสชุลมุนวิวาท โห่ร้องก่อกวน จับตัวเอาไว้ให้หมด! ส่งให้ท่านอ๋องทรงจัดการ!"
เดิมทีอ๋องปาตงคิดจะ 'ซ่อนตัว' ดูงิ้ว แต่กลับถูกเซี่ยซิงหานชี้ตัวท่ามกลางผู้คน เขาปรายตามองเซี่ยซิงหานแวบหนึ่ง หัวเราะเบาๆ พลางกล่าว "ก็มีแต่แม่หนูนี่แหละที่เจ้าเล่ห์นัก" จากนั้นก็ยกมือขึ้นอย่างเสียไม่ได้
ข่งฉางอวี๋เห็นสถานการณ์ก็เข้าใจกระจ่าง รีบก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว ตะโกนว่า "อย่าได้วุ่นวาย! กลับไปที่นั่งให้หมด! หากผู้ใดลงมืออีก จะลงโทษสถานหนักโดยไม่ละเว้น!"
เวลานี้ฝูงชนที่ล้อมรอบผู้เฒ่าลู่ก็ระเบิดเสียงอุทานขึ้นมาอีกสองครั้ง
"ท่านอาจารย์ฟื้นแล้ว!"
"ผู้เฒ่าลู่ยังมีชีวิตอยู่!"
ศิษย์สองสามคนที่ก่อนหน้านี้ต้องการล้างแค้นให้อาจารย์รีบลงจากเวทีไปดูท่านอาจารย์ ส่วนคนที่คิดจะฉวยโอกาสช่วงชุลมุนทุบตีหวังหยางก็ไม่กล้าลงมืออีก ต่างแตกฉานซ่านเซ็นกันไป
หวังหยางได้ยินว่าลู่ฮวนไม่เป็นอะไร ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ผู้เฒ่าลู่! ท่านพูดมาเถิด ข้ากำลังฟังอยู่!" สวีปั๋วเจินขยับเข้าไปใกล้ลู่ฮวน
ลู่ฮวนริมฝีปากม่วงคล้ำ สั่นระริกเบาๆ น้ำเสียงขาดห้วง "เด็กคนนี้... พรสวรรค์ล้ำเลิศ เหนือกว่าข้ามากนัก... มีหน่อเนื้อเชื้อไขนักปราชญ์เช่นนี้ แผ่นดิน... ช่างโชคดีนัก..."
กล่าวจบก็สลบไป
เหล่าศิษย์ไม่สนเรื่องการถกวิชาหรือท่านอ๋องอะไรแล้ว รีบพาท่านอาจารย์ไปส่งโรงหมอ
ลู่ฮวนออกไปเช่นนี้ เรื่องราวต่อจากนี้กลับจัดการได้ยากอยู่บ้าง
ตามกฎแล้ว อาจารย์ผู้บรรยายทั้งสามต้องปรึกษาหารือเพื่อตัดสินแพ้ชนะ บัดนี้ขาดลู่ฮวนไป ขั้นตอนย่อมมีข้อบกพร่อง
อีกทั้งตามลำดับเดิมที่กำหนดไว้ การถกวิชานี้ยังมีรอบที่สอง รอบที่สาม จากนั้นจึงตั้งคำถามตอบโต้กัน อาจารย์ผู้บรรยายเป็นผู้ซักถาม ท้ายที่สุดจึงจะตัดสินแพ้ชนะได้ ทว่าหวังหยางกลับปฏิเสธสำนักอักษรโบราณทั้งหมดตั้งแต่ขั้นตอนแรก! ใช้กำลังเพียงคนเดียวกวาดล้างไปทั่วทั้งงาน! กระทั่งอาจารย์ผู้บรรยายทั้งสามก็ยังอยู่ในกลุ่มที่ถูกกวาดล้างด้วย! ขั้นตอนหลังจากนี้ย่อมไม่อาจดำเนินต่อไปได้แล้ว
ดังนั้นไม่ว่าจากสถานการณ์จริง หรือคำพูดที่ลู่ฮวนกล่าวก่อนออกไป หวังหยางล้วนเป็นผู้ชนะอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ปัญหาในตอนนี้ก็คือ ไม่ว่าสวีปั๋วเจินหรือเสิ่นหลินซื่อ ล้วนไม่ยินยอมตัดสินให้หวังหยางเป็นฝ่ายชนะ
เพราะเมื่อใดที่ตัดสินให้หวังหยางชนะ ก็เท่ากับแสดงว่าพวกเขายอมรับข้อสรุปที่ว่าซ่างซูฉบับอักษรโบราณเป็นของปลอม เช่นนั้นความพยายามในการศึกษาซ่างซูฉบับอักษรโบราณมาหลายสิบปีของตน จะไม่กลายเป็นเรื่องตลกไปหรอกหรือ? ตำราเฉพาะทางที่เขียนไว้ในวันวาน จะไม่กลายเป็นเศษกระดาษไปหมดหรืออย่างไร?!
แน่นอนว่าไม่ใช่ปัจจัยเรื่องผลประโยชน์เพียงแค่นี้ แม้จะมองจากมุมมองทางวิชาการ การฟันธงว่าซ่างซูฉบับอักษรโบราณเป็นของปลอมนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร จะอาศัยแค่คำพูดชุดเดียวของหวังหยางอย่างเจ้าแล้วยอมรับเลยก็คงไม่ได้
แม้ว่าฟังดูแล้วจะมีเหตุผลมากจริงๆ แต่รายละเอียดจะเป็นเช่นไร ยังต้องค้นคว้าใคร่ครวญดูอีก ทั้งสองต่างศึกษาซ่างซูฉบับอักษรโบราณมาทั้งชีวิต ไม่มีใครยอมรับข้อสรุปของหวังหยางอย่างลวกๆ เช่นนี้ได้
แต่หากจะให้ตัดสินชี้ขาดว่าหวังหยางแพ้ ชายชราทั้งสองก็ไม่ได้หน้าหนาถึงเพียงนั้น
เขาใช้ฝีปากโต้เถียงกับกลุ่มปราชญ์เพียงลำพัง อาจารย์ผู้บรรยายทั้งสามลงสนามพร้อมกัน ล้วนถูกโต้แย้งจนพูดไม่ออก ต่อหน้าผู้คนมากมายปานนี้ จะหน้าด้านบอกว่าเขาถกวิชาแพ้ได้อย่างไร? ต่อให้ทุ่มสุดตัวไม่หน้าบางแล้ว ก็ไม่อาจทำให้ผู้คนยอมรับได้อยู่ดี!
ไม่อยากตัดสินให้ชนะ และไม่อาจตัดสินให้แพ้ ดังนั้นจึงตกอยู่ในสภาวะชะงักงันอันเงียบงันและพิลึกพิลั่น
หัวหน้าทหารม้าองครักษ์หวังชงเทียนเป็นคนใจแคบมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งยังโกรธแค้นเรื่องที่เสียหน้าในตลาดเมื่อวันก่อน เขารู้ว่าท่านอ๋องเอนเอียงไปทางสำนักศึกษาอ๋อง ยามนี้ดวงตากลอกกลิ้ง โน้มตัวกล่าวกับอ๋องปาตงว่า
"ท่านอ๋อง มิสู้ใช้เหตุผลว่าอาจารย์ผู้บรรยายขาดหายไป ประกาศให้ผลการถกวิชาครั้งนี้รอการหารือ หรือยกเลิกไปเสียเลยพะย่ะค่ะ..."
อ๋องปาตงหัวเราะ "ตาแก่สองคนนั้นรักหน้าตา แล้วเปิ่นหวังจะไม่รักงั้นหรือ?" เขายืดเส้นยืดสาย มองไปทางหวังหยาง เอ่ยถามว่า "ที่อยู่ในมือเจ้านั่นคือสิ่งใด? พัดหรือ?"
ไม่มีใครคาดคิดว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ประโยคแรกที่อ๋องปาตงเอ่ยกับหวังหยางจะเป็นประโยคนี้!
แน่นอนว่าคำถามนี้ของท่านอ๋อง ช่างตรงกับใจของบัณฑิตหนุ่มหลายคนในที่นี้พอดี!
ความใส่ใจที่พวกเขามีต่อคำถามนี้ ถึงกับล้ำหน้าผลแพ้ชนะไปเสียอีก!
