คืนนั้น ซูอวี่ค้างคืนที่หอพักครูของหลิวเหวินเยี่ยน
นี่เป็นครั้งแรกที่ซูอวี่ค้างคืนที่บ้านของหลิวเหวินเยี่ยน อย่างอื่นก็ดีไปหมด เสียแต่ชายชราลุกขึ้นมากลางดึกบ่อยครั้ง ทำให้ซูอวี่ต้องตกใจตื่นอยู่หลายหน
กาลเวลาไม่คอยใครจริงๆ
หลิวเหวินเยี่ยนที่ยังไม่มีเจตจำนงก่อรูป แม้จะไปถึงขั้นพันจวิน ทว่าตอนนี้เขาก็เป็นเพียงชายชราธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
……
เพราะเคยใช้เคล็ดรับปราณฝึกฝนไปหนึ่งครั้ง และเคยดูดซับปราณหยวน สองวันนี้ซูอวี่จึงรู้สึกว่าความเร็วในการฝึกฝนของตัวเองค่อนข้างเร็วทีเดียว
น่าจะเป็นเพราะการชำระล้างด้วยปราณหยวนในวันนั้น ทวารทั้งเก้าจึงเคยเปิดออกในช่วงเวลาสั้นๆ
หลังจากจุดทวารหูซ้ายเปิดออก สองวันนี้ซูอวี่ก็รู้สึกว่าจุดทวารหูขวาใกล้จะเปิดออกแล้วเช่นกัน
'หาเวลาแสดงให้เห็นหน่อยดีกว่าว่าฉันบรรลุขั้นเบิกหยวนระดับสี่แล้ว ยังไงฉันก็อยู่ขั้นเบิกหยวนระดับสามมาครึ่งปีแล้ว จู่ๆ จะโชคดีบรรลุระดับสี่ก็คงไม่แปลกหรอกมั้ง'
ส่วนเรื่องที่ว่ามีพรสวรรค์ในการฝึกฝนสูง แล้วมีอะไรที่ไม่ควรล่ะ
เมื่อก่อนเขาเน้นเรียนภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ ไม่ได้ตั้งใจฝึกฝนไม่ได้หรือไง
ตอนนี้ตั้งใจแล้ว ก็เลยบรรลุขั้นเบิกหยวนระดับสี่อย่างรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งระดับห้า ก็ไม่แปลกใช่ไหมล่ะ
ซูอวี่ลอบคิดในใจ วันต่อมาเขาก็ไปที่สถาบันพร้อมกับหลิวเหวินเยี่ยนอีกครั้ง
เพราะตามติดหลิวเหวินเยี่ยน ซูอวี่จึงได้รู้เรื่องราวต่างๆ เพิ่มขึ้นไม่น้อยเลย
……
ภายในห้องพักครู
ผู้อำนวยการมาอีกแล้ว เมื่อเห็นซูอวี่อยู่ด้วยก็ไม่แปลกใจ เพราะเขารู้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
"เมืองเทียนสุ่ยที่อยู่ใกล้เคียงถูกโจมตีในช่วงสองวันนี้ กองกำลังรักษาเมืองบาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อย"
"ทางด้านเมืองหนานหยวน เมื่อคืนนี้..." ผู้อำนวยการชะงักไปเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ "หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่เชิงเขาถูกโจมตี มีคนตายเยอะทีเดียว มีแค่เด็กสองสามคนที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้ดินรอดชีวิตมาได้ เป็นฝีมือของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ ทางกองกำลังรักษาเมืองตามไปแล้ว"
หลิวเหวินเยี่ยนมีสีหน้าเย็นชา "พวกเดรัจฉาน!"
ไม่นาน หลิวเหวินเยี่ยนก็ระงับความโกรธเอาไว้และเอ่ยปากพูด "มาที่หนานหยวนจริงๆ ด้วย! ยังคงใช้ลูกไม้เดิม สร้างความวุ่นวายเพื่อกระจายกำลังของเรา ดูท่าความมุ่งหวังครั้งนี้คงไม่เล็กแน่!"
กล่าวจบ หลิวเหวินเยี่ยนก็ถามต่อ "องครักษ์หลงอู่ยังหากองกำลังหลักของพวกมันไม่เจออีกหรือ"
"ไม่เจอ"
ผู้อำนวยการก็จนปัญญาเช่นกัน "พวกมันซ่อนตัวลึกเกินไป กำลังคนของหนานหยวนก็ไม่พอ จะกระจายกำลังออกค้นหาไปทั่วก็ไม่ได้ มิเช่นนั้นถ้าถูกทำลายไปทีละกลุ่มคงแย่แน่"
"แล้วทางด้านเขตปกครองต้าเซี่ยว่าอย่างไรบ้าง"
หลิวเหวินเยี่ยนค่อนข้างร้อนใจ คนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์มาแล้วจริงๆ
หนานหยวนเป็นเพียงเมืองเล็กๆ พลังป้องกันอ่อนแอเกินไป ทางต้าเซี่ยมีทหารฝีมือดีมากมาย หากส่งมาสนับสนุนสักหน่อย ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์คงไม่กล้ากำเริบเสิบสานนัก
"ท่านเจ้าเมืองส่งคำร้องขอความช่วยเหลือไปแล้ว ทว่าเมืองอื่นๆ ต่างก็ร้องขอความช่วยเหลือเช่นกัน ทางเขตปกครองต้าเซี่ยยังต้องตั้งรับรักษาเมืองหลักไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์สร้างความวุ่นวาย ดังนั้น..."
"ไม่มีกำลังเสริมหรือ" หลิวเหวินเยี่ยนพูดด้วยความโมโห "ถ้าอย่างนั้นก็ไปขอความช่วยเหลือจากสถาบันใหญ่ๆ สิ!"
ผู้อำนวยการกล่าวอย่างจนใจ "บอกไปแล้ว แต่ช่วงนี้แนวหน้ากำลังเกณฑ์ทหาร ครูและนักเรียนจากสถาบันใหญ่ๆ ไปที่แนวหน้ากันไม่น้อย และยังไม่กลับมาจนถึงตอนนี้ ภายในสถาบันเองก็ต้องมีคนคอยคุ้มกัน ซึ่งมีความสำคัญกว่าหนานหยวนเสียอีก เพราะงั้น..."
"ถึงขนาดเจียดผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเหินเวหามาสักสองสามคนไม่ได้เลยหรือ"
หลิวเหวินเยี่ยนยิ่งโมโห "พวกเขาไม่ขาดแคลนขั้นเหินเวหา ขอแค่มีขั้นเหินเวหามาสักสองสามคน กองกำลังที่ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ส่งมาที่หนานหยวนคงไม่แข็งแกร่งเกินรับมือหรอก!"
ผู้อำนวยการกล่าวอย่างกลัดกลุ้ม "อย่ามาโมโหใส่ผมเลย ไม่มีประโยชน์หรอก ก็บอกแล้วว่าแต่ละเมืองกำลังขอความช่วยเหลือกันทั้งนั้น หนานหยวนไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์สำคัญในบรรดายี่สิบแปดเมือง ยังมีบางเมืองที่สำคัญกว่า แน่นอนว่าเขตปกครองต้าเซี่ยย่อมต้องให้ความสำคัญในการสนับสนุนเมืองเหล่านั้นก่อน"
เมื่อหลิวเหวินเยี่ยนได้ยินเช่นนั้นก็จนปัญญา "เขตปกครองต้าเซี่ยที่ยิ่งใหญ่ใหญ่โตขนาดนี้ กลับถูกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ป่วนจนต้องร้องขอความช่วยเหลือไปทั่ว องครักษ์หลงอู่... ช่างไม่ได้เรื่องเสียจริงๆ!"
"อะแฮ่ม!"
