เวลาเดียวกันนั้น เฉียวอวี้กำลังกินอาหารเช้ากับเซี่ยเข่อเข่ออยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวชั้นล่างของหมู่บ้าน
"พี่ สอบแข่งขันเป็นยังไงบ้าง เข้าถึงรอบชิงได้ไหม"
ทั้งสองนั่งเผชิญหน้ากันที่โต๊ะเล็กๆ ในร้านอาหารเช้า เซี่ยเข่อเข่อคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวร้อนฉ่าในชามพลางเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นสนใจ
หลังจากรู้ว่าเฉียวอวี้สมัครสอบแข่งขันคณิตศาสตร์เสี่ยวหลี่ปาปา เธอก็กลับบ้านไปศึกษาระบบการแข่งขันโดยเฉพาะ จึงรู้โดยธรรมชาติว่าการแข่งขันนี้ต้องเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศถึงจะมีความหมาย
เฉียวอวี้ตอบกลับอย่างจริงจังว่า "นี่ยังต้องถามอีกเหรอ ถ้าเข้าไม่ถึงรอบชิงแล้วฉันจะออกแรงตั้งมากมายเพื่อทำงานที่ไร้ประโยชน์ทำไมล่ะ เธอไม่ได้เข้าร่วมคงไม่รู้ ข้อสอบออกง่ายมาก อยากจะสอบไม่ติดรอบชิงยังยากเลย"
พอดีกับที่โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสั่นขึ้นมา เฉียวอวี้จึงหยิบออกมาดู
บังเอิญจริงๆ เป็นข้อความวีแชตจากคนดีศรีสังคม ถามเรื่องคล้ายๆ กับเซี่ยเข่อเข่อเลย
เฉียวอวี้เริ่มพิมพ์ตอบ หากบอกว่าคำตอบที่ให้เซี่ยเข่อเข่อคือความมั่นใจ เช่นนั้นเวลาตอบคนดีศรีสังคมก็คือความเหมาะสม
'งั้นๆ ครับ รู้สึกว่านอกจากสองข้อแรกแล้ว ข้ออื่นยากหมดเลย โดยเฉพาะข้อสุดท้าย ที่น่าโมโหที่สุดคือข้อสอบพวกนี้ไม่ได้ระบุคะแนนเอาไว้เลย ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเข้ารอบชิงได้ไหม'
เห็นได้ชัดว่า แม้คำตอบของเฉียวอวี้ที่มีต่อเซี่ยเข่อเข่อจะดูหลงตัวเอง แต่ความจริงแล้วมันจริงใจกว่ามาก
เหตุผลนั้นก็เรียบง่าย ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองคนก็เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เฉียวอวี้จำความได้ ยัยหนูนี่ก็เดินเตาะแตะตามหลังเขามาตลอดราวกับลูกไล่ตัวน้อย
ตอนไปโรงเรียนอนุบาล ขอแค่ได้ไปกับเขา เธอก็จะไม่ร้องไห้
ถ้าเขามีเหตุผลสารพัดที่ทำให้ไปโรงเรียนอนุบาลไม่ได้ ต่อให้มีประตูคั่นอยู่ก็ยังได้ยินเสียงยัยหนูนี่ร้องไห้จ้า ยามค่ำคืนเธอยังบอกว่ากลัวและไม่ยอมนอน ใครโอ๋ก็ไม่เป็นผล แต่พอจับเธอโยนเข้าไปในห้องของเฉียวอวี้ แป๊บเดียวเธอก็หลับปุ๋ย
จริงๆ นะ ตอนนั้นเฉียวอวี้ให้เซี่ยเข่อเข่อเรียกเขาว่าพ่อ ยัยหนูนี่ก็เรียกอย่างไม่ลังเลใจ ไม่มีอิดออด ทั้งยังเสียงดังฟังชัดเป็นพิเศษ แบบไม่อายใครเลยด้วยซ้ำ
นี่อาจเป็นเพราะงานบนรถไฟยุ่งเกินไป พ่อกับแม่ของเซี่ยเข่อเข่อจึงไม่มีเวลาดูแลลูกมากนัก โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ เวลาที่บ้านอื่นเขาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน พ่อกับแม่ของเซี่ยเข่อเข่อกลับต้องไปเข้าเวรบนรถไฟ ยุ่งจนหัวหมุน
สมัยนั้นยังไม่มีรถไฟความเร็วสูง ขึ้นรถไฟทีนึงก็อาจจะกินเวลาหลายวัน
ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้ว พอถึงช่วงปิดเทอม ก็จะเป็นเฉียวอวี้ที่พาเซี่ยเข่อเข่อไปทำตัวเป็นเจ้าถิ่นในหมู่บ้าน
เฉียวอวี้คุ้นเคยกับสายตาเทิดทูนบูชาอันไร้ขีดจำกัดที่เซี่ยเข่อเข่อมองเขาตอนเด็กๆ มานานแล้ว น่าเสียดายที่ตั้งแต่ขึ้นประถมหก ยัยหนูนี่ก็ไม่เชื่อฟังเหมือนตอนเด็กๆ อีก อย่างเช่นตอนนี้ถ้าให้ยัยหนูนี่เรียกว่าพ่อ เธอไม่เพียงแต่จะไม่เรียก แต่ยังจะหาทางชกเฉียวอวี้สักหมัดด้วยซ้ำ
…
'ไม่เป็นไร อาจจะเป็นเพราะเธอเพิ่งเคยเข้าร่วมการแข่งขันแบบนี้เป็นครั้งแรกเลยตื่นเต้นเกินไป แถมยังไม่ผ่านการเรียนรู้มาอย่างเป็นระบบ โจทย์แบบผสมผสานบางข้อก็ยากจริงๆ นั่นแหละ เธออย่าเพิ่งท้อนะ ปีนี้ไม่ได้ ปีหน้าต้องได้แน่ๆ แต่เดือนมิถุนายนปีหน้าเธอคงกำลังเตรียมตัวสอบ IMO อยู่ พยายามเข้านะ!'
เฉียวอวี้มองข้อความปลอบใจจากคนดีศรีสังคมในโทรศัพท์มือถือ ไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปว่าอะไรดี หางตาพลันเหลือบไปเห็นเซี่ยเข่อเข่อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังจ้องโทรศัพท์ของเขาอยู่ จึงตัดสินใจเก็บโทรศัพท์กลับเข้าไปในกระเป๋า
ไม่อย่างนั้นยัยหนูนี่อาจจะหาเรื่องแย่งโทรศัพท์ไปอีกแน่ๆ
"ใครเหรอ"
"คนดีศรีสังคมน่ะ"
"อาจารย์หลานคนนั้นเหรอ วันหยุดเขามาหาพี่ทำไม"
"เขารู้ว่าฉันสมัครสอบแข่งขันเสี่ยวหลี่ปาปา ก็เลยมาถามผลการเรียนน่ะ"
"งั้นถ้ารู้ว่าพี่สอบเข้ารอบชิงได้เขาต้องดีใจมากแน่ๆ เลยใช่ไหม"
ได้ยินดังนั้น เฉียวอวี้ก็ปรายตามองเซี่ยเข่อเข่ออย่างเหยียดๆ พลางเอ่ยว่า "เด็กๆ เท่านั้นแหละที่เจอใครก็เอาแต่คุยโวโอ้อวดว่าตัวเองยอดเยี่ยม ผู้ใหญ่เขารู้จักถ่อมตนเข้าใจไหม ถ่อมตน! นกที่โผล่หัวออกมาย่อมโดนยิงก่อน เข้าใจหรือเปล่า"
"แล้วเมื่อกี้พี่ยัง... เฉียวอวี้ พี่ด่าว่าฉันไม่ใช่คนเหรอ ฉันจะฟ้องคุณน้าเฉียว!" เซี่ยเข่อเข่อโกรธขึ้นมาทันที ใบหน้าเล็กๆ ยับยู่ยี่ไปหมด
เฉียวอวี้รู้สึกโล่งใจนิดหน่อย สมกับที่เป็นยัยหนูที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก อย่างน้อยก็ปฏิกิริยาไว เร็วกว่าเจ้าโจวซวงนั่นตั้งสามหมื่นหกพันวินาทีเป็นอย่างต่ำ แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะโต้กลับไปอย่างมีเหตุผล "เธอโง่หรือเปล่า ฉันด่าว่าเธอไม่ใช่คนเหรอ ฉันกำลังเน้นย้ำว่าเธอคือคนกันเองต่างหาก! ใครเขาถ่อมตัวต่อหน้าคนในครอบครัวตัวเองบ้างล่ะ"
พูดจบ เฉียวอวี้ถึงขั้นกลอกตาบน แต่วิธีนี้กลับได้ผลชะงัด ยัยหนูฝั่งตรงข้ามไม่เพียงแต่หายโกรธทันที ทว่าแก้มยังแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย
เมื่อวานเมืองดาราฝนตกหนักอีกระลอก แต่วันนี้อากาศกลับแจ่มใส อุณหภูมิพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที เขายังมองเห็นหยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ซึมออกมาบนผิวอันเนียนละเอียดบริเวณหน้าผากของเซี่ยเข่อเข่อได้อย่างชัดเจน...
แย่แล้ว ยัยหนูนี่คงไม่ได้เป็นพวกอ่อนไหวง่าย แล้วคิดว่าเขากำลังพูดจาเกี้ยวพาราสีอยู่หรอกนะ
ดังนั้นเฉียวอวี้จึงตีหน้าขรึม แล้วเสริมไปว่า "ก็อย่างเช่น เธอคิดว่าฉันจะถ่อมตัวต่อหน้าแม่ฉันไหมล่ะ"
ความหมายที่เขาอยากจะสื่อคือ เขามองว่าเพื่อนร่วมชั้นเซี่ยเข่อเข่อเป็นเหมือนคนในครอบครัว แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะเข้าใจผิดไป จึงไม่ได้โต้กลับเขาอย่างดุเดือดเหมือนปกติ แถมยังไม่พูดอะไร เอาแต่ซู้ดเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปากคำเล็กๆ แสร้งทำตัวเป็นกุลสตรีผู้เพียบพร้อม
ไม่มีทางอธิบายให้ชัดเจนไปกว่านี้ได้แล้ว
พูดตามตรง เฉียวอวี้เองก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าในหัวเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์แสนกลนั้นวันๆ คิดอะไรอยู่ และยิ่งไม่กล้ามองท่าทางเซ่อซ่าของยัยหนูนี่ด้วย เขาจึงตัดสินใจกินก๋วยเตี๋ยวคำโตๆ พอกินหมดในพริบตา ก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาอีกครั้ง
คนดีศรีสังคมในวีแชตเห็นว่าเขาไม่ตอบ ก็เลยส่งข้อความยืดยาวมาอีกสองประโยค
'อย่าเพิ่งท้อแท้เด็ดขาด และอย่าล้มเลิกความตั้งใจที่จะไขว่คว้าคณิตศาสตร์ด้วย เส้นทางคณิตศาสตร์ถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องเดินยาก ความพ่ายแพ้ในตอนนี้ก็แค่เพื่อให้เธอสามารถเดินได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้นในอนาคต!'
'ขอแค่เธอเชื่อมั่นในพรสวรรค์ของตัวเอง อนาคตเธอต้องประสบความสำเร็จแน่นอน! ครูเอาชื่อเสียงที่สอนหนังสือมาเกือบสิบปีเป็นประกันเลย'
โชคดีที่หลานเจี๋ยไม่ได้ส่งประโยคที่สามมา ไม่อย่างนั้นเขาคงซาบซึ้งใจกับสปิริตของคนดีศรีสังคมที่รักลูกศิษย์เหมือนลูกแน่ๆ จริงๆ นะ โชคดีที่ยังขาดไปอีกนิดเดียว
คราวนี้หลังจากไตร่ตรองในหัวอย่างถี่ถ้วน เฉียวอวี้ก็ตอบกลับไปว่า 'วางใจเถอะครับอาจารย์หลาน ผมมีแผนระยะยาวอยู่แล้ว ถึงข้อสอบแข่งขันคณิตศาสตร์ของเครือเสี่ยวหลี่จะยากไปหน่อย แต่ข้อสอบ IMO ที่อาจารย์ให้มาค่อนข้างง่ายเลย วันนี้ผมจะใช้หนังสือแบบฝึกหัดที่อาจารย์ให้มาเรียกความมั่นใจกลับคืนมาครับ'
พิมพ์ประโยคนี้จบเฉียวอวี้ยังไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ จึงแถมอีโมจิเบ่งกล้ามไปให้อีกสามตัว
"พี่ ฉันอิ่มแล้ว"
"อ้อ งั้นไปกันเถอะ"
เขาลุกขึ้นยืน จ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างเท่ๆ แล้วเดินออกจากร้านก๋วยเตี๋ยว สัมผัสถึงความอบอุ่นของแสงแดดที่โลมไล้ร่างกาย เฉียวอวี้บิดขี้เกียจชุดใหญ่ หางตาชำเลืองเห็นยัยหนูข้างกายกำลังแอบมองเขาก็พลันรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
ในที่สุดก็หาความรู้สึกตอนพายัยหนูนี่ไปทำตัวเป็นเจ้าถิ่นในหมู่บ้านกลับมาได้แล้ว น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือ พวกเด็กเมื่อวานซืนที่เคยกล้ามาท้าทายพวกเขา ตอนนี้ต่างก็ไม่ได้มาเตร็ดเตร่ในหมู่บ้านกันแล้ว
เฉียวอวี้รู้สึกว่าเรื่องที่บัดซบที่สุดในโลกนี้ก็คือ ยิ่งคนเราอายุมากขึ้น ความสุขที่เรียบง่ายก็ยิ่งลดลง วิธีการได้รับความสุขก็ยิ่งซับซ้อน และยิ่งเปลืองเงินมากขึ้น
ยากจังโว้ย!
"พี่ หรือว่าฉันจะสมัครเข้าโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งบ้างดี"
ประโยคที่ลอยเข้าหูมานี้ทำให้เฉียวอวี้สะดุ้งเฮือก อีกไม่กี่วันก็จะถึงการสอบเข้ามัธยมปลายแล้ว เขาไม่อยากให้ฤดูร้อนนี้ สหายเหล่าเซี่ยถือมีดอีโต้บุกมาสู้ตายกับเขาที่ชั้นล่างหรอกนะ
"ล้อเล่นน่า! เธอจะเข้าโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งเนี่ยนะ ในอนาคตฉันคือผู้ชายที่จะต้องเข้ามหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งเชียวนะ! โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งเปิดมาตั้งหลายปี ยังไม่เคยมีนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้เลยสักคน! อืม จริงสิ อนาคตเธออยากจะเข้ามหาวิทยาลัยหัวชิง หรือมหาวิทยาลัยเยียนเป่ยล่ะ ช่วงนี้เธอลองกลับไปคิดดูให้ดีๆ ก่อน ไม่แน่ฉันอาจจะช่วยเธอไปสืบทางล่วงหน้าได้"
"อ้อ งั้นก็ได้!"







