บรรยากาศในโถงเปลี่ยนไปทันที
ไม่แปลกใจเลยที่แม้แต่หัวหน้าอาวุโสผู้มากประสบการณ์ก็ยังเปลี่ยนท่าทีไป เป้าหมายที่พวกเขากำลังสืบสวนอยู่กลับส่งจดหมายมายังกล่องอีเมลเฉพาะของพวกเขาโดยตรงเสียอย่างนั้น นี่ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายไม่เพียงแต่รู้ตัวว่ากำลังถูกสืบสวน แต่ยังรู้ซึ้งถึงตัวตนของผู้สืบสวนด้วยหรอกหรือ?
“นี่มัน... การยั่วยุหรือเปล่า?” ใครบางคนพูดเสียงเบา
“รอดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน” เกาเหว่ยเคาะโต๊ะ เป็นการบอกใบ้ให้ทุกคนเงียบ
สัญญาณถูกเชื่อมต่อเข้ากับหน้าจอขนาดใหญ่ตรงกลางอย่างรวดเร็ว จากนั้นแผนกข่าวกรองก็คลิกเปิดอีเมลที่ดูแสนจะธรรมดาฉบับนั้นต่อหน้าทุกคน หลังจากเอฟเฟกต์ภาพเคลื่อนไหวแบบปูกระเบื้องง่ายๆ จบลง ก็เห็นประตูบานหนึ่งที่สร้างจากสีแดงและดำปรากฏขึ้นตรงกลางหน้าจอ ด้านบนยังมีข้อความประกอบว่า “คลิกที่นี่เพื่อเข้าสู่” ด้านล่างของประตูคือคำอธิบายเพิ่มเติม จางจื้อหย่วนตาไว จึงอ่านออกเสียงมาตรงๆ
“เกมรอบใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น”
“หากต้องการเข้าสู่ดินแดนหรรษา สามารถเลือกตั๋วเข้าชมได้สองประเภทดังต่อไปนี้: เงินหนึ่งล้านดอลลาร์ หรือทักษะการสืบสวนสอบสวนที่ยอดเยี่ยม”
“ในดินแดนหรรษา ทุกท่านจะได้รับความตื่นเต้นทางประสาทสัมผัสที่ไร้ซึ่งสิ่งใดเทียบเทียม และประสบการณ์การรับรู้รูปแบบใหม่ ท่านไม่เพียงแต่จะได้รับรางวัลมากมายจากในเกม ทว่าชีวิตและโชคชะตาก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ด้วยเช่นกัน ส่วนมันจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือร้าย ล้วนขึ้นอยู่กับท่านเป็นผู้เลือกเองทั้งหมด”
“ดินแดนหรรษาเฝ้ารอการมาเยือนของท่านอยู่”
“เจ๋งโคตร!” ชุยเจินเอินอดไม่ได้ที่จะตะโกนภาษาสากลออกมาตรงๆ “แบบนี้มันไม่นับว่าเป็นการยั่วยุแล้วมั้งเนี่ย มีอะไรต่างจากการเอาสาส์นท้าประลองมาปาใส่หน้ากันตรงๆ บ้าง?”
“ทักษะการสืบสวนสอบสวนที่ยอดเยี่ยมหมายความว่ายังไง กะจะให้พวกเราเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยหรือไง?”
“พวกคุณตรวจสอบไม่ได้เหรอว่าจดหมายฉบับนี้ส่งมาจากไหน?”
