ยามบ่าย
หลี่อี้เชิญอาจารย์ซิ่วไฉต่งกับแขกเหรื่อทั้งหลายไปยังโรงเรียนประถมอู๋จี๋
วันนี้เป็นคาบเรียนแรกนับตั้งแต่โรงเรียนประถมอู๋จี๋เปิดการศึกษา หลี่อี้ตั้งใจจัดเป็นคาบเรียนเปิด นอกจากเชิญซิ่วไฉต่งและแขกเหรื่อมาร่วมฟังแล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านก็เข้ามาฟังได้เช่นกัน
เดิมทีเขาคิดจะหลบเลี่ยงอากาศร้อนจัด รอจนเดือนแปดอากาศเย็นลงแล้วค่อยเปิดเรียน แต่กลับพบว่าโรงเรียนเอกชนของหมู่บ้านเฝิงเจียไม่มีวันหยุดฤดูหนาวหรือฤดูร้อน สำนักศึกษาแห่งอื่นก็ไม่มีเช่นกัน จะหยุดบ้างก็เฉพาะช่วงที่งานไร่นายุ่งเท่านั้น
นักเรียนรุ่นแรกของโรงเรียนประถมอู๋จี๋รับไว้หกสิบคน
เด็กจากหมู่บ้านหลัวเจียรับมาสามสิบกว่าคน แทบทั้งหมดต่างมาเรียนแล้ว นอกจากนี้ยังรับเด็กจากหมู่บ้านกัว หมู่บ้านเกาเจีย และหมู่บ้านซานเจียที่อยู่ใกล้เคียงมาอีกยี่สิบกว่าคน
เพราะจำนวนที่รับมีจำกัด ชาวบ้านจากหมู่บ้านข้างเคียงหลายแห่งจึงเกือบวิวาทกัน ส่วนชาวหมู่บ้านเว่ย หมู่บ้านเนี่ยนจวง และหมู่บ้านเฝิงเจีย ซึ่งอยู่ในเขตซิงเซิ่งเหมือนกันแต่ไม่อยู่ในขอบเขตการรับนักเรียนครั้งนี้ ต่างก็ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง
ห้องโถงกลางของเรือนปีกตะวันออกถูกดัดแปลงเป็นห้องเรียน นักเรียนมากมายถึงเพียงนี้ก็ยังมิได้แบ่งชั้น
ในห้องเรียนกระทั่งประตู หน้าต่าง โต๊ะ และเก้าอี้ก็ยังไม่มี สภาพเรียบง่ายอย่างยิ่ง เด็กกลุ่มนี้มาถึงตั้งแต่ช่วงเช้า วิ่งเล่นซุกซนอยู่ในอารามอู๋จี๋ครึ่งค่อนวัน พอเที่ยงก็ได้รับประทานอาหารฟรีมื้อแรกของโรงเรียน
อาหารมีข้าวฟ่าง ผักเขียวผัดกากเต้าหู้ และน้ำแกงปลาตัวเล็กซึ่งต้มใส่น้ำมันหมูคนละหนึ่งถ้วย
เด็ก ๆ กินกันอย่างตะกรุมตะกรามด้วยความอิ่มหนำสำราญ
หลี่อี้หยิบแท่งเหล็กขึ้นมาเคาะแผ่นเหล็กที่แขวนอยู่ใต้ชายระเบียง เสียงใสกังวานดังติ๊ง ๆ ๆ แว่วออกไป
"เข้าห้องเรียนได้แล้ว คนตัวเตี้ยนั่งข้างหน้า คนตัวสูงนั่งข้างหลัง"
เมื่อไม่มีโต๊ะเก้าอี้ ทุกคนจึงนั่งลงบนพื้นโดยตรง
ห้องโถงของเรือนปีกตะวันออกแน่นขนัดไปด้วยเด็กในพริบตา เด็กกลุ่มนี้มีตั้งแต่อายุห้าขวบไปจนถึงสิบสองขวบ ทั้งยังมีเด็กหญิงอยู่สิบกว่าคน
แววตาของเด็ก ๆ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็น พวกเขาหยอกล้อเล่นกันพลางกระซิบกระซาบไม่หยุด
ทั้งหมดล้วนเป็นลูกหลานคนยากจน เกินครึ่งยังสวมกางเกงผ่าเป้า หลายคนเปลือยท่อนบน แทบทุกคนไม่มีรองเท้าสวม ทั้งผอมทั้งดำ หามีผู้ใดขาวอวบอ้วนแม้แต่คนเดียวไม่
หลี่อี้เชิญซิ่วไฉต่ง ซุนฝูเจีย กำนันหวัง และบุคคลผู้มีฐานะอีกหลายคนเข้ามาในห้องเรียน แต่ละคนมีเบาะสานหนึ่งใบสำหรับนั่งคุกเข่าฟังการสอน
ส่วนเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ ด้วยพื้นที่ห้องเรียนมีจำกัด จึงได้แต่ฟังอยู่ใต้ชายระเบียงด้านนอก ขณะที่ชาวบ้านทั่วไปยิ่งทำได้เพียงยืนล้อมดูและฟังอยู่ด้านหลัง
"เงียบ!"
