[หมู่บ้านเชพเพิร์ด]
'ฟืน' ที่กำลังลุกไหม้ในเตาผิงบ้านของผู้ใหญ่บ้านกลับปล่อยควันดำโขมงออกมา แทนที่จะบอกว่าเป็นไม้ชนิดหนึ่ง มันกลับดูเหมือนชิ้นส่วนแขนขาของสิ่งมีชีวิตที่ถูกตากแห้งเสียมากกว่า
ผู้ใหญ่บ้านซึ่งมีความสูงราวสองเมตรครึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหาร
แม้แต่เสื้อโค้ทกันลมเนื้อหนาก็ยากจะปกปิดร่างกายที่กำยำล่ำสันจนผิดปกติของเขา รองเท้าหนังกันน้ำไซส์ยักษ์ที่วางอยู่บนพื้นดูเหมือนจะเป็นของที่ช่างทำรองเท้าในหมู่บ้านสั่งตัดทำขึ้นเพื่อเขาโดยเฉพาะ
โต๊ะไม้ขนาดมาตรฐานเมื่ออยู่ตรงหน้าเขาก็ดูไม่ต่างอะไรกับของเล่น
ผิวสีดำและดวงตาสีดำสนิท
มือใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยด้านและมีอักขระสีดำวาดเอาไว้วางราบอยู่บนโต๊ะ
ทว่าผู้ใหญ่บ้านในยามนี้กลับดูสำรวมอย่างมาก เพราะฝั่งตรงข้ามของเขามี 'แขก' ซึ่งสวมชุดคลุมนักบวชสีดำนั่งอยู่
เบื้องหน้าของแขกมี 'เครื่องดื่มชั้นเลิศ' ที่ผู้ใหญ่บ้านเตรียมไว้ให้เป็นพิเศษวางอยู่ มันเป็นสีชมพูอ่อน มีฟองปุดๆ และส่งกลิ่นคาวจางๆ
"ท่านผู้ช่วยมาหาข้าที่นี่มีธุระอะไรหรือ?"
"มนุษย์สองคนกำลังมุ่งหน้าเข้ามาใกล้หมู่บ้าน..."
"เป็นเหมือนคราวก่อน เป็นเครื่องสังเวยที่รนหาที่ตายงั้นหรือ?"
"ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว พวกเขามีแค่สองคนแต่กลับแทรกซึมผ่าน 'กำแพงต้นไม้คน' ที่พวกเราเพาะปลูกไว้ได้อย่างง่ายดาย และฝ่าด่านทดสอบแรกที่ข้าออกแบบไว้ได้โดยไร้รอยขีดข่วน
ผลงานของพวกเขายอดเยี่ยมมาก ท่านผู้นั้นก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง บางทีอาจกลายเป็น [เครื่องสังเวย] ชิ้นสำคัญได้
ส่วนเจ้าและหมู่บ้านของเจ้าจะเป็นด่านทดสอบที่สองของพวกเขา
หากจำเป็น ก็ปล่อยให้พวกเขาทำลายหมู่บ้านนี้ทิ้งไปได้เลย... เพราะยังไงเสีย พิธีกรรมของท่านผู้นั้นก็ดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ไม่ได้มีความหมายต่อ 'การจุติของพระองค์' อีกต่อไป
นอกจากนี้
นี่คือรางวัลสำหรับความทุ่มเทอย่างหนักของเจ้าในช่วงที่ผ่านมา เป็นของขวัญที่ท่านผู้นั้นมอบให้ด้วยตัวเอง"
กล่องไม้สีดำทรงหกเหลี่ยมด้านเท่าวางลงบนโต๊ะ บนฝากล่องสลักตราสัญลักษณ์ของคริสตจักร ซึ่งเป็นรูปทารกแรกเกิดที่ถูกพันธนาการด้วยสายสะดือ
แม้กล่องจะถูกปิดผนึกอย่างแน่นหนา แต่ก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึง 'กลิ่นอายแห่งชีวิตใหม่' ที่อยู่ภายใน
เมื่อผู้ใหญ่บ้านเห็นสิ่งนี้ ทั่วทั้งร่างก็เริ่มสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น ทุกสิ่งที่เขาทำไปก็เพื่อช่วงเวลานี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลที่สามารถมอบ 'ชีวิตใหม่' ได้
เมื่อเปิดฝากล่องออก