“ไม่ได้ครับ เกตเวย์ไม่มีบันทึกข้อมูล เหมือนกับว่ามันโผล่ขึ้นมาในกล่องอีเมลเอาดื้อๆ เลย” เสียงของเพื่อนร่วมงานแผนกข่าวกรองดังมาจากหน้าจอ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็กำลังหัวหมุนอยู่บ้าง “ตอนนี้พวกเราตัดการเชื่อมต่อเครือข่ายกับภายนอกแล้ว และกำลังตรวจสอบไวรัสแบ็คดอร์อยู่ครับ”
“งั้นตอนนี้คลิกสมัครได้ไหม?” ชุยเจินเอินถามอย่างสนใจ
“ในทางทฤษฎีไม่น่ามีปัญหาอะไรครับ ตอนนี้อีเมลถูกกักไว้ในแซนด์บ็อกซ์จำลองแล้ว”
“ลองคลิกดู” เกาเหว่ยสั่งการ
แผนกข่าวกรองทำตาม ทันใดนั้นประตูสีแดงดำก็ค่อยๆ เปิดออก แบบฟอร์มการสมัครที่เป็นทางการใบหนึ่งปรากฏขึ้นแก่สายตาของทุกคน
“เอ่อ... แค่นี้เนี่ยนะ?” ชุยเจินเอินอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
ความจริงแล้วนี่ก็คือความคิดของทุกคนเช่นกัน ตอนที่รูปภาพยังไม่ขยับก็ยังพอทน แต่พอขยับปุ๊บก็เผยให้เห็นถึงระดับการสร้างสรรค์อันห่วยแตกออกมาจนหมดเปลือก เท็กซ์เจอร์ที่หยาบกระด้าง เอฟเฟกต์เปิดประตูที่กระตุกและเฟรมเรตตก อย่าว่าแต่โปรแกรมเมอร์มือฉมังเลย แม้แต่นักศึกษามหาวิทยาลัยในสาขาที่เกี่ยวข้องก็ยังทำได้ดีกว่านี้ ส่วนแบบฟอร์มการสมัครนั่นก็สร้างขึ้นจาก ppt ล้วนๆ ถ้าพิมพ์ด้วยมือก็ใช้เวลาไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า กำลังพลทางเทคโนโลยีของบริษัทแคริบเบียนไม่มีทางทำของราคาถูกพรรค์นี้ออกมาได้เด็ดขาด
“รู้สึกเหมือนใบสมัครงานของบริษัทเล็กๆ เลย...” ตำรวจสืบสวนนายหนึ่งอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
“มีคนจงใจปั่นหัวพวกเราอยู่สินะ”
“เสี่ยวจาง นายคิดว่าไง” เกาเหว่ยเรียกชื่อถามตรงๆ
แม้จางจื้อหย่วนจะอายุแค่ยี่สิบกว่าปี แต่ก็มีความสามารถเก่งกาจ ทั้งยังเชี่ยวชาญหลายภาษา หลังจากถูกย้ายมาอยู่แผนกตำรวจสากลก็สร้างผลงานมาแล้วหลายครั้ง เบื้องบนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นการที่เหล่าเกาถามแบบนี้ ทุกคนจึงไม่รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย
“พูดตามตรงนะครับ... ผมไม่รู้ครับ” เขาเกาหัว รู้สึกจนใจอยู่บ้าง ท้ายที่สุดแล้วเรื่องที่หลุดโลกขนาดนี้ อย่าว่าแต่อาชีพการงานของตัวเองเลย แม้แต่ในแฟ้มคดีของกรมตำรวจทั้งหมดยังไม่เคยมีมาก่อน “แต่มีจุดหนึ่งที่ผมคิดว่าควรให้ความสนใจสักหน่อย นั่นก็คือไม่ควรด่วนสรุปไปก่อนว่าองค์กรดินแดนหรรษาเกี่ยวข้องกับเหวยเอินจานซือเท่อ คนๆ นี้เข้าไปมีส่วนร่วมกับเกมนั้นจริงๆ ก็จริง แต่เขาก็เคยโดยสารเรือสำราญหัวใจมหาสมุทรมาแล้วเหมือนกัน เราคงคิดไม่ได้หรอกว่าบริษัทแคริบเบียนทั้งหมดเข้าไปพัวพันอยู่ด้วย เมื่อมีเงื่อนไขเบื้องต้นนี้ เรื่องนี้ถึงจะมีคุณค่าให้สืบสาวราวเรื่องต่อไปครับ”
