สวี่ซื่อเยี่ยนจำได้ว่าในชาติก่อน หลังจากน้องชายคนที่สี่แต่งงานแล้ว ก็สนิทกับทางบ้านอู๋มาก
สวี่ซือเต๋อย้ายไปประจำที่ค่ายใหญ่ ทางบ้านอู๋ก็ย้ายตามไปด้วย
ต่อมาสวี่ซือเต๋อไปทำงานที่ซีกัง ฝั่งลูกสาวคนที่สองของบ้านอู๋ก็แต่งงานไปอยู่ซีกังเช่นกัน
สวี่ซือเต๋อมักใส่ใจเรื่องของทางบ้านแม่ยายเป็นพิเศษ ทั้งดูแลน้องภรรยาและน้องเขยอย่างดี คนทั้งบ้านอู๋ต่างก็ชื่นชมสวี่ซือเต๋อไม่หยุดปาก
แต่กลับไม่ค่อยสนิทกับทางบ้านสวี่เลย ปีหนึ่งกลับมาเยี่ยมแม่เฒ่าแค่สองครั้ง
วันเกิดแม่เฒ่าในวันที่หกเดือนหก กับวันที่สองปีใหม่ ที่เหลือก็แทบไม่เห็นหน้า
“แม่ เรื่องมันเป็นแบบนี้แล้ว ก็มองในแง่ดีเถอะ
บ้านอู๋ก็แค่มีความคิดอยากได้เปรียบบ้าง แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอก
ยังไงน้องสี่ก็ไม่ได้อยู่บ้านหลังแต่งงาน แม่จะได้ไม่ต้องเจอก็ไม่ต้องปวดหัวไง”
ลูกก็มีแล้ว กำลังจะหมั้นจะแต่งกัน พูดอะไรก็สายไปแล้ว เลยไม่พูดอะไรจะดีกว่า เดี๋ยวแม่จะยิ่งเสียใจ
โจวกุ้ยหลานถอนหายใจ ใช่แล้ว มาถึงขั้นนี้แล้ว จะมาเสียใจก็ไม่มีประโยชน์
ลูกชายรักอู๋ชิวเยี่ยนจนหมดใจ แม่คนนี้จะทำอะไรได้?
ตอนก่อนหน้านั้นยังแยกสองคนนี้ไม่ได้ ตอนนี้ลูกสาวบ้านอู๋ท้องแล้ว ถ้ายังไปขัดขวางเรื่องแต่งอีก นั่นก็เหมือนทำร้ายสองคนนั้น
เป็นบาป โจวกุ้ยหลานทำไม่ลง
“ไม่พูดถึงแล้วล่ะ วันนี้แกออกไปทั้งวัน ไปทำอะไรมาบ้าง?” โจวกุ้ยหลานไม่อยากพูดถึงเรื่องบ้านอู๋อีก เปลี่ยนเรื่องทันที
“อ๋อ ผมไปที่ซงเจียงเหอ แล้วก็ไปฝูซงมาด้วย ก่อนหน้านี้ได้หนังสัตว์มาหลายชิ้น เอาไปขายจะได้เตรียมไว้สำหรับปีใหม่”
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้บอกเรื่องไปหาโจวฉางเหอกับลูกชายที่ตงกัง ตอนนี้ยังพูดไม่ได้ ขอปิดไว้ก่อน
“จริงสิ ผมยังมีตั๋วอยู่หลายใบ เดี๋ยวแป๊บนึงนะ”
ทั้งวันมัวแต่วุ่น ยังไม่ได้ดูเลยว่า กัวโส่วเย่ให้ตั๋วอะไรมาบ้าง
สวี่ซื่อเยี่ยนรีบหยิบตั๋วออกมาจากกระเป๋า แล้วค่อย ๆ ตรวจดู
“โห ไม่น้อยเลยนะ ตั๋วผ้า ตั๋วน้ำตาล ตั๋วข้าวทั่วประเทศ ใบนี้เป็นตั๋วอุตสาหกรรม เอาไว้ซื้อจักรเย็บผ้า”
สวี่ซื่อเยี่ยนก็คาดไม่ถึงว่า ในตั๋วที่กัวโส่วเย่ให้มานั้น จะมีตั๋วซื้อจักรเย็บผ้าด้วย ของพวกนี้ถือว่าเป็นของหายาก คนธรรมดาไม่ค่อยจะหามาได้
“แม่ ตั๋วพวกนี้ แม่ดูเอาเลยว่าบ้านเรายังขาดอะไร ก็เอาไปใช้เลย”
สวี่ซื่อเยี่ยนเอาตั๋วทั้งหมดวางไว้ตรงหน้าแม่ ปล่อยให้แม่เลือกตามใจ
โจวกุ้ยหลานส่ายหัว แล้วหยิบตั๋วทีละใบ เรียงอย่างดีแล้วยื่นคืนให้สวี่ซื่อเยี่ยน
“บ้านเราไม่ขาดอะไรแล้ว ไม่ต้องซื้อหรอก แกเก็บไว้เถอะ ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าอิงจื่อก็จะคลอดลูกแล้ว ตั๋วพวกนี้พวกแกยังต้องใช้อีกเยอะ”
โจวกุ้ยหลานไม่ใช่คนที่เห็นอะไรเป็นต้องเก็บเข้ากระเป๋าตัวเอง ในสายตาของเธอ ลูกชายลูกสะใภ้อยู่ดีกินดี ก็พอใจแล้ว
