จากนั้น พวกเขาก็พบอสูรเพลิงที่ข้างเวทีงิ้วทางทิศตะวันตกของเรือนชั้นใน
เวทีงิ้วถูกทิ้งร้างมานานหลายปี ผ้าม่านที่ห้อยตกลงมาขาดวิ่น ทั้งบนเวทีและล่างเวทีล้วนเต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ
เขานั่งเหม่อลอยอยู่บนม้านั่ง สายตาจ้องมองไปยังเวทีงิ้วอย่างไร้จุดหมาย ราวกับว่าบนเวทีที่ว่างเปล่ากำลังมีการแสดงงิ้วฉากใหญ่อยู่
จางหยวนชิงหน้าทะมึนลง ในสายตาของเขา อสูรเพลิงมีไอหยินรวมตัวกันแน่น วิญญาณกำลังจะหลุดลอยออกจากร่าง อยู่ในสภาพใกล้ตายเต็มที
เขารีบเดินเข้าไป เอื้อมมือไปแตะไหล่ของอสูรเพลิง ประกายสีดำผุดขึ้นในแววตา เขาดึงเอาไอหยินเข้าสู่ฝ่ามืออย่างต่อเนื่องเพื่อกลืนกินและย่อยสลายมัน
อสูรเพลิงสะดุ้งเฮือก ดวงตาที่ว่างเปล่ากลับมามีประกายอีกครั้ง เขาโวยวายออกมาตามสัญชาตญาณ
"หนาว หนาวเหลือเกิน..."
ผู้ใช้ไฟคนนี้ตัวสั่นเทาพลางมองไปรอบๆ เมื่อเห็นจางหยวนชิงที่อยู่ข้างๆ และเซี่ยหลิงซีที่อยู่ไม่ไกล ก็ร้องถามว่า
"เชี่ย พวกนายหายไปไหนกันหมด? พอออกจากโถงใหญ่ก็ไม่เห็นเงาใครเลย..."
"ทุกคนกระจัดกระจายกันไปหมด" จางหยวนชิงโบกมือขัดจังหวะคำถามของอีกฝ่าย แล้วถามว่า
"แล้วทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้"
"หลังจากพลัดหลงกับพวกนาย ฉันก็เดินมาถึงที่นี่โดยไม่รู้ตัว แล้วก็ได้ยินเสียงคนร้องเพลงงิ้ว..." อสูรเพลิงพูดพลางนึกย้อน
"ฉันเดินตามเสียงมา เห็นว่าตรงนี้มีเวทีงิ้ว มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังร้องเพลงงิ้วอยู่บนเวที ฉันก็เลยมองดูอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น... จากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย"
พูดถึงตรงนี้ เขาก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว เมื่อมองไปเห็นเวทีงิ้วที่ทรุดโทรมมานานหลายปีอยู่ไกลๆ จะมีผู้หญิงร้องเพลงงิ้วมาจากไหนกัน? อสูรเพลิงมองเทพท่องราตรีที่อยู่ข้างๆ ด้วยความซาบซึ้งใจ "นายเป็นคนช่วยฉันไว้เหรอ?"
"มันก็ชัดเจนอยู่แล้วนี่" จางหยวนชิงยิ้มบางๆ
ฟู่... อสูรเพลิงถอนหายใจอย่างโล่งอก พอนึกถึงสิ่งที่เพิ่งเจอมาก็รู้สึกหวาดผวา "สกิลกับไอเทมของฉันใช้ไม่ได้ผลกับวิญญาณอาฆาตเลยแฮะ พี่หวังไท่ ขอบใจมากนะ"
แม้ว่าแต่ละอาชีพจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน แต่การที่วิญญาณอาฆาตสามารถควบคุมอสูรเพลิงได้โดยไร้สุ้มเสียงนั้น ส่วนใหญ่น่าจะอาศัยการสะกดข่มด้วยระดับที่สูงกว่า
"มอนสเตอร์" สายวิญญาณนั้นลึกลับคาดเดายาก หากอาชีพไม่สอดคล้อง การรับมือกับพวกมันก็จะยุ่งยากมาก แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง นั่นคือวิธีการทำร้ายคนไม่ตรงไปตรงมาพอ
ประสิทธิภาพสู้เอามีดแทงตรงๆ ไม่ได้
ทั้งสามคนพบปิ่นทองหนึ่งอันในห้องแต่งตัวที่เต็มไปด้วยหยากไย่ข้างเวทีงิ้ว
เมื่อถือปิ่นทองไว้ในมือ อสูรเพลิงที่ได้สินสอดมาแล้วก็รู้สึกโล่งใจลงเปลาะหนึ่ง เขาจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"แล้วซีซือกับมหาปราชญ์เสมอสวรรค์ล่ะ"
เซี่ยหลิงซีส่ายหน้า "ยังหาไม่เจอเลย หวังว่าพวกเขาจะโชคดีเหมือนคุณนะ"
อสูรเพลิงเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง "เธออยากให้พวกนั้นตายงั้นเหรอ?"
