ชายคนนั้นดูเหมือนเมา ตัวโซเซไม่มั่นคง ชนเข้ากับสวี่ซื่อเยี่ยนแล้วเซไปเซมาเหมือนจะล้ม รีบยื่นมือคว้าเสื้อของสวี่ซื่อเยี่ยนไว้เพื่อพยุงตัวเอง
และในจังหวะนั้นเอง มือที่คว้าเสื้อของสวี่ซื่อเยี่ยนอยู่ ก็ปรากฏใบมีดแหลมคมขึ้นมาทันใด
เพียงเห็นแสงวาบวูบ ใบมีดนั้นก็พุ่งเฉือนเข้าหาเสื้อโค้ตของสวี่ซื่อเยี่ยน
“พี่ชาย เสื้อผ้าตัวนี้น่ะ ฉันมีตัวเดียวที่ใส่ออกไปเจอผู้คนได้เลยนะ ถ้านายทำมันขาดล่ะก็ กลับบ้านไปเมียฉันได้ด่าตายแน่”
แต่ก่อนที่ใบมีดจะเฉือนผ้าได้สำเร็จ ข้อมือของชายคนนั้นก็ถูกจับไว้แน่นหนา
เขาชะงักไป มองขึ้นมาก็เห็นสวี่ซื่อเยี่ยนยิ้มขำๆ มองเขาอยู่
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้แม้จะเล่าดูเหมือนยาวนาน แต่จริงๆ แล้วเกิดขึ้นรวดเร็วราวกับแสงวาบ
ชายคนนั้นเป็นหัวขโมยมือเก๋า ฝีมือรวดเร็วและแนบเนียน แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเพิ่งลงมือก็ถูกจับได้ทันที ใจจึงตื่นตกใจ
“พูดอะไรของแก ฉันไม่เข้าใจหรอก” เขาปฏิเสธเสียงแข็ง รีบดึงมือกลับ
แต่ข้อมือของเขาถูกจับแน่นราวกับคีมเหล็ก ต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถหลุดได้
สวี่ซื่อเยี่ยนเอื้อมมือไปหยิบใบมีดออกจากมือของชายคนนั้น แล้วโบกไปมาให้ดูตรงหน้าเขา
“แค่ฝีมือระดับนี้ มาอวดกับฉันยังไม่พอหรอก”
เมื่อชาติก่อน ตอนที่สวี่ซื่อเยี่ยนดูแลแปลงโสม เขาต้องปะทะฝีปากและปะมือกับพวกนักเลงหัวไม้ไม่น้อย
ครั้งหนึ่งมีเหตุยิงกันจนคนบาดเจ็บ เขาสงสารเลยช่วยรักษาไว้
จากศัตรูกลายเป็นมิตร หลังจากนั้นกลุ่มนั้นก็สนิทกับสวี่ซื่อเยี่ยนดี เขาจึงรู้เล่ห์กลของพวกนี้เป็นอย่างดี
ชายที่โดนจับ พอเห็นใบมีดในมือของสวี่ซื่อเยี่ยน สีหน้าก็เปลี่ยนทันที
และในตอนนั้นเอง ก็มีคนอีกหลายคนเดินตรงเข้ามา สีหน้าแต่ละคนดูดุดันไม่ธรรมดา
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน เดิมทีตั้งใจลักลอบ แต่พอล้มเหลวก็จะหันมาใช้กำลังปล้นแทน
“ไอ้น้อง แกกล้าดีไม่เบา ปล่อยคนของพวกฉันซะ” หนึ่งในนั้นเดินนำหน้าเข้ามา พูดอย่างกร่าง
“ไอ้หนู แกรู้มั้ยว่าพวกฉันเป็นใคร? กล้ามาทำเก่งในถิ่นพวกฉันเนี่ยนะ?”
สีหน้าของสวี่ซื่อเยี่ยนเริ่มไม่ดีนัก เขาเผลอประมาทไปหน่อย คิดว่าต้องอีกหลายปีกว่าจะยุ่งเหยิงขนาดนี้ ไม่คิดว่าตอนนี้ในตัวอำเภอก็มีคนกล้าอุกอาจได้ถึงเพียงนี้
“พี่ๆ ผมแค่มาทำธุระในอำเภอ พวกเราไม่เคยมีเรื่องกัน อยู่กันดีๆ ไม่ดีกว่าหรือ?”
