การใช้พลังเฉพาะตัวกินพลังงานน้อยกว่าพลังต้นกำเนิดมากนัก และมันยังเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิตเขาให้รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ด้วยพลังของเนตรไซเบอร์นี่เอง เฉาหยางจึงตัดสินใจใช้การแสดงทดสอบครั้งแรกของดินแดนหรรษาบนเรือสำราญหัวใจมหาสมุทร อีเมลเรียบง่ายไม่กี่ฉบับที่ส่งผ่านระบบของบริษัทแคริบเบียน ก็สามารถเนรมิตงานปาร์ตี้ลับที่เปิดรับเฉพาะมหาเศรษฐีขึ้นมาได้ แม้จะส่งจดหมายเชิญไปเจ็ดฉบับ แต่สุดท้ายมีคนมาร่วมงานเพียงสี่คน ทว่าเขาเชื่อว่าอีกไม่นาน ข่าวคราวของดินแดนหรรษาจะต้องแพร่สะพัดไปทั่วทั้งแวดวงชนชั้นสูงอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน ตอนที่เฉาหยางเปิดดูอีเมลของเฉียวจานหมู่ เขาก็สังเกตเห็นร่องรอยการสืบสวนของตำรวจสากลอย่างเป็นธรรมชาติ เดิมทีเขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้นัก เพราะยังไงเสียภาพลักษณ์ทั้งหมดก็ถูกสร้างขึ้นมา เขาไม่กังวลเลยสักนิดว่าอีกฝ่ายจะสืบสาวมาถึงตัว แต่หลังจากทำพันธสัญญากับจูตี๋แล้ว เขาก็ตระหนักได้ว่านี่อาจเป็นโอกาสอันดี จึงตัดสินใจส่งอีเมลตรงไปยังกล่องจดหมายของสาขาเอเชีย
เมื่อพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัยแล้ว เฉาหยางมั่นใจว่าผู้สืบสวนจะต้องฮุบเหยื่ออย่างแน่นอน แม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาคล้ายกับที่เขาคิดไว้ ทว่าในกระบวนการกลับมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น เขาไม่คาดคิดเลยว่าภาพเคลื่อนไหวในอีเมลกับแบบฟอร์มสมัครไฟล์ PPT ที่เขาทำขึ้นแบบลวกๆ จะกลายมาเป็นช่องโหว่เล็กๆ นั้น
"บางทีฉันควรจะก่อตั้งแผนกโลจิสติกส์ของดินแดนหรรษาขึ้นมาจริงๆ จังๆ เสียที" เฉาหยางครุ่นคิด ตอนนี้ในมือเขามีเงินกว่าสี่ล้านดอลลาร์ แถมยังมีที่มาที่ไปตรวจสอบได้และผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมาย แนวคิดบางอย่างในอดีตที่เคยหยุดอยู่แค่ความเพ้อฝัน ตอนนี้ถือว่ามีต้นทุนสำหรับนำมาลงมือทำจริงแล้ว
แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าเรื่องพวกนี้ต้องจัดการด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง
ยิ่งทิ้งร่องรอยไว้บนโลกมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะถูกเปิดเผยตัวตนก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
ดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของเขาคือการหลบซ่อน พลังของปีศาจฟังดูเหลือเชื่อ ทว่าหากต้องปะทะกันซึ่งหน้า เขาก็ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าคนธรรมดาสักเท่าไหร่ ดังนั้นการรักษาความลึกลับของตัวตนเอาไว้จึงเป็นเรื่องจำเป็น
ข่าวดีก็คือ เขาได้รับพลังปรารถนาจากฝั่งนี้เช่นกัน
หลังจากถอนตัวกลับมาจากโลกต่างมิติ เฉาหยางก็พบเรื่องประหลาดใจว่า ผู้เล่นกลุ่มแรกที่เข้าร่วมในดินแดนหรรษา หลังจากได้รับการตอบสนองความต้องการความตื่นเต้นแล้ว กลับมอบพลังปรารถนาตอบแทนให้เขามาเล็กน้อยเช่นกัน หากวัดเป็นตัวเลขก็คงตกอยู่ที่ราวๆ ห้าสิบหน่วย แม้เมื่อเทียบกับผลพลอยได้ของอีกฝั่งแล้วมันจะดูเป็นแค่ของแถม แต่นี่นับเป็นลางดีอย่างไม่ต้องสงสัย ต้องรู้ก่อนว่าในอดีตเขาใช้เวลาดิ้นรนบนโลกมนุษย์ตั้งนานก็ยังหาพลังปรารถนาไม่ได้มากขนาดนี้ ทว่าครั้งนี้แค่เฉลี่ยต่อคนก็ยังให้มาได้สิบกว่าแต้ม อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจให้กับความน่าอัศจรรย์ของโชคชะตา
เห็นได้ชัดว่า นี่ต้องเกี่ยวข้องกับการที่ทั้งสี่คนได้เข้าไปในโลกต่างมิติอย่างแน่นอน
และพลังปรารถนาห้าสิบหน่วย ก็เพียงพอให้เขาสร้างร่างแยกที่คงอยู่ได้ครึ่งวันแล้ว
ประกอบกับบนโลกฝั่งนี้ไม่มีตัวตนอันลี้ลับและคาดเดาไม่ได้เหล่านั้นอยู่ ดังนั้นความปลอดภัยโดยรวมจึงยังคงดีกว่าโลกต่างมิติอยู่มาก
"ปัง ปัง ปัง!"