เซี่ยหลิงซีทำหน้าตาน่าสงสาร เต็มไปด้วยความน้อยใจ "พี่ชายพูดแบบนี้ได้ยังไง พวกเราเป็นเพื่อนร่วมทีมกันนะ~"
อสูรเพลิงคร้านจะสนใจเธอ ก่อนหน้านี้ทั้งสองเคยมีปากเสียงกัน เขาถูกท่าทางเสแสร้งแอ๊บแบ๊วของยัยเด็กนี่ทำเอาโมโหแทบแย่ เลยไม่ค่อยชอบขี้หน้าเธอนัก
แน่นอนว่าอีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะเด็กสาวไม่ใช่สเปกของอสูรเพลิง ไม่อย่างนั้นเรื่องคงเป็นอีกแบบ
ทั้งสามออกจากที่นั่นแล้วเปลี่ยนไปยังเรือนอีกหลัง คฤหาสน์หลังนี้ใหญ่กว่าที่คิดไว้ เรือนชั้นในถูกแบ่งเป็นเรือนหลังเล็กๆ หลายหลัง บางหลังใช้เป็นสวนดอกไม้ บางหลังก็สร้างเป็นเวทีงิ้ว
เดินไปได้สักพัก จางหยวนชิงที่มีความสามารถในการมองเห็นตอนกลางคืน ก็มองเห็นเงาคนร่างหนึ่งกำลังวิ่งโซซัดโซเซมาแต่ไกล
คนผู้นี้สวมรองเท้าโลฟเฟอร์กับกางเกงรัดรูป แต่งตัวสไตล์เด็กแว้น เขาคือมหาปราชญ์เสมอสวรรค์นั่นเอง
"พวกนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?" เขาเดินเข้ามาหาด้วยความดีใจ
จางหยวนชิงมีประกายสีดำผุดขึ้นในแววตา เขาพิจารณาดูครู่หนึ่งเพื่อยืนยันว่าเป็นตัวจริง
ทั้งสี่คนรวมตัวกันแล้วเล่าสิ่งที่แต่ละคนเจอให้ฟัง หลังจากที่มหาปราชญ์เสมอสวรรค์พลัดหลง เขาก็หลงเข้าไปในเรือนหลังหนึ่ง ภายในเรือนมีห้องหนึ่งจุดเทียนสว่างไสว เขาผลักประตูเข้าไปดู ในห้องไม่มีใครอยู่ บนเตียงมีผ้าห่มมงคลพับไว้อย่างเป็นระเบียบ
มหาปราชญ์เสมอสวรรค์เดาว่านั่นน่าจะเป็นหนึ่งในสินสอด แต่เขาทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ ถอยกรูดออกมาเงียบๆ
จากนั้นก็มาเจอกับพวกจางหยวนชิง
อสูรเพลิงฟังแล้วถึงกับอ้าปากค้าง "คนที่ปอดแหกที่สุดกลับปลอดภัยที่สุดงั้นเหรอ?"
"นายพูดอะไรแบบนั้น ฉันเรียกว่ารอบคอบ ไม่ได้ปอดแหกสักหน่อย" มหาปราชญ์เสมอสวรรค์กู้หน้าให้ตัวเอง
มีเหตุผล บางครั้งคนที่รอดชีวิตมาได้ อาจไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดหรือเก่งที่สุด แต่เป็นคนที่ปอดแหกที่สุด... จางหยวนชิงขัดจังหวะการโต้เถียงไร้สาระของทั้งสองคน เขามองไปที่มหาปราชญ์เสมอสวรรค์แล้วถามว่า
"ผ้าห่มมงคลอยู่ที่ไหน?"
