ครึ่งก้านธูปต่อมา
อารามจันทราวารี
โรงครัว
แม่ชีในชุดนักบวชสีเขียว สีขาว และสีเหลืองรวมตัวกันอยู่เต็มไปหมด แม้กระทั่งแม่ชีสวมจีวรสีทองอย่างหัวหน้าแม่ชีฝึกยุทธ์ซือไท่ผู่จิ้งและหัวหน้าแม่ชีซือไท่ผู่หมิงก็ยังตกใจจนต้องมาดู
"เจ้าบอกว่าโจรผู้นั้นอ้างตัวว่ามาจากค่ายหมาป่าหิวโหย... ปืนใหญ่ทะยานฟ้าอย่างนั้นรึ?"
สำหรับฉายาโจรที่หยาบกระด้างอย่าง "ปืนใหญ่ทะยานฟ้า" นั้น ซือไท่ผู่หมิงผู้เป็นนักบวชรู้สึกกระดากปากที่จะพูดออกมา นางกวาดตามองถาดเต้าหู้และเข่งติ่มซำที่กระจัดกระจายอยู่แวบหนึ่ง แล้วจึงหันไปมองฮุ่ยซินเป็นลำดับสุดท้าย
"ใช่เจ้าค่ะ!" บาดแผลของฮุ่ยซินได้รับการทำแผลแล้ว ทว่าใบหน้ายังคงซีดเผือด "โจรผู้นั้นเรียกขานตนเองเช่นนี้จริงๆ และท่าทีก็มั่นใจมากด้วยเจ้าค่ะ"
"เจ้าบอกว่าเพลงดาบของเขารับมือยากมาก? แต่คนผู้นั้นยังไม่เข้าสู่ระดับขั้นใดเลย? ตอนที่เอาชนะเจ้าก็ไม่ได้ใช้วิชาลมปราณด้วยรึ?" ซือไท่ผู่หมิงถามอีกครั้ง
"ใช่เจ้าค่ะ!" แววตาของฮุ่ยซินเผยความหวาดหวั่นออกมาสายหนึ่ง นางกล่าวคล้ายยังไม่หายตระหนก "เพลงดาบไปถึงขั้นหลอมรวมแล้ว แต่ระดับพลังยังไม่เข้าขั้นใดเลยอย่างแน่นอน ทั้งยังไม่ได้ใช้วิชาลมปราณ แต่กลับเอาชนะข้าได้ในกระบวนท่าเดียวเจ้าค่ะ!"
ซือไท่ผู่หมิงหันไปมองซือไท่ผู่จิ้งที่อยู่ด้านข้างเพื่อขอคำอธิบาย การสูญเสียอาหารไปเล็กน้อยในอารามไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หัวขโมยที่แปลกประหลาดและน่ากลัวเช่นนี้ สมควรที่จะต้องระมัดระวังให้มาก
"เพลงดาบทุกแขนงล้วนมีเจตจำนงหกระดับ ได้แก่ ขั้นแรกเริ่ม ขั้นสัมฤทธิ์ผลเล็ก ขั้นสัมฤทธิ์ผลใหญ่ ขั้นละเอียดอ่อน ขั้นหลอมรวม และขั้นเทวะ ผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมรวม คนและดาบจะรวมเป็นหนึ่ง ผู้ที่อยู่ในขั้นเทวะ จะสามารถเรียกเทพเรียกผีได้"
หัวหน้าแม่ชีฝึกยุทธ์ผู่จิ้งมีสีหน้าประหลาดใจ "วิชายุทธ์ในโลกนี้ฝึกฝนยากเย็นเพียงใด การฝึกกระบวนท่ายุทธ์แขนงหนึ่งให้ถึงขั้นสัมฤทธิ์ผลใหญ่นั้นไม่ยาก แต่หากคิดจะเข้าถึงขั้นละเอียดอ่อนไปจนถึงขั้นหลอมรวม หากไม่ใช่มุ่งฝึกเพียงวิชาเดียว หากไม่ใช้เวลาบ่มเพาะนานกว่าสามสิบปี หากไม่ใช่ผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเหนือผู้คน ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งในสามประการนี้ไปก็ย่อมไม่สำเร็จ!
