สายตาของผู้คนในที่เกิดเหตุต่างหันมามองรวมกันในพริบตา
“อะแฮ่ม... นายจะแก้ปัญหาอะไรได้? ไปขุดเหมืองแทนพวกคนต่างเผ่าพันธุ์พวกนั้นหรือไง?” คงเป็นเพราะเห็นว่าเฉาหยางแต่งตัวค่อนข้างเรียบง่าย น้ำเสียงที่พ่อค้าใช้กับเขาจึงเห็นได้ชัดว่าไม่สุภาพเท่ากับที่ใช้กับคนอื่น
เสียงหัวเราะครืนดังขึ้นในบริเวณนั้น
“ในเมื่อพวกเราสร้างกลไกอัศจรรย์อย่างรถไฟไอน้ำขึ้นมาได้ ทำไมถึงยังเอาแต่คิดจะใช้แรงงานคนไปขุดเหมืองอีกล่ะครับ?” เฉาหยางมองไปยังทุกคนอย่างผ่าเผย “พลังของเครื่องจักรย่อมแข็งแกร่งกว่าคนอยู่แล้ว และประสิทธิภาพของพวกมันก็ยังสูงจนน่าทึ่ง สามารถทำงานได้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ต้องพักผ่อน ทันทีที่กลไกอัศจรรย์เช่นนี้แพร่หลายไปถึงเหมืองแร่ จำนวนแร่ที่เราได้รับก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ดังนั้นทุกท่านไม่ต้องกังวลเลยว่าจะไม่ได้รับความสะดวกสบายที่กลไกอัศจรรย์นำมาให้ ถึงแม้เราจะไม่จับชาวไห่เว่ยป่ามาเป็นแหล่งแรงงานทาส สถานการณ์ก็มีแต่จะดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง!”
สีหน้าของหญิงสาวคนนั้นผ่อนคลายลงมากในทันที เธอพยักหน้าให้เฉาหยาง จากนั้นก็กล่าวเห็นด้วย “เขาพูดมีเหตุผล! เครื่องจักรแบบนี้ในทางทฤษฎีแล้วสามารถสร้างขึ้นมาได้”
“มันจะไปง่ายขนาดนั้นได้ยังไง!” พ่อค้าถลึงตาใส่เฉาหยางอย่างแรงและเชิดหน้าเถียง “ฉันว่าพวกคุณสองคนคงไม่เคยไปที่อุโมงค์เหมืองเลยสินะ ข้างในทั้งมืดมนและเปียกชื้น แถมยังมีฝุ่นปลิวว่อนไปทั่ว เครื่องจักรทั่วไปไม่สามารถใช้งานในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายขนาดนั้นได้หรอก โดยเฉพาะกระปุกเกียร์ มันจะถูกเศษแร่เข้าไปติดขัดจนพังเอาง่ายๆ”
'หมอนี่รู้เยอะจังแฮะ...' เฉาหยางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีความรู้เรื่องอุปกรณ์เครื่องจักรอยู่บ้าง ดูท่าทางคงไม่ใช่พ่อค้าธรรมดาทั่วไปแล้ว
“ที่คุณพูดมาล้วนเป็นปัญหาทางเทคนิค ซึ่งแน่นอนว่ามันสามารถแก้ไขได้ด้วยเทคนิค”
“พูดซะอย่างกับว่านายรู้...”