มหาปราชญ์เสมอสวรรค์มองไปด้านหลัง
ภายใต้การนำทางของเขา ทั้งสี่คนก็มาถึงเรือนหลังนั้น แล้วก็เห็นห้องหนึ่งจุดเทียนสว่างไสวอยู่จริงๆ
จางหยวนชิงเห็นลูกทีมเผยสีหน้าหวาดกลัว จึงถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา
"ผมจะไปเอามาให้คุณเอง"
ที่นี่คือถิ่นของเทพท่องราตรี
เขาเดินเข้าไปในห้องทันที หลังจากที่เขาก้าวข้ามธรณีประตู ประตูบานระแนงก็ปิดลงอัตโนมัติ
พวกเซี่ยหลิงซีที่อยู่ข้างนอก เห็นว่าวินาทีที่ประตูบานระแนงปิดลง ร่างของ 'หวังไท่' ก็หายวับไป แสงเทียนในห้องสลัวๆ แต่กลับไม่สะท้อนเงาของเขาออกมาเลย
หลังจากรอคอยอย่างร้อนรนอยู่หลายนาที ประตูบานระแนงก็ถูกกระแทกเปิดออกเสียงดัง "ปัง" 'หวังไท่' อุ้มผ้าห่มมงคลวิ่งพรวดพราดออกมา
สภาพของเขาดูทุลักทุเลเล็กน้อย เสื้อผ้าบนตัวขาดวิ่นหลายแห่งและมีรอยเลือดเปื้อน
"มหาปราชญ์ รับนะ!"
จางหยวนชิงโยนผ้าห่มมงคลให้มหาปราชญ์เสมอสวรรค์ อีกฝ่ายรับไว้ด้วยความดีใจและกอดไว้แน่น กำลังจะอ้าปากถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในห้อง แต่จางหยวนชิงกลับพูดขึ้นว่า
"ไปกันเถอะ ไปหาซีซือกัน"
มหาปราชญ์เสมอสวรรค์จึงไม่กล้าถามต่อ เขาเดินตามเพื่อนร่วมทีมสำรวจเรือนชั้นในต่อไป
ท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดมิด ไร้แสงดาวและแสงจันทร์ แหล่งกำเนิดแสงเพียงหนึ่งเดียวคือโคมไฟสีแดงที่แขวนอยู่ใต้ชายคา ซึ่งย้อมโลกที่เงียบสงัดราวกับป่าช้าแห่งนี้ให้กลายเป็นสีแดงฉาน
นานๆ ครั้งจะมีลมเย็นยะเยือกพัดมา โคมไฟใต้ชายคาแกว่งไกว ยิ่งดูน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นไปอีก
"รีบมาสิ ฉันอยู่ที่นี่..."
จู่ๆ ก็มีเสียงหวานหยดย้อยดังมาจากด้านหน้า
พวกจางหยวนชิงมองไป ก็เห็นซีซือยืนอยู่ใต้โคมไฟตรงมุมชายคา กำลังกวักมือเรียกทุกคน
เธอยืนนิ่งราวกับรูปปั้นดินเหนียวอยู่ที่นั่น กวักมืออย่างแข็งทื่อ รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งทื่อเช่นกัน ดูลึกลับน่ากลัวอยู่บ้าง
"ซีซือ!"
มหาปราชญ์เสมอสวรรค์เห็นเธอปลอดภัยก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก กำลังจะเดินเข้าไปหา แต่กลับถูกอสูรเพลิงกดไหล่เอาไว้
ขณะเดียวกัน เสียงของจางหยวนชิงก็ดังขึ้นข้างหู "คุณดูรองเท้าของเธอสิ"
รองเท้าเหรอ? มหาปราชญ์เสมอสวรรค์เพ่งมองอย่างละเอียด รูม่านตาก็หดเล็กลงเล็กน้อย
รองเท้าที่เธอสวมอยู่คือรองเท้าปักลายสีแดง
เธอไม่ใช่ซีซือ!!
"มาสิ พวกนายเข้ามาสิ..."
ซีซือยังคงกวักมือเรียก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งทื่อและดูน่าสะพรึงกลัว
"เดินผ่านเธอไปเลย ไม่ต้องไปสนใจ!"
จางหยวนชิงพูดเสียงต่ำ
เมื่อเห็นเทพท่องราตรีอย่างเขามีสีหน้าเคร่งเครียด มหาปราชญ์เสมอสวรรค์ก็รีบดึงสายตากลับมา รู้สึกประหม่าจนไม่กล้ามองอีก
ทุกคนเดินต่อไปได้สักพัก จางหยวนชิงมองไปข้างหน้าแล้วพูดว่า
"พวกคุณยังจำตอนที่ซีซือเข้ามาในคฤหาสน์ได้ไหม เธอพูดว่าเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ใต้โคมไฟสีแดง"
เมื่อได้ยินดังนั้น อสูรเพลิงก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง เขาเห็นผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่กับที่ลางๆ ไม่ได้กวักมือเรียกอีกแล้ว เพียงแต่จ้องมองพวกเขาเงียบๆ
"โคตรหลอนเลยว่ะ..." ผู้ใช้ไฟสบถออกมา
เซี่ยหลิงซีถามอย่างไม่เข้าใจ "ทำไมเธอถึงกลายเป็นรูปร่างหน้าตาเหมือนพี่ซีซือได้ล่ะคะ?"
จางหยวนชิงมองไปยังจุดหนึ่งเบื้องหน้า แล้วถอนหายใจ "พวกคุณเดินไปดูเองก็รู้แล้ว"
หมายความว่ายังไง? ตอนแรกทั้งสามคนยังไม่เข้าใจ พอเดินต่อไปอีกนิด ก็มองเห็นเงาคนถูกแขวนคออยู่ใต้ชายคาเบื้องหน้าลางๆ
"พี่ซีซือ?" เซี่ยหลิงซีร้องอุทาน
คนผู้นั้นคือซีซือนั่นเอง เธอผูกคอตายอยู่ใต้ชายคา ใบหน้าที่เคยงดงามบิดเบี้ยวเพราะขาดอากาศหายใจ ดวงตาเบิกโพลงเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ใบหน้าเขียวคล้ำ ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อย
สภาพศพดูน่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง
มหาปราชญ์เสมอสวรรค์และอสูรเพลิงทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว ไม่คิดเลยว่าเธอจะตายอยู่ที่นี่อย่างไร้สุ้มเสียง
จางหยวนชิงที่มีความสามารถในการมองเห็นตอนกลางคืนมองเห็นมาตั้งนานแล้ว เขาผ่านช่วงที่ตกตะลึงมาแล้ว จึงนำพาทั้งสามคนที่มีสีหน้าซับซ้อนเดินเข้าไปใกล้ศพ
ซีซือถูกแขวนห้อยต่องแต่งเงียบๆ จางหยวนชิงลองจับมือเธอดู มันเย็นเฉียบ เวลาตายน่าจะเกินครึ่งชั่วโมงแล้ว
"การ์ดแต่งงานของพี่ซีซือนี่คะ"
เซี่ยหลิงซีชี้ไปที่พื้นตรงปลายเท้าของศพ ตรงนั้นมีการ์ดสีแดงเล่มหนึ่งตกอยู่
จางหยวนชิงกวาดตามองการ์ดแต่งงานแวบหนึ่งโดยไม่สนใจ ประกายสีดำผุดขึ้นในแววตา เขาสื่อสารกับจิตวิญญาณที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างของซีซือ
เขาต้องตรวจสอบดูหน่อยว่าซีซือตายเพราะวิญญาณอาฆาตหรือปัจจัยอื่น
หว่างคิ้วพองโตขึ้นทันที ความทรงจำที่ไม่ใช่ของตัวเองหลั่งไหลเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
เขาเห็นอดีตที่แตกสลายบางส่วนของซีซือ พี่สาวคนนี้คือผีพรายระดับ 2 เป็นผู้ท่องแดนวิญญาณของเมืองหนานหัง มณฑลถง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทางการ แต่เป็นสมาชิกขององค์กรผู้ท่องแดนวิญญาณภาคประชาชนแห่งหนึ่ง
อาชีพในโลกความจริงของเธอคือพยาบาล ในขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคน ทั้งหัวหน้าแผนก เศรษฐี และผู้ดูแลองค์กรแดนวิญญาณ
เธอเป็นคนไม่คิดจะแต่งงาน ไม่เชื่อในความรัก ผู้ชายในสายตาของเธอเป็นแค่ทรัพยากร
เป็นสาวสังคมที่ใช้ชีวิตได้ดีทีเดียว
ในความทรงจำสุดท้าย จางหยวนชิงเห็นเงาร่างหนึ่งสวมชุดแต่งงานปรากฏขึ้น แล้วภาพก็ตัดไปทันที
เธอถูกเจ้าสาวผีฆ่าตายงั้นเหรอ?! จางหยวนชิงลืมตาขึ้นด้วยใบหน้าตกตะลึง เสียวสันหลังวาบ
เขาคิดในใจว่าไม่น่าเป็นไปได้ ทำไมเจ้าสาวผีถึงลงมือล่วงหน้าล่ะ? เธอไม่ได้กำลังรอเลือกเจ้าบ่าวอยู่หรอกเหรอ
หากเจ้าสาวผีสามารถลงมือได้ทุกเมื่อ แล้วจะเล่นเกมนี้ต่อไปได้ยังไง?
อีกอย่าง ในเมื่อเจ้าสาวผีลงมือฆ่าคนด้วยตัวเอง ทำไมถึงฆ่าแค่ซีซือ แล้วไม่ลงมือกับพวกตนล่ะ? หรือว่าแค่ยังไม่ลงมือเท่านั้น?
ตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงสนทนาของเซี่ยหลิงซีกับมหาปราชญ์เสมอสวรรค์
"ทำไมเพศของเธอถึงถูกขีดฆ่าล่ะ?"
"ไม่รู้สิ อาจจะถูกขีดฆ่าหลังจากตายไปแล้วมั้ง?"
จางหยวนชิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วรีบพูดขึ้นว่า "ขอดูหน่อย"
เซี่ยหลิงซียื่นการ์ดแต่งงานมาให้
จางหยวนชิงเพ่งมองดู ก็พบว่าช่อง "เพศ" ของซีซือถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีเข้ม
เซี่ยหลิงซีเบิกตากว้าง "พี่หวังไท่ พี่เห็นอะไรในจิตวิญญาณของพี่ซีซือเหรอคะ?"
มหาปราชญ์เสมอสวรรค์และอสูรเพลิงก็หันมามองทันที
"เธอถูกเจ้าสาวผีฆ่าตายน่ะ!"
"อะไรนะ?!"
ทั้งสามคนหน้าถอดสี มองซ้ายมองขวาด้วยความระแวดระวัง
หากเจ้าสาวผีลงมือ เกรงว่าคงไม่มีใครในที่นี้รอดชีวิตไปได้ ตามหลักแล้วไม่น่าจะเป็นแบบนี้นี่นา ต่อให้เป็นภารกิจระดับ S จะยากแค่ไหน อย่างน้อยก็ต้องเหลือทางรอดไว้ให้พวกเขาบ้างสิ
"ผมมีความคิดหนึ่ง แต่ตรรกะมันยังไม่ค่อยลงตัวนัก..." จางหยวนชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมองไปยังเซี่ยหลิงซีที่ปราดเปรียวราวกับลูกกวาง "ขอผมดูการ์ดแต่งงานของคุณหน่อยได้ไหม"
"อ้อ!"
เธอให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ดึงการ์ดแต่งงานที่เหน็บไว้ตรงขอบกางเกงออกมา
จางหยวนชิงรับมา คลี่ออกดูแล้วทำสีหน้าแปลกประหลาด "เพศชาย?"
อสูรเพลิงกับมหาปราชญ์เสมอสวรรค์ชะโงกหน้าเข้ามาดู เห็นช่องเพศเขียนไว้ว่า "ชาย"
มหาปราชญ์เสมอสวรรค์ถึงกับเอามือกุมขมับ "เด็กผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มอย่างเธอ ไม่นึกเลยว่าจะมีงวงด้วย?!"
"อะไรกันล่ะคะ~" เซี่ยหลิงซีหน้าแดงก่ำ อธิบายว่า "ฉันแค่รู้สึกว่า เจ้าสาวผีต้องการหาเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวก็ต้องเป็นผู้ชายสิคะ ถ้าฉันกรอกว่าเป็นผู้หญิง มันก็ผิดกฎ ไม่เท่ากับว่าถูกคัดออกโดยตรงหรอกเหรอ?"