หลี่อี้เดินขึ้นแท่นสอนซึ่งเพิ่งทำขึ้นอย่างเร่งรีบเมื่อวาน เขานำอิฐดินดิบที่เหลือจากการก่อกำแพงลานมาวางซ้อนกันให้เป็นพื้นยกสูงตรงด้านเหนือของห้องโถง แล้ววางโต๊ะเตี้ยไว้ตัวหนึ่ง
บนผนังด้านหลังแขวนแผ่นกระดานเอาไว้ เพียงเท่านี้ก็กลายเป็นแท่นสอนชั่วคราวแล้ว
เสียงอื้ออึงสงบลงอย่างรวดเร็ว เด็กกลุ่มนี้ยังนับว่าเชื่อฟังดี
"วันนี้โรงเรียนประถมอู๋จี๋เปิดการศึกษาอย่างเป็นทางการแล้ว นี่เป็นทั้งคาบเรียนแรกและคาบเรียนเปิด ก่อนอื่นข้าอยากถามพวกเจ้าว่า เหตุใดเราจึงต้องศึกษาเล่าเรียน"
เบื้องล่างพลันอื้ออึงขึ้นมาอีกครั้ง เด็ก ๆ ต่างแย่งกันตอบเซ็งแซ่
หลี่อี้เคาะโต๊ะสอนเบา ๆ สองสามครั้ง
"เงียบ ต่อไปหากต้องการพูดในชั้นเรียน จงยกมือก่อน เมื่ออาจารย์เรียกชื่อแล้วจึงค่อยลุกขึ้นตอบ"
"หลัวสือโถว เจ้าตอบมา"
เสี่ยวสือโถววัยเก้าขวบรีบลุกขึ้นยืน อาจเพราะต้องพูดต่อหน้าผู้คนมากมาย ใบหน้าของเขาจึงแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น ทว่ากลับติดอ่างจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
"ไม่ต้องร้อนใจ ค่อย ๆ พูด"
ผ่านไปครู่ใหญ่ เสี่ยวสือโถวจึงค่อยสงบลงบ้าง "ข้า...ข้า...ซานเหนียงบอกว่าการเรียนหนังสือและรู้จักตัวอักษรจะช่วยเปิดหูเปิดตาข้า มิให้เป็นคนตาบอดทั้งที่ลืมตา"
"ดีมาก นั่งลงได้ นักเรียนทั้งหลายจงปรบมือให้หลัวสือโถวที่กล้าตอบอย่างแข็งขัน"
หลี่อี้นำปรบมือก่อน เด็ก ๆ จึงพากันตบมือแปะ ๆ ตาม เสียงปรบมือดังกึกก้องราวฟ้าร้อง ใบหน้าของสือโถวยิ่งแดงกว่าเดิม แต่กลับแฝงความลำพองใจอยู่หลายส่วน เขาเชิดศีรษะขึ้นอย่างภาคภูมิ
"การอ่านหนังสือทำให้คนมีปัญญา หนังสือเปรียบดั่งกุญแจที่ไขประตูแห่งปัญญา และยังเปรียบดั่งโอสถวิเศษ ผู้รู้จักอ่านย่อมใช้รักษาความเขลาได้
การอ่านหนังสือทำให้คนเฉลียวฉลาด เปิดโลกทัศน์ ขัดเกลาจิตใจ และเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้ เพราะฉะนั้นพวกเจ้าจงคว้าโอกาสนี้ไว้ ตั้งใจศึกษาให้ดี"
หลังกล่าวเปิดชั้นเรียนจบ
หลี่อี้ก็หยิบกระดาษ A4 ที่เตรียมไว้ขึ้นมาปึกหนึ่ง บนนั้นเขียนอักษรพู่กันตัวใหญ่ เขาใช้เม็ดข้าวแปะกระดาษลงบนกระดานเบื้องหลัง กระดาษแต่ละแผ่นมีอักษรตัวใหญ่หกตัว เขาแปะรวดเดียวถึงสิบสองแผ่น
เด็ก ๆ มองกระดาษขาวสะอาดกับอักษรตัวใหญ่แต่ละตัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น แววตาใสกระจ่างบริสุทธิ์ พวกเขาไม่รู้เลยว่าอักษรเหล่านั้นมีความหมายว่าอย่างไร
