(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 231
บทที่ 231 ความวิตกกังวลในการเลี้ยงดูลูกของชนชั้นกลาง
"เงินสี่แสนเกี่ยวพันกับอนาคตของลูกสาวฉัน ถ้าแกไม่ได้เข้าเรียนประถมที่โรงเรียนนี้ ครึ่งชีวิตที่เหลือก็จบเห่แล้ว"
"ก่อนเปิดเทอม ฉันไม่มีปัญญาหาเงินมาโปะค่าเทอมส่วนที่ขาดได้จริงๆ"
"อย่างน้อยก็ต้องรอจนถึงสิ้นปี ฉันถึงจะมีเงินเหลือเก็บในมือ"
"หมอเฉิน ได้โปรดช่วยชี้ทางสว่างให้ฉันทีเถอะค่ะ"
"ถ้าลูกสาวต้องเสียโอกาสนี้ไปเพราะฉัน ฉันก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไมแล้ว"
น้ำเสียงของสู้แล้วชีวิตถึงจะดีเจือไปด้วยเสียงสะอื้น
เธออ้อนวอนให้เฉินหยูช่วยเธอให้ได้ไม่ว่ายังไงก็ตาม
เฉินหยูยังไม่ทันได้พูดอะไร ชาวเน็ตก็ฮือฮากันใหญ่แล้ว
ก็แค่โรงเรียนประถม จำเป็นต้องจะเป็นจะตายขนาดนี้เลยเหรอ?
ดูจากการแต่งตัวและการตกแต่งบ้านของสู้แล้วชีวิตถึงจะดีแล้ว ฐานะทางบ้านต่อให้ไม่ถึงขั้นมหาเศรษฐี แต่ก็เรียกได้ว่ามีกินมีใช้ไม่ขัดสนแน่นอน
แถมคำพูดของสู้แล้วชีวิตถึงจะดี ยังแฝงความหมายที่น่าคิดบางอย่างเอาไว้ด้วย
ก่อนเปิดเทอม เธอหาเงินมาโปะส่วนที่ขาดหลายแสนไม่ได้
แต่พอถึงสิ้นปี ในมือกลับจะมีเงิน
พูดอีกอย่างก็คือ เงินสี่แสนไม่ได้ถึงขั้นเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้บ้านเธอพังทลาย
ปีนี้ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ปีหน้าค่อยสมัครใหม่สิ
โรงเรียนประถมไม่ใช่ระดับมหาวิทยาลัยสักหน่อย ไม่เห็นต้องเครียดขนาดนี้เลย
อีกอย่าง ตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่การสอบครั้งเดียวตัดสินชีวิตทั้งชีวิตเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
"ถ้าเด็กแพ้ตั้งแต่จุดสตาร์ท ต่อให้อีกทั้งชีวิตก็วิ่งตามไม่ทันหรอก"
"ในยุคที่เจริญรุดหน้าขนาดนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไป"
"เมื่อก่อนคนคิดว่าจุดสตาร์ทของชีวิตจะเริ่มจากมัธยมต้นและมัธยมปลาย"
"แต่ตอนนี้ กฎของจุดสตาร์ทมันเปลี่ยนไปแล้ว!"
"ตั้งแต่ลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล ก็ถือว่าไปยืนอยู่บนลู่วิ่งแล้ว"
"วุฒิการศึกษาไม่ได้เป็นแค่ใบปริญญา แต่ยังเป็นตัวแทนของสถานะทางสังคมของคนคนหนึ่งด้วย"
"ต้องมีวุฒิการศึกษาสูงๆ เท่านั้น ถึงจะเข้าบริษัทใหญ่ๆ เข้าสู่เวทีที่กว้างไกลกว่าเดิมได้"
"โรงเรียนชื่อดังหมายถึงคุณภาพการสอนที่ยอดเยี่ยม ทรัพยากรทางการศึกษาที่เหนือกว่า และเครือข่ายคอนเนคชันที่โรงเรียนอื่นไม่มี"
"ไม่ว่าจะเป็นประถม มัธยม หรือมหาวิทยาลัย โรงเรียนชื่อดังก็คือโรงเรียนชื่อดัง"
"ทรัพยากรที่โรงเรียนมีอยู่ หมายความว่านักเรียนของโรงเรียนนี้จะมีโอกาสที่มากกว่าและดีกว่าคนทั่วไป"
สู้แล้วชีวิตถึงจะดีเช็ดน้ำตา เริ่มโต้แย้งคำพูดของชาวเน็ตที่บอกว่าโรงเรียนประถมไม่ได้สำคัญขนาดนั้น
ไม่ว่าจะในประเทศ หรือมองไปทั่วทั้งโลก