จู่ๆ เสียงเคาะประตูอย่างเร่งรีบก็ดังขัดจังหวะการใช้ความคิดของเฉาหยาง
เขาลุกขึ้นยืน มองไปทางโถงประตู แต่เสียงเคาะประตูกลับไม่หยุด แถมยังรัวถี่ยิบขึ้นกว่าเดิม "เย่ถวนเดลิเวอรี! เถ้าแก่ อาหารมาส่งแล้ว!"
เฉาหยางอดไม่ได้ที่จะกลอกตา เขาเดินไปที่ประตูแล้วเปิดออก "มาแล้วๆ จะรีบเร่งอะไรนักหนาเนี่ย"
"ผมยังมีอีกตั้งหลายออเดอร์ต้องไปส่งนะ ไม่เหมือนเถ้าแก่หรอก..." เขาปรายตามองกล่องอาหารเดลิเวอรีกับขยะที่กองสูงเป็นภูเขาย่อมๆ ตรงริมประตู "แค่ยื่นมือออกมารับของก็จบละ ดูให้ดีนะ ผมไม่ได้ส่งเลท..."
เขาจัดการปิดออเดอร์ไปพลาง ทำท่าเหมือนอยากจะบ่นอีกสักสองสามประโยค แต่จู่ๆ เสียงพูดก็ชะงักค้างไป
"เป็นอะไรไป" เฉาหยางขมวดคิ้ว
ที่นี่เป็นหมู่บ้านจัดสรรเก่า แสงสว่างตรงโถงบันไดค่อนข้างมืดสลัว ตรงเส้นแบ่งระหว่างแสงกับเงามืด เขาเห็นความหวาดกลัวสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน หากไม่ใช่เพราะชายคนนี้หยุดพูดไปเสียดื้อๆ เขาก็คงไม่ทันสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ นี้หรอก
"โธ่ เถ้าแก่นี่แต่งคอสเพลย์ด้วยเหรอ แต่งหน้าซะเนียนเชียว" พนักงานส่งอาหารกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เขาส่ายหน้าหัวเราะเยาะตัวเอง แล้วหมุนตัวเดินลงบันไดไป "คราวหน้าก็เปิดประตูให้มันไวๆ หน่อยสิ!"
คอสเพลย์? นี่มันเรื่องอะไรกันอีกล่ะ
เฉาหยางปิดประตูด้วยความสงสัย หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็เดินเข้าไปในห้องน้ำ
เขาเปิดไฟ มองดูตัวเองในกระจก พลันขนลุกชันขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่
เพียงเห็นว่าตาขวาของเขาไม่ได้เป็นลูกกลมตาใสแจ๋วอย่างที่ควรจะเป็นอีกต่อไป แต่มันกลับเป็นกลุ่มเส้นด้ายสีดำที่พันกันแน่นขนัด!
เพียะ!
เฉาหยางยกมือขึ้นปิดตาตัวเองตามสัญชาตญาณ
วิสัยทัศน์การมองเห็นแคบลงครึ่งหนึ่งในพริบตา
เขาค่อยๆ ขยับมือออก แล้วแอบมองตาขวาของตัวเองอีกครั้ง คราวนี้... เขาเห็นดวงตาเนื้อธรรมดาๆ ลูกหนึ่ง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม ขอบตาขาวมีเส้นเลือดฝอยเล็กน้อย เรียกได้ว่าปกติเสียจนไม่รู้จะปกติไปกว่านี้ได้อย่างไร
เมื่อกี้มันคืออะไรกัน ภาพหลอนงั้นเหรอ
ในจิตสำนึกหลังการตื่นรู้ ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับส่วนนี้เลยแม้แต่น้อย...
ชั่วขณะหนึ่งเฉาหยางก็คิดไม่ตกเช่นกัน
ทว่าในเมื่อคนอื่นสามารถมองเห็นได้ ก็แสดงว่านี่ไม่ใช่เพียงภาพหลอนธรรมดาๆ แน่ โชคดีที่แสงตรงโถงบันไดค่อนข้างมืด อีกฝ่ายถึงได้มองผิดไปว่าเป็นคอนแทคเลนส์อะไรทำนองนั้น
เฉาหยางเสียเวลาอยู่หน้ากระจกอีกครึ่งชั่วโมง ผลก็คือรูม่านตาประหลาดนั่นไม่ได้โผล่มาให้เห็นอีกเลย
ดูเหมือนว่าสถานการณ์เมื่อครู่จะเป็นแค่อุบัติเหตุ
เวรเอ๊ย ทีนี้ไซเบอร์ของจริงเลย
เฉาหยางถอนหายใจออกมาเบาๆ
เห็นได้ชัดว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะจะอาศัยอยู่อีกต่อไป ต่อให้พนักงานส่งอาหารจะมองไม่เห็นรูปร่างหน้าตาของเขาชัดเจน แต่ใครจะรับประกันได้ล่ะว่าอีกฝ่ายจะไม่นึกขึ้นมาได้ในเวลาใดเวลาหนึ่ง แล้วรู้สึกถึงความผิดปกติอย่างรุนแรง
ตั้งแต่ค้นพบวิถีการเอาชีวิตรอดแบบใหม่ เขาก็แทบจะไม่เคยอยู่ที่เดิมเกินครึ่งเดือน การเช่าห้องพักกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แม้เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศได้ไม่กี่วัน และห้องนี้ก็เพิ่งจะเช่ามาหมาดๆ แต่ถ้าต้องไปก็คงต้องไปอยู่ดี โชคดีที่ตอนนี้เขาไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เงินสำรองในมือค่อนข้างเหลือเฟือ จึงไม่ต้องมานั่งเสียดายค่าเช่าห้องล่วงหน้าที่จ่ายไปหลายเดือนนั่น
เพียงแต่เฉาหยางไม่เข้าใจ ก่อนหน้านี้เขาก็เคยใช้พลังมาแล้วหลายครั้ง ทำไมเพิ่งจะมาเกิดเรื่องแบบนี้เอาตอนนี้ นี่ก็เป็นผลกระทบจากการเดินทางข้ามโลกทั้งสองด้วยงั้นเหรอ
ถ้ามองในมุมของความปลอดภัย เขาควรหาต้นสายปลายเหตุให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยวางแผนก้าวต่อไป แต่ทว่าเวลากลับไม่คอยท่า เขาไม่เพียงแค่ต้องเผชิญกับข้อผูกมัดของพันธสัญญาเท่านั้น การใช้พลังปรารถนายังไม่เปิดช่องว่างให้เขาหยุดพักได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขายังไม่สามารถตัดขาดจากโลกต่างมิติได้เลยด้วยซ้ำ
ช่องว่างของพลังปรารถนาที่แตกต่างกันอย่างลิบลับเป็นตัวกำหนดว่าเขาจะต้องเดินทางไปมาระหว่างสองสถานที่นี้อย่างบ่อยครั้ง
เฉาหยางหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เปิดจดหมายที่เตรียมไว้ล่วงหน้า จากนั้นก็กดปุ่มส่ง
ตัวอักษรเป็นสายปีนป่ายขึ้นสู่เครือข่ายหลักภายใต้การควบคุมพลังของเขา โบยบินไปทั่วทุกมุมโลกดั่งสายน้ำที่ส่องประกาย
เกมแห่งดินแดนหรรษารอบใหม่ กำลังจะเปิดฉากขึ้นแล้ว
...
เมืองเจียงเฉิง ในบาร์หรูระดับไฮเอนด์แห่งหนึ่ง
แสงไฟนีออนสว่างวาบสะท้อนเงาคนเป็นสีแดงและน้ำเงิน ดนตรีจังหวะเร็วๆ ดังกระหึ่มเต็มสองหู ท่ามกลางแสงเงาที่เปลี่ยนแปลงอย่างงดงามนี้ ชายหญิงต่างแนบชิดอิงแอบ ออกล่าเป้าหมายของตัวเองกันและกัน หากเทียบกับบาร์ราคาย่อมเยาข้างนอกแล้ว ที่นี่ก็ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรมากมายนัก นอกเหนือจากเครื่องดื่มที่แพงกว่า มาตรการการคัดคนเข้าเข้มงวดกว่า และหญิงสาวที่เข้ามาใช้บริการยังสาวและสวยกว่าก็เท่านั้น
โจวจือนับว่าเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ บรรดาลูกหลานเศรษฐีแห่งเมืองเจียงเฉิงต่างก็ถือเอาที่นี่เป็นสถานที่นัดพบ ไม่ว่าจะเป็นการล่าแต้มหรือฆ่าเวลา ล้วนถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว เมื่อก่อนโจวจือก็เคยหลงใหลในเส้นทางนี้เช่นกัน แต่วันนี้กลับต่างออกไป เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าเพลงจังหวะสนุกสนานมันช่างบาดหู ฟังแล้วทำให้รู้สึกหงุดหงิดใจ พวกเน็ตไอดอลสาวที่ได้รับเชิญมาก็ยากที่จะดึงดูดความสนใจของเขาได้อีก
"พี่โจว พี่ว่าผู้หญิงชุดม่วงคนนั้นเป็นไง"
"ได้ยินว่าเป็นคนต่างถิ่น ในเน็ตมีแฟนคลับไม่น้อยเลยนะ"
"แล้วยังไงล่ะ ขอแค่พี่โจวออกโรง รับรองว่าต้องคว้ามาได้แน่"
ผู้คนรอบข้างต่างพากันประจบสอพลอ นี่เป็นรูปแบบการเริ่มต้นของ "เกม" เช่นกัน ทุกคนจะเลือกเป้าหมายที่โดดเด่นออกมาสักคน จากนั้นก็พนันกันว่าเป้าหมายจะตกไปอยู่ในมือใคร โจวจือเคยเข้าร่วมมาแล้วหลายครั้ง และก็เคยเป็นผู้ชนะอยู่หลายหน สำหรับเขาแล้วผลลัพธ์ไม่ใช่เรื่องสำคัญ กระบวนการระหว่างนั้นต่างหากที่สนุกที่สุด
"ฉันขอบายแล้วกัน วันนี้ไม่มีอารมณ์" ทว่าครั้งนี้ เขากลับไม่รับมุก
"เป็นอะไรไป อารมณ์ไม่จอยเหรอ"
"ถ้าพี่ไม่เอา งั้นผมขอลุยนะ" พรรคพวกอีกคนขยิบตาให้เขา
โจวจือโบกมือเป็นเชิงบอกว่าตามสบาย
"ผมเข้าใจละ วันนี้มีธุระสำคัญต้องคุย พี่โจวก็เลยไม่หวั่นไหวสินะ"
"โอ้ เรื่องคลับนั่นใช่มั้ยล่ะ" คนข้างๆ รีบพูดสวนขึ้นมาทันที "ได้ยินว่าเดี๋ยวคุณชายจ้าวจะมาเหรอ ผมคงไม่มีสิทธิ์เข้าร่วม เดี๋ยวก็คงทำได้แค่มองอยู่ห่างๆ แหละ"
โจวจือไม่ได้ปฏิเสธหรือยอมรับคำพูดนั้น แต่มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่เข้าใจสาเหตุที่แท้จริง ตอนนี้เพียงแค่เขาหลับตา ภาพเหตุการณ์นั้นก็จะฉายซ้ำไปซ้ำมาในหัวของเขา
ม้ารูปร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานเข้าหาเขา ทั้งสองล้มกลิ้งลงไปในโคลนตมที่ส่งกลิ่นคาวปลาคละคลุ้ง มีดสั้นกรีดทะลวงเปิดหน้าท้องของเขาออก ช่วงท้องคล้ายกับจะเบาหวิวขึ้นมาในฉับพลัน ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปได้แม้ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ก็คือหมิงจื่อที่กำลังต่อสู้พัวพันอยู่กับศัตรู ทุกท่วงท่ากิริยาล้วนเปี่ยมไปด้วยความงดงามที่ยากจะพรรณนา แม้แต่ในเสี้ยววินาทีที่ลำคอของเธอถูกกระบี่คมกริบฟันขาด สายตาที่เฉียบคมนั้นก็ยังคงทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงได้อยู่ดี
เมื่อหันกลับมามองพวกผู้หญิงที่สวมเสื้อผ้าบางเบา โพสท่าทางยั่วยวนเหล่านี้แล้ว เขากลับรู้สึกจืดชืดไร้รสชาติไปเลย
ไม่สิ ไม่ใช่แค่พวกผู้หญิงเท่านั้น
ตัวเองในอดีตที่เอาแต่หมกมุ่นอยู่ที่นี่ ก็จืดชืดน่าเบื่อราวกับเคี้ยวขี้ผึ้งไม่ต่างกันหรอกหรือ







