47. บทที่ 47 การเซ็นสัญญาเข้าเรียนมัธยมปลาย
เรื่องการเซ็นสัญญาเข้าเรียนมัธยมปลายแบบนี้ สำหรับนักเรียนส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นเรื่องแปลกใหม่
หลักๆ แล้วมันเป็นวิธีการที่โรงเรียนใช้เพื่อจองตัวนักเรียนหัวกะทิ และโดยทั่วไปก็มักจะทำกันหลังจากการสอบจำลองครั้งที่สอง หากมองในมุมของโรงเรียน การทำสัญญาเข้าเรียนมัธยมปลายย่อมมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย ท้ายที่สุดแล้วใครบ้างจะไม่อยากจองตัวนักเรียนเก่งๆ ไว้ล่วงหน้า
อันที่จริง หลังจากเมืองดาราจัดการสอบจำลองครั้งที่หนึ่งพร้อมกัน นักเรียนชั้นมัธยมต้นในห้องจรวดและห้องเด็กเก่งของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งหลายคนก็ได้เซ็นสัญญากับโรงเรียนมัธยมปลายที่หมายปองไปแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือเป็นการขอให้นักเรียนเลือกลงอันดับหนึ่งทันทีหลังจบการสอบเข้ามัธยมปลาย
ยังมีนักเรียนบางคนถึงขั้นได้รับแจ้งให้ไปเข้าร่วมการสอบที่โรงเรียนดังจัดขึ้นเป็นการภายในช่วงสุดสัปดาห์ด้วยซ้ำ หากคะแนนสอบโดดเด่นก็จะได้เซ็นสัญญากับโรงเรียนดังเช่นกัน
เมื่อดำเนินการเช่นนี้ ตราบใดที่คะแนนสอบเข้ามัธยมปลายถึงเกณฑ์ โรงเรียนก็จะดึงตัวไปทันที สำหรับนักเรียนที่มีความโดดเด่นในบางด้านเป็นพิเศษ ต่อให้คะแนนสอบเข้ามัธยมปลายจะขาดไปจากเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดไว้นิดหน่อย โรงเรียนก็ยังรับรองว่าจะดึงตัวไป หรือไม่ก็รับปากว่าจะให้ทุนการศึกษารวมถึงสิทธิพิเศษในการเข้าเรียนห้องคิง
แน่นอนว่าแผนกมัธยมปลายของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งก็มักจะเล็งนักเรียนจากแผนกมัธยมต้นไว้เช่นกัน โดยจะให้ครูประจำชั้นไปพูดคุย ด้วยความหวังว่าจะรั้งตัวนักเรียนมัธยมต้นที่เก่งรองลงมาให้อยู่ต่อ อย่างเช่นนักเรียนกลุ่มที่มีคะแนนระดับกลางๆ ของห้องเด็กเก่ง
ไม่มีทางเลือกอื่น สำหรับนักเรียนหัวกะทิของห้องจรวดและห้องเด็กเก่ง ใช่ว่าโรงเรียนจะไม่อยากเซ็นสัญญาด้วย ทว่าติดด่านผู้ปกครองที่ไม่ยอมให้ผ่าน
ท้ายที่สุดแล้วเป้าหมายของนักเรียนเหล่านั้นล้วนเป็นสี่โรงเรียนดังกับห้าโรงเรียนเล็ก ต่อให้แย่หน่อยก็ยังต้องไปเข้าโรงเรียนมัธยมปลายระดับ A ที่เหลืออยู่ดี ถึงอย่างไรโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งก็เป็นเพียงโรงเรียนมัธยมปลายระดับ B ที่หลายปีมานี้ไม่เคยส่งนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้เลยแม้แต่คนเดียว จึงไม่อยู่ในตัวเลือกตั้งแต่แรก
ความจริงแล้วสิ่งที่เรียกว่าการเซ็นสัญญาเข้าเรียนมัธยมปลายนั้นไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือนักเรียน ความจริงแล้วต่างก็สามารถฉีกสัญญาได้ทั้งสิ้น เพียงแต่โรงเรียนอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกว่า หากผู้เข้าสอบทำคะแนนสอบเข้ามัธยมปลายได้ไม่ดี ก็สามารถยกเลิกคำสัญญาที่เคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ได้