“ผมรู้แน่นอนครับ” เฉาหยางพูดอย่างไม่เกรงใจ “ยกตัวอย่างเช่นการเพิ่มอุปกรณ์ฉีดน้ำเข้าไปในส่วนที่ใช้ขุดเจาะ ก็จะช่วยลดฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกท่านก็น่าจะมีประสบการณ์กันอยู่แล้ว อย่างเช่นการพรมน้ำก่อนที่จะกวาดพื้นไงครับ”
บรรดาผู้ที่มุงดูอยู่ต่างพากันพยักหน้าโดยไม่ได้นัดหมาย
ถ้าพูดถึงเรื่องเครื่องจักรขุดเหมืองพวกเขาอาจจะไม่เข้าใจ แต่เรื่องการทำความสะอาดบ้านต่อให้ไม่เคยทำเองก็ต้องเคยเห็นกันมาบ้างแล้ว
“หรืออีกตัวอย่างนึงก็คือเราอาจจะไม่ต้องใช้ฟันเฟือง แต่เปลี่ยนอุปกรณ์ส่งกำลังให้เป็นระบบไฮดรอลิก ใช้ของเหลวอย่างน้ำมันมาเป็นตัวขับเคลื่อนเครื่องจักร วิธีนี้ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการปิดผนึกไปได้ส่วนใหญ่แล้ว”
“ไฮดรอลิก... มันคืออะไรล่ะนั่น?” มีคนถามขึ้น
“ของเหลวนั้นถูกบีบอัดได้ยาก ผมคิดว่าทุกคนคงจะรู้กันดี ถ้าไม่เชื่อพวกคุณก็ลองหาถุงหนังใส่น้ำให้เต็มดูสิ ไม่ว่าจะบีบมันยังไง น้ำก็จะพุ่งออกมาจากทางปากถุงเท่านั้น” เฉาหยางยิ้ม “ไฮดรอลิกก็คือการใช้ประโยชน์จากคุณสมบัตินี้ เพื่อส่งผ่านแรงที่กระทำจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งอย่างสมบูรณ์ และแน่นอนว่าหากเปลี่ยนขนาดความเล็กใหญ่ของภาชนะทั้งสองฝั่ง มันก็ยังสามารถสร้างพลังที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณได้ ราวกับหลักการของคานงัด...”
ตัวอย่างนี้ค่อนข้างเข้าใจยากกว่ามาก เห็นได้ชัดว่าทุกคนฟังแล้วออกจะงงๆ อยู่บ้าง
มีเพียงหญิงสาวคนนั้นที่จู่ๆ ก็ขมวดคิ้วเรียวสวย ราวกับกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด
เฉาหยางก็ไม่ได้ตั้งใจจะลงลึกในเรื่องปัญหาทางเทคนิคเช่นกัน เพราะเขารู้ดีว่าตราบใดที่สามารถแก้ปัญหาเรื่องแหล่งพลังงานได้ ไม่ช้าก็เร็วเครื่องจักรสารพัดรูปแบบที่ใช้ทำงานหนักและงานหยาบๆ ก็จะต้องถูกพัฒนาขึ้นมาอยู่ดี
“ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ การใช้พวกคนต่างเผ่าพันธุ์มาเป็นแรงงานทาสอย่างพร่ำเพรื่อกลับจะเป็นการทำให้กลไกอัศจรรย์ใหม่ๆ มาถึงช้าลงต่างหาก เหตุผลก็ตรงไปตรงมา นั่นก็คือในเมื่อสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้มันเพียงพอให้ใช้งานได้ แล้วทำไมจะต้องไปจ่ายต้นทุนเพิ่มเพื่อทดลองทำสิ่งใหม่ๆ อีกล่ะครับ?” เขายกมือทั้งสองข้างขึ้น ท่าทางแบบนี้ในการกล่าวสุนทรพจน์มักจะสื่อถึงการเปิดอกพูดคุยอย่างจริงใจ ซึ่งสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ดังนั้นสิ่งที่บริษัทเดินเรือทำอยู่ นอกจากจะไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว กลับเป็นภัยต่อการแพร่หลายของเทคโนโลยีใหม่เสียอีก! ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อทุกคน แต่ที่จริงแล้วมันกลับกำลังปกคลุมอนาคตของทุกคนด้วยเมฆหมอกอันมืดมิดต่างหาก!”
