ขณะที่สวี่ซื่อเยี่ยนเพิ่งเปลี่ยนกางเกงเสร็จ ยังไม่ทันได้คาดเข็มขัด ก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกดังมาจากข้างนอก
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นพวกจ้าวเจี้ยนเซ่อกับหยางชุนหมิงแน่ๆ
เขารีบคาดเข็มขัด แล้วออกจากห้อง พอเปิดประตู ก็เห็นจริงตามคาด เป็นกลุ่มหวงเซิ่งลี่ จ้าวเจี้ยนเซ่อ และโจวชิงกั๋ว
"เพิ่งกลับมาจากบ้านพ่อ ฉันกำลังก่อไฟพอดี เดาว่าพวกนายคงจะมา เลยต้มกาน้ำร้อนไว้ เดี๋ยวชงชาให้ดื่มกัน"
"พวกเรากำลังเล่นไพ่กันที่บ้านเซิ่งลี่อยู่ รอแค่พี่สามกลับมา พอลูกชายเซิ่งลี่พูดว่าเห็นปล่องไฟบ้านพี่สามมีควัน ก็เดากันว่าน่าจะกลับมาแล้วเลยรีบมากัน"
จ้าวเจี้ยนเซ่อหัวเราะขณะเดินเข้าบ้าน สะบัดหิมะออกจากรองเท้าแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องตะวันออก
คนกลุ่มนี้ต่างรอข่าวเรื่องคลิเวียอย่างใจจดใจจ่อ จึงนัดรวมตัวกันไว้ที่บ้านหวงเซิ่งลี่
หลังจากพาแต่ละคนในบ้านตนเองกลับบ้านแล้ว พวกเขาก็มารวมตัวกันอีกครั้งที่นั่น
ทันทีที่ได้ยินว่าปล่องควันบ้านสวี่เริ่มมีควัน ไม่มีใครคิดจะเล่นไพ่ต่อ ต่างละทิ้งไพ่แล้วรีบมาทันที
“พี่สาม บอกพวกเราดี ๆ เถอะ เรื่องคลิเวียนั่นน่ะ ในจดหมายพี่เขียนไว้สั้นเกินไป พวกเราอ่านแล้วงงไปหมด”
พอเข้าบ้าน ทักทายซูอันอิงเสร็จ จ้าวเจี้ยนเซ่อก็ถามขึ้นอย่างร้อนรน
“นั่งก่อน ๆ เดี๋ยวค่อยว่ากัน”
รู้จักกันมาหลายปี สวี่ซื่อเยี่ยนย่อมรู้ดีว่าเพื่อนคนนี้ใจร้อนขนาดไหน จึงหัวเราะพลางเชื้อเชิญให้ทุกคนนั่งลง
ซูอันอิงจัดแจงลูกน้อยสองคน แล้วอุ้มเข้าห้องด้านในของห้องตะวันออก กำชับให้ลูกคนโตทั้งสองดูแลน้องให้ดี
จากนั้นเธอก็ไปล้างกา ชงชา แล้วนำมาเสิร์ฟในห้องให้พวกผู้ชายดื่มคุยกัน
สวี่ซื่อเยี่ยนเริ่มเล่าเรื่องราวที่เขาเจอในเมืองหลวงให้ฟัง
เมื่อทุกคนได้ฟังว่า คลิเวียหนึ่งกระถางสามารถขายได้หลายร้อยหยวน แถมยังอาจขึ้นราคามากกว่านี้ได้อีก ทุกคนก็เบิกตากว้างด้วยความตะลึง
“โอ้โห! แค่กระถางดอกไม้จะขายได้ตั้งเยอะเชียวเหรอ? ทำมาจากทองคำรึไงเนี่ย?”
จ้าวเจี้ยนเซ่ออุทานออกมาอย่างเหลือเชื่อ เขาไม่เข้าใจเลยว่าแค่ดอกไม้ที่กินก็ไม่ได้ จะมีราคาขนาดนั้นได้อย่างไร
สวี่ซื่อเยี่ยนเพียงยิ้มเล็กน้อย นี่ยังแค่เริ่มต้น
รอให้อีกหน่อยเถอะ ปลายปี 1984 จะรู้กันว่าความบ้าคลั่งที่แท้จริงเป็นยังไง
ดอกไม้หนึ่งกระถางจะมีราคาพุ่งไปถึงหลายหมื่นหรือเป็นแสนหยวน
ทองคำรึ? ตอนนั้นราคาทองก็คงไม่ต่างจากตอนนี้เท่าไหร่ ถ้ามีเงินสักแสน จะซื้อทองได้ตั้งสามสี่สิบตำลึงเลยทีเดียว
ทองหนึ่งตำลึง ยังทำแผ่นทองปิดกระถางได้ตั้งหลายสิบใบ ถ้าจะเอาทำกระถางทองล้วน ก็คงปั้นได้เป็นสิบกระถางนู่น
ไม่งั้นคลิเวียนี่จะถูกเรียกว่า “ทองคำสีเขียว” ได้ยังไง?