ผู้อำนวยการไอเบาๆ ด้านนอกประตูมีเสียงคนดังลอดเข้ามา "อาจารย์หลิว ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์แค่หาจังหวะที่เหมาะสมได้ก็เท่านั้น เมื่อสิบวันก่อนองครักษ์หลงอู่สามพันนายมุ่งหน้าไปยังสนามรบพหุภพ ดังนั้น... ตอนนี้กำลังคนจึงไม่พอจริงๆ"
"นั่นก็เป็นเพราะการรักษาความลับภายในองครักษ์หลงอู่ของพวกคุณไม่ดีพอ องครักษ์หลงอู่ตั้งสามพันคนออกไปผมยังไม่รู้ แต่ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์กลับรู้ แบบนี้ไม่ใช่ความผิดของพวกคุณเองหรือไง!"
หลิวเหวินเยี่ยนไม่เกรงกลัวองครักษ์หลงอู่เลยแม้แต่น้อย เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "ต่อให้องครักษ์หลงอู่ไม่มีปัญหา ทางด้านเขตปกครองต้าเซี่ยก็ต้องมีปัญหาแน่ จะต้องมีหูตาของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์อยู่เป็นแน่ ไม่อย่างนั้นลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์จะรู้ได้อย่างไรว่ากองกำลังหลักของพวกคุณจากไปแล้ว ถึงได้มาป่วนเขตปกครองต้าเซี่ยเอาตอนนี้!"
คนขององครักษ์หลงอู่ไม่พูดอะไร นั่นก็เป็นความจริง
กองกำลังหลักขององครักษ์หลงอู่ออกไปได้ไม่นาน คนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ก็มา เห็นได้ชัดว่าข้อมูลรั่วไหล
มิฉะนั้นหากมีองครักษ์หลงอู่คอยประจำการอยู่ที่เขตปกครองต้าเซี่ย อีกฝ่ายย่อมไม่กล้าบุ่มบ่ามมาที่นี่แน่
"ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกันนะ!"
ผู้อำนวยการขัดจังหวะพวกเขาแล้วเอ่ยขึ้น "เหล่าหลิว หรือไม่คุณก็ไปขอยืมตัวขั้นเหินเวหาสักสองสามคนจากสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยดูไหม"
"ยังต้องให้คุณบอกอีกหรือ ผมถามไปตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว แต่ถึงพวกเขาจะรีบเดินทางมา อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหนึ่งวัน"
"พวกเขารับปากจะส่งคนมาแล้วหรือ"
"รับปากก็ส่วนรับปาก แต่ว่า..." หลิวเหวินเยี่ยนกล่าวอย่างจนปัญญา "พวกเขาคงไม่อยู่ที่นี่นานนัก บอกว่ารับตัวนักเรียนพวกนี้ไปแล้ว พวกเขาก็จะจากไปพร้อมกันเลย ไม่ได้จะมาช่วยเราตั้งรับหรอก"
"แค่นั้นก็ยังดี!"
ผู้อำนวยการดีใจเป็นล้นพ้น มีคนมาก็ดีแล้ว
ทว่าหลิวเหวินเยี่ยนกลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเช่นนั้น เขายังคงกล่าวอย่างไม่พอใจว่า "ต่อให้องครักษ์หลงอู่ออกไปแล้ว แต่เขตปกครองต้าเซี่ยกลับถูกป่วนจนวุ่นวายขนาดนี้ แบบนี้มันน่าขายหน้าชัดๆ! ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหลายปีมานี้เขตปกครองต้าเซี่ยอยู่สุขสบายเกินไป การเตรียมความพร้อมทางทหารก็เลยหละหลวมหรือเปล่า!"