“อืม... ที่เขาพูดมามันก็เหมือนจะเข้าทีแฮะ”
“แต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีกลไกอัศจรรย์แบบที่เอามาใช้ขุดเหมืองแทนแรงงานทาสได้เลยนี่นา ใครจะไปรู้ว่าสรุปแล้วมันจะพึ่งพาได้หรือเปล่า”
ในที่สุดเหล่าผู้สังเกตการณ์ก็ไม่โอนเอียงไปทางฝั่งพ่อค้าเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป มีบางคนเริ่มกลับมาสนับสนุนหญิงสาวคนนั้นอีกครั้ง แต่เห็นได้ชัดว่าเฉาหยางจะไม่พอใจเพียงแค่นี้ เขากำหมัดทั้งสองข้าง และพูดด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นทรงพลัง “แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั่นก็ยังไม่ใช่เหตุผลหลักหรอกนะครับ!”
“เหตุผลหลักที่สุดที่เราไม่สนับสนุนบริษัทเดินเรือ และไม่สนับสนุนการจับชาวไห่เว่ยมาเป็นทาส ก็เป็นเพราะว่าทุกท่านที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นผู้ที่มีอารยธรรมยังไงล่ะครับ!”
เขายอมรับว่าพูดแบบนี้มันออกจะขัดกับมโนธรรมอยู่บ้าง แต่ยังไงซะมันก็ไม่ได้ขัดต่อความตั้งใจเดิมของตัวเอง
“อารยธรรมคืออะไร มันก็คือการเต็มใจที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้อ่อนแอกว่าอยู่เสมอ ชาวไห่เว่ยป่าไม่อาจถูกขัดเกลาได้งั้นเหรอ? ย่อมไม่ใช่แน่นอน พวกเขาส่วนหนึ่งถึงขั้นใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกเราด้วยซ้ำ! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วทำไมพวกเราถึงจะแบ่งปันความปรารถนาดีออกไปสักนิด เพื่อไถ่บาปให้แก่ผู้น่าสงสารที่หลงผิดเหล่านั้นไม่ได้ล่ะครับ!”
“ในทวีปเก่า พวกเราได้ยกเลิกระบบทาสไปทีละก้าว นี่แหละคือสัญลักษณ์แห่งอารยธรรม หรือพอเปลี่ยนมาเป็นทวีปใหม่ ผู้มีอารยธรรมก็จะต้องหวนกลับไปสู่ความป่าเถื่อนอีกครั้ง? เมื่อผมได้เห็นทุกท่าน ผมก็รู้เลยว่าคำตอบนั้นจะต้องเป็นไม่แน่นอนครับ!”
ชายหญิงรอบๆ บริเวณต่างพากันมีสีหน้าหวั่นไหว
เฉาหยางรู้ว่าชัยชนะได้เอนเอียงมาทางเขาแล้ว “เช่นเดียวกัน หินอัญมณีสีน้ำเงินที่เปื้อนไปด้วยเลือดพวกนี้ถูกพวกเขาใช้คำโกหกห่อหุ้มเอาไว้เป็นชั้นๆ ย่อมไม่ใช่สิ่งของแห่งอารยธรรมอย่างแน่นอน! เมื่อทุกท่านอยากจะเก็บมันไว้เป็นของที่ระลึกหรือของขวัญ ก็ลองคิดถึงเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังมันดูอีกครั้งสิครับ แล้วจะพบว่าเบื้องหลังหินเหล่านี้ นอกจากการหลอกลวง การกดขี่เป็นทาส และเงินตราแล้ว ก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีกเลย ของพรรค์นี้ที่น่าเกลียดน่าชังขนาดนี้ พวกคุณคิดว่าจะสามารถเก็บมันเอาไว้ข้างกายเหมือนกับดอกไม้ได้หรือครับ?”
“ไม่ได้! ฉันขอปฏิเสธสิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง!” จูตี๋เป็นคนแรกที่ตะโกนขึ้นมา “สรรเสริญอารยธรรม!”