ในเมื่อเป็นอัจฉริยะถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงยังไม่เข้าสู่ระดับขั้นใดเลยเล่า? ในเมื่อไม่มีวิชาลมปราณคอยหนุนเสริม เหตุใดจึงเอาชนะฮุ่ยซินที่อยู่ขั้นเก้าได้ในดาบเดียวเล่า? คำกล่าวนี้ไม่สมเหตุสมผลนัก!"
"ท่านอาจารย์ ศิษย์มิกล้ากล่าววาจาเหลวไหล เรื่องนี้เป็นความจริงทุกประการเจ้าค่ะ" ฮุ่ยซินรู้สึกน้อยใจอยู่บ้าง ตนถูกเอาชนะอย่างหมดจดงดงามชัดๆ
"ผินหนีขอถามเจ้าหน่อย" ซือไท่ผู่จิ้งกล่าวเสียงขรึม "เพลงดาบนั้นมีชื่อว่ากระไร คนผู้นั้นได้เปิดเผยเบาะแสใดหรือไม่?"
เพลงดาบในยุทธภพที่บรรลุถึงขั้นหลอมรวม ไม่มีวิชาใดเลยที่ไร้ชื่อเสียง ล้วนแต่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วสารทิศ
"...ข้าเคยถามแล้ว คนผู้นั้นบอก... บอกว่าเป็นเพลงดาบที่หยาบคายปลิ้นปล้อนราวกับสุนัขเจ้าค่ะ" ฮุ่ยซินตอบตามตรง
กลุ่มแม่ชีกะพริบตาอย่างงุนงง นี่มันใช่เพลงดาบที่ปกติแน่หรือ?
ซือไท่ผู่จิ้งก็ชะงักไปเช่นกัน "คนผู้นั้นอายุราวๆ เท่าใด?"
ฮุ่ยซินครุ่นคิดอย่างจริงจัง จนกระทั่งตอนนี้นางถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ "โจรผู้นั้น มีเส้นผมสีดำขลับยาวสยายถึงเอว นัยน์ตาทอประกายสดใส น้ำเสียงกังวานใส คงจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีเท่านั้นเจ้าค่ะ!"
"เหลวไหล! เหลวไหลสิ้นดี!"
ซือไท่ผู่จิ้งตวาดเสียงหลง เรื่องนี้มันทำลายความรู้ความเข้าใจเรื่องการฝึกยุทธ์มาหลายสิบปีของนางจนหมดสิ้น จะให้นางเชื่อได้อย่างไร?
ดวงตาของฮุ่ยซินแดงเรื่อ นางก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไร
"คนผู้นี้ไม่ใช่โจรจากค่ายหมาป่าหิวโหยอย่างแน่นอน!" จู่ๆ ซือไท่ผู่หมิงก็เอ่ยขึ้น
บรรดาแม่ชีหันไปมอง เห็นเพียงซือไท่ผู่หมิงเดินไปที่โต๊ะ หยิบกระดาษแผ่นเล็กที่มีลายมืออัปลักษณ์แผ่นนั้นขึ้นมา แล้วอ่านออกเสียงเบาๆ ว่า
"นั่งกรรมฐานจาริกพ้นธุลีโลก ไร้ขวดบาตรพกพาติดตัวไป พบผู้คนไม่เอ่ยเรื่องทางโลก ย่อมเป็นผู้ไร้เรื่องในโลกหล้า ซือไท่ยอม... ยอมตามใจอาตมาเถอะ?"
ทั้งห้องเงียบกริบดุจไร้สรรพเสียง บทกวีนี้... ท่อนแรกๆ ก็ดีอยู่หรอก แต่ท่อนหลังดูเหมือนจะไม่ค่อยปกติเท่าไหร่นัก
"ยอดเยี่ยม! ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!"