คำพูดนี้ก็มีเพียงหลิวเหวินเยี่ยนเท่านั้นที่กล้าพูด ผู้อำนวยการไม่ขอร่วมวงสนทนาด้วยหรอก
องครักษ์หลงอู่ที่อยู่ด้านนอกก็ไม่พูดอะไรเช่นกัน เพราะมันน่าขายหน้าจริงๆ เขตปกครองต้าเซี่ยได้ชื่อว่ามีทหารกล้าและแม่ทัพฝีมือดีนับไม่ถ้วน แต่กลับถูกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ปั่นหัวจนวุ่นวายไปหมด นี่มันไม่สมกับระดับความแข็งแกร่งของเขตปกครองต้าเซี่ยเลยจริงๆ
ซูอวี่รับบทเป็นผู้สังเกตการณ์มาตลอด เขาคอยรับฟังเงียบๆ โดยไม่เอ่ยขัด
เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของเบื้องบนระดับสูงในเมืองหนานหยวน เขายังไม่มีคุณสมบัติพอจะเข้าไปก้าวก่าย
ส่วนทางด้านหลิวเหวินเยี่ยน ซูอวี่ก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แม้ชายคนนี้จะมีตำแหน่งไม่ต่ำต้อย แต่พลังยุทธ์กลับอ่อนด้อย เรื่องพวกนี้เอามาปรึกษากับหลิวเหวินเยี่ยนก็คงไม่มีประโยชน์อะไรมากนักกระมัง
ราวกับมองความคิดของซูอวี่ออก หลิวเหวินเยี่ยนค่อนข้างให้ความสนใจเขาไม่น้อย เมื่อเห็นเขาแอบมองตัวเอง จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ "ทำไม ดูถูกครูหรือไง"
"ไม่ได้ดูถูกครับ"
"ดูถูกชัดๆ!"
"ไม่ได้ดูถูกจริงๆ ครับ!"
"ครูมองออกน่า!"
เวลานี้หลิวเหวินเยี่ยนทำตัวราวกับเด็กที่ต้องเถียงเอาชนะให้ได้ เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม "รอไปเถอะ ถึงตอนนั้นเธอจะรู้เองว่าทำไมครูของเธอถึงเข้าไปมีส่วนร่วมได้!"
ซูอวี่ไม่ค่อยเข้าใจความหมายในคำพูดของเขาเท่าไรนัก ส่วนหลิวเหวินเยี่ยนก็ไม่คิดจะอธิบาย
ผู้อำนวยการอยากจะพูดอะไรสักสองสามประโยค แต่พอคิดไปคิดมาก็หุบปากไป
หวังว่าจะไม่มีโอกาสนั้น ให้หลิวเหวินเยี่ยนไปพิสูจน์ตัวเอง มันน่าเสียดายเกินไป
……
บนตึกสูงฝั่งตรงข้ามสถาบัน
ชายวัยกลางคนขยับริมฝีปากเล็กน้อย "กองกำลังรักษาเมืองออกไปนอกเมืองแล้ว นอกจากกลุ่มที่เฝ้าประตูเมืองและจวนเจ้าเมือง คนที่เหลือก็ออกไปกวาดล้างพวกพรรคลัทธิโลหิตอัคคีกันหมดแล้ว"
"แล้วองครักษ์หลงอู่ล่ะ"
หญิงวัยกลางคนเอ่ยถาม ชายวัยกลางคนส่ายหน้า "ไม่พบร่องรอยขององครักษ์หลงอู่เลย"
"องครักษ์หลงอู่ยังอยู่ในเมือง นอกจากนี้... ทางหนานหยวนต้องการย้ายพวกอัจฉริยะเหล่านั้น ย้ายไปที่เขตปกครองต้าเซี่ย โดยจะออกเดินทางในวันมะรืนนี้"
ชายคนนั้นรายงาน หญิงวัยกลางคนขมวดคิ้วเล็กน้อย "เหยื่อล่อหรือ"
"เป็นไปได้"
ชายคนนั้นก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน "อยู่ดีๆ ก็สั่งถอนกำลัง แถมคำสั่งนี้ยังถูกส่งลงมาตั้งแต่เมื่อวาน บางทีอาจจะเพื่อล่อให้พวกเราปรากฏตัว คุณคิดว่าควรทำอย่างไรดี"
"ช่วงนี้มียอดฝีมือแอบเข้ามาในเมืองหนานหยวนบ้างหรือไม่"
"น่าจะไม่มีนะ..."
"น่าจะ?"