แต่ซิ่วไฉต่ง ซุนฝูเจีย และคนอื่น ๆ ที่นั่งฟังอยู่ในห้องเรียนกลับมองอักษรเหล่านั้นด้วยความประหลาดใจ
ตั้งแต่โบราณมา ตำราสำหรับปูพื้นฐานแก่เด็กมีอยู่มากมาย ตั้งแต่ "ตำราชางเจี๋ย" ซึ่งหลี่ซือ อัครมหาเสนาบดีแห่งรัฐฉินเรียบเรียง ต่อมายังมี "บทเอวียนลี่" และ "บทปั๋วเสวีย" ทั้งสามเล่มเรียกรวมกันว่า "สามชาง" จากนั้นก็มี "บทจี๋จิ้ว" ที่สืบทอดมาจากราชวงศ์ฮั่น ตามด้วย "คำสอนสำคัญเบิกปัญญา" แห่งยุคราชวงศ์เหนือใต้ จนถึงสุดยอดตำราปูพื้นฐานในเวลาต่อมาอย่างคัมภีร์พันอักษร
ตำราปูพื้นฐานเหล่านี้ส่วนใหญ่เรียบเรียงเป็นวรรคละสี่อักษร นำอักษรที่ใช้กันทั่วไปมาจัดเรียง เพื่อให้ผู้เรียนได้รู้จักตัวอักษรพร้อมกับเรียนรู้เรื่องพื้นฐานทั่วไปไปด้วย
ถึงทุกวันนี้ คัมภีร์พันอักษรยังเป็นตำราที่ผู้เริ่มเรียนต้องอ่านกันทุกคน เล่ากันว่าจักรพรรดิอู่แห่งราชวงศ์เหลียงใต้รับสั่งให้โจวซิงซื่อเรียบเรียงตำราฝึกอักษรสำหรับพระโอรส หลังได้รับพระบัญชา โจวซิงซื่อใช้เวลาเพียงคืนเดียวก็แต่งคัมภีร์พันอักษรเล่มนี้จนเสร็จ
เดิมทีทุกคนคิดว่าคาบเรียนแรกในวันนี้ หลี่อี้อาจสอนคัมภีร์พันอักษรเช่นกัน แต่อักษรตัวใหญ่ที่เขาแปะไว้บนกระดานมิใช่คัมภีร์พันอักษรซึ่งมีวรรคละสี่อักษร กลับเป็นถ้อยคำวรรคละสามอักษรทั้งหมด
"แรกเกิดคน จิตเดิมดี จิตใกล้กัน ฝึกจึงห่าง หากไม่สอน จิตย่อมผัน ทางแห่งสอน สำคัญมั่น ครั้งเมิ่งหมู่ เลือกเพื่อนบ้าน บุตรไม่เรียน ตัดกระสวย เหยียนจือทุย มีวิธี สอนสามบุตร ชื่อลือไกล เลี้ยงไม่สอน ผิดที่พ่อ สอนไม่เข้ม ครูเกียจคร้าน ลูกไม่เรียน ไม่สมควร เยาว์ไม่เรียน แก่ทำอะไร"
แม้ซิ่วไฉต่งจะนั่งอยู่ด้านหลัง แต่สายตาของเขายังดีอยู่ จึงมองเห็นอักษรตัวใหญ่บนกระดาษได้อย่างชัดเจน
เขาท่องถ้อยคำเหล่านั้นเงียบ ๆ ยิ่งท่องก็ยิ่งประหลาดใจ เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเห็นเนื้อหาเช่นนี้มาก่อน
วรรคละสามอักษร อ่านลื่นไหลติดปาก ทั้งเข้าใจง่าย คล่องปาก และจดจำสะดวก มีชั้นเชิงต่างทำนองแต่ให้ผลไม่ต่างจากคัมภีร์พันอักษร
อดีตศิษย์ราชวิทยาลัยกั๋วจื่อเจี้ยนผู้เคยสอบได้ระดับซิ่วไฉท่านนี้สัมผัสได้ทันทีว่าตำราดังกล่าวมิใช่สิ่งธรรมดา
