แม้เฉียวอวี้จะพูดเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหัวชิงหรือมหาวิทยาลัยเยียนเป่ยให้ฟังดูง่ายดายราวกับเดินไปทักทายคุณลุงข้างบ้าน แต่เซี่ยเข่อเข่อก็ยังคงเลือกที่จะเชื่ออย่างหมดใจ ความเชื่อใจนี้สั่งสมมานานหลายปี
เหมือนตอนเด็กๆ ที่เฉียวอวี้บอกว่าจะซ่อมตุ๊กตาเต้นรำของเธอให้ แล้วเขาก็ใช้เวลาเพียงบ่ายเดียวซ่อมมันจนเสร็จจริงๆ หรือตอนที่เขาบอกว่าจะหาล่าเถียวมาให้เธอกิน ต่อให้ทั้งสองคนจะไม่มีเงินติดตัวสักแดงเดียว แถมผู้ใหญ่ก็ไม่ยอมให้กิน แต่เฉียวอวี้ก็ยังหามันมาได้อยู่ดี
เรื่องทำนองนี้ยังมีอีกมาก
ตราบใดที่เฉียวอวี้บอกว่าเป็นเรื่องง่าย มันก็เป็นเรื่องง่ายจริงๆ และเขาต้องทำได้อย่างแน่นอน ไม่เคยทำให้เธอผิดหวังเลยสักครั้ง หรือบางทีอาจจะเคยมีครั้งที่เขาทำไม่ได้เหมือนกัน แต่ก็น้อยครั้งเสียจนเธอจำไม่ได้แล้ว
ตอนที่เซี่ยเข่อเข่อยังเด็ก เธอเคยคิดอย่างไร้เดียงสาว่าเด็กผู้ชายทุกคนก็เป็นแบบนี้
จนกระทั่งขึ้นชั้นประถม เธอถึงได้ค้นพบว่าเพื่อนร่วมชั้นผู้ชายหลายคนก็แค่เก่งแต่คุยโวเท่านั้น มิหนำซ้ำพอโม้เสร็จก็ลืม
แม้กระทั่งพ่อที่ตามใจเธอที่สุด ก็ยังมักจะลืมเรื่องที่เคยสัญญากับเธอไว้บ่อยๆ
แม้ว่าภายหลังเหล่าเซี่ยจะทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้เพื่อชดเชย แต่ความผิดหวังอันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ในชั่วขณะนั้น กลับยิ่งขับเน้นความยิ่งใหญ่และความรับผิดชอบของเด็กผู้ชายอีกคนให้โดดเด่นขึ้นมาอย่างเงียบๆ
นี่คงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมตอนเด็กๆ เวลาเฉียวอวี้บอกให้เธอเรียกเขาว่าพ่อ เธอถึงยอมเรียกอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด
แค่เรียกพี่ชายที่สนิทที่สุดว่าพ่อ ก็จะได้รับความพึงพอใจในทุกความปรารถนา แลกกับของอร่อยๆ และของเล่นสนุกๆ ได้มากมาย สำหรับเด็กผู้หญิงวัยห้าหกขวบแล้ว มันไม่ได้มีความตะขิดตะขวงใจใดๆ เลยแม้แต่น้อย
แต่ตอนนี้เธอไม่มีทางหลงกลอีกแน่
ถึงอย่างนั้น เวลาเดินอยู่ข้างๆ เฉียวอวี้ เซี่ยเข่อเข่อก็ยังคงรู้สึกปลอดภัยเป็นพิเศษเหมือนตอนเด็กๆ
เธอชอบเวลาแบบวันนี้ เวลาที่แสงแดดกำลังดี ได้เดินไปกับเฉียวอวี้ ต่อให้เป็นการเดินเล่นแบบไร้จุดหมายก็ยังมีความสุข
“...เพราะงั้นเธอต้องพยายามสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายดีๆ ให้ได้นะ ความคิดพิลึกๆ อย่างการอยู่โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งต่อไปเนี่ยห้ามมีเด็ดขาด ที่ก่อนหน้านี้ฉันบอกว่าโรงเรียนไม่สำคัญ นั่นมันคือการช่วยลดความกดดันให้เธอ ลดความกดดันน่ะเข้าใจไหม อย่าเก็บไปจริงจังล่ะ!