มีเพียงแม่ชีชรานางหนึ่งที่ถูกกระตุ้นสายใยแห่งจิตใจ นางตื่นเต้นเป็นล้นพ้น "บทกวีทั้งบทแม้จะไม่ได้กล่าวถึงคำว่าฌานแม้แต่ครึ่งคำ แต่ตลอดทั้งบทกลับเต็มไปด้วยถ้อยคำแห่งธรรมะ มีใจมุ่งสู่ธรรม ไม่แปดเปื้อนผลแห่งโลกีย์ โปรดเวไนยสัตว์ กล้าตัดสลัดกรรมทางโลก การหลุดพ้นและการเวียนว่ายปรากฏชัดเจน อมิตตาพุทธ คนผู้นี้ต้องเป็นพระเถระผู้บรรลุธรรมอย่างแน่นอน!"
แม่ชีทั้งห้องต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
นี่ดูเหมือนจะยิ่งเหลวไหลหนักเข้าไปอีก ยังไม่เข้าขั้น เพลงดาบขั้นหลอมรวม เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปี พระเถระชั้นผู้ใหญ่เนี่ยนะ?
ใช่คนหรือไม่?
และอีกอย่าง ประโยคสุดท้ายที่ว่า "ซือไท่ยอมตามใจอาตมาเถอะ" นั่นมันเป็นคำหยาบโลนชัดๆ
"โจรผู้นี้ไม่ใช่พวกโจรภูเขาหรอก พวกโจรโฉดไม่มีทางมีฝีมือทางอักษรและวรยุทธ์เช่นนี้เป็นแน่ คาดว่าคงจะเป็นบัณฑิตคนใดคนหนึ่งของหอสารทสถาน ที่ปลอมแปลงฐานะเพื่อสร้างความสับสน นึกไม่ถึงว่าการจงใจเขียนตัวหนังสือให้อัปลักษณ์ กลับกลายเป็นความผิดพลาด เผยไต๋ให้จับได้เสียเอง!"
ซือไท่ผู่หมิงพนมมือเข้าหากัน และกล่าวสรุป "หอสารทสถานถึงกับมีคนรุ่นหลังที่โดดเด่นล้ำเลิศถึงเพียงนี้ หอสารทสถานสมควรจะรุ่งเรืองแล้ว สมควรแจ้งให้เจ้าอารามทราบ เพื่อจะได้ไปพบปะกับเจ้าหอสารทสถานสักครา!"
"ประเสริฐ!" บรรดาแม่ชีพนมมือ
แม่ชีฮุ่ยซินงุนงงไปหมดแล้ว!
สรุปแล้วคนพรรค์นี้จะมาขโมยของกินในอารามของเราไปทำไมกัน?
......
หมั่นโถว ซาลาเปาไส้ผัก เต้าหู้ และของอื่นๆ ที่ถูกบดขยี้จนเสียรูปทรง ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่บนโต๊ะที่ฝุ่นเขรอะ
ปริมาณมาก และเพียงพอ!
ชุยอิงเอ๋อร์ หวงต้ากุ้ย และโจรภูเขารวมห้าคน ยืนเรียงแถวหน้ากระดานด้วยสีหน้างุนงง
ต่อให้พวกเขาคิดจนหัวแทบแตกก็คิดไม่ออกว่า ประมุขใหญ่น้อยทำได้อย่างไร?
กลุ่มแม่ชีฝึกยุทธ์พิทักษ์อารามจันทราวารีหน้าตาดุร้ายที่มองพวกโจรภูเขาเป็นเหมือนแมลงน่ารังเกียจ หละหลวมถึงเพียงนี้เชียวหรือ? เป็นไปไม่ได้หรอกกระมัง? พวกแม่ชีที่กลางวันไม่มีอะไรทำ กลางคืนก็ไม่มีอะไรทำน่ะ มีเรี่ยวแรงเหลือเฟือจะตายไป
เมื่อหันกลับไปมองสีหน้าที่กำลังครุ่นคิดเจือความไม่แยแสของประมุขใหญ่น้อย ความคิดอันกล้าบ้าบิ่นก็ผุดขึ้นมาในหัว...