วรรคละสามอักษร สี่วรรคเป็นหนึ่งชุด สิบสองวรรคบนกระดานแบ่งออกเป็นสามชุดประกอบเป็นหนึ่งบทอย่างชัดเจน เนื้อหาตั้งแต่ "แรกเกิดคน จิตเดิมดี" ไปจนถึง "คนไม่เรียน ย่อมไม่รู้คุณธรรม" ล้วนกล่าวถึงความสำคัญของการศึกษาและการเรียนรู้ต่อการเติบโตของเด็ก หากได้รับการอบรมในภายหลังอย่างทันท่วงทีและถูกวิธี เด็กก็ย่อมเติบโตเป็นผู้มีความสามารถและเป็นประโยชน์
ซิ่วไฉต่งซึ่งเปิดสำนักศึกษาเอกชนสั่งสอนผู้คนมาหลายปี ยิ่งท่องก็ยิ่งตื่นเต้น
ส่วนซุนฝูเจียซึ่งสอบจิ้นซื่อได้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์สุย เป็นผู้ที่อาศัยการศึกษาเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตอย่างแท้จริง ยิ่งมองอักษรตัวใหญ่บนกระดาษแต่ละแผ่นก็ยิ่งอัศจรรย์ใจ
เรียบง่ายเข้าใจง่าย แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง
เขายังชื่นชมอักษรตัวใหญ่บนกระดาษเป็นอย่างมาก เส้นหนักแน่นดุจเหล็ก ตวัดคมดุจตะขอเงิน รูปอักษรผอมเพรียวแต่แข็งแรงเปี่ยมชีวิต ฝีมือการเขียนอักษรนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก
หลังแปะกระดาษเสร็จ หลี่อี้ก็หันกลับมามองทุกคน
สำหรับคาบเรียนแรกในวันนี้ เขาไม่ได้เลือกคัมภีร์พันอักษร แต่เลือกคัมภีร์สามอักษร
การเลือกเช่นนี้ผ่านการไตร่ตรองมาแล้ว คัมภีร์พันอักษรเรียบเรียงขึ้นในสมัยราชวงศ์เหลียงใต้ แต่คัมภีร์สามอักษรต้องรอจนถึงสมัยราชวงศ์ซ่งจึงจะถือกำเนิด คัมภีร์สามอักษรมีความยาวกว่าพันอักษร ส่วนใหญ่แต่งเป็นคำคล้องจอง วรรคละสามอักษร สี่วรรคเป็นหนึ่งชุด คล้ายบทกวี เมื่อท่องจะฟังราวกับร้องเพลงเด็ก ใช้สั่งสอนบุตรหลานได้อย่างคล่องปากและน่าสนใจ ทั้งยังช่วยเบิกปัญญา
แม้เมื่อมาอยู่ในราชวงศ์ถังจะต้องแก้ไขเนื้อหาบางส่วน แต่ตัดทอนหรือดัดแปลงแล้วก็ไม่กระทบอะไร ตัวอย่างเช่นวรรค "เหยียนจือทุย มีวิธี สอนสามบุตร ชื่อลือไกล" ต้นฉบับเดิมคือ "โต้วเยี่ยนซาน มีวิธี สอนห้าบุตร ชื่อลือไกล" โต้วเยี่ยนซานหมายถึงโต้วอวี่จวิน ชาวเยี่ยนซานในยุคห้าราชวงศ์ เขาอบรมบุตรได้อย่างถูกวิธี บุตรชายทั้งห้าจึงสอบขุนนางได้ทั้งหมด
หลี่อี้เปลี่ยนโต้วอวี่จวินเป็นเหยียนจือทุย ปราชญ์ขงจื๊อผู้มีชื่อเสียงแห่งยุคราชวงศ์เหนือใต้ ซึ่งก็มิได้มีปัญหาอันใด เหยียนจือทุยเพิ่งถึงแก่กรรมในรัชศกไคหวง บุตรชายของเขาคือเหยียนซือลู่ และหลานชายคือเหยียนซือกู่ ทุกวันนี้ยังเป็นบัณฑิตผู้มีชื่อเสียง เหยียนซือลู่ดำรงตำแหน่งเสนาธิการฝ่ายอาลักษณ์ประจำจวนอ๋องฉิน ส่วนเหยียนซือกู่เป็นขุนนางฝ่ายอักษรศาสตร์ในจวนอ๋องของหลี่ซื่อหมิน