"ยืนยันไม่ได้เหมือนกัน พวกเราตรวจสอบตลอดเวลาไม่ได้ แต่สายข่าวก็ไม่มีใครรายงานอะไรเข้ามา ทางจวนเจ้าเมืองไม่มี ทางสถาบันระดับกลางหนานหยวนก็ไม่มีเช่นกัน"
หญิงวัยกลางคนจมเข้าสู่ห้วงความคิด ก่อนจะกล่าวว่า "จะปล่อยให้พวกมันไปไม่ได้ ถ้าพวกมันไปแล้ว ถึงการฆ่าล้างสถาบันระดับกลางหนานหยวนจะยังถือเป็นความดีความชอบ แต่ผลงานก็จะลดลงไปครึ่งหนึ่ง หากปล่อยให้อัจฉริยะที่เตรียมสอบในปีนี้หนีไปได้ เบื้องบนต้องไม่พอใจแน่"
"ฉันรู้" ชายวัยกลางคนเอ่ยอย่างลังเล "แต่ว่า... ตอนนี้พวกองครักษ์หลงอู่ยังไม่ถูกโยกย้ายออกไป เป็นไปได้มากว่าพวกมันอาจจะอยู่ในสถาบัน หากลงมือผลีผลาม ถ้าพวกเราทำพลาดขึ้นมาล่ะก็แย่แน่"
ขณะที่กำลังพูด อุปกรณ์สื่อสารข้างกายชายวัยกลางคนก็ดังขึ้น ชายคนนั้นหยิบขึ้นมาดู มันเป็นข้อความสื่อสารที่ดูคล้ายกับโฆษณา
ทว่าสีหน้าของชายคนนั้นกลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขารีบพูด "ไม่ยกเลิกแผนการ ก็ต้อง... รีบลงมือให้เร็วที่สุด! ข่าวจากเขตปกครองต้าเซี่ยบอกว่า วันนี้หลิวเหวินเยี่ยนขอความช่วยเหลือไปยังสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยแล้ว ทางนั้นก็ตอบตกลง และจะส่งคนมารับพวกอัจฉริยะเหล่านี้ออกไปจากเมืองหนานหยวนในเร็วๆ นี้"
"บ้าเอ๊ย!"
หญิงคนนั้นสบถด่า "หลิวเหวินเยี่ยน ตาแก่บ้านี่อีกแล้ว! ตาแก่นี่อยู่ห่างจากการมีเจตจำนงก่อรูปเพียงก้าวเดียวเท่านั้น แม้ความหวังที่จะข้ามผ่านไปได้จะไม่มากนัก แต่สถาบันอารยธรรมกลับยอมรับปากส่งคนมาช่วยเหลือเขา... ดูเหมือนเขาจะมีหน้ามีตามากกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก"
ชายวัยกลางคนไม่พูดอะไร รอจนหญิงวัยกลางคนระบายอารมณ์โกรธเสร็จ เขาก็พูดต่อ "ตอนนี้จะเอาอย่างไร เจ้าเมืองอู๋เหวินไห่ เซี่ยปิงแห่งองครักษ์หลงอู่ ล้วนอยู่ขั้นเหินเวหาระดับสอง หากสถาบันอารยธรรมส่งคนมาเพิ่ม พวกเราก็คงต้องยอมแพ้แล้ว..."
ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยความลังเลเล็กน้อย แต่ก็พูดต่อ "เขตปกครองต้าเซี่ยแข็งแกร่งมาก ครั้งนี้ก็มีแค่กองกำลังหลักขององครักษ์หลงอู่ที่ออกไป พวกเราถึงได้สร้างความวุ่นวายขึ้นมาได้ หากกองกำลังหลักกลับมาเมื่อไร... พวกเราก็ต้องถอนกำลังทันที ก่อนหน้านี้เบื้องบนยังคงรอดูท่าทีที่มีต่อเขตปกครองต้าเซี่ยอยู่เลย แต่ครั้งนี้ทำไม..."
เพื่อปฏิบัติการในครั้งนี้ เบื้องบนถึงกับยอมเปิดโปงหมากที่ซ่อนตัวมานานบางส่วน
ต่อให้แผนการสำเร็จ ความสูญเสียก็ยังคงยิ่งใหญ่นัก
ชายคนนั้นไม่ค่อยเข้าใจ ต่อให้ฆ่าพวกอัจฉริยะไปได้บ้าง ทว่าความสูญเสียเช่นนี้ก็ยากจะชดเชยกลับคืนมา
ต้องรู้ก่อนว่า บางคนยอมสละเวลาหลายปีเพื่อแฝงตัวเข้ามา
หญิงวัยกลางคนมีตำแหน่งในลัทธิสูงกว่าเขา และรู้เรื่องราวมากกว่าเขา ส่วนเขามีหน้าที่แค่ติดต่อประสานงานกับฝ่ายต่างๆ เท่านั้น
"เรื่องที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม!"
หญิงคนนั้นตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะครุ่นคิดและกล่าวอีกครั้งว่า "ความจริงก็ไม่ได้มีอะไรหรอก สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือทำให้เขตปกครองต้าเซียวุ่นวาย เพื่อให้กองกำลังหลักขององครักษ์หลงอู่กลับมา! การที่องครักษ์หลงอู่ไปที่สนามรบพหุภพในครั้งนี้ เป้าหมายของพวกมันคือเผ่าเทพยิงฟ้า!"
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา สีหน้าของชายคนนั้นก็เปลี่ยนไปมา
เผ่าเทพยิงฟ้า นี่ก็คือเผ่าเทพที่พวกเขาสวามิภักดิ์ด้วย อย่าบอกนะว่า...
"เผ่าเทพ... กลัวองครักษ์หลงอู่หรือ"
ชายวัยกลางคนไม่กล้าคิด ทว่าหญิงคนนั้นรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร จึงหัวเราะเยาะ "ถึงองครักษ์หลงอู่จะแข็งแกร่ง แต่เผ่าเทพก็ไม่กลัวพวกมันหรอก! เพียงแต่ช่วงนี้เผ่าเทพกำลังโจมตีเผ่าตาสวรรค์ หากองครักษ์หลงอู่เข้าไปสอด แผนการก็จะพังทลาย"
"เผ่าตาสวรรค์!" ชายวัยกลางคนรีบพูด "เผ่าเทพจะเปิดศึกแล้วหรือ"
"ไม่ เป็นการทำให้เผ่าตาสวรรค์กลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยต่างหาก!"
หญิงวัยกลางคนพูดจบก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก นางเปลี่ยนเรื่องแล้วพูดว่า "นาย ฉัน แล้วก็หัวหน้าหอขั้นเหินเวหาระดับสี่อีกคนหนึ่งจะมาถึงในคืนนี้! เขาจะจัดการกับเซี่ยปิง ส่วนฉันจะพัวพันอู๋เหวินไห่ไว้ และนายก็นำกำลังไปทำลายสถาบันระดับกลางหนานหยวนซะ!"
"ทำลายสถาบันระดับกลางหนานหยวนให้สิ้นซาก เท่านี้ก็สำเร็จภารกิจ แล้วพวกเราจะถอนกำลังทันที!"
"พรุ่งนี้พลบค่ำ... เริ่มปฏิบัติการได้!"
เมื่อหญิงคนนั้นพูดจบ ชายวัยกลางคนก็ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็รีบรับคำ "รับทราบ!"
ที่เลือกช่วงพลบค่ำ ก็เป็นเพราะว่าตกดึกพวกนักเรียนก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน ไม่สามารถรวมตัวกันได้ การแยกย้ายกันไปไล่ฆ่ามันไม่คุ้ม
พลบค่ำ หลังจบปฏิบัติการแล้วถอนกำลัง ท้องฟ้าก็จะมืดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้หลบหนีได้ง่ายขึ้น
สำหรับจุดนี้ชายคนนั้นไม่ได้มีความเห็นอะไร เขาเพียงแต่รู้สึกเป็นห่วงเล็กน้อย หลังจากรับคำสั่งแล้วก็ยังคงเอ่ยเตือน "นอกจากอู๋เหวินไห่และเซี่ยปิงแล้ว ฉันกังวลว่าหลิวเหวินเยี่ยนจะถูกกระตุ้นจนมีเจตจำนงก่อรูป ถ้าเป็นอย่างนั้นคงแย่แน่"
"ถูกต้อง เรื่องนี้ต้องระวังไว้!"
หญิงคนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าเขากังวลมากเกินไป นี่เป็นตัวแปรสำคัญจริงๆ "แต่ขั้นเหินเวหาของพวกเรามีถึงสามคน ส่วนพวกมันมีแค่สองคน แถมยังเป็นแค่ขั้นเหินเวหาระดับสอง ต่อให้หลิวเหวินเยี่ยนมีเจตจำนงก่อรูปขึ้นมาจริงๆ เขาก็ไม่มีเวลาชำระล้างร่างกาย แม้พลังเจตจำนงจะบรรลุถึงขั้นเหินเวหาแล้ว แต่ร่างกายก็ยังอยู่แค่ขั้นพันจวิน นายก็น่าจะรับมือไหวนะ"
"เอ่อ เรื่องนี้..."
ชายวัยกลางคนเพิ่งจะอ้าปากพูด หญิงคนนั้นก็ทอดสายตาเย็นชา "เขาอายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว ร่างกายเสื่อมถอย ต่อให้มีเจตจำนงก่อรูปก็ทำอะไรไม่ได้มากหรอก หรือว่านายไม่กล้าแม้แต่จะรับมือกับหลิวเหวินเยี่ยน"
"เปล่าครับ!"
ชายวัยกลางคนรีบพูด "ฉันแค่กังวลว่าถ้าฉันไปจัดการหลิวเหวินเยี่ยน แล้วพวกองครักษ์หลงอู่คนอื่นๆ จะไม่มีใครจัดการ พวกมันล้วนอยู่ขั้นว่านสือ พวกเราเองก็มีขั้นว่านสือ แต่พอองครักษ์หลงอู่ตั้งค่ายกลรบได้ หากไม่ใช่ขั้นเหินเวหาก็คงต้านทานไว้ไม่อยู่"
"ที่นายพูดมามันก็แค่เรื่องสมมติ หลิวเหวินเยี่ยนทำเจตจำนงก่อรูปไม่ได้มาตั้งหลายปี อย่าบอกนะว่าครั้งนี้จะทำสำเร็จแน่ๆ"
หญิงวัยกลางคนพูดเช่นนั้น แต่ก็รีบกล่าวต่อ "ถ้าอย่างนั้นก็ให้หัวหน้าหอขั้นเหินเวหาระดับสี่ไปพัวพันกับพวกองครักษ์หลงอู่ทั้งหมด เซี่ยปิงอยู่แค่ขั้นเหินเวหาระดับสอง เขาคนเดียวรับมือไหวอยู่แล้ว! นายรีบไปฆ่าหลิวเหวินเยี่ยนซะ แล้วค่อยไปช่วยเขารับมือกับองครักษ์หลงอู่!"
"ตกลง!"
ชายวัยกลางคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก เช่นนี้ก็ดี ขั้นเหินเวหาระดับสี่น่าจะรับมือไหว
อีกอย่าง ตัวเขาเองก็อยู่ขั้นเหินเวหาระดับสอง จึงไม่จำเป็นต้องกังวลขนาดนั้น หญิงผู้นี้แข็งแกร่งกว่าเขา นางก็เป็นถึงหัวหน้าหอระดับหนึ่งในลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ เป็นหัวหน้าหอของหนานหยวน แน่นอนว่านางเป็นเพียงขั้นเหินเวหาระดับสามจุดสูงสุดเท่านั้น
ทว่าเมืองหนานหยวนเป็นเพียงเมืองเล็กๆ การที่ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ส่งขั้นเหินเวหามาจัดการที่นี่ถึงสองคนก็นับว่าเหนือความคาดหมายมากแล้ว
เขตปกครองต้าเซี่ยที่มาประจำการอยู่ที่นี่ ก็มีแค่เจ้าเมืองกับหัวหน้าสิบคนแห่งองครักษ์หลงอู่สองคนที่เป็นขั้นเหินเวหาเท่านั้น
กองกำลังหลักของเขตปกครองต้าเซี่ยล้วนอยู่แนวหน้า กองกำลังที่รั้งอยู่แนวหลังไม่ได้แข็งแกร่งนัก อีกทั้งลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ก็ไม่ต้องไปแนวหน้า และไม่ต้องประจำการอยู่ที่ใดที่หนึ่ง การโยกย้ายบุคลากรจึงสะดวกกว่าเขตปกครองต้าเซี่ยมากนัก
"ทวยเทพเป็นนิรันดร์!"