วุฒิการศึกษาและโรงเรียนที่เรียน ตอนนี้กลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ไม่ใช่แค่เด็กยากจนที่ยากจะประสบความสำเร็จ แม้แต่ครอบครัวที่มีรายได้ปานกลาง ถ้าอยากให้ลูกได้ดี ก็ต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มี
หลายปีมานี้สู้แล้วชีวิตถึงจะดีต้องแบกรับความกดดันมหาศาล
พอเห็นชาวเน็ตบางส่วนตั้งข้อสงสัยและไม่เข้าใจเธอ สู้แล้วชีวิตถึงจะดีก็เลยระบายความในใจที่อัดอั้นมานานออกมาจนหมด
สู้แล้วชีวิตถึงจะดีเกิดในครอบครัวที่มีฐานะ ได้รับการศึกษาที่ดีมาตั้งแต่เด็ก
เธอรู้ดีว่าทรัพยากรทางการศึกษาที่ดีกว่า มีความสำคัญต่ออนาคตของคนคนหนึ่งมากแค่ไหน
เพื่อนร่วมชั้นในโรงเรียนชื่อดังส่วนใหญ่ ล้วนเป็นลูกหลานตระกูลดังที่มีฐานะหน้าตาทางสังคม หรือไม่ก็เป็นทายาทของบุคคลระดับท็อปในวงการใดวงการหนึ่ง
ครูบาอาจารย์รอบตัวก็ล้วนเป็นหัวกะทิในสายอาชีพ
สู้แล้วชีวิตถึงจะดีที่เคยผ่านจุดนี้มา เข้าใจดีกว่าใครว่าอนาคตของลูกสาวควรจะเดินไปทางไหน
"หมอเฉิน ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่พี่สาวคนนี้ต้องการตอนนี้ไม่ใช่การหาเงิน แต่เป็นการรักษาโรค เธอมีความวิตกกังวลรุนแรงมาก"
"ในฐานะคนเป็นแม่เหมือนกัน ขอปวดใจแทนพี่สาวหนึ่งนาที ฉันเข้าใจเธอนะ"
"ตอนนี้พวกสื่อให้ความรู้และสถาบันกวดวิชาบางแห่งไร้จรรยาบรรณสุดๆ ไม่ทำมาหากินอย่างอื่น วันๆ เอาแต่แพร่กระจายความวิตกกังวลในการเลี้ยงลูก"
"สร้างความกังวลเพื่อให้คุณซื้อคอร์ส ถึงขั้นไปยืนเร่ขายคอร์สเขียนโปรแกรมหน้าโรงเรียนอนุบาล เจ๋งปะล่ะ?"
"มีลูกแล้วจะไม่ให้กังวลก็ยาก ลูกชายฉันอยู่ป.ห้า ฉันยังลังเลอยู่เลยว่าจะให้เรียนพิเศษดีไหม เพื่อนในห้องหลายคนเรียนมาตั้งแต่ป.หนึ่งแล้ว เดิมทีก็ตามไม่ทันอยู่แล้ว คราวนี้เลยต้องให้เรียนแล้วล่ะ"
"ในมุมมองทางสรีรวิทยา ผู้หญิงวิตกกังวลง่ายกว่าผู้ชายจริงๆ พอโดนล้างสมองแล้วก็จะยิ่งบ้าคลั่ง"
"มีเด็กคนนึงในโรงเรียนอนุบาลของลูกสาวฉัน เริ่มเรียนภาษาต่างประเทศสองภาษาแล้วนะ"
พ่อแม่ที่มีลูกต่างก็ส่งคอมเมนต์ปลอบใจเข้ามา
สู้แล้วชีวิตถึงจะดีกังวล แล้วพวกเขาจะไม่กังวลได้ยังไง
ภายใต้อิทธิพลของแนวคิดการเลี้ยงลูกแบบต่างๆ พ่อแม่ที่มีลูกทุกคน ย่อมไม่มีใครอยากให้ลูกตัวเองแพ้ตั้งแต่จุดสตาร์ท
ตั้งแต่ลูกเกิด ก็ต้องวางแผนอนาคตให้ลูกแบบครบวงจร
โรงเรียนเตรียมความพร้อม คลาสเรียนเสริมทักษะ จัดเต็มให้หมด
เด็กหลายคนอายุแค่ไม่กี่ขวบ ก็ถูกจับให้ไปสอบวัดระดับเปียโน แข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกแล้ว
ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา
ถ้าพวกเขาเป็นสู้แล้วชีวิตถึงจะดี แล้วลูกมีโอกาสได้เข้าเรียนโรงเรียนชื่อดัง
แต่กลับมีปัญหาเรื่องค่าเทอมเพราะความผิดพลาดของตัวเอง
จนทำให้ลูกพลาดโอกาสนี้ไป
ต่อให้ไม่ได้คิดสั้นอยากตาย แต่ก็คงเกลียดตัวเองเข้ากระดูกดำแน่ๆ
ความเกลียดชังนี้อาจจะติดตัวไปตลอดชีวิตเลยก็ได้
"ทำไมการศึกษาแบบมีความสุขถึงไม่แพร่หลายในประเทศเรา คนที่รู้ก็รู้กันอยู่ ใครเข้าใจก็ปรบมือ (ภูมิใจ)"
"ไอ้ของพรรค์นี้มันหลอกเด็กชัดๆ"
"ไม่คลอดลูกตอนนี้ อนาคตอาจจะเสียใจ แต่ถ้าคลอดลูกตอนนี้ ตอนนี้เสียใจแน่นอน!"