เหตุผลสำคัญที่สุดที่เลือกคัมภีร์สามอักษร ก็เพราะหลี่อี้ก่อตั้งโรงเรียนเพื่อกอบโกยชื่อเสียง การเขียนลายมือโซ่วจินของเขาก็เพื่อกอบโกยชื่อเสียงเช่นกัน ดังนั้นคราวนี้เมื่อเปิดโรงเรียนแล้วนำคัมภีร์สามอักษรออกมา ก็ยังคงเพื่อกอบโกยชื่อเสียงอยู่ดี
"นักเรียนทั้งหลาย ตั้งแต่วันนี้พวกเราจะเริ่มเรียนคัมภีร์สามอักษร ข้าจะอ่านให้ฟังหนึ่งรอบ จากนั้นอธิบายความหมาย แล้วให้ทุกคนท่องตาม"
"อู๋อี้"
ซิ่วไฉต่งลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น
"ท่านอาจารย์ขอรับ"
"คัมภีร์สามอักษรสิบสองวรรคนี้ เจ้าประพันธ์ขึ้นเองหรือ"
หลี่อี้ตีหน้าหนาแล้วตอบว่า "ข้าเรียบเรียงขึ้นจากเรื่องราวที่นักพรตหลี่ผู้เป็นอาจารย์ของข้าเคยใช้สั่งสอนข้า"
"มีเพียงสิบสองวรรคนี้หรือ" ซิ่วไฉต่งถามอีก
"มิได้มีเพียงเท่านี้ขอรับ ตอนนี้ข้าเรียบเรียงไว้สามร้อยกว่าวรรค วรรคละสามอักษร สี่วรรคเป็นหนึ่งชุด สิบสองวรรคนี้คือบทแรก"
ซิ่วไฉต่งตื่นเต้นจนมิอาจระงับ "ดี ดี ดี เจ้าสอนต่อก่อนเถิด"
หลี่อี้เปล่งเสียงท่องคัมภีร์สามอักษร เสียงสูงต่ำคล้ายกำลังขับร้อง หลังท่องจบหนึ่งรอบ เขาก็เริ่มอธิบายความหมาย เด็ก ๆ ฟังอย่างครึ่งรู้ครึ่งไม่รู้ แต่ก็มิเป็นไร การปูพื้นฐานในสำนักศึกษาเอกชนแบบดั้งเดิมล้วนเริ่มจากการส่ายศีรษะโยกตัวท่องจำทั้งสิ้น
มีคำกล่าวว่าอ่านตำราพันรอบ ความหมายย่อมปรากฏขึ้นเองอย่างไรเล่า
ในสิบสองวรรคของบทแรกนี้ แท้จริงแล้วยังกล่าวถึงเรื่องราวสองเรื่อง ได้แก่เรื่องเมิ่งหมู่ย้ายบ้านสามครั้ง กับเรื่องเหยียนจือทุยอบรมบุตรอย่างถูกวิธี
"พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเมิ่งหมู่คือผู้ใด" หลี่อี้ถาม
เด็กหกสิบคนเบื้องล่างไม่มีผู้ใดรู้เลย พวกเขากระทั่งขงจื๊อคือผู้ใดยังไม่รู้ แล้วจะไปรู้จักเมิ่งจื่อกับเมิ่งหมู่ได้อย่างไร
"เมิ่งหมู่ก็คือมารดาของเมิ่งจื่อ เมิ่งจื่อเป็นปราชญ์ขงจื๊อผู้ยิ่งใหญ่ในยุครณรัฐ ได้รับการกล่าวขานเคียงคู่กับขงจื๊อว่า 'ขงจื๊อและเมิ่งจื่อ' บิดาของเมิ่งจื่อเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเยาว์ เขากับมารดาจึงต้องพึ่งพาอาศัยกัน เมิ่งหมู่ทอผ้าเลี้ยงชีพอย่างยากลำบาก เมิ่งจื่อเฉลียวฉลาดมาก เห็นสิ่งใดก็เรียนรู้สิ่งนั้น อีกทั้งยังเลียนแบบได้เก่งกาจยิ่งนัก ตอนแรกบ้านของเมิ่งจื่ออยู่ใกล้สุสาน มักมีขบวนศพเป่าแตรผ่านหน้าบ้านของเขา เมิ่งจื่อจึงเลียนแบบการเป่าแตร ชักชวนเด็กกลุ่มหนึ่งมาเล่นเป่าแตรแห่ศพกันตลอดทั้งวัน เมิ่งหมู่ให้ความสำคัญกับการอบรมเด็กมาก เมื่อเห็นเช่นนั้นจึงย้ายบ้านเข้าไปในเมือง