“อืม นายพูดต่อสิ”
“ผมยังค่อนข้างใส่ใจอีกจุดหนึ่งครับ” จางจื้อหย่วนครุ่นคิด “แบบฟอร์มนี้ต่อให้กรอกแบบจริงหนึ่งเท็จสามไปสักสองสามชุด ความเสียหายเลวร้ายที่สุดก็เป็นแค่ข้อมูลพื้นฐานของคนคนหนึ่งเท่านั้น แต่อีกฝ่ายสามารถส่งอีเมลเข้ามาได้อย่างง่ายดาย การจะได้ข้อมูลผิวเผินของพวกเราไปก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากอะไร พวกคุณดูสิครับ...” เขาชี้ไปที่หน้าจอ “บนนี้ยังไม่ได้ถามถึงตำแหน่งและหน้าที่การงานด้วยซ้ำ ทั้งไม่ได้เกี่ยวข้องกับรายละเอียดของคดีใดๆ เลย มีแค่ส่วนสูง เพศ อะไรพวกนี้ รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นลูกไม้ของการควบคุมจิตใจเลยครับ”
“การควบคุมจิตใจ? หมายความว่ายังไง” เหล่าเกาถาม
“ก่อนหน้านี้ตอนที่กรมเราสอบปากคำคนร้าย ถ้าคนร้ายหัวแข็งเป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่สอบปากคำก็จะเริ่มจากคำถามง่ายๆ บางอย่าง เพื่อให้อีกฝ่ายสามารถตอบได้อย่างผ่อนคลาย จากนั้นก็จะค่อยๆ ลดการป้องกันตัวลงครับ” จางจื้อหย่วนอธิบาย “คำถามพวกนี้มักจะเป็น วันนี้วันอะไร มื้อเย็นกินอะไรทำนองนั้น พอทำแบบนี้หลายๆ ครั้ง คนร้ายก็จะเกิดความรู้สึกเชื่อฟังขึ้นมาในจิตใต้สำนึกครับ”
“ความกล้าไม่เบานี่ ดังนั้นนี่ก็คือการทดสอบความเชื่อฟังของพวกเราสินะ!” ชุยเจินเอินตบพนักเก้าอี้ฉาด
“ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้ครับ” เขาพูดต่อ “เราทำให้คนร้ายเชื่อฟัง ก็เพราะต้องการคำให้การ หรือพูดอีกอย่างก็คือ ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์เชิงร่วมมือกันในระดับหนึ่ง แล้วดินแดนหรรษาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกันล่ะครับ? เพราะถ้าแค่ต้องการปั่นหัวและยั่วยุเฉยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีพวกนี้เลย”
คำพูดชุดนี้ทำให้ทุกคนต่างพากันครุ่นคิด
เกาเหว่ยเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน “ดังนั้นนายถึงบอกว่าไม่ควรด่วนสรุปไปก่อนว่าดินแดนหรรษาเกี่ยวข้องกับเหวยเอินจานซือเท่อ มีเหตุผลอยู่นะ... แต่ถ้าพวกเขาคิดอยากจะมาพูดคุยหารืออะไรกับพวกเราล่ะก็ คิดผิดถนัดเลย การบุกรุกเครือข่ายของรัฐบาลถือเป็นการละเมิดกฎหมายไปแล้ว ขอแค่สืบหาเบาะแสของคนกลุ่มนี้เจอ ฉันจะลากคอพวกมันมารับโทษตามกฎหมายให้ได้!”