'ตะโกนได้ดี สมแล้วที่เป็นเธอ!' เฉาหยางกล่าวชมเชยอยู่ในใจ
เมื่อมีเธอเป็นแกนนำ ไม่นานก็มีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เข้าร่วมสมทบด้วย
“ใช่แล้ว พวกเราล้วนเป็นผู้มีอารยธรรม ฉันไม่เอาแล้ว!”
“ฉัน... ฉันก็เหมือนกัน...”
“เถ้าแก่ ขอคืนสินค้าได้ไหม?”
“เอ้ย พวกคุณทำแบบนี้ไม่ได้นะ! ของที่ซื้อไปแล้วไม่รับเปลี่ยนหรือคืน! เฮ้ อย่าโยนของของฉันสิ!” พ่อค้ายังอยากจะเถียง แต่ก็ถูกเสียงเรียกร้องขอคืนสินค้ากลบไปอย่างรวดเร็ว
'นี่แหละหนาคือธรรมชาติของมนุษย์' เฉาหยางคิดในใจ ไม่ว่าพวกลูกผู้ดีมีเงินเหล่านี้จะจิตใจดีจริงๆ หรือไม่ก็ตาม เมื่อพวกเขาใช้ชีวิตแบบไม่เดือดร้อนเรื่องปากท้องแล้ว ก็ย่อมเต็มใจที่จะใช้ความพยายามในการรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของตัวเองเอาไว้ พูดตรงๆ ก็คือห่วงหน้านั่นแหละ ยิ่งไปกว่านั้นหลายคนก็ยังมากันเป็นคู่ชายหญิง เมื่อเทียบกับของที่ระลึกชิ้นเล็กๆ แล้ว การทิ้งความประทับใจที่ดีให้แก่เพศตรงข้ามที่อยู่ข้างๆ นั้นย่อมสำคัญกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ถ้าเปลี่ยนเป็นชาวบ้านระดับล่าง คำพูดเหล่านี้ก็คงไม่มีพลังในการปลุกปั่นที่รุนแรงขนาดนี้อย่างแน่นอน
“ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนนะ วิธีการกล่าวสุนทรพจน์ของคุณไม่เหมือนใครเลยจริงๆ” ตอนนี้หญิงสาวผมยาวสีส้มคนนั้นเดินเข้ามาหาเช่นกัน เธอยื่นมือออกไปให้เฉาหยาง “ฉันชื่ออีลี่จือ แล้วคุณล่ะ?”
“เฉา” เฉาหยางยื่นมือไปจับกับเธอ สัมผัสที่ได้นั้นไม่ได้ค่อนไปทางอ่อนนุ่ม แต่กลับสัมผัสได้ถึงข้อต่ออย่างชัดเจนและค่อนข้างมีพลัง
“พยางค์เดียวเหรอ? ฉันคิดว่าน่าจะเป็นนามแฝงนะ คุณคือมหาปราชญ์ใช่ไหม?”
“เอ่อ... ไม่น่าจะใช่นะครับ” เฉาหยางเอียงคอ 'มหาปราชญ์นี่มันใครกันอีกล่ะ?'