บ้านสวี่คนเยอะ ของพวกนี้แม่เอาไปก็ไม่มีประโยชน์มากนัก แถมอาจทำให้สะใภ้คนอื่นอิจฉา แล้วเกิดปัญหาขึ้นอีก
แม่ไม่เอา สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่ฝืน แค่พยักหน้าแล้วส่งตั๋วนั้นต่อให้ซูอันอิง
“แม่ไม่เอา งั้นคุณเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวเราหาเวลาไปซื้อของกัน”
ตั๋วน้ำตาลเอาไปซื้ออ้อยแดง ให้ซูอันอิงใช้ตอนอยู่เดือน ตั๋วผ้านี่ยิ่งแล้วใหญ่ ทุกบ้านต้องใช้
เด็กคลอดออกมาก็ต้องมีห่อตัว มีเสื้อผ้าสักสองชุดใช่มั้ยล่ะ?
สวี่ซื่อเยี่ยนคุยกันจากที่ตัวเย็นจนเริ่มตัวอุ่นแล้ว ซูอันอิงถึงยกอาหารมาให้เขากิน
โจวกุ้ยหลานเห็นลูกชายปลอดภัยก็ค่อยสบายใจ “เอาล่ะ แกกินข้าวก่อนนะ แม่จะกลับแล้ว
เมื่อวานหลังแกออกไป เจ้าสี่ก็เริ่มเสียใจ แต่ไม่กล้ามา
แกเป็นพี่ ถ้าน้องทำผิด จะด่าจะตีอะไรก็ได้ แต่ตีเสร็จแล้วก็อย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ” โจวกุ้ยหลานพูดพลางลุกขึ้น ใส่เสื้อคลุมพันผ้าพันคอ แล้วเดินออกจากบ้านไป
การเป็นแม่ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะบ้านที่มีลูกหลายคน ต้องทำตัวเป็นกลางและดูแลลูกทุกคนให้ทั่วถึง
ตลอดชีวิตของแม่ที่มีลูกหกคน เธอรักและเป็นห่วงทุกคน ไม่อยากเห็นลูกๆ ทะเลาะกันหรือห่างเหินกันไปทีละคน
ในฐานะคนเป็นผู้ใหญ่ ก็หวังแค่ว่าลูกหลานจะกตัญญู และครอบครัวจะอยู่กันอย่างรักใคร่กลมเกลียว ดังนั้นโจวกุ้ยหลานจึงต้องมาช่วยไกล่เกลี่ยแทนน้องชายคนที่สี่
"แม่ พูดอะไรกันครับ ผมเป็นพี่ชาย จะไปถือสากับน้องได้ยังไงล่ะ?"
แม่ลำบากมาพูดไกล่เกลี่ยด้วยตัวเอง แบบนี้ถึงแม้ในใจจะยังไม่สบายใจนัก แต่สวี่ซื่อเยี่ยนก็พูดอะไรไม่ได้อีก
"งานแต่งน้องสี่ แม่ให้ผมช่วยทำงานอะไรที่บ้านก็แค่บอกมาเถอะ
แต่ตอนหมั้น ผมคงไม่ออกหน้าไปละกัน เดี๋ยวฝ่ายบ้านอู๋จะรู้สึกไม่ดี"
เขาเดินไปส่งแม่โจวกุ้ยหลานถึงหน้าประตู ยังช่วยจัดผ้าพันคอให้เธอด้วย
"แม่ ทางกลับบ้านลื่นนะ ให้ผมไปส่งมั้ยครับ?" ดึกแล้ว แถมข้างนอกก็มืด สวี่ซื่อเยี่ยนอดเป็นห่วงไม่ได้
"ไม่ต้องหรอก กลับไปกินข้าวได้แล้ว แม่ยังไม่แก่ถึงขนาดเดินไม่ไหวสักหน่อย"
โจวกุ้ยหลานยังไม่ถึงห้าสิบปี สุขภาพยังแข็งแรงดี โบกมือลาลูกชายแล้วรีบเดินกลับไป
สวี่ซื่อเยี่ยนมองแผ่นหลังแม่แล้วยิ้ม ใช่แล้ว ชาติที่แล้วแม่เขาอายุเกินเจ็ดสิบ ยังเดินคล่องอยู่เลย
คนสมัยก่อนนี่ร่างกายแข็งแรงจริงๆ ไม่เหมือนหนุ่มสาวสมัยหลังๆ
พอเห็นแม่เดินลับสายตา เขาก็หันกลับเข้าไปกินข้าว
ในบ้านชาวชนบทก็ไม่มีอะไรหรูหราหนักหนา แค่กะหล่ำดองถ้วยหนึ่ง ขนมแป้งเหนียวๆ จานหนึ่ง แล้วก็ตามด้วยโจ๊กอีกหน่อยก็พอแล้ว
"ขนมแป้งเหนียวๆ นั่นมาจากไหนเหรอ?" สวี่ซื่อเยี่ยนชอบกินของเหนียวๆ พอรวมกับความหิว ก็กินเข้าไปทีเดียวสามชิ้น ถึงได้มีเวลาถาม
"ก็แม่เอามาให้นั่นแหละ จะใครอีกล่ะ?