"ลูกหลานมีบุญวาสนาของลูกหลาน ไม่มีลูกหลานฉันก็เสวยสุข! (หน้าหมา)"
"โรงเรียนชื่อดังอาจจะไม่ใช่โรงเรียนที่ดีที่สุด แต่มีสิ่งหนึ่งที่กินขาดโรงเรียนกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ นั่นคือคุณภาพของนักเรียน"
"เรียนประถมปีเดียว บ้านสองห้องนอนหนึ่งห้องรับแขกในต่างอำเภอหายวับไปกับตา"
"การแข่งขันชิงดีชิงเด่นต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่เด็ก"
คอมเมนต์ที่ตามมาหลังจากนั้น ปรากฏเสียงแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน
ชาวเน็ตวัยรุ่นหลายคนเลือกที่จะปล่อยจอยอย่างแน่วแน่ ขี้เกียจไปเอาเป็นเอาตายแก่งแย่งกับคนอื่น
ตราบใดที่ตัวเองไม่ลงไปแข่ง ก็ไม่มีใครมาบังคับให้แข่งได้
ไม่มีลูกไม่มีหลานก็มีความสุขได้ทั้งชีวิต พอแก่ตัวไปก็รวมตี้ไปเล่นบอร์ดเกมในบ้านพักคนชรา ออนไลน์ตั้งตี้เล่นเกม
โคตรจะฟิน
"พี่สาว ก่อนหน้านี้พี่บอกว่าฐานะทางบ้านดี ฉันดูแล้วพี่ก็แต่งงานมีครอบครัวที่ดีนะ ทำไมถึงขาดเงินแค่สี่แสนล่ะ?"
"ไปยืมคนอื่น ก็พอยืมได้ไม่ใช่เหรอ?"
คอมเมนต์แบบมีเอฟเฟกต์สองสามข้อความสว่างวาบผ่านไป
"เฮ้อ"
สู้แล้วชีวิตถึงจะดีถอนหายใจ แล้วพูดว่า "ฉันเกิดในครอบครัวคนรวยจริงๆ นั่นแหละ แต่หลังจากฉันเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ไม่กี่ปี บ้านเราก็ตกต่ำลง"
"สามีฉันเป็นเด็กกำพร้า ทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคในเครือบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง รายได้ต่อปีประมาณหนึ่งล้าน"
ครอบครัวฝั่งบ้านเกิดของสู้แล้วชีวิตถึงจะดีล้มละลาย ญาติๆ ก็มีความเป็นอยู่ที่ไม่ค่อยดีนัก
ต่อให้เอ่ยปากยืมพวกเขา ก็ใช่ว่าจะยืมได้เยอะขนาดนี้
สามีก็เป็นเด็กกำพร้า ไม่มีญาติพี่น้องอยู่ข้างกายเลยสักคน
อีกอย่าง เธอไม่อยากเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้สามีฟัง
จะได้ไม่เป็นการเพิ่มความกลุ้มใจให้เขา
ต่อให้สามีรู้แล้วจะทำอะไรได้ นอกจากถอนหายใจ ก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี
"ทุกคนอย่ามองว่าสามีฉันเงินเดือนหลักล้านนะ บ้านฉันแทบจะไม่มีเงินเก็บเลย"
"ตอนลูกเรียนอนุบาล คลาสเรียนเสริมทักษะ เรียนพิเศษ เรียนเตรียมความพร้อมที่ลงไว้ ค่าเทอมแต่ละปีก็ปาเข้าไปสามแสนกว่าแล้ว"
"เรือนหอของฉันกับสามีเดิมทีเป็นแบบสองห้องนอนหนึ่งห้องรับแขก แต่เพื่อลูก เราเลยซื้อห้องแบบสามห้องนอนหนึ่งห้องรับแขกเพิ่มอีกห้อง"
"เพื่อที่จะให้ลูกมีห้องหนังสือสำหรับเรียนหนังสืออย่างเป็นส่วนตัว"
สู้แล้วชีวิตถึงจะดีมีสีหน้าขมขื่น
เพื่อลูกแล้ว เธอสามารถทุ่มเทให้ได้ทุกอย่าง