หญิงวัยกลางคนขยับริมฝีปาก ชายคนนั้นก็รีบสวดภาวนาตามทันที
เผ่าเทพ!
ความปรารถนาในดวงตาไม่อาจหยุดยั้ง เผ่าเทพ!
ชีวิตอมตะ!
หากสามารถสร้างความดีความชอบจนได้เข้าสู่แดนเทพ เข้าสู่สระศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน เปลี่ยนแปลงรากฐานของเผ่ามนุษย์ กลายเป็นเผ่าเทพ... นั่นก็คือชีวิตอมตะ!
ชีวิตอันไร้ขีดจำกัด!
เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นในดวงตาของชายวัยกลางคน ครั้งนี้เบื้องบนมอบแต้มเทพให้ไม่น้อย หากมีภารกิจเช่นนี้อีกสักสิบกว่าครั้ง เขาก็จะสามารถแลกโอกาสเข้าสู่แดนเทพได้หนึ่งครั้งแล้ว
'ห้าสิบปี... ฉันต้องเข้าสู่แดนเทพให้ได้ภายในห้าสิบปี ไม่อย่างนั้นฉันต้องแก่ตายแน่...'
ชายวัยกลางคนพึมพำในใจ เขาไม่ได้อยากทรยศเผ่ามนุษย์ แต่เขา... อยากเป็นอมตะ!
เขาลืมอาจารย์ของตัวเองไม่ลง ยอดฝีมือขั้นเหินเวหาระดับเก้า ในปีนั้นเพราะร่างกายเสื่อมถอย จึงต้องแก่ตายบนเตียง เขาหวาดกลัวเหลือเกิน
ขั้นเหินเวหาก็มีอายุขัยเพียงร้อยห้าสิบปีเท่านั้น
เขาอายุหกสิบกว่าแล้ว แม้ร่างกายจะยังไม่ถึงขั้นเสื่อมถอย แต่สิบกว่าปีมานี้ เขาเพิ่งจะฝึกฝนจากขั้นเหินเวหาระดับหนึ่งมาถึงระดับสอง ชาตินี้จะมีความหวังที่จะไปถึงระดับเก้าไหม
ไม่มีความหวังหรอก!
มีเพียงการสวามิภักดิ์ต่อเผ่าเทพเท่านั้น จึงจะแลกมาซึ่งชีวิตอันเป็นนิรันดร์
'ฉันไม่ผิด เผ่ามนุษย์ไม่ใช่คู่มือของหมื่นเผ่าพันธุ์! พลังไร้ขีดจำกัดของแดนมนุษย์ไม่อาจต้านทานหมื่นเผ่าพันธุ์ได้เลย ย่อมต้องถูกตีแตกไม่ช้าก็เร็ว เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น ทางเลือกของฉันไม่ผิด!'
สีหน้าของชายวัยกลางคนค่อยๆ แน่วแน่ขึ้นและมีความศรัทธามากขึ้น เผ่าเทพ ต่อให้อยู่แค่ขั้นเหินเวหาก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นพันปีอย่างไม่ยากเย็น เวลาหนึ่งพันปี อย่างไรก็สามารถก้าวหน้าขึ้นไปได้อีกขั้นแล้ว
นั่นก็คือชีวิตอมตะ วันเวลาอันเป็นนิรันดร์!







