(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 232
บทที่ 232 วิธีแก้ปัญหาคือการพูดความจริง
"ฉันเองก็เคยเป็นนางฟ้าตัวน้อยๆ อะไรที่พวกวัยรุ่นชอบ ฉันก็ชอบหมดแหละ"
"แต่ตั้งแต่มีลูก สิ่งที่ฉันต้องกังวลมากที่สุดในแต่ละวันก็ไม่ใช่ตัวเองกับสามีอีกต่อไป แต่เป็นลูก"
"การเข้าสังคม เล่นเกม ช้อปปิ้งออนไลน์ ฉันก็ไม่สนใจอีกแล้ว"
"เพื่อที่จะให้ลูกสอบเข้าโรงเรียนประถมชื่อดังแห่งนี้ได้ ฉันถึงกับลาออกจากงานเลยด้วยซ้ำ"
"ทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการดูแลเรื่องการศึกษาของลูก"
"พอมีลูกแล้ว ความรับผิดชอบของฉันก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ"
"สิ่งที่ฉันทำ ลูกไม่เข้าใจ สามีก็อาจจะไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้"
"คนรอบข้างก็ไม่เข้าใจ แต่มีแค่ตัวฉันเองที่เข้าใจ"
"สอบเข้าโรงเรียนดังๆ ได้ ถึงจะมีอนาคตที่ดี"
"ถ้าไม่ได้เรียนโรงเรียนดัง ชีวิตของลูกก็จะมืดมนไร้แสงสว่าง คนที่รู้จักก็จะมีแต่คนธรรมดา"
"แถมยังอาจจะไปคบคนเลว หลงผิด และสุดท้ายก็เดินลงสู่ห้วงลึกแห่งอาชญากรรม"
สู้แล้วชีวิตถึงจะดีพยายามอธิบายกับเพื่อนชาวเน็ตซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ทุกสิ่งที่เธอทำลงไปก็เพื่อลูก
เงินสี่แสนที่เธอใช้ไป ถูกเอาไปใช้ในการลงทุนทางการเงิน
คิดไม่ถึงว่า สถาบันการลงทุนจะล้มละลายแล้วเชิดเงินหนีไป
เมื่อก่อน เงินเดือนหลักล้านของสามียังพอถูไถใช้ได้ตลอดรอดฝั่ง ตลอดทั้งปีก็ยังพอเก็บได้สักแสนสองแสน
พอลูกกำลังจะเข้าเรียนในโรงเรียนประถมชื่อดัง ในอนาคตก็มีเรื่องให้ต้องใช้เงินอีกนับไม่ถ้วน
สามีเป็นคนไม่ทะเยอทะยาน คิดว่าเงินเดือนหลักล้านก็พอเลี้ยงครอบครัวแล้ว
เขาจะไปรู้ได้ยังไงว่า พอเข้าเรียนโรงเรียนดังแล้ว ค่าใช้จ่ายในแต่ละปีมันมากมายจนนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว
คลาสเรียนพิเศษต่างๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
ช่วงปิดเทอมฤดูหนาวฤดูร้อน โรงเรียนก็จะจัดกิจกรรมสารพัดอย่าง
กิจกรรมพวกนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศ แต่ยังจัดให้เด็กๆ ไปต่างประเทศด้วย
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น
สามีไม่รู้จักทะเยอทะยาน เธอเลยต้องหาทางเอาเอง
ฟังที่เพื่อนร่วมงานเก่าแนะนำมา ว่ามีอยู่โปรเจกต์หนึ่งที่ได้กำไรชัวร์ๆ ไม่มีขาดทุน
ด้วยความหน้ามืดตามัว เธอเลยเอาเงินสี่แสนไปร่วมลงทุน
ผ่านไปไม่นาน เงินก็สูญเปล่าไปหมด
ส่วนที่บอกว่าสิ้นปีจะมีเงิน ก็หมายถึงเงินปันผลสิ้นปีของสามี
ซึ่งก็น่าจะประมาณสี่แสน
"เด็กมัธยมธรรมดาๆ จากเมืองเล็กๆ ถึงกับสั่นงันงก"
"วันนี้ดูไลฟ์ของหมอเฉิน เหมือนหลุดเข้ามาในโลกใบใหม่เลย ดูรถสปอร์ต บ้านหรู สตรีมเมอร์ลูกเศรษฐีอวดรวย ยังไม่สร้างความตกตะลึงได้เท่ากับการต่อสายคุยครั้งนี้เลย"
"งั้นก็พยายามแล้วพยายามอีกสิ เพื่อให้อนาคตลูกของคุณได้เข้าโรงเรียนดังๆ บ้าง"
"นักศึกษาป.โทก็สั่นงันงกเหมือนกัน ค่าเทอมตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้รวมกันยังไม่ถึงสี่แสนเลย"
"รอฉันรวยก่อนเถอะ ฉันจะซื้อตั๋วยืนรถไฟให้ลูก ให้เขาได้เห็นโลกอีกด้านหนึ่งบ้าง"
"คนรวยเป็นโรควิตกกังวลขั้นรุนแรง คนจนแทะเมล็ดแตงโมรอดูงิ้ว"
เพื่อนชาวเน็ตหลายคนเพิ่งจะค้นพบในวันนี้ว่า ที่แท้ชนชั้นกลางที่มีรายได้ปีละล้าน กลับใช้ชีวิตได้ลำบากยิ่งกว่าคนธรรมดาเสียอีก
แต่ความลำบากแบบนี้ ไม่มากก็น้อยก็เป็นการหาเรื่องใส่ตัว
"หมอเฉิน ตกลงว่าคุณจะช่วยชี้ช่องทางรวยทางลัดให้ฉันได้ไหม?"