“จริงอย่างที่ว่าครับ” จางจื้อหย่วนแสดงความเห็นด้วย “พวกเราสามารถลองดูได้ครับ ด้านหนึ่งก็สมัครไปก่อน อีกด้านหนึ่งก็ให้เพื่อนร่วมงานแผนกข่าวกรองทางไซเบอร์ตามรอยสัญญาณ แล้วติดต่อตำรวจสืบสวนในพื้นที่อื่นๆ เพื่อทำการสกัดจับ ต่อให้จับเหวยเอินจานซือเท่อไม่ได้ อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสที่จะทำความเข้าใจว่าในการชุมนุมครั้งที่แล้วเขาไปทำอะไรมาบ้างกันแน่”
“ทางฝั่งโจวจือล่ะ จะส่งคนไปถามหน่อยไหม?” ชุยเจินเอินเสนอ
“จับตาดูไปก่อน ชั่วคราวเรายังไม่รู้ว่าเขาจะเข้าร่วมเกมครั้งที่สองไหม ไม่ควรแหวกหญ้าให้งูตื่น” เกาเหว่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตัดสินใจชี้ขาด “ถ้าเขายังคงเข้าร่วม งั้นพวกเราก็จะไม่แตะต้องเขา แต่ถ้าเขาไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร งั้นพวกเราก็จะใช้โอกาสตอนที่เกมเริ่มไปสัมผัสกับเขา แล้วสอบถามเรื่องราวตอนชุมนุมครั้งแรกตรงๆ เลย แม้ว่าฉันจะมีลางสังหรณ์ว่าเขาคงให้ความช่วยเหลืออะไรพวกเราไม่ได้มากนักก็เถอะ” พูดถึงตรงนี้เหล่าเกาก็ลุกขึ้นยืน “เอาล่ะทุกท่าน... ปฏิบัติการได้”
“ครับ/ค่ะ!” ทุกคนตอบรับพร้อมเพรียงกัน
...
“...เป็นกลุ่มคนที่มีจมูกไวซะจริงๆ เลยน้า” เฉาหยางค่อยๆ ลืมตาขึ้น อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
ความจริงแล้วเขาไม่เพียงแต่ส่งอีเมลไปยังกล่องอีเมลของอีกฝ่ายจากความว่างเปล่าเท่านั้น แต่ยังสังเกตการณ์การประชุมตลอดทั้งกระบวนการผ่านทางกล้องวงจรปิดในโถงใหญ่ด้วย และนี่ก็คือหนึ่งในพลังความสามารถของเขานั่นเอง
ในชั่วขณะที่ตื่นรู้ เฉาหยางไม่เพียงล่วงรู้วิถีการเอาชีวิตรอดของปีศาจเท่านั้น แต่ยังเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความสามารถที่ตนเองครอบครองอยู่ราวกับสัญชาตญาณ หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ พลังของปีศาจสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ อย่างแรกคือ "การหลอกลวง" ซึ่งถือเป็นทั้งแก่นแท้และเป็นความสามารถที่ปีศาจทุกตนต่างก็มี ไม่ว่าจะเป็นการแทรกซึมเข้าไปในความฝัน การสร้างภาพลวงตา หรือการสร้างวัตถุที่มีการจำกัดเวลาและภาพหลอน ซึ่งการเผาผลาญพลังปรารถนาก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างวัตถุที่มีตัวตนขึ้นมา การนำมาใช้บนโลกที่พลังปรารถนาเบาบางเช่นนี้ก็แทบจะเท่ากับการฆ่าตัวตาย หากไม่ใช่เพราะค้นพบว่าในต่างโลกนั้นมีพลังปรารถนาพวยพุ่งอยู่เต็มเปี่ยม บางทีเขาอาจจะไม่มีวันนำความสามารถนี้ออกมาใช้ได้เลย
ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือพลังที่เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว และนี่ก็คือสัญลักษณ์ที่ใช้แยกแยะปีศาจที่ตื่นรู้แต่ละตน พลังที่เฉาหยางได้รับคือความสามารถในการแทรกแซงเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย โดยจะเปลี่ยนเส้นทางอิเล็กทรอนิกส์อันเลือนรางเหล่านั้นให้กลายเป็นช่องทางและประตูแต่ละบานที่สามารถทำความเข้าใจได้โดยสัญชาตญาณ
เมื่อตอนที่นำพลังนี้มาใช้เป็นครั้งแรก แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังอดที่จะทอดถอนใจให้กับเกลียวคลื่นแห่งความก้าวหน้าของยุคสมัยไม่ได้ เพราะแม้แต่ปีศาจเองก็ยังต้องก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับกาลเวลาเช่นกัน
เขาเรียกขานความสามารถนี้ว่า "เนตรไซเบอร์"
ส่วนตัวเขาก็คือปีศาจไซเบอร์ตนแรกแห่งศตวรรษที่ 21