สวี่ซื่อเยี่ยนถอนหายใจ ปล่อยมือจากเจ้าคนถือใบมีด ขณะเดียวกันอีกมือก็ยื่นเข้าไปในเสื้อโค้ตอย่างแนบเนียน
“พี่เฉา ไอ้นี่มันเพิ่งออกมาจากจุดรับซื้อโสม ผมเห็นกับตาเลย มันมีเงินอยู่เต็มกระเป๋า พันกว่าหยวนแน่ะ”
เจ้าคนที่หลุดจากมือสวี่ซื่อเยี่ยนรีบกระโดดไปด้านข้าง แล้วชี้มาที่เขาพูด
“พันกว่าหยวน? ไอ้หนูนี่ไม่รู้จักแบ่งพี่ๆ เอาซะเลย มาทำธุระในเมืองไม่คิดจะเซ่นอะไรให้พวกพี่ๆ เหรอ?
เอาเงินออกมาซะดีๆ”
หัวหน้ากลุ่มพอได้ยินว่ามีเงินเยอะขนาดนั้น ตาก็ลุกวาว
“กำลังจะหาเงินไว้ใช้ช่วงปีใหม่พอดี รีบหน่อยล่ะ”
“พวกพี่ อย่าทำกันเกินไปนัก อย่าบีบคนให้จนตรอก”
สวี่ซื่อเยี่ยนกวาดตามองคนตรงข้าม ทั้งหมดสี่คน ในมือยังไม่มีใครถืออาวุธอะไร เขาน่าจะรับมือไหว
“เฮ้ย พวกแกได้ยินมั้ย มันพูดอะไร? โคตรตลกเลย อย่าบีบคนให้จนตรอก? ถ้าจนตรอกแล้วจะทำอะไรได้วะ?”
หัวหน้ากลุ่มแค่นหัวเราะดูถูก
“ที่นี่เป็นถิ่นของพวกฉัน ฉันพูดอะไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น วันนี้ถ้าแกไม่ควักเงินออกมา ฉันจะไม่ให้แกเดินออกจากตัวอำเภอแน่ แกเชื่อมั้ย?”
“งั้นเหรอ? ขอโทษด้วยนะ เงินพวกนั้นฉันเสี่ยงชีวิตขึ้นเขาไปหา จะมาเอาไปง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้หรอก”
สวี่ซื่อเยี่ยนพูดจบก็ชักมีดล่าสัตว์จากหลังเอวออกมา
ตอนออกจากบ้านก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่ติดนิสัยพกไว้ป้องกันตัว พอเจอสถานการณ์แบบนี้ก็กลายเป็นว่ามีประโยชน์ทันที
มีดเล่มนั้นยาวกว่ามีดเชือดหมูเล็กน้อย แคบกว่า และลับจนคมกริบ
คนอีกฝั่งที่เผชิญหน้ากับเขายังถือว่ารู้เรื่องอยู่บ้าง พอเห็นก็จำได้ทันทีว่าเป็นมีดที่พรานใช้กัน
พอหัวหน้ากลุ่มเห็นมีดเล่มนั้น หน้าก็เปลี่ยนสีทันที
คนที่กล้าเข้าไปล่าหมู่ป่าในเขาได้ ไม่ใช่คนธรรมดา ใจแข็งมือแข็ง สัตว์ป่าในเขายังฆ่าได้ แล้วคนจะเหลืออะไร?
แบบนี้ คนพวกนั้นก็เลยตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจ
ถ้าจะลงมือปล้น มีหวังต้องเจ็บตัว เพราะคนตรงหน้านี้ดูยังไงก็ไม่ใช่พวกใจดี แต่ถ้าจะถอย ก็รู้สึกเสียหน้าอับอาย แล้วจะเอายังไงดี?
ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังชะงักอยู่นั้น ก็มีเสียงหวีดมาจากไกลๆ แล้วก็มีคนกลุ่มหนึ่งใส่เครื่องแบบสีเขียวทหาร ใส่หมวกทรงใหญ่ วิ่งตรงเข้ามาทางนี้
กลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าพอได้ยินเท่านั้น ก็รีบสลายตัวหนีไปหมดทันที
ส่วนสวี่ซื่อเยี่ยนก็รีบเก็บมีดกลับไปเหน็บไว้ที่เอว จัดเสื้อคลุมให้เรียบร้อย แล้วรีบเดินออกไปตรงไปที่สถานีรถไฟ
ขากลับก็ยังแน่นเหมือนเดิม เขาระวังตัวมากขึ้นอีกหลายเท่า กว่าจะฝ่าฟันมาถึงซงเจียงเหอได้ก็เกือบห้าโมงเย็นเข้าไปแล้ว
หน้าหนาวทางเหนือกลางคืนยาวกว่ากลางวัน ห้าโมงเย็นข้างนอกก็เริ่มมืดแล้ว
แต่ถึงจะมืดก็ต้องกลับบ้าน โชคดีที่ทางกลับเป็นทางลงเขาทั้งหมด แถมเขาก็ชินกับเส้นทางนี้ดี ระหว่างทางก็ไม่มีปัญหาอะไร ประมาณหกโมงเย็นก็กลับถึงบ้าน
“ภรรยา สามีกลับมาแล้ว! มีอะไรกินมั้ย? หิวไส้จะขาดแล้ว”
ออกไปทั้งวัน กลางวันก็ไม่กล้ากินอะไรดีๆ ตอนนี้ท้องร้องจ๊อกๆ เลย เขาเลยตะโกนหาของกินทันทีที่เปิดประตูเข้าไป
แต่พอเข้าไปในบ้านกลับเห็นแม่ตัวเองนั่งอยู่ตรงหัวแคร่ “แม่! มาได้ไงเนี่ย?”