ต้องมีเรื่องชู้สาวแน่!
ประมุขใหญ่น้อยเกิดมาหน้าตาหล่อเหลา ยากจะรับประกันได้ว่าจะไม่ไปเจอแม่ชีสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่ยังตัดกิเลสไม่ขาด พอทั้งสองฝ่ายที่เป็นดั่งฟืนแห้งมาเจอกับไฟกองโต ก็ลุกโชนลามเลีย พัวพันกันนัวเนีย
มิน่าล่ะประมุขใหญ่น้อยถึงยืนกรานจะไปคนเดียว!
สมเหตุสมผล!
ดังนั้นสายตาที่มองไปยังประมุขใหญ่น้อย จึงยิ่งทวีความแปลกประหลาดมากขึ้น
ซินจั๋วนั่งอยู่บนแผ่นหิน กอดอก ก้มหน้ามองมดขนย้ายรัง ความคิดล่องลอยกลับไปที่การประมือกับแม่ชีฮุ่ยซินเมื่อครู่นี้
แม่ชีคนนั้นรำดาบได้ดีทีเดียว แต่ดูเหมือนจะมองกระบวนท่าของเขาไม่ออก ทั้งยังแฝงแววเหยียดหยามและดูแคลนอยู่หลายส่วน? ผลก็คือถูกเขาโค่นลงด้วยกระบวนท่าเดียว
หรือพูดอีกอย่างก็คือ คนบนโลกใบนี้ยังไม่เคยเจอ [เพลงดาบที่หยาบคายปลิ้นปล้อนราวกับสุนัข] ของข้ามาก่อนงั้นรึ?
เป็นเพลงดาบนอกกระแสหรือ?
ซาลาเปา หมั่นโถว และเต้าหู้ถูกจับต้มรวมกันในหม้อเดียว เติมเกลือเม็ดกับฮวาเจียวลงไปเล็กน้อย กลับอร่อยอย่างเหลือเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้น เช้าวันนี้พวกโจรภูเขาค่ายหมาป่าหิวโหยก็ไม่ได้ออกไปปล้นชิงที่ใด จึงเพิ่มอารมณ์สุนทรีย์ในการล้อมวงกินอาหารขึ้นมาอีกหลายส่วน
กลุ่มโจรทั้งห้าคนถือชามใบใหญ่คนละใบ นั่งกันอยู่เต็มลาน เสียงซูดซาดดังไม่ขาดหู พวกเขากินไปพลางลอบมองซินจั๋วไปพลางเป็นระยะ ในหัวมีภาพจินตนาการ ในดวงตามีประกายวิบวับ
ซินจั๋วถือชามใบเล็ก จิบเบาๆ คำหนึ่ง เมื่อมองดูท่าทางของพวกโจร ในหัวก็ผุดภาพเหตุการณ์สุดคลาสสิกของป้าๆ หน้าหมู่บ้านในบ้านเกิดชาติก่อน ที่ชอบเป็นเดือดเป็นร้อนกับความปรองดองในครอบครัวของคนอื่นขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
มารยาทการกินของชุยอิงเอ๋อร์นั้นดูดีกว่ามาก เวลานี้นางมองซินจั๋วด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาความหมาย ก่อนจะเอ่ยปากถาม "ประมุขใหญ่ เหตุใดท่านจึงไม่กินเล่า?"
กินจนอิ่มเกินไป ไม่หิวแล้ว แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไป
"การใช้ชีวิตจำเป็นต้องมีพิธีรีตอง ค่อยๆ กินเถอะ!" ซินจั๋วกล่าวเช่นนี้
"พิธีรีตอง?"