ที่โรงเรียนดังกลายเป็นโรงเรียนดังได้ ไม่ใช่แค่เพราะชื่อโรงเรียนหรอกนะ! เขาอาศัยการรวบรวมครูที่ยอดเยี่ยมพวกนั้นมาไว้ด้วยกันต่างหาก ว่างๆ เธอก็ลองเข้าไปดูเว็บไซต์ทางการของโรงเรียนดังๆ พวกนั้นสิ ครูหลายคนของพวกเขายังเคยถูกรับเลือกให้เข้าไปอยู่ในกลุ่มออกข้อสอบเกาเข่าด้วยนะ
โรงเรียนมัธยมปลายเกรด B อย่างโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งจะมีทรัพยากรแบบนี้ได้เหรอ เธอคิดดูสิ สิ่งที่ครูที่เคยออกข้อสอบเกาเข่าสอน กับสิ่งที่ครูหนุ่มสาวไร้ประสบการณ์สอน มันจะเหมือนกันได้ยังไง โดยเฉพาะโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยครู กับโรงเรียนมัธยมฉางจวิน ปีก่อนๆ มีครูถูกรับเลือกเข้าไปอยู่ในกลุ่มออกข้อสอบมากที่สุดเลยนะ...”
เฉียวอวี้พึมพำบ่นกระปอดกระแปดอยู่ข้างๆ เหมือนกับเป็นพ่อแก่ๆ คนหนึ่งจริงๆ
แต่ถ้าเป็นเหล่าเซี่ยมาบ่นอยู่ข้างๆ เซี่ยเข่อเข่อคงรำคาญไปตั้งนานแล้ว ทว่าในเมื่อเป็นเฉียวอวี้ล่ะก็... พอคิดถึงคำพูดที่หมอนี่เพิ่งบอกว่าพวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกัน เซี่ยเข่อเข่อก็ตัดสินใจว่าจะให้อภัยเฉียวอวี้ไปก่อน
เธอถึงขั้นมีความหวังว่าทางกลับบ้านจะไกลกว่านี้อีกนิด จะได้ฟังเจ้าคนจาบจ้วงคนนี้บ่นต่อไปอีกหน่อย
น่าเสียดายที่เธอใช้เวทมนตร์ไม่เป็น จึงไม่สามารถทำให้ระยะทางที่ใกล้แสนใกล้ยาวไกลขึ้นมาได้จริงๆ
จนกระทั่งถึงชั้นสาม เฉียวอวี้ถึงได้หยุดบ่นอย่างพึงพอใจ
การได้สั่งสอนคนมันรู้สึกดีมากจริงๆ โดยเฉพาะเวลาที่อีกฝ่ายไม่เถียงกลับ เขารู้สึกว่าวันนี้ควรจะชมเซี่ยเข่อเข่อสักหน่อย อย่างน้อยเธอก็มอบคุณค่าทางอารมณ์ให้เขาอย่างสูงส่ง
ดังนั้นตอนที่ยืนอยู่ตรงโถงบันไดของอาคาร เขาจึงโบกมือเป็นครั้งสุดท้าย แล้วสรุปด้วยท่าทางแก่แดดว่า “เอาล่ะ วันนี้พูดแค่นี้แหละ เธอรีบกลับบ้านไปทบทวนบทเรียนซะ! จำไว้นะ อีกแค่เจ็ดวันก็จะถึงการสอบเข้ามัธยมปลายแล้ว ตอนนี้อย่าไปคิดเรื่องไร้สาระ เป้าหมายของเธอมีแค่สองอย่าง นั่นก็คือโรงเรียนสาธิตฯ หรือไม่ก็โรงเรียนฉางจวิน! ฉันก็จะกลับบ้านไปทำโจทย์โอลิมปิกวิชาการแล้วเหมือนกัน”
“อ้อ พี่ ฉันคิดดีแล้วล่ะ ฉันจะสอบเข้าสองโรงเรียนนี้ให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปเข้ามหาวิทยาลัยเยียนเป่ย เราจะได้เป็นศิษย์เก่าสถาบันเดียวกันต่อไป”