“คุณเฉา คุณมีอารมณ์ขันจังเลยนะ” อีลี่จือหัวเราะออกมา “ไม่ใช่มหาปราชญ์ แต่กลับมีความเข้าใจในเรื่องเครื่องจักรอย่างลึกซึ้งพอตัว... ประสบการณ์ของคุณทำให้ฉันรู้สึกสงสัยขึ้นมาจริงๆ แล้วสิ”
“ผมค่อนข้างชอบศึกษาด้วยตัวเองน่ะครับ”
ในสายตาของเธอเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าไม่เชื่อ แต่รอยยิ้มก็ยังคงไม่จางหายไป “มัวร์”
พ่อบ้านที่คอยติดตามอยู่ข้างกายก้าวออกมาข้างหน้าทันที มือซ้ายล้วงเอาการ์ดใบหนึ่งออกมาวางไว้บนฝ่ามือ ส่วนมือขวาก็ล้วงเอาปากกาหมึกซึมออกมาจากกระเป๋าเสื้อตรงหน้าอก แล้วเริ่มจรดปลายปากกาตวัดเขียนลงไปตรงนั้นเลย แม้แต่ในระหว่างที่กำลังเขียน ร่างกายของเขาก็ยังตั้งตรงแน่วแน่ ราวกับคันธนูยาวที่ขึงตึง
“โปรดรับไว้ด้วยครับ”
เขาเขียนเสร็จอย่างรวดเร็ว และยื่นการ์ดใบนั้นไปตรงหน้าของเฉาหยาง
เฉาหยางรับมาด้วยความรู้สึกงุนงงเล็กน้อย
“ฉันรู้จักสถานที่ดีๆ แห่งหนึ่ง ที่เหมาะจะใช้พูดคุยกันมากกว่าที่นี่ นี่คือบัตรเชิญ หวังว่าเมื่อถึงเวลาคุณจะมาร่วมวงสนทนากันนะ ฉันอยากจะฟังเรื่องราวประสบการณ์การศึกษาด้วยตัวเองของคุณให้ดีๆ สักหน่อย” อีลี่จือโบกมือ จากนั้นก็หันหลังเดินกลับไปยังรถม้าที่กำลังจะเดินทางกลับ
เฉาหยางหยิบการ์ดขึ้นมาดู บนนั้นเขียนที่อยู่เอาไว้ชุดหนึ่งพร้อมกับเวลาระบุว่า 19:30 น. จริงๆ ด้วย “ยัยนี่หมายความว่าไงเนี่ย?”
“ก็หมายความว่าเธอถูกใจท่านแล้วไงล่ะ!” จูตี๋ร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น “ฉันไม่ได้บอกหรอกเหรอ ว่าการโต้วาทีสาธารณะนอกจากจะเป็นการเผยแพร่แนวคิดของตัวเองแล้ว ก็ยังสามารถดึงดูดผู้รู้ใจได้อีกด้วย และท่านก็สามารถใช้โอกาสนี้เข้าไปในแวดวงของเธอ เพื่อกลายเป็นหนึ่งในพวกเขายังไงล่ะ!”
“ท่านเฉาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวิธีการแบบนี้เพื่อยกระดับตัวเองหรอกนะ...” ตันเอินไอสองสามที
“ปัดโธ่ ฉันก็แค่ยกตัวอย่างไง!” จูตี๋เบ้ปาก “อีกอย่างคำเชิญแบบนี้ก็มีประโยชน์ต่อท่านเฉาด้วยเหมือนกัน เพราะท่านสามารถเผยแพร่ข่าวประเสริฐของนายแห่งดินแดนหรรษาผ่านทางแวดวงสังคมชั้นสูงได้ ส่วนจะไปหรือไม่ไป นั่นก็เป็นอิสระของท่านล่ะนะ ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นล่ะก็ นี่ถือเป็นโอกาสทองที่หาได้ยากในรอบพันปีเลยทีเดียว”
“ไว้ค่อยพูดกันเถอะ... ยังไงซะช่วงสองสามวันนี้พวกเราก็คงจะยุ่งกันมากอยู่ดี” เฉาหยางเก็บการ์ดไปโดยไม่ได้ปฏิเสธหรือตอบรับ เขาไม่ได้ช่วยอีลี่จือเพื่อดึงดูดความสนใจของอีกฝ่าย แต่เป็นเพราะในเมื่อเรื่องนี้จะได้ลงหนังสือพิมพ์ เขาก็ยิ่งหวังว่าเนื้อหาบนนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อชาวไห่เว่ยสักหน่อย
ใครใช้ให้ถังทองใบแรกของตัวเองมาจากไห่ย่าล่ะ ก็ถือซะว่านี่เป็นการตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ก็แล้วกัน