อสูรเพลิงและมหาปราชญ์เสมอสวรรค์ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เซี่ยหลิงซีกรอกเพศเป็นชาย งั้นที่ผมเดาไว้ก็ไม่ผิด เวอร์ชันเก่าผู้หญิงผ่านด่านได้ทันที ส่วนเวอร์ชันใหม่ผู้หญิงตายเรียบ เพราะนี่คือแดนวิญญาณระดับ S จะให้ผ่านด่านไปง่ายๆ ได้ยังไง... ข้อสันนิษฐานของจางหยวนชิงได้รับการยืนยันแล้ว
ซีซือถูกเจ้าสาวผีกำจัดทิ้งโดยตรง เหตุผลก็คือไม่ตรงกับเงื่อนไขของเจ้าบ่าว
เขาเล่าข้อสันนิษฐานของตัวเองออกมา เมื่อฟังจบ เซี่ยหลิงซีก็พูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยว่า
"ฉันแค่เดาเอา ไม่กล้าฟันธง ก็เลยไม่ได้พูดออกไป ถ้ารู้แบบนี้ฉันคงเตือนพี่ซีซือไปแล้ว"
เธอจะพูดยังไงก็ช่างเถอะ! ผู้ชายทั้งสามคนคิดขึ้นมาในใจอย่างพร้อมเพรียงกัน
ตอนนี้สมาชิกในทีมเหลือแค่สี่คน ด่านเจ้าสาวผียังตายได้อีกหนึ่งคน และตายได้มากสุดก็แค่หนึ่งคน โชคดีไป... เห็นแก่ที่เคยรู้จักกัน จางหยวนชิงจึงปลดร่างของซีซือลงมา วางลงบนพื้นอย่างแผ่วเบา กวาดตามองเพื่อนร่วมทีมที่เหลืออยู่เพียงสามคน แล้วพูดว่า
"เวลาเหลือไม่มากแล้ว พวกเราควรไปหาห้องหอได้แล้วล่ะ"
แม้จะไม่ได้จับเวลาในใจ แต่ก็พอจะกะคร่าวๆ ได้ว่า ตั้งแต่เข้ามาในคฤหาสน์จนถึงตอนนี้ น่าจะเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว
เซี่ยหลิงซี อสูรเพลิง และมหาปราชญ์เสมอสวรรค์ รีบทิ้งเรื่องของซีซือไว้เบื้องหลัง แล้วแอบเรียกความฮึกเหิมกลับมา
ทั้งสี่คนที่ต่างถือสินสอดไว้ในมือเดินหน้าต่อไป ลึกเข้าไปในคฤหาสน์ พวกเขาเดินทะลุผ่านสวนดอกไม้ต่างๆ อย่างเงียบงัน โดยมีเพียงโคมไฟสีแดงเป็นเพื่อนร่วมทาง
เดินวนอยู่พักใหญ่ ทั้งสี่คนก็ยังหาห้องหอไม่พบ จู่ๆ พวกเขาก็เห็นเรือนหลังหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มุมชายคาเชิดขึ้น หน้าต่างและประตูติดตัวอักษร 'มงคล' มีแสงเทียนสลัวๆ ลอดออกมา
ทางเดินจากลานเรือนไปยังเรือนหลักปูด้วยพรมสีแดงฉาน
"พอถึงเวลา ห้องหอก็ปรากฏขึ้นมาเลย" จางหยวนชิงมองดูสีหน้าตึงเครียดของเพื่อนร่วมทีม แล้วพูดเสียงต่ำ "ไปกันเถอะ"
ตอนแรกเขายังอยากจะพูดติดตลกสักประโยคว่า ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอก เจ้าสาวผีอาจจะเป็นพี่สาวทรงโตสะโพกดินระเบิดก็ได้
แต่เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทีมทั้งสามมีสีหน้าเคร่งเครียดราวกับกำลังจะไปลานประหาร จางหยวนชิงก็รู้ตัวและล้มเลิกความคิดที่จะสร้างบรรยากาศ
จนถึงตอนนี้ พวกเขายังไม่รู้วิธีเลือกเจ้าบ่าวของเจ้าสาวผีเลยว่า จะเลือกหนึ่งในสี่ หรือจะเหมาหมด?