บ้านหลังใหม่อยู่ข้างโรงฆ่าสัตว์ ทุกวันเมิ่งจื่อจะไปดูคนฆ่าหมูเชือดแกะที่นั่น สิ่งที่ตาเห็นก็จดจำใส่ใจ ไม่นานกลับสามารถช่วยฆ่าหมูเชือดแกะได้แล้ว เมื่อเมิ่งหมู่เห็นเช่นนั้นจึงย้ายบ้านอีกครั้ง คราวนี้ไปอยู่ใกล้สำนักศึกษา นับแต่นั้นทุกเช้าเมิ่งจื่อจะวิ่งไปนอกสำนักศึกษา ส่ายศีรษะโยกตัวอ่านหนังสือตามนักเรียน อาจารย์ชื่นชอบเมิ่งจื่อผู้เฉลียวฉลาดมาก จึงยอมให้เขาเข้าเรียนโดยไม่คิดค่าเล่าเรียน
แต่เขายังคงติดเล่นและหนีเรียนอยู่บ่อยครั้ง เมิ่งหมู่โกรธจนหักกระสวยทอผ้า แล้วบอกว่าเมื่อกระสวยหัก ผ้าก็ทอต่อไม่ได้ การศึกษาก็เช่นเดียวกัน ต้องสั่งสมวันแล้ววันเล่า จากน้อยกลายเป็นมาก จึงจะประสบความสำเร็จได้
เมื่อเมิ่งจื่อฟังคำของมารดา เขาก็ตระหนักถึงความผิดของตน จึงกลับไปยังสำนักศึกษา ค่อย ๆ กลายเป็นผู้มีความรู้และรู้จักมารยาท ต่อมาเมิ่งจื่อก็มิได้ทำให้ความหวังของมารดาต้องสูญเปล่า เขากลายเป็นปรมาจารย์ลัทธิขงจื๊อผู้มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในยุครณรัฐ นี่คือที่มาของเรื่องเมิ่งหมู่ย้ายบ้านสามครั้ง และเป็นความหมายของวรรคในคัมภีร์สามอักษรที่ว่า 'ครั้งเมิ่งหมู่ เลือกเพื่อนบ้าน บุตรไม่เรียน ตัดกระสวย'"
แม้เด็ก ๆ จะไม่รู้ว่าเมิ่งจื่อคือผู้ใด แต่เมื่อได้ฟังหลี่อี้เล่าเรื่องเมิ่งหมู่ย้ายบ้านสามครั้ง ต่างก็ฟังกันอย่างเพลิดเพลินออกรส
หลานชายคนโตของหลัวเอ้อร์บอกว่าการเป่าแตรก็ดีอยู่ ทุกครั้งที่เป่าแตรแห่ศพให้ผู้อื่นย่อมมีอาหารและสุราให้กินดื่ม ทั้งยังได้ผ้าขาวหนึ่งผืนกับค่าจ้างอีกด้วย ส่วนสือโถวบอกว่าเรียนฆ่าหมูเชือดแกะกับคนขายเนื้อดีกว่า เมื่อไปฆ่าหมูให้ผู้อื่น เจ้าของหมูจะมอบเครื่องในเป็นค่าตอบแทน คนขายเนื้อจึงมีเครื่องในหมูกินไม่รู้จักหมด
หลี่อี้มิได้ขัดจังหวะ ปล่อยให้เด็กกลุ่มนี้สนทนาแลกเปลี่ยนกันอย่างอิสระอยู่สิบกว่านาที แล้วจึงสั่งให้พวกเขาสงบเสียง
"บัดนี้พวกเจ้าจงท่องตามข้าทีละวรรค"
ภายในอารามอู๋จี๋
พลันมีเสียงอ่านหนังสือดังกังวานขึ้น
แรกเกิดคน จิตเดิมดี จิตใกล้กัน ฝึกจึงห่าง เสียงอ่านหนังสือดังกว่าหมู่จักจั่นในฤดูร้อน