คำศัพท์ใหม่คำนี้ลึกซึ้งเกินกว่าความรู้ของพวกโจรภูเขาจะเข้าถึง
ประมุขสามหวงต้ากุ้ยปาดคราบเต้าหู้บนหนวดเครา "ก็คือความสุภาพชนแบบที่พวกนายท่านผู้สูงศักดิ์เขาพูดกันน่ะรึ? ให้ตายเถอะ ยอดไปเลย ประมุขใหญ่เป็นคนมีความสามารถ อนาคตคงจะได้เป็นใหญ่เป็นโตแน่ แต่ทว่า..."
"แต่ทว่า เรื่องบางเรื่องทำครั้งเดียวได้แต่ทำซ้ำสองไม่ได้..." ประมุขสี่ไป๋เจียนซี่ยกมือที่ถือตะเกียบขึ้นมากรีดกรายนิ้วมือ "มันเสื่อมเสียศีลธรรมเกินไป หากวันหน้าพวกเราไปอยู่ปรโลก จะอธิบายกับประมุขใหญ่คนก่อนได้อย่างไร? วันข้างหน้าหากได้ดีแล้ว ต้องไปสู่ขอคุณหนูตระกูลร่ำรวยมาเป็นภรรยาให้ประมุขใหญ่ถึงจะถูก ไม่มีใครเข้าใจคุณหนูพวกนั้นได้ดีไปกว่าข้าอีกแล้ว พวกนางชุ่มชื่นกว่าแม่ชีน้อยเป็นไหนๆ"
ซินจั๋วฟังไม่เข้าใจ แต่ก็ปฏิเสธที่จะคุยเรื่องนี้ต่อ
การที่โจรภูเขาจะได้เป็นใหญ่เป็นโต เกรงว่าคงมีแต่ต้องตีชิงแผ่นดินเท่านั้น ขอแค่ไม่ถูกใครฆ่าล้างบางไปกลางทางเสียก่อนก็ดีถมถืดแล้ว
คุณหนูตระกูลร่ำรวย? "ตระกูลร่ำรวย" ที่ว่านั่น หวังว่าจะไม่ใช่ชื่อหอนางโลมหรอกนะ
......
ชีวิตของโจรภูเขานั้นแห้งแล้งและน่าเบื่อหน่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่สามารถลงเขาไปปล้นชิง เพื่อแสวงหาความตื่นเต้นและผลเก็บเกี่ยวชั่วครั้งชั่วคราวได้
ซินจั๋วผู้เบื่อหน่ายจนแทบขาดใจ ในใจยังคงพะวงถึงสถานการณ์ของวิญญาณสังเวยทั้งห้าตนในบ่อชมจันทร์ที่กำลังฝึกฝนคัมภีร์ลับ แต่ก็ทำได้เพียงรอให้ถึงตอนกลางคืนยามที่พระจันทร์ลอยเด่นขึ้นมาเท่านั้น
ช่วงบ่ายถึงตาของหวงต้ากุ้ยและชุยอิงเอ๋อร์ลงเขาไปเฝ้ายาม ส่วนพวกหานชีเหนียงทั้งสามคนได้พักผ่อน
ซินจั๋วคิดว่าจะนอนพักอีกสักหน่อย แต่เพิ่งจะเดินไปถึงข้างเก้าอี้ไม้ไผ่สานตัวนั้น ก็ได้ยินเสียงร้องประหลาดที่บาดหูดังแว่วมาจากที่ไกลๆ "ซัดมันให้หมอบ ฆ่ามันซะ!"
นี่มัน?
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบสนอง สองพี่น้องไป๋เจียนซี่กับหานชีเหนียงก็หิ้วอาวุธพุ่งพรวดออกไปแล้ว
"ไอ้พวกชาติหมา มันมากันอีกแล้ว คนไม่น้อยเลยด้วย!"