ในทำนองเดียวกัน พวกเขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะรอดชีวิตไปได้หรือไม่
เมื่อเดินเข้าไปในเรือนและผ่านพรมแดง จางหยวนชิงก็หยุดอยู่หน้าประตู เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วออกแรงผลักประตูบานระแนงให้เปิดออก
"ปัง!" ประตูบานระแนงทั้งสองบานเปิดเข้าไปข้างใน จางหยวนชิงก้าวข้ามธรณีประตู กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งเขม็ง กวาดสายตามองการตกแต่งภายในห้อง
การตกแต่งทั่วทั้งห้องเน้นสีแดงมงคลเป็นหลัก บนผนังติดตัวอักษร 'มงคล' กลางโถงมีโต๊ะกลมตั้งอยู่ บนโต๊ะมีเชิงเทียนสองอัน เทียนแดงยาวครึ่งแขนส่องแสงวูบวาบ ใต้เทียนมีจานกระเบื้องเคลือบสีเขียวหลายใบ ใส่ลำไย ถั่วลิสง และของอื่นๆ ไว้
ทางทิศตะวันออกมีเตียงใหญ่ตั้งอยู่ ม่านเตียงและผ้าปูที่นอนล้วนเป็นสีแดงมงคล แต่ไม่มีเครื่องนอน
ข้างเตียงว่างเปล่า ไม่มีเจ้าสาวที่สวมชุดแต่งงานและคลุมผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงอย่างที่คิดไว้
เจ้าสาวผีไม่อยู่... ความตึงเครียดในใจของจางหยวนชิงค่อยๆ ผ่อนคลายลง เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง หันหน้ากลับไปหวังจะพูดกับเพื่อนร่วมทีมที่อยู่ด้านหลัง แต่เมื่อหันไป กลับพบว่าทั้งห้องหอเหลือเพียงเขาคนเดียว
เพื่อนร่วมทีมทั้งสามหายไปอีกแล้ว
"มีแค่ผมคนเดียวที่เข้ามาในห้องหอเหรอ?" จางหยวนชิงใจหายวาบ แล้วก็ตั้งสติได้ เขาพึมพำว่า "เจ้าสาวผีช่างเล่นซะจริง ถึงกับเตรียมห้องหอให้ทุกคนเลยแฮะ..."
ดูจากสถานการณ์ตรงหน้าแล้ว ตรงกับข้อสันนิษฐานข้อที่สองของเขาก่อนหน้านี้ สินสอดสี่ชิ้นคู่กับเจ้าบ่าวสี่คน คนที่เหลือตายเรียบ
"ต่อไปก็แค่รอให้เจ้าสาวมาหาแล้ว! แค่ไม่รู้ว่าเธอจะเลือกใคร..."
จางหยวนชิงหันกลับไปปิดประตู แล้วเรียกเจ้าเปิ่นน้อยออกมาเงียบๆ ให้มันหมอบอยู่บนหัวของตัวเอง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ
เขาลูบหัววิญญาณทารก มองดูบรรยากาศมงคลภายในห้อง จู่ๆ ก็นึกถึงมุกตลกที่เคยอ่านในเน็ตขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คิดในใจว่า เพิ่งแต่งงานก็มีทั้งสามีทั้งลูก เจ้าสาวผีก็ถือว่าก้าวสู่จุดสูงสุดของชีวิตแล้วล่ะมั้ง!
แถมลูกชายยังไม่ได้ตัวดำปิ๊ดปี๋ด้วย
แสงเทียนสว่างไสว ภายในห้องสว่างโร่ เดิมทีจางหยวนชิงคิดจะใช้การเผาไหม้ของเทียนเพื่อกะเวลาที่ผ่านไป นึกไม่ถึงว่าเทียนจะวิเศษเป็นพิเศษ เผาไหม้ยังไงก็ไม่เห็นลดลงเลย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ประตูห้องก็ถูกลมพัดเปิดออกเสียงดัง "ปัง" เทียนดับวูบลงในพริบตา ลมหนาวเหน็บพัดหวิวไปทุกซอกทุกมุมของห้องหอ
ภายในห้องมืดมิด จางหยวนชิงใจสั่นสะท้าน วิญญาณทารกบนหัวสั่นเทาอย่างรุนแรง ตกอยู่ในความหวาดกลัวสุดขีด ราวกับโลกกำลังจะแตกดับ
เขาหันคอที่แข็งทื่อมองไปยังประตูที่เปิดกว้าง ข้างนอกมืดมิดราวกับน้ำหมึก ด้วยความสามารถในการมองเห็นตอนกลางคืน เขาจึงมองเห็นเงาร่างหนึ่งสวมชุดแต่งงาน คลุมผ้าคลุมหน้าสีแดง กำลังเดินเหยียบพรมแดงมุ่งหน้ามายังห้องหอลางๆ
......