“ทำไมกลับซะดึกขนาดนี้? ตอนเช้าแม่ไปที่ชิงหลิ่งมา ตอนบ่ายก็เลยคิดจะแวะมาหาลูกสองคน
แต่พออิงจื่อบอกว่าลูกออกไปข้างนอก แม่ก็เลยนั่งรอล่ะ ลูกไปไหนมาน่ะ?” โจวกุ้ยหลาน พอเห็นลูกชายกลับมาก็โล่งใจ
เห็นหิมะติดหมวกกับไหล่เขา ก็รีบเอาไม้กวาดมาเคาะหิมะออกให้
“รีบถอดหมวกกับผ้าพันคอเถอะ เอาไปวางบนแคร่ให้มันอุ่นๆ หน่อย”
หมวกกับผ้าพันคอมีแต่เกล็ดน้ำแข็งเกาะ นั่นเป็นไอหายใจที่กลั่นตัวจนกลายเป็นน้ำแข็ง อากาศข้างนอกมันหนาวจัด ถึงขั้นที่คิ้วกับขนตาของสวี่ซื่อเยี่ยนยังจับน้ำแข็งเลย
“ข้าวกับกับข้าวอุ่นอยู่ในหม้อ รอให้หายหนาวก่อนแล้วค่อยกินนะ ถ้าท้องเย็นๆ แล้วกินเลย เดี๋ยวปวดท้องเอา”
ซูอันอิงยื่นผ้าขนหนูให้เขาเช็ดหน้า ไม่รีบเอาข้าวให้ กลัวว่าเขาจะกินตอนท้องยังเย็นๆ แล้วจะป่วย
“แม่ ตอนแม่ไปบ้านอู๋ที่ชิงหลิ่ง วันนี้เรื่องของน้องสี่สรุปว่าไง?”
สวี่ซื่อเยี่ยนเช็ดหน้าลวกๆ แล้วแขวนผ้าไว้ ก่อนจะมานั่งข้างแม่ ถามขึ้นมา
“จะให้ทำยังไงล่ะ? แม่กับพ่อก็พาเจ้าสี่ไปตามที่ลูกบอกแหละ ยกเขาให้ทางบ้านอู๋จัดการจะทำอะไรก็แล้วแต่เขา”
“เมื่อวานเจ้าสี่โดนพ่อฟาดเอาแรงเหมือนกัน หน้าเขียวไปหมด ปากก็แตก
พอทางบ้านอู๋เห็นแบบนั้น ก็รู้เลยว่าเราจริงจังกับเรื่องนี้ ก็เลยไม่กล้าแข็งขืนอะไรอีก
สุดท้ายก็สรุปตามที่ตกลงไว้เดิม วันที่หกหมั้น วันที่ยี่สิบหกแต่งงาน”
โจวกุ้ยหลานพูดไปก็ส่ายหัว บ้านอู๋นี่มีแต่จะเสแสร้งเอาแต่ได้กับเจ้าสี่แต่พอเห็นว่าทางบ้านสวี่เอาจริง ก็กลายเป็นฝ่ายยินยอมทันที
“แต่งงานบ้านนี้ ไม่ควรทำเลย บ้านอู๋นิสัยไม่ดี กลัวว่าต่อไปจะมีแต่ปัญหา” โจวกุ้ยหลานถอนหายใจ
แต่งงานกับบ้านนี้ไป มีหวังต้องลำบากแน่
“แต่แม่กับพ่อก็ไม่เคยเห็นด้วยกับบ้านอู๋ตั้งแต่แรก ไม่งั้นคงตกลงเรื่องแต่งงานไปนานแล้ว
เสียดาย เจ้าสี่ดันหัวแข็ง ดันทุรังอยากแต่งกับลูกสาวบ้านอู๋ แล้วจะทำไงได้ล่ะ?”