หวังหยางดีใจอยู่เงียบๆ เดิมทียังคิดแผนการสองสามอย่างเพื่อดึงเรื่องไปถึงที่มาของพัด ตอนนี้มีท่านอ๋องสอบถาม กลับช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก
"พัดนี้มีนามว่าพัดพับ ข้าน้อยซื้อมาจากร้าน 'เหลียงโหย่วจาย' ทางทิศตะวันตกของตลาดใหญ่จิงโจว ได้ยินว่าทั่วทั้งแผ่นดินมีเพียงร้านนี้ที่วางขาย เป็นสิ่งประดิษฐ์ของยอดคนเร้นกายผู้หนึ่ง ยามที่ผู้สันโดษท่านนั้นประดิษฐ์สิ่งนี้ขึ้นมา ยังได้ประพันธ์บทกวีเล็กๆ ไว้บทหนึ่งด้วยขอรับ
มิขอเสื้อคลุมทอง มิเป็นขุนนางโหว ร้อยปีดั่งความฝัน สิ่งนี้งามสง่า!
ตอนนั้นข้าน้อยเห็นว่าน่าสนใจ จึงซื้อมาด้ามหนึ่ง หยิบมาเล่นยามว่าง ก็น่าสนใจอยู่บ้างจริงๆ เพียงแต่ราคาไม่ถือว่าถูก ต้องใช้เงินหนึ่งหมื่นอีแปะต่อหนึ่งด้าม ทั้งร้านเหลียงโหย่วจายก็มีเพียงสิบด้ามเท่านั้น"
มุมปากของเซี่ยซิงหานขยับเล็กน้อย เป็นองศาที่แนบเนียน
อ๋องปาตงกล่าวกับข่งฉางอวี๋ "ไป ให้คนซื้อกลับมาสักสองสามด้าม"
ข่งฉางอวี๋รีบสั่งการลงไปทันที
บรรดาบัณฑิตฐานะร่ำรวยในลานก็รีบส่งผู้ติดตามของตนออกไปเช่นกัน
หวังหยางสะใจอยู่เงียบๆ!
ตอนนั้นเขาจงใจให้เถ้าแก่ร้านแบ่งแยกพัดพับทั้งสามสิบด้าม โดยให้เป็นด้ามสีดำสิบด้าม และด้ามสีไม้เดิมยี่สิบด้าม อีกทั้งยังกำหนดส่วนต่างราคาไว้ที่สองพันอีแปะ
หากเมื่อครู่เขาบอกไปตามตรงว่ามีสามสิบด้าม ท่านอ๋องก็อาจจะไม่สนใจถึงเพียงนี้ และผลลัพธ์ของการแย่งกันซื้อก็ย่อมไม่ดีเท่าตอนนี้อย่างแน่นอน
อ๋องปาตงสั่งการเรื่องพัดเสร็จ จึงกลับเข้าสู่เรื่องหลัก เขากล่าวกับผู้คนว่า "ยืดเยื้อเช่นนี้ก็ไร้ความหมาย เอาอย่างนี้เถอะ หวัง... อะไรนะ?"
ข่งฉางอวี๋เตือนความจำ "หวังหยางพะย่ะค่ะ"
"ใช่ หวังหยาง เปิ่นหวังจะตั้งคำถามสักข้อ หากเจ้าตอบถูก ผู้ชนะในการถกวิชาครั้งนี้ก็คือเจ้า หากเจ้าตอบไม่ถูก ก็ค่อยว่ากันใหม่ เป็นอย่างไร?"
หวังหยางคิดในใจ 'ไม่เห็นจะเป็นยังไงเลย' เห็นอยู่ชัดๆ ว่าผมชนะแล้ว ยังจะมาไม้นี้อีก
แต่ท่านอ๋องใช่ว่าจะเป็นบุคคลที่สามารถพูดคุยด้วยเหตุผลได้ หวังหยางจึงได้แต่ประสานมือกล่าว "เชิญท่านอ๋องตั้งคำถามขอรับ"
"ได้ๆๆ ขอเปิ่นหวังคิดดูก่อน..."
ทุกคนล้วนรู้ดีว่าอ๋องปาตงชอบวิทยายุทธไม่ชอบบุ๋น เมื่อเห็นเขาต้องการตั้งคำถามจึงล้วนอยากรู้อยากเห็น ว่าเขาจะถามคำถามอะไรออกมาได้
อ๋องปาตงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตบต้นขาฉาด "คิดออกแล้ว! เจ้าลองบอกมาสิ ว่าการอ่านซ่างซูฉบับอักษรโบราณนี้ ต้องใช้เวลาเร็วที่สุดนานเท่าใด?"
ทุกคนต่างตะลึงงัน
นี่นับเป็นคำถามอันใดกัน?