“เอาเถอะ เราอย่าไปสนใจว่าทำไมมันถึงแพงเลย โลกของพวกคนรวยมันต่างจากเรา
ตอนนี้คิดอย่างเดียวว่า จะทำยังไงให้ได้เงิน... จริงไหมล่ะ พี่สาม?”
โจวชิงกั๋วพูดขึ้น อย่างน้อยเขาก็พอมีหัวธุรกิจอยู่บ้าง รู้ว่าไม่ควรไปเสียเวลาคิดเรื่องไม่จำเป็น ควรคิดเรื่องทำเงินจะดีกว่า
“หลังจากได้จดหมายพี่สามมา ผมก็ชวนเฟิงเชา กับชุนหมิงออกหาต้นกล้าแล้วก็เมล็ดคลิเวีย
ที่ไหนได้ พวกเราก็หาเจอจริง ๆ นะ
ต้นกล้าเล็ก ๆ ราคาตั้งห้าสิบถึงแปดสิบเฟิน ส่วนเมล็ดเม็ดละเฟินเดียว คนที่ขายให้พวกเราก็ยังคิดว่าเราบ้า”
เมื่อไม่กี่ปีก่อน การปลูกดอกไม้ถูกมองว่าเป็นสิ่งเลวร้าย ต้องแอบปลูกกันเงียบ ๆ
พักหลังเริ่มดีขึ้น มีคนปลูกมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เป็นที่สนใจนัก
จะเอาดอกไม้อะไรก็แค่ไปขอคนรู้จัก เขาก็แถมให้เป็นกิ่งเป็นต้น ไม่เคยได้ยินว่าใครจะเอาเงินไปซื้อกล้าหรือเมล็ดพันธุ์กันเลย
แต่พอมีคนยอมซื้อ ก็ย่อมมีคนขาย
ในตงกังแทบไม่มีใครปลูกคลิเวีย ทำให้หาได้ยาก
โชคดีที่แถวสำนักงานป่าไม้ซงเจียงเหอ มีบางบ้านปลูก
โจวชิงกั๋วกับพวกก็ตามไปถามบ้านนั้นบ้านนี้ ขอซื้อกล้าและเมล็ด
คนพอรู้ว่าจะมีคนซื้อ ก็ยิ่งเต็มใจขาย
เลยได้มาหลายสิบต้นกับเมล็ดอีกเป็นร้อยเม็ด
“แต่พี่สาม... พวกเราไม่รู้จะปลูกยังไงเลยนะ กล้านี่ยังพอว่า แค่เอากลับมารดน้ำเลี้ยงดู แต่เมล็ดนี่ จะทำยังไง?”
กล้าดอกไม้ที่ซื้อมาก็เอาไปเลี้ยงไว้ที่บ้านใครบ้านมันแล้ว แต่เมล็ดนี่สิ ไม่มีใครรู้วิธีเพาะเลย ได้แค่รอให้สวี่ซื่อเยี่ยนกลับมาแล้วค่อยสอนกันต่อไป
“น้องหกของฉันปลูกเป็น ภรรยาฉันก็ปลูกเป็นเหมือนกัน
ไม่ต้องห่วงหรอก พวกนายเอาเมล็ดพันธุ์มาฝากไว้ทางนี้ก็ได้ ที่บ้านพี่มีพื้นที่เยอะ ให้ภรรยาฉันปลูกให้ตอนว่างก็ได้”
น้องหกสวี่ซื่อฉินนั้นชอบคลิเวียพันธุ์คลิเวีย มาก และยังมีประสบการณ์ในการเพาะพันธุ์คลิเวียนี้อีกด้วย
แต่โจวกุ้ยหลานผู้เป็นแม่ ไม่ชอบให้ลูกสาวเอาคลิเวียมาวางเต็มริมหน้าต่างบ้าน เลยไม่อยากให้เลี้ยงไว้เยอะ
สวี่ซื่อฉินก็เลยค่อย ๆ ขนย้ายมาไว้ฝั่งบ้านพี่ชาย ส่วนซูอันอิงก็ช่วยดูแลด้วยกัน จนเริ่มมีประสบการณ์เหมือนกันแล้ว รู้ว่าจะต้องปลูกยังไง
พอได้ยินว่าซูอันอิงปลูกเป็น ทุกคนก็วางใจ ขอแค่มีคนที่เข้าใจเรื่องการปลูก และสามารถเพาะเลี้ยงให้ขายได้จริง ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล
สวี่ซื่อเยี่ยนยังบอกอีกว่า ให้ทุกคนช่วยกันสืบข่าวหน่อย ไม่ว่าจะเป็นญาติหรือเพื่อนจากต่างถิ่น ถ้าเจอที่ไหนมีขายก็ช่วยกันหาซื้อ
เงินนั้นเขาจะเป็นคนออกให้เอง พยายามรวบรวมกล้าพันธุ์ให้ได้มากที่สุด ปริมาณเยอะแล้วถึงจะจัดการได้ง่าย
“เงินทุนฉันออกเอง พวกเราช่วยกันทำงาน หาเงินได้เมื่อไหร่ เราก็แบ่งกันตามสัดส่วน”