สายสะดือที่ยังมีคราบเลือดหลงเหลืออยู่เส้นหนึ่ง ถูกขดเก็บไว้ในนั้นเป็นรูปทรงกลมแบน
ยามที่ผู้ใหญ่บ้านยื่นมือออกไป สายสะดือเส้นนี้กลับขยับเขยื้อนขึ้นมา
ในวินาทีที่ทั้งสองสัมผัสกัน ผู้ใหญ่บ้านก็จมดิ่งลงสู่ความทรงจำในวัยเยาว์ทันที ถึงขั้นสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความกระปรี้กระเปร่าและร่างกายที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาในเวลานั้น
ทว่าในจังหวะที่ผู้ใหญ่บ้านต้องการจะเชื่อมต่อกับสายสะดือให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ผู้ช่วยชุดดำก็พลันยื่นมือมากดข้อมือของผู้ใหญ่บ้านไว้ ขัดจังหวะกระบวนการเชื่อมต่อนี้ชั่วคราว
"จำไว้! ทันทีที่ได้รับสายสะดือ นั่นหมายความว่าเจ้าได้สร้าง 'ความสัมพันธ์ทางสายเลือด' กับท่านผู้นั้นแล้ว... หากเจ้ามีพฤติกรรมใดที่ขัดต่อคริสตจักร หรือขัดต่อเจตนารมณ์ของท่านผู้นั้น ความสัมพันธ์นี้จะถูกตัดขาดลงอย่างบังคับ
เจ้าจะถูกคัดออกจากแถวของ 'มนุษย์ใหม่'"
"ข้าจะทำภารกิจให้สำเร็จ"
...
ภาพตัดกลับมา (อี้เฉินกับจิน)
บนเส้นทางที่ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้าน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังไม่มีชาวบ้านเลยสักคนเดียว
"แปลกมาก ต่อให้ชาวบ้านที่ถูกเร่งให้เกิดมาจะขัดขวางพวกเราไม่ได้มากนัก แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นไม่มีใครเลยตลอดทางแบบนี้ แม้แต่คนเฝ้าดูก็ไม่มี
ราวกับว่ากำลังจงใจรอให้พวกเราเข้าไป รอให้พวกเราเหยียบย่างเข้าสู่หมู่บ้านซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุสำคัญแห่งนี้
ภายในหมู่บ้านมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีกับดักซุ่มซ่อนอยู่ หรือไม่คริสตจักรที่ยึดครองที่นี่ก็อาจกำลังวางแผนการพิเศษบางอย่างที่พวกเราไม่รู้"
จินไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
"ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก... มีแต่คนอ่อนแอเท่านั้นแหละที่ชอบถ่วงเวลา
ฉันเคยเจอสถานการณ์คล้ายๆ กันนี้มาเยอะ สุดท้ายไม่ว่าพวกมันจะงัดลูกไม้อะไรออกมา ก็ถูกฉันบดขยี้ทิ้งอย่างง่ายดายอยู่ดี"
เธอยังคงก้าวเท้าอย่างแผ่วเบา กระโดดโลดเต้นนำหน้าไปก่อน
ไม่นานนัก
สิ่งปลูกสร้างในหมู่บ้านแต่ละหลังก็เริ่มปรากฏขึ้นในระยะสายตา แม้แต่จินที่เห็นภาพเช่นนี้ก็ยังรีบชะลอความเร็วและหยุดเดินในที่สุด
องุ่นน้อยมุดออกมาจากคอเสื้อเช่นกัน และจ้องมองภาพอันน่าพิศวงตรงหน้าพร้อมกับอี้เฉิน
"มิน่าล่ะ ตั้งแต่พวกเราเข้ามาในกำแพงต้นไม้ นอกจาก [ไก่] แล้วก็ไม่เห็นสัตว์ตัวอื่นอีกเลย... ถูกต้อนมารวมกันที่หมู่บ้านหมดแล้วสินะ?
ที่นี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่..."