แต่สำหรับนักเรียนและผู้ปกครองส่วนใหญ่ ด้วยข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน เมื่อคิดว่าก่อนหน้านี้ได้เซ็นสัญญาไปแล้ว ต่อให้จะสอบได้คะแนนดีเยี่ยมแค่ไหน ตอนที่กรอกอันดับความต้องการก็จะเผลอกรอกอันดับตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ด้วยความเคยชิน ซึ่งสำหรับหลายๆ โรงเรียนแล้ว นี่คือกำไรล้วนๆ
สำหรับนักเรียนบางคนที่เรียนเก่งเฉพาะวิชาอย่างหนัก หรือมีทักษะพิเศษด้านอื่นที่แข็งแกร่งจริงๆ โรงเรียนดังบางแห่งก็จะใช้วิธีพิเศษดึงตัวเข้ามา อย่างเช่นสิทธิพิเศษจากการรับตรง ในเมืองดารา การสอบรับตรงของโรงเรียนมัธยมปลายดีๆ จะใช้คะแนนสอบเข้ามัธยมปลายเพียง 70% และการประเมินรับตรงของโรงเรียนจะคิดเป็น 30%
แน่นอนว่าโรงเรียนดังที่ไม่เคยกังวลเรื่องจะไม่มีนักเรียนเหล่านั้นต่างก็ระมัดระวังในการเซ็นสัญญากับภายนอกมากเช่นกัน หากไม่มีทักษะพิเศษที่เก่งกาจจริงๆ ก็จะไม่มีทางเซ็นสัญญารับรองว่าจะรับเข้าเรียนแบบนั้นเด็ดขาด
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หยวนหยวนมักจะถอนหายใจอยู่เสมอว่าจังหวะที่เฉียวอวี้ถูกค้นพบนั้นช่างพอดิบพอดี
หากถูกค้นพบตั้งแต่ตอนอยู่ ม.2 ต่อให้การสอบเข้ามัธยมปลายวิชาชีววิทยาและภูมิศาสตร์ของเฉียวอวี้จะได้สักเจ็ดสิบกว่าคะแนน ก็คงถูกโรงเรียนดังต่างๆ จ้องตาเป็นมันไปตั้งนานแล้ว ไม่มีทางตกมาถึงมือโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งหรอก
ในมุมมองของโรงเรียน โดยเฉพาะในมุมมองของจางเถี่ยจวิน ถึงแม้เฉียวอวี้จะยังไม่ถูกโรงเรียนดังหมายตา แต่ก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน
โรงเรียนมัธยมปลายระดับ B มีตั้งมากมาย หากสอบเข้ามัธยมปลายเสร็จแล้วเรื่องของเฉียวอวี้แพร่งพรายออกไป จนถูกโรงเรียนหน้าด้านที่อื่นฉกตัวไปจะทำอย่างไร
เมื่อหลายปีก่อนพอถึงฤดูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หัวข้อสนทนาเกี่ยวกับการแย่งชิงนักเรียนหัวกะทิมักจะถูกมหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งผูกขาดไปเสียหมด ท้ายที่สุดแล้วมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งนี้ก็มีรัศมีดาราอยู่ในตัวที่หัวเซี่ย แต่อันที่จริงนอกจากมหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งแล้ว โรงเรียนอื่นๆ ก็แย่งชิงกันอย่างดุเดือดไม่แพ้กัน
ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.5 หรือ ป.6 นักเรียนที่มีผลการเรียนโดดเด่นมากพอก็จะถูกโรงเรียนมัธยมต้นชื่อดังในพื้นที่หมายตาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ครูใหญ่จางเถี่ยจวินไม่ค่อยอยากเชื่อมาตลอดว่า ภายใต้ระบบการศึกษาในปัจจุบันที่ถือเอานักเรียนหัวกะทิเป็นตัวชี้วัดผลงาน จะยังมีนักเรียนอัจฉริยะที่ยังไม่ถูกค้นพบหลงเหลืออยู่อีก
พูดได้แค่ว่าเฉียวอวี้ซ่อนตัวตนเอาไว้มิดชิดเกินไปจริงๆ!