“เอ่อ... ตัดสินใจแล้วเหรอ ฉันขอแนะนำให้เธอคิดดูดีๆ อย่าเพิ่งรีบร้อน ยังไงซะมหาวิทยาลัยหัวชิงก็ถือว่าดีมากเหมือนกัน ก่อนจะเลือก เราควรมาศึกษากันก่อนว่านโยบายทุนการศึกษาของโรงเรียนไหนดีกว่า แล้วก็ให้เยอะกว่า” เฉียวอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจและจริงจัง
“หืม ไม่ใช่ว่าควรจะเปรียบเทียบว่ามหาวิทยาลัยไหนมีศาสตราจารย์เก่งกว่างั้นเหรอ” เซี่ยเข่อเข่อเสนอความเห็นค้านด้วยความคลางแคลงใจ
“อย่าล้อเล่นน่า มาถึงระดับมหาวิทยาลัยหัวชิงกับมหาวิทยาลัยเยียนเป่ยแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาแข่งกันเรื่องรายละเอียดอย่างคุณภาพของศาสตราจารย์หรอก ประเด็นมันอยู่ที่วิสัยทัศน์ เข้าใจไหม ที่ไหนวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่า อนาคตถึงจะเป็นอันดับ 1 ของหัวเซี่ยได้ ถ้าไม่มีวิสัยทัศน์ คาดว่าต่อไปก็คงเป็นได้แค่นั้นแหละ”
เฉียวอวี้มีสีหน้าจริงจังขณะสั่งสอนเด็กผู้หญิงที่เชื่อฟังอย่างไม่ลืมหูลืมตา
เซี่ยเข่อเข่อพยักหน้าเห็นด้วย แม้เธอจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องวิสัยทัศน์อะไรที่ดูสูงส่งพวกนี้เท่าไหร่ แต่สิ่งที่เฉียวอวี้พูดก็มีเหตุผลจริงๆ นั่นแหละ
เธอจำได้ลางๆ ว่าพวกบุคคลสำคัญในละครโทรทัศน์ ก็ชอบเน้นย้ำว่าเมื่อคนเราไปถึงจุดๆ หนึ่ง ก็ต้องมีวิสัยทัศน์ โรงเรียนเองก็คงเหมือนกันใช่ไหม
พี่ชายรู้เยอะจริงๆ!
...
เฉียวซีที่กำลังซื้อกับข้าวอยู่ในตลาด สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเพื่อนบ้านในหมู่บ้านกระตือรือร้นกับเธอมากขึ้นเยอะ
แม้ความสัมพันธ์ของเพื่อนบ้านในเมืองใหญ่มักจะห่างเหิน แต่ก็ไม่รวมถึงหมู่บ้านที่มีความเป็นชุมชนพนักงานสูงอย่างหมู่บ้านรถไฟซินชุนแห่งนี้
เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่มีอายุเกือบสามสิบปีแห่งนี้มานาน แถมคนส่วนใหญ่ยังทำงานอยู่ในหน่วยงานเดียวกันอีก แค่เดินออกจากบ้านก็บังเอิญเจอคนรู้จักได้ง่ายๆ แล้ว
เมื่อก่อนทุกคนก็แค่ทักทายกันตามมารยาท แต่พักนี้มีทั้งคุณลุงคุณป้าและแม่บ้านผู้ดูแลครอบครัววัยไล่เลี่ยกันมาคอยถามไถ่เรื่องของเฉียวอวี้เยอะขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เฉียวซี ออกมาซื้อกับข้าวอีกแล้วเหรอ”
“ใช่ค่ะ คุณป้าหลัว”
“นี่ ฉันได้ยินมาว่าจู่ๆ ลูกชายของเธอก็ย้ายไปอยู่ห้องคิงของโรงเรียนแล้วเหรอ แถมยังสอบได้ที่หนึ่งของสายชั้นด้วย!”
“อืม แกคงจู่ๆ ก็คิดได้ขึ้นมามั้งคะ”
“โธ่เอ๊ย ตอนที่ตาเฒ่าเฉียวยังอยู่ฉันก็พูดบ่อยๆ ว่าเด็กเฉียวอวี้คนนั้นฉลาดมาตั้งแต่เด็ก โตไปต้องได้ดีแน่ๆ เห็นไหมล่ะ ต่อให้ก่อนหน้านี้จะดื้อไปหน่อย แต่พอคิดได้ปุ๊บ ผลการเรียนก็ดีขึ้นมาทันตาเห็นเลย! วันข้างหน้าเธอต้องได้เสวยสุขเพราะลูกชายแน่ๆ”
เฉียวซียิ้มส่งๆ พลางรู้สึกหนักใจ
คนที่ชอบมาคุยเรื่องพวกนี้กับเธอล้วนเป็นคนประเภทเดียวกันทั้งนั้น
ตอนที่เธอตั้งท้องเฉียวอวี้ ก็พากันชี้ไม้ชี้มือซุบซิบนินทาลับหลัง พอเฉียวอวี้ไปอยู่ห้องเด็กหลังห้อง ก็จงใจกำชับลูกหลานตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าห้ามไปเล่นกับเฉียวอวี้เด็ดขาด...
พวกเขาเป็นคนเลวหรือเปล่า
เฉียวซีรู้สึกว่าก็ไม่เชิง ทุกคนก็เป็นแค่คนธรรมดา จะมีความดีความเลวแบ่งแยกอะไรขนาดนั้น
เธอแค่ไม่อยากข้องแวะกับคนพวกนี้เลยจริงๆ มันเหนื่อยใจ
เมื่อซื้อกับข้าวเสร็จอย่างรวดเร็วและกลับมาถึงบ้าน พอเห็นว่าเฉียวอวี้เริ่มทำโจทย์ในห้องอีกแล้ว คนเป็นแม่ก็รู้สึกปลื้มปีติ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกลำบากใจ
“เฉียวอวี้”
“หืม”
“วันนี้แม่บังเอิญเจอคุณป้าหลัวของลูก เขาชมลูกด้วยนะ”
“ไปสนใจพวกเขาทำไมล่ะครับ”
“เขาชมลูกนะ ถ้าแม่ไม่สนใจมันจะไม่ดีเอาหรือเปล่า”
“ก็แค่คนแปลกหน้า ไม่มีอะไรต้องไปสนใจหรอกครับ คุณตาเคยบอกไว้ว่า เหนือกฎเกณฑ์ ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน ภายใต้กฎเกณฑ์ ทุกคนก็ล้วนเท่าเทียมกัน ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาสภาพจิตใจให้มั่นคงก็คือ การที่คนเหนือกฎและภายใต้กฎไม่เข้าไปก้าวก่ายซึ่งกันและกัน”
เฉียวซีเงียบไปครู่หนึ่ง เธอมองลูกชายที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา แล้วพูดอย่างฉุนเฉียวว่า “พูดซะอย่างกับลูกอยู่เหนือกฎเกณฑ์ไปแล้วอย่างนั้นแหละ ใครให้ความกล้าลูกกัน”
“คนดีศรีสังคมบอกไว้ ว่ามันก็แค่เรื่องที่ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว”