อี้เฉินขยับไปยื่นอยู่บนจุดที่สูงขึ้นมาเล็กน้อยในบริเวณใกล้เคียง เพื่อสังเกตมุมหนึ่งของหมู่บ้านที่ติดเชื้ออย่างสมบูรณ์
ตามแผนผังหมู่บ้านที่ยายไก่ให้มา หมู่บ้านเชพเพิร์ดเคยเป็นหมู่บ้านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพื้นที่ป่าหุบเขาแห่งนี้
หากพูดถึงขนาดพื้นที่แล้ว มันยังใหญ่กว่า [เมืองกรีนเลก] อยู่ไม่น้อย
ปัจจุบัน หมู่บ้านที่ปรากฏแก่สายตาของอี้เฉินถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหลอนประสาทซึ่งแตกต่างจากการกลายเป็นสีเทา โดยมีสีม่วงและสีแดงเป็นหลัก
มันราวกับม่านบางๆ ที่ปกคลุมหมู่บ้านเอาไว้ สิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่เหยียบย่างเข้ามาในหมู่บ้านจะต้องได้รับผลกระทบและการกัดกร่อนจากหมอกหลอนประสาทชั้นนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เคยอาศัยอยู่ภายในกำแพงต้นไม้ ล้วนมารวมตัวกันที่หมู่บ้านด้วยเหตุผลบางอย่าง
บนถนนและพื้นผิวอาคารทุกแห่งที่สายตามองเห็น อัดแน่นไปด้วย 'ร่างกาย' ของสัตว์ จนรู้สึกเหมือนสัตว์พวกนี้คือส่วนประกอบหลักของสภาพแวดล้อมในหมู่บ้าน
สาเหตุที่ใช้คำว่า 'ร่างกาย' มาอธิบาย ก็เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าสัตว์เหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และมีสภาพที่แน่ชัดเป็นอย่างไร
ร่างกายของพวกมันหลอมรวมเข้าด้วยกัน เหนียวหนึบติดอยู่กับพื้น แปะหรือห้อยอยู่ตามพื้นผิวของอาคารที่พักอาศัย หรือแม้แต่ฝังตัวเป็นเนื้อเดียวกับดินและถนน ตัวอย่างเช่น:
1. สามารถมองเห็นวัวป่าที่มีกระต่ายงอกออกมาทั่วตัวนอนขวางอยู่กลางถนน บริเวณช่องท้องยังมีขนสีขาวคล้ายหางกระต่ายขยับยุกยิกอยู่
2. แพะภูเขาที่มีค้างคาวเกาะติดเต็มตัวห้อยต่องแต่งอยู่ริมหลังคา บนหลังของแพะภูเขายังมีก้อนเนื้อที่ดูคล้ายปีกค้างคาวในระยะเริ่มต้นงอกออกมา
3. ก้อนเนื้อบวมเป่งประหลาดที่มีลักษณะผสมระหว่างหนู หมู ม้า และหมีดำ กำลังคืบคลานไปตามท้องถนนอย่างเชื่องช้า
4. บนหลังคาขนาดใหญ่บางแห่งมีซากช้างนอนอยู่... หรือแม้กระทั่งลอยอยู่ พวกมันบวมเป่งอย่างหนักเนื่องจากก๊าซประหลาดที่สะสมอยู่ภายในร่างกาย ส่งประกายสีชมพูแวววาวราวกับลูกโป่งจำลองขนาดยักษ์
งวงช้างชูขึ้นสูง ทุกครั้งที่หายใจก็จะพ่นสสารสีรุ้งปริมาณมหาศาลออกมา
...
ทว่า สัตว์เหล่านี้ล้วนมีลักษณะร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง
บนพื้นผิวร่างกายของพวกมันเต็มไปด้วยเชื้อราขนาดใหญ่หลากสีสันและหลายรูปทรง (ส่วนช้างมักจะมีเชื้อราอยู่ภายในร่างกายมากกว่า)
เชื้อราเชื่อมต่อกับร่างกายของพวกมัน บนพื้นผิวของหมวกเห็ดมักจะมีรู ซึ่งจะพ่นละอองสปอร์ออกมาพร้อมกับลมหายใจของสัตว์... และละอองเหล่านี้นี่เองที่ก่อตัวเป็นหมอกหลอนประสาทปกคลุมหมู่บ้าน
นอกจากนี้
ในบริเวณหมู่บ้านที่สามารถมองเห็นได้ในตอนนี้ ก็ยังคงไม่มี 'คน' เลยแม้แต่คนเดียว
(จงใจล่อให้พวกเราเข้าไปในหมู่บ้าน หรือใช้ 'กลเมืองเปล่า' แบบนี้เพื่อบีบให้พวกเราเดินอ้อม และต้อนให้พวกเรารีบตรงไปยังโบสถ์หลังภูเขากันแน่?