……
“อ่านจบหรือยัง เป็นอย่างไรบ้าง พอรับได้ไหม” จางเถี่ยจวินพูดพลางหัวเราะ
แน่นอนว่าเฉียวอวี้ย่อมเคยเห็นครูใหญ่มาแล้ว ตอนเข้าเรียนในพิธีปฐมนิเทศภายใน คุณลุงท่านนี้ก็เคยขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์บนโพเดียม สรุปสั้นๆ ก็คือเป็นการให้กำลังใจทุกคนรีบคว้าช่วงเวลาสามปีในชั้นมัธยมต้นนี้ตั้งใจเรียนให้ดี และอวยพรให้ทุกคนประสบความสำเร็จ ล้วนเป็นเนื้อหาซ้ำซากจำเจที่ไม่มีความแปลกใหม่อะไรนัก
บางครั้งก็จะปรากฏตัวตอนพิธีเคารพธงชาติในวันจันทร์ด้วย
ทว่าช่วงเวลาส่วนใหญ่ คุณลุงครูใหญ่ท่านนี้มักจะมีท่าทีเคร่งขรึมไม่ค่อยยิ้มแย้ม ท่าทางใจดีจนตายิ้มหยีแทบจะปิดมิดอย่างวันนี้ เฉียวอวี้เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกจริงๆ
“อ่านจบแล้วครับ ผมคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร” เฉียวอวี้ตอบกลับอย่างสุภาพ
เงื่อนไขที่ให้มาในสัญญานั้นถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว แม้จะไม่ได้มีรางวัลเป็นสิ่งของอะไร ทว่าค่าเทอมและค่าธรรมเนียมตลอดช่วงมัธยมปลายล้วนฟรีทั้งหมด แถมโรงเรียนยังให้เงินอุดหนุนจำนวนหนึ่งเป็นประจำอีก ถือว่าแสดงความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว
แน่นอนว่าค่าเทอมของโรงเรียนมัธยมปลายรัฐบาลระดับ B แบบนี้เดิมทีก็ไม่ได้มากมายอะไร เทอมละแปดร้อยหยวนเท่านั้น แต่ถ้าหากรวมกับการที่เขาเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการแล้วได้เหรียญทอง รวมถึงการได้เข้าค่ายทีมชาติและไปแข่งโอลิมปิกวิชาการระดับนานาชาติ รางวัลที่ได้ก็จะแตกต่างออกไป
คำนวณดูแล้วมีถึงสี่แสนหยวน ซึ่งล้วนถูกเขียนไว้ในข้อตกลงฉบับนี้แล้ว เพียงแต่เงินสี่แสนหยวนนี้ เฉียวอวี้จำเป็นต้องไปไขว่คว้ามา สุดท้ายแล้วจะได้เท่าไรก็ต้องขึ้นอยู่กับการแสดงฝีมือของเขา
“เธอคิดว่าไม่มีปัญหาก็ดีแล้ว ถ้ามีปัญหาอะไรก็ให้อาจารย์หลานอธิบายให้ฟังได้ นอกจากนี้ พวกเรายังได้พิจารณาสภาพครอบครัวของเธออย่างถี่ถ้วนแล้ว จะได้ไม่รบกวนให้แม่ของเธอต้องมาที่โรงเรียน เดี๋ยวจะให้อาจารย์หลานไปส่งเธอที่บ้านสักหน่อย ไปอธิบายข้อตกลงฉบับนี้ให้แม่ของเธอฟัง จากนั้นเธอกับแม่ก็เซ็นชื่อด้วยกันก็พอแล้ว”
จางเถี่ยจวินยังคงมีท่าทีเบิกบานใจ
“หืม? เอ่อ... ต้องเป็นทางการขนาดนี้เลยเหรอครับ ข้อตกลงแบบนี้มีผลผูกมัดจริงๆ เหรอครับ” เฉียวอวี้เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจไม่น้อย
รอยยิ้มของครูใหญ่จางค่อยๆ หุบลง ส่วนหลานเจี๋ยที่อยู่ด้านข้างก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบน
“อะแฮ่ม เฉียวอวี้ ทำไมเธอถึงคิดว่าข้อตกลงไม่มีผลผูกมัดล่ะ เธอไปได้ยินใครพูดอะไรมางั้นเหรอ” ครูใหญ่จางอดถามไม่ได้
เฉียวอวี้ส่ายหน้า นึกคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ยังคงอธิบายออกมา “ในวิชาสถิติมักจะมีคำคำหนึ่งปรากฏขึ้นบ่อยๆ เรียกว่ากฎเชิงประจักษ์ ของพรรค์นี้ไม่มีสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ตายตัว แต่เมื่อตัดสินจากประสบการณ์แล้วโอกาสที่จะถูกต้องมีสูงมากครับ
เกี่ยวกับการสอบเข้ามัธยมปลาย คุณครูเคยย้ำกับพวกเราหลายครั้งว่า ถ้าคะแนนไม่ถึงเกณฑ์รับสมัคร ก็ไม่มีทางดึงแฟ้มประวัติไปได้ ดังนั้นในทางทฤษฎี หากคะแนนของผมไม่ถึงเกณฑ์จริงๆ โรงเรียนก็คงจะใช้วิธีอื่นรับผมเข้าเรียนได้ยาก
พูดอีกอย่างก็คือ ข้อตกลงฉบับนี้ไม่ได้มีผลผูกมัดกับโรงเรียนมากนักหรอกครับ หากอิงตามหลักความเท่าเทียมกันของสิทธิและความรับผิดชอบโดยทั่วไปแล้ว มันก็ไม่น่าจะมีผลผูกมัดกับผมมากเท่าไรนักด้วย จริงไหมครับ”
จางเถี่ยจวินมองไปที่หลานเจี๋ยซึ่งมีสีหน้าไร้เดียงสาอยู่ฝั่งตรงข้าม พลางรู้สึกปวดหัวขึ้นมาเล็กน้อย
โชคดีที่หลานเจี๋ยรีบเอ่ยปากขึ้นมาทั้งที่ยังทำหน้าบอกไม่ถูก “ไม่ใช่หรอก เฉียวอวี้ ข้อตกลงฉบับนี้สำคัญมากนะ ถ้าเธอรู้สึกว่าโรงเรียนไม่สามารถทำตามสัญญาได้ เดี๋ยวตอนประทับตราแล้วจะเก็บสำเนาไว้ให้เธอฉบับหนึ่ง! เธอคิดดูสิ ถ้าเธอสามารถทำคะแนนได้ดีในการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประเทศจริงๆ ต่อให้โรงเรียนไม่ทำตามสัญญา ก็คงกลัวเธอเอาไปป่าวประกาศไม่ใช่หรือไง
ดังนั้นข้อตกลงฉบับนี้ย่อมมีผลผูกมัดกับโรงเรียนอย่างแน่นอน ส่วนที่ไม่มีเงื่อนไขระบุว่าจะรับเข้าเรียนอย่างแน่นอนนั้น เป็นเพราะเมื่อดูจากคะแนนสอบจำลองครั้งที่สองของเธอ พวกเราไม่จำเป็นต้องมานั่งกังวลเลยว่าคะแนนของเธอจะผ่านเกณฑ์หรือไม่ อีกอย่าง ตอนนี้ขอบเขตการรับตรงของโรงเรียนก็จำกัดอยู่แค่สายศิลปะเท่านั้น...”
เฉียวอวี้พยักหน้า จากนั้นก็มองไปที่หลานเจี๋ย “อ้อ อย่างนี้นี่เอง ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่บ้านผมด้วยกันเถอะครับ”
แม้จะพูดออกไปแบบนั้น แต่ผู้ใหญ่ทั้งสองคนก็ดูไม่ออกจริงๆ ว่าเจ้าเด็กคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่