แม่รู้ว่าคุณชอบกิน แล้วก็เดาว่าบนเขาคงไม่ได้ทำ เลยตั้งใจเอามาให้ตอนบ่ายหนึ่งถาดแน่ะ
บอกว่าถ้ากินหมดแล้วก็บอกอีก จะไปเอามาเพิ่ม บ้านแม่ทำไว้ตั้งสองถังใหญ่เชียว"
ซูอันอิงมองสามีที่กินอย่างเอร็ดอร่อย กลัวว่าเขาจะติดคอ เลยรีบไปเอาน้ำมาให้
"บ้านเราทำขนมเหนียวๆ เยอะขนาดนั้นทุกปีเลยเหรอ? ตั้งสองถัง?"
ที่เขาเรียกว่าถัง ก็คือถังไม้ใบใหญ่ๆ ใบหนึ่งใส่ถั่วได้เกือบสองร้อยชั่ง (ประมาณ 100 กิโลกรัม)
ซูอันอิงจินตนาการไม่ออกเลย ขนมเหนียวๆ ตั้งสองถัง จะกินกันถึงปีไหนเดือนไหน?
"ตอนอยู่บ้านฉันก็เคยทำขนมแบบนี้เหมือนกัน อย่างมากก็แค่แช่ข้าวไว้หลายสิบชั่ง แค่นั้นพวกพี่น้องฉันก็ต้องช่วยกันทำทั้งวันแล้วนะ"
สองถังขนาดนั้น แค่ทำก็คงใช้เวลาหลายวัน คิดแล้วก็ขนลุก
"จะเทียบได้ไงล่ะ? บ้านเธอมีแต่ลูกสาว กินก็ไม่เยอะ แต่บ้านฉันมีแต่ผู้ชายตัวโตๆ กินกันจุจะตาย
ทุกหน้าหนาว บ้านเราต้องทำขนมเหนียวๆ กับแป้งทอดเยอะมาก เธอยังไม่เคยเห็นตอนทำกันจริงๆ เลย แต่คนอื่นเขายังแซวเลยว่าเหมือนโรงครัวของกองผลิตเลยนะ"
สวี่ซื่อเยี่ยนนึกถึงตอนทำขนมที่บ้าน รู้สึกคิดถึงขึ้นมา
"ก่อนพี่สะใภ้คนโตกับคนรองจะย้ายมา ยังมีแค่แม่กับน้องสาวคนเล็กช่วยกันทำขนมเหนียวๆ นี่แหละ ทำทีหนึ่งก็ตั้งหลายวัน
จนสุดท้ายน้องสาวเหนื่อยจนทนไม่ไหว แทนที่จะตักถั่วใส่ทีละน้อย ก็ใช้มือบีบถั่วจนเป็นก้อนใหญ่ๆ แน่นๆ แล้วก็เอามาห่อเลย"
แป้งเหนียวๆ นั่นต้องโม่เอง แต่ไส้ถั่วต้องต้มใหม่ทุกเช้า แล้วก็ห่อให้เสร็จภายในวันเดียว ไม่งั้นจะเปรี้ยวเสีย
สวี่ซื่อฉินเลยตั้งใจห่อเร็วๆ จะได้เลิกงานเร็ว
"แม่ดันมาเห็นเข้า แม่เลยพูดว่า ถ้าไส้ถั่วไม่พอ ก็จับน้องสาวยัดเข้าไปแทนเลยสิ"
นึกถึงตอนนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนก็อดขำไม่ได้ น้องสาวบ้านเขาก็แสบไม่เบาเหมือนกันนะ