"ฉันขอไม่มาก ขอแค่สี่แสนก็พอ"
พอได้เล่าถึงความยากลำบากในการเลี้ยงดูลูกสาวตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความวิตกกังวลของสู้แล้วชีวิตถึงจะดีก็ทุเลาลงไปบ้างไม่มากก็น้อย
จากนั้น สู้แล้วชีวิตถึงจะดีก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้จัดการธุระสำคัญ
เพื่อนชาวเน็ตหลายคนต่างหูผึ่ง
ถ้าเฉินหยูยอมชี้ช่องทางรวยให้กับสู้แล้วชีวิตถึงจะดีจริงๆ ตัวเองก็อาจจะได้ส่วนแบ่งจากเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน
เพื่อนชาวเน็ตที่มีเงินเย็นอยู่ในมือ ถึงกับเร่งเสียงโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์จนสุด
เพราะกลัวว่าจะพลาดคำพูดประโยคถัดไป
เฉินหยูทำหน้าขบขันพลางพูดว่า "คนไข้ครับ คุณเป็นโรควิตกกังวลขั้นรุนแรงมาก วิธีแก้ความวิตกกังวลไม่ใช่การให้เงินคุณเท่าไหร่ แต่เป็นการรักษาอย่างเป็นระบบตามหลักวิทยาศาสตร์ต่างหาก"
"หมอเฉิน ฉันรู้ตัวว่าฉันมีความวิตกกังวลอยู่บ้าง คุณอยากจะรักษาโรคให้ฉันก็ไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้สิ่งที่ฉันต้องการมากที่สุดคือเงิน"
สู้แล้วชีวิตถึงจะดีพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน "ถือว่าฉันขอร้องคุณเถอะนะ ได้ไหม?"
"บอกฉันทีว่าต้องทำยังไงถึงจะหาเงินได้สี่แสนภายในเวลาเดือนครึ่ง"
"เงินในมือที่ฉันพอจะใช้ได้มีแค่หนึ่งแสนเท่านั้น มากกว่านี้ฉันหามาไม่ได้แล้ว"
"เฮ้อ"
เฉินหยูถอนหายใจ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "ที่คุณต้องการเงินก็แค่จะเอาไปโปะค่าเทอมลูกสาวเท่านั้น"
"ผมบอกคุณได้ชัดๆ เลยนะ พูดความจริงกับสามีคุณไปเถอะ ว่าเงินถูกคุณเอาไปลงทุนจนสูญเปล่าหมดแล้ว"
"สามีคุณอาจจะบ่นคุณสักสองสามประโยค แต่เขาจะไม่มีทางหย่ากับคุณเด็ดขาด และจะไม่พูดจาเย็นชาใส่คุณด้วย"
"เงินสี่แสนที่คุณใช้ไป อีกไม่นานสามีคุณก็จะหามาโปะคืนได้"
สู้แล้วชีวิตถึงจะดีมีสีหน้าเหลือเชื่อ
"สามีฉันมีวิธีหาเงินมาโปะคืนงั้นเหรอ?!"
พูดจบ สู้แล้วชีวิตถึงจะดีก็ส่ายหน้าไม่หยุด
"เป็นไปไม่ได้ เรื่องเงินในบ้านฉันเป็นคนจัดการ"
"สามีฉันมีรายได้แค่ปีละล้านกว่าบาทเท่านั้น"
"นอกจากเงินปันผลสิ้นปีสี่แสนกว่าบาทแล้ว ทุกเดือนบริษัทจะจ่ายเงินเดือนให้เขาห้าหมื่น"
"สามีจะเก็บไว้หมื่นนึงเป็นเงินใช้จ่ายส่วนตัว ที่เหลือก็ส่งให้ฉันทั้งหมด"
"ต่อให้เขามีเงินเก็บซ่อนไว้ ก็ไม่มีทางเก็บได้ถึงสี่แสนหรอก"
"แถมตั้งแต่ต้นปีนี้ เงินในมือเขา ก็เอาไปใช้กับการเช่าบ้าน จ่ายค่าเช่าบ้านหมดแล้ว"
ด้วยความกังวลว่าเฉินหยูจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น สู้แล้วชีวิตถึงจะดีจึงเริ่มเล่าตั้งแต่ต้น
โรงเรียนชื่อดังที่เธอเลือกให้ลูกสาว กฎการรับสมัครเมื่อก่อนคือการสอบข้อเขียนบวกกับการสอบสัมภาษณ์
หลังจากสอบผ่านของทางโรงเรียนแล้ว เด็กกับพ่อแม่ยังต้องเข้ารับการสัมภาษณ์จากทางโรงเรียนอีกหลายรอบ
ปีที่แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกกฎระเบียบ ทำให้โรงเรียนนำระบบรับนักเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงมาใช้
นับตั้งแต่มีกฎระเบียบออกมา ขอบเขตการรับสมัครของโรงเรียนก็จำกัดอยู่แค่รัศมีห้ากิโลเมตรโดยรอบเท่านั้น
ผู้ปกครองหลายคนที่มีเส้นสายได้รับข่าวล่วงหน้า จึงแห่กันไปซื้อบ้านในละแวกนั้น
กว่าสู้แล้วชีวิตถึงจะดีจะเริ่มลงมือ บ้านในละแวกนั้นก็ขายหมดเกลี้ยงไปตั้งนานแล้ว
อย่าว่าแต่ซื้อเลย แม้แต่จะเช่ายังไม่มีที่ให้เช่า
ผ่านไปไม่นาน สามีก็เอาข่าวดีมาบอกเธอ
เอเจนซี่อสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง มีบ้านใกล้โรงเรียนปล่อยเช่าอยู่พอดี
สามีจัดการเรื่องเอกสารที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว
แล้วก็เอาหลักฐานที่อยู่อาศัยในละแวกนั้นไปยื่นให้ทางโรงเรียน
ลูกก็เลยกลับมามีสิทธิ์เข้าเรียนอีกครั้ง
เฉินหยูพูดเรียบๆ ว่า "สามีคุณเป็นคนออกเงิน แก้ปัญหาเรื่องลูกเข้าเรียนโรงเรียนดังได้จริงๆ นั่นแหละ"
"แต่นี่ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงอะไร กับการที่สามีคุณมีเงินอยู่ในมือหรือเปล่าหรอกนะ"
"หมอเฉิน คุณเดี๋ยวก่อนนะ สมองฉันเริ่มสับสนไปหมดแล้ว"
หลังแต่งงาน สามีก็มอบสมุดบัญชีเงินฝากของบ้านให้กับสู้แล้วชีวิตถึงจะดี
ไม่มีทางที่จะมีเงินฝากก้อนอื่นอีก
เพื่อนชาวเน็ตก็เริ่มคำนวณบัญชีนี้ตามไปด้วย
การจะควักเงินสี่แสนออกมาในคราวเดียว นอกเสียจากว่าสามีของสู้แล้วชีวิตถึงจะดี จะเริ่มเก็บเงินมาตั้งแต่หลายปีก่อน
แต่แบบนี้มันก็ไม่ถูกนี่นา
ตามที่สู้แล้วชีวิตถึงจะดีบอก หลังจากเช่าบ้านแล้ว ค่าเช่าบ้านรายเดือนสามีก็เป็นคนจ่ายทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่ไหน ขอแค่มีคำว่าเขตพื้นที่การศึกษามาเอี่ยว ค่าเช่าก็ไม่มีทางถูกแน่นอน
ยิ่งเป็นบ้านในเขตพื้นที่การศึกษาที่ดีเท่าไหร่ ค่าเช่าก็ยิ่งแพงเท่านั้น
ภายใต้ความสงสัยที่คิดยังไงก็คิดไม่ตก สู้แล้วชีวิตถึงจะดีก็ไม่สนอะไรแล้ว พูดขึ้นว่า "หมอเฉิน ถ้าฉันพูดความจริงกับสามี เขาจะแก้ปัญหานี้ได้จริงๆ แถมยังไม่ด่าฉัน แล้วก็ไม่หย่ากับฉันด้วยใช่ไหม?"