สวี่ซื่อเยี่ยนกลัวว่าทุกคนจะยังลังเลอยู่เลยรีบบอกให้ชัดไปเลยว่าเขาจะลงทุนเอง
“ไม่เอา! พี่สามยอมช่วยพวกเราให้หาเงินได้ก็ดีจะตายแล้ว
ถ้าพวกเราไม่ลงเงินเลย จะไม่เท่ากับไปเกาะพี่สามหากินเหรอ? แบบนั้นไม่ไหวหรอก
ถ้าต้องลงเงิน พวกเราก็ลงด้วย ไม่ให้พี่สามรับภาระคนเดียวแน่” หยางชุนหมิงรีบส่ายหน้าแล้วพูดทันที
“ใช่ ๆ เงินไม่ควรให้พี่สามออกหมด เราทุกคนควรช่วยกัน
ที่ผ่านมาก็ได้พี่สามนี่แหละที่พาพวกเราหาเงิน พี่สามไว้ใจได้อยู่แล้ว” จ้าวเจี้ยนเซ่อก็รีบเสริมขึ้นมา
ที่ผ่านมาอยู่กับสวี่ซื่อเยี่ยน ก็ได้ประโยชน์ไปเยอะแล้วจริง ๆ
การจะซื้อกล้าคลิเวียมาปลูกนั้น ใช้เงินไม่มาก พวกเขาแต่ละคนก็หาเงินได้ไม่น้อยในช่วงไม่กี่ปีนี้ ยังไงก็มีปัญญาออก
เฟิงเชา หวงเซิ่งลี่ และคนอื่น ๆ ก็พูดสนับสนุนกันเป็นแถว
“ที่จ้าวเจี้ยนเซ่อกับชุนหมิงพูดมาถูกต้องเลย
พี่สามช่วยพวกเราได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว จะปล่อยให้พี่ออกเงินคนเดียวได้ยังไง
เป็นพี่น้องกัน หาเงินก็ต้องหาเงินด้วยกัน ถึงขาดทุนก็ต้องช่วยกันรับผิดชอบ”
“งั้นก็ได้ ต้องขอบใจทุกคนมากที่เชื่อใจพี่นะ”
ชีวิตคนเราจะมีพี่น้องหรือเพื่อนที่ไว้ใจได้จริง ๆ แล้วพร้อมลุยไปด้วยกันสักกี่คน? นี่แหละคือสิ่งที่ควรภาคภูมิใจที่สุด
สวี่ซื่อเยี่ยนดีใจมาก จึงเริ่มเล่าแผนงานของเขาให้ทุกคนฟัง
หน้าหนาวปีนี้ก็ทำไปตามมีตามเกิดก่อน ใช้ขอบหน้าต่างของแต่ละบ้าน รวมถึงบ้านเก่าของสวี่ซื่อเยี่ยนเอง จะปลูกได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น
พอเข้าฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เขาก็จะไปสร้างโรงเรือนที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เพาะกล้าคลิเวียจำนวนมาก และรับซื้อกล้าหรือดอกไม้ที่โตแล้วมาด้วย
ถึงปลายหน้าร้อนปี 1984 เขาก็จะไปเช่าร้านสักแห่งในเมืองหลวงจังหวัด เช่นถนนหงฉีหรือที่ไหนสักแห่ง แล้วเปิดร้านขายคลิเวียแบบเป็นบริษัทจริงจัง
ตอนนั้นคลิเวียที่โตแล้วจะวางขายหน้าร้าน ส่วนกล้าก็ขายส่งได้
รายละเอียดยังไม่ต้องคิดเยอะ ไว้ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ รีบหากล้าคลิเวียให้ได้เยอะที่สุดก่อนที่กระแสจะบูมในเมืองใหญ่
พอทุกคนมานั่งปรึกษากัน หลายหัวก็ย่อมดีกว่าหัวเดียว ความคิดความเห็นรอบด้านมีมากขึ้น
ยิ่งคุยก็ยิ่งตื่นเต้น คุยกันเพลินจนถึงสองทุ่มกว่า
“โอย ดึกแล้ว พวกเรากลับบ้านกันดีกว่า
พี่สามเพิ่งกลับจากเดินทางไกลทั้งที คืนนี้ไม่ต้องให้พี่สะใภ้สามเขาได้มีเวลาอยู่ด้วยเหรอ?
พวกเรานี่ก็อย่ามือไม่พายเอาเท้าราน้ำเลย เดี๋ยวโดนไล่เอานะ ฮ่า ๆ ๆ ไปๆๆ รีบกลับบ้านกัน!”