ประเด็นคือมันไม่มีคำตอบมาตรฐานนี่นา!
จะตัดสินว่าถูกหรือผิดได้อย่างไรกัน?
คนส่วนใหญ่นึกคิดในใจว่าอ๋องปาตงช่างเหลวไหลเกินไปแล้ว ส่วนคนกลุ่มน้อยกลับสงสัยว่าท่านอ๋องต้องการเข้าข้างสำนักศึกษาอ๋อง ดังนั้นจึงได้ถามคำถามที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ ถึงเวลานั้นถูกหรือผิดก็ให้ท่านอ๋องเป็นคนอธิบายเองไม่ใช่หรือ? หากเจ้าบอกว่าเร็วที่สุดใช้เวลาสองชั่วยามจึงจะอ่านจบ ท่านอ๋องก็บอกว่าผิด ยังสามารถเร็วกว่านี้ได้อีก แล้วเจ้าจะทำอย่างไรได้?
อย่างไรเสียคำถามแบบนี้ก็ไม่มีหลักฐานอ้างอิงเชิงประจักษ์ใดๆ ให้เอ่ยถึง ท่านอ๋องบอกว่าเจ้าผิด ไม่ผิดก็ต้องผิด
หลิวเจา เซี่ยซิงหาน และคนอื่นๆ เห็นสถานการณ์เช่นนี้ต่างก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลขึ้นมา
หวังหยางหลับตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลืมตาขึ้นกล่าวว่า "เร็วที่สุดต้องใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาเดียวขอรับ"
เหล่าปราชญ์ทั่วทั้งลาน มีสีหน้างุนงงถึงขีดสุด!
อ๋องปาตงเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน!
เดิมทีเขาเพียงแค่ตั้งคำถามส่งเดชไปเพื่อความบันเทิง ไม่คาดคิดว่าคนผู้นี้จะตอบได้ส่งเดชยิ่งกว่าที่เขาถามเสียอีก!
เปิ่นหวังทำส่งเดชได้ แต่เจ้าทำไม่ได้
อ๋องปาตงหน้าตึงเครียด "เวลาชั่วพริบตาเดียวเจ้าสามารถอ่านจบได้หรือ? เจ้ากำลังล้อเล่นกับเปิ่นหวังอยู่ใช่หรือไม่?"
หลิวเจาเห็นสีหน้าของท่านอ๋อง ก็กังวลใจอย่างยิ่ง คิดว่านิสัยของหวังหยางนั้น ทั้งจริงจังทั้งขี้เล่น บางครั้งก็มีพฤติกรรมกำเริบเสิบสานทำตามอำเภอใจ หากเป็นเวลาปกติก็คงไม่เป็นอะไร ทว่าท่านอ๋องผู้นี้ทำเรื่องราวตามอำเภอใจไร้ข้อห้ามมาแต่ไหนแต่ไร หากไปยั่วโมโหเขาเข้าจริงๆ คงจบเรื่องได้ไม่สวยแน่
ส่วนเซี่ยซิงหานก็แอบครุ่นคิดแผนรับมืออยู่สองสามแผนอย่างเงียบๆ
สำหรับหวังชงเทียนกับหลิวเฉิงทั้งสองคนแน่นอนว่าต้องดีใจมาก แทบจะรอให้หวังหยางยั่วโมโหท่านอ๋องไม่ไหวแล้ว
หวังหยางกล่าว "สิ่งที่ข้าน้อยพูดคือความจริง จะกล้าล้อเล่นกับท่านอ๋องได้อย่างไรขอรับ?"
อ๋องปาตงหน้าตึงยิ่งกว่าเดิม "ตอนนี้เจ้าก็อ่านสิ! เปิ่นหวังอยากจะดูนักว่าเจ้าจะอ่านจบในชั่วพริบตาได้อย่างไร!"
หวังหยางพูดอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา "ซ่างซูฉบับอักษรโบราณ"
จากนั้นก็มองไปที่อ๋องปาตง "อ่านจบแล้วขอรับ"
อ๋องปาตง: ???
ทุกคน: ???
เงียบงันไปชั่วครู่ อ๋องปาตงก็ระเบิดเสียงหัวเราะฮ่าๆ ออกมา!
บรรดาผู้คนที่กลั้นหัวเราะเอาไว้ถึงได้หัวเราะตามออกมา