ข้อมูลที่มีในตอนนี้ยังห่างไกลจากคำว่าเพียงพอ ในเมื่ออยู่ในขั้นตอนการสืบสวน ก็ควรจะตรวจสอบให้ชัดเจนทั้งหมดจะดีกว่า
ถ้ามุ่งหน้าไปที่โบสถ์โดยตรง อาจจะพลาดรายละเอียดสำคัญบางอย่าง หรือแม้กระทั่งเบาะแสสำคัญไปก็ได้)
ตอนนั้นเอง องุ่นน้อยก็ส่งเสียงขึ้นมาทันที:
(วิลเลียม หมู่บ้านตรงหน้าเจ้านับว่าเป็น [เขตสีเทา] ได้แล้ว... ถึงเจ้าจะได้รับการปกป้องจากพืชพรรณ เครื่องแต่งกาย และตัวข้า แต่ก็ยังต้องระวังให้ดี
พวกที่สามารถสร้าง [เขตสีเทาที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ] ได้นั้นรับมือยากมาก ก่อนที่จะหาตัวเจ้านั่นเจอ ต้องรักษาสภาพร่างกายของตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอ)
(เขตสีเทาที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติงั้นเหรอ? เข้าใจแล้ว)
อี้เฉินกางนิ้วทั้งห้าออก ใช้สองมือทาบลงบนใบหน้า ถักทอหน้ากากป้องกันเต็มรูปแบบขึ้นมา
"จิน อยากให้ฉันช่วยทำหน้ากากกรองอากาศให้ไหม?"
จินใช้ปลายนิ้วเคาะเบาๆ บนหน้ากากเจ็ดสีที่ใบหน้าเพื่อบอกว่าไม่จำเป็น... ขณะเดียวกันร่างกายของเธอก็เริ่มสั่นเทาไปด้วย
"เขตสีเทา! ถึงขอบเขตจะเล็กมาก แต่ก็เป็นเขตสีเทาจริงๆ... [สภาพแวดล้อม] ติดเชื้อและบิดเบี้ยวไปอย่างสมบูรณ์แล้ว ร่างกายของฉันถึงกับต่อต้านการก้าวเข้าไปในหมู่บ้าน น่าสนุกชะมัด
รีบมาสิ ฉันทนรอที่จะเข้าไปดูข้างในไม่ไหวแล้ว"
เมื่ออี้เฉินกระโดดลงมาจากที่สูง และเดินมาตามถนนหินของหมู่บ้าน จินกลับเป็นฝ่ายเดินเข้ามาจับมือเขาอย่างกระตือรือร้น พร้อมกับสอดประสานนิ้วเข้าด้วยกัน
การกระทำนี้ไม่ได้มีความหมายอื่นแอบแฝง
'การสำรวจแบบสัมผัส (Contact-Explore)'
เป็นวิธีสืบสวนในเขตสีเทาที่มือใหม่นิยมใช้ หมายถึงการที่ทีมต้องรักษาการสัมผัสทางร่างกายโดยตรงเมื่อทำการสืบสวนในเขตสีเทาเป็นครั้งแรก
การสัมผัสเช่นนี้สามารถป้องกันสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในเขตสีเทาไม่ให้พรากสมาชิกทีมออกจากกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบสภาพจิตใจของกันและกัน คอยเตือนสติ และลดความเป็นไปได้ที่จะถูกแทรกแซงทางจิตใจ
แม้จินจะดูหุนหันพลันแล่นและอยากได้ร่างกายของผู้แข็งแกร่ง แต่ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอได้สำรวจเขตสีเทา ถ้าตัวตายไป ความสนุกก็จบเห่กันพอดี
เมื่อทั้งสองก้าวเข้าไปในหมู่บ้านพร้อมกัน
หมู่บ้านดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงการมาเยือนของคนนอก ละอองสปอร์ที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศจึงรวมตัวกันพุ่งเป้ามาหาพวกเขา
แม้จะมีเครื่องแต่งกายคอยกั้นไว้ แต่อุณหภูมิร่างกายของทั้งสองก็ค่อยๆ สูงขึ้น ความปรารถนาดิบเถื่อนทางชีวภาพรูปแบบหนึ่งเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย







