ฐานะคืออะไร?
ฐานะคือการกำหนดตำแหน่งทางสังคมของผู้อื่นและของตนเอง
บางครั้งขอเพียงผู้อื่นและตนเองยอมรับ ก็สามารถปลอมแปลงหรือกระทั่งกลายเป็นฐานะนั้นได้
อย่างเช่น นักเรียนใส่เครื่องแบบหลายคนเรียกคนเดินถนนคนหนึ่งว่าอาจารย์ ในสายตาคนนอก คนเดินถนนคนนั้นก็คืออาจารย์ของโรงเรียน
หรืออย่างนักแสดงชื่อดังสองคนในรายการสัมภาษณ์ต่างเรียกคนคนหนึ่งว่าผู้กำกับ ผู้ชมรายการก็จะคิดว่าคนคนนั้นคือผู้กำกับ
ในละครฉากนี้ที่หวังหยางเป็นผู้กำกับ หลิวเจาและแม่นางสี่เซี่ยต่างก็เป็นนักแสดงชื่อดัง ที่ร่วมกันเป็นพยานให้กับผู้กำกับนิรนามอย่างหวังหยาง
นี่น่าเชื่อถือกว่าตอนที่หวังหยางถูกทหารของเฮยฮั่นล้อมไว้ในป่า แล้วต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยคำพูดของตัวเองตั้งเยอะ
หวังหยางแค่นเสียงเย็นชา “เลิกเล่นลูกไม้นี้ได้แล้ว! เจ้าแอบติดต่ออ๋องจิ้งหลิง ใส่ร้ายท่านอาของข้า ”
“ข้าน้อยขอเอาชีวิตเป็นประกันว่าไม่มีเรื่องเช่นนี้เด็ดขาด! ขอคุณชายหวังโปรดพิจารณา!” เจียวเจิ้งเสียงดังกังวาน เผยให้เห็นถึงบุคลิกของชายชาติทหารอยู่บ้าง
หวังหยางเผยสีหน้าคลางแคลงใจ พึมพำกับตัวเอง “เป็นไปไม่ได้นี่นา เห็นบอกชัดเจนว่าแซ่เจียวนี่......”
เจียวเจิ้งความคิดแล่นปลาบ รีบเอ่ยถาม “ขอเรียนถามคุณชาย ผู้ใดเป็นคนบอกคุณชายว่าเจียวเจิ้งผู้นี้แอบแจ้งอ๋องจิ้งหลิง ใส่ร้ายท่านอาของท่านขอรับ?”
“คือจิ้ง......” หวังหยางแสร้งทำเป็นเกือบหลุดปาก แต่ก็ทำท่างึกคิดได้ทันเวลา “เรื่องนี้จะไปบอกเจ้าได้อย่างไร?”
หรือว่าจะเป็นคนข้างกายอ๋องจิ้งหลิง?
แต่ถ้าเป็นคนข้างกายอ๋องจิ้งหลิง แล้วจะโยนความผิดเรื่องนี้มาให้ข้าได้อย่างไร?
หรือว่ามีคนคิดจะทำร้ายข้า?
“คุณชายหวัง ข้าน้อยเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อยตำแหน่งต่ำต้อย จะไปมีเส้นสายติดต่อกับอ๋องจิ้งหลิงได้อย่างไรขอรับ? ยิ่งไม่มีความกล้าพอที่จะไปใส่ร้ายท่านอาของท่านด้วย! ขอคุณชายโปรดพิจารณา คืนความบริสุทธิ์ให้ข้าน้อยด้วยเถิด!”
หวังหยางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะถาม “ขุนนางในเมืองจิงโจวที่แซ่เจียว นอกจากเจ้าแล้วยังมีใครอีกบ้าง?”
“เอ่อ......” เจียวเจิ้งถูกถามกะทันหันก็มีอาการมึนงงไปบ้าง ทำได้เพียงรีบเค้นสมอง ค้นหาความทรงจำไปพลางตอบไปพลาง
“ซูจั่วกรมมหาดไทยฝ่ายตะวันตกเจียวสวิน, ลู่ซื่อเจียวเหวินยาง, ฉงซื่อกรมจัดเก็บภาษีเจียว......เจียวฮว่ง? ไม่ใช่ ไม่ใช่เจียวฮว่ง เหมือนจะชื่อเจียวกวง?
ในจวนจู่ปู้ก็รู้สึกว่ามีคนแซ่เจียวอยู่คนหนึ่ง แล้วก็กองกำลังรักษาเมือง ที่นั่นก็มีตูฮู่แซ่เจียวอยู่ด้วย แล้วก็......ขุนนางเมืองจิงโจวมีมากเกินไป หากนับรวมเจ้าหน้าที่ระดับล่างในหน่วยงานต่างๆ เข้าไปด้วย ข้าน้อยก็รู้จักไม่หมดหรอกขอรับ!”
ก็เพราะว่ามีเยอะนี่แหละถึงได้ถามแก ฉันไม่เชื่อหรอกว่าหัวหน้าสำนักงานอย่างแกจะรู้จักคนในระบบการเมืองและการทหารทั้งหมด?
“หรือว่าชื่อซ้ำ? หรือที่บอกจะไม่ใช่ชื่อแต่เป็นชื่อรอง?” หวังหยางพึมพำด้วยระดับเสียงที่พอเหมาะพอเจาะ แล้วจึงถามขึ้นว่า
“เจียวเจิ้ง ชื่อรองของเจ้าคืออะไร?”
เจียวเจิ้งก้มหน้า “ข้าน้อยไม่มีชื่อรองขอรับ”
ชื่อกับชื่อรอง แต่คนส่วนใหญ่ในยุคนั้นมักจะมีแต่ชื่อไม่มีชื่อรอง
ในตอนนั้นคนที่สามารถตั้งชื่อรองได้ หากไม่ใช่ชนชั้นสูงผู้มีอำนาจ ก็ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้สืบทอดกันมาหรือมีวาสนาพิเศษ เจียวเจิ้งเกิดในครอบครัวชาวนาธรรมดา จะไปมีชื่อรองได้อย่างไร?
ต่อมาเมื่อได้เป็นขุนนางฝ่ายทหาร หูตาเริ่มกว้างไกลขึ้น แต่ก็ไม่กล้าตั้งชื่อรองให้ตัวเองอยู่ดี เพราะถึงตั้งไปก็มีแต่จะโดนคนหัวเราะเยาะ เหมือนกับที่เขาอิจฉารถเทียมวัวแบบที่พวกชนชั้นสูงนั่งกัน แต่ก็ไม่กล้าซื้อมาใช้นั่นแหละ
ความแตกต่างราวฟ้ากับเหวระหว่างชนชั้นสูงและสามัญชน ไม่ใช่เรื่องที่แค่พูดกันเล่นๆ
“ถ้าอย่างนั้น......ข้าคงเข้าใจผิดกระมัง? เดี๋ยวข้าไปตรวจสอบดูอีกทีก็แล้วกัน คนเมืองจิงโจวข้ายังไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตา เจ้าอย่าได้ถือสา ลาก่อน ไม่ต้องไปส่ง” หวังหยางเอ่ยขอโทษอย่างไม่มีความจริงใจเลยสักนิด เอามือไพล่หลัง หมุนตัวเตรียมจะเดินออกไป
เจียวเจิ้งจะยอมพลาดโอกาสผูกมิตรกับตระกูลหวังแห่งหลางหยาไปได้อย่างไร? สมองหมุนจี๋ คิดว่าทำอย่างไรถึงจะรั้งหวังหยางเอาไว้ได้ ทันใดนั้นก็เกิดความคิดสว่างวาบ ร้องเรียกขึ้นมา
“คุณชายโปรดรอก่อน! ในบ้านของข้าน้อยมีรายชื่อบันทึกขุนนางที่แซ่เดียวกันไว้ไม่น้อย เชิญคุณชายนั่งพักที่บ้านอันซอมซ่อของข้าน้อยสักครู่ รอข้าน้อยค้นหาชื่อขุนนางเหล่านั้นออกมา แล้วจะชี้ให้คุณชายดูทีละคนขอรับ”
พูดจบก็รีบเสริมขึ้นมาทันที “เสียเวลาคุณชายไม่นานหรอกขอรับ”
“ก็ได้” หวังหยางตกลงอย่าง "ฝืนใจ"
......
“เร็วเข้า! ให้พวกสาวใช้หน้าตาดีๆ เหล่านั้นออกไปให้หมด เปลี่ยนเอาพวกหน้าตาขี้เหร่เข้าไปปรนนิบัติ! ยิ่งขี้เหร่ยิ่งดี! ไปเรียกสาวใช้หน้าตาขี้เหร่ที่ทำงานจับกังอยู่ข้างนอกสองคนนั้นเข้ามาด้วย!”
“นายท่าน ท่านทำเช่นนี้มีเหตุผลอันใดหรือเจ้าคะ? ฐานะของคุณชายน้อยท่านนี้ช่าง ”
“สตรีอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร? เยียนเอ๋อร์ล่ะ? เยียนเอ๋อร์อยู่ที่ไหน? รีบให้เยียนเอ๋อร์เปลี่ยนชุดใหม่ แต่งหน้าแต่งตา แล้วออกมาพบแขกเร็วเข้า!”
“ไปบอกในครัวว่าอย่าทำพวกอาหารพื้นๆ อย่างเนื้อสัตว์ชิ้นโตปลาตัวโต คุณชายสูงศักดิ์แบบนี้มีอะไรบ้างที่ไม่เคยเห็น? ให้พวกเขางัดฝีมือเด็ดออกมา ทำอาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อ......ไม่ได้การๆ ข้าไปบอกพวกเขากับตัวเองดีกว่า”
จวนหลังใหญ่ทั้งหลังวุ่นวายกันขึ้นมาเพราะการมาเยือนของหวังหยาง
ในระหว่างนั้น ผู้คุ้มกันที่สะกดรอยตามสาวใช้ของตระกูลเซี่ยก็กลับมา ยืนยันว่าสาวใช้คนนั้นเป็นคนของจวนเซี่ยจริงๆ ความสงสัยสายสุดท้ายของเจียวเจิ้งจึงถูกปัดเป่าไปจนหมดสิ้น และยิ่งวุ่นวายอย่างกระตือรือร้นมากขึ้นไปอีก
......
“คุณชาย ข้าน้อยสมควรตายยิ่งนัก! ข้าน้อยจำได้แม่นว่าสมุดเล่มนั้นวางไว้ที่บ้าน แต่หาอย่างไรก็หาไม่เจอ เป็นไปได้ว่าอาจจะลืมไว้ที่ที่ทำการกรมทหาร ตอนนี้ที่ทำการปิดแล้ว เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เช้าข้าน้อยจะรีบไปเอามาให้ขอรับ!”
“คุณชาย พอดีถึงเวลาอาหารแล้ว ทานอาหารมื้อธรรมดาๆ ที่บ้านของข้าน้อยสักมื้อเถิดขอรับ!”
“ข้าน้อยรู้สึกไม่สบายใจ ขอคุณชายโปรดให้โอกาสข้าน้อยได้ไถ่โทษด้วยเถิดขอรับ!”
“คุณชาย เชิญทางนี้ขอรับ ระวังธรณีประตูด้วย”
......
หวังหยางมองดูเจียวเจิ้ง "แสดงละคร" ด้วยสายตาเย็นชา เรื่องราวดำเนินไปตามทิศทางที่เขาคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าทุกประการ
แน่นอนว่าเขาเองก็ไม่ได้คาดเดาได้ถูกไปเสียทุกเรื่อง อย่างเช่นทำไมสาวใช้บ้านสกุลเจียวถึงได้......พูดยากอธิบายลำบากแบบนี้ทุกคนเลย......
พอมองดูแบบนี้ ลูกสาวของเจียวเจิ้งนี่กลับถือว่าหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราเอาการ
ไม่สิ!
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสาวใช้พวกนี้ จะเรียกว่าแค่จิ้มลิ้มพริ้มเพราได้อย่างไร ต้องเรียกว่าสาวงามเลยต่างหาก!
......
ต้องยอมรับเลยว่า อาหารบ้านของเจียวเจิ้งทำออกมาได้ไม่เลวเลยจริงๆ โดยเฉพาะเมนู "เป็ดทอด" กับ "ปลาขาวหมักย่าง" สีสันน่ารับประทาน กลิ่นหอมฉุย แค่เห็นก็ทำเอาน้ำลายสอ ต่อให้เอาไปวางในร้านอาหารสมัยใหม่ก็ถือเป็นเมนูเด็ดประจำร้านได้สบายๆ
หลายคนคิดว่า เมื่อไม่มีเครื่องปรุงรสสมัยใหม่อย่างผงชูรส อาหารยุคโบราณจะต้องจืดชืดไร้รสชาติแน่ๆ แต่ความจริงแล้ววัฒนธรรมอาหารจีนนั้นมีรากฐานลึกซึ้ง ความละเอียดอ่อนของรสชาติล้วนผ่านการศึกษาค้นคว้ามาอย่างพิถีพิถัน
ยกตัวอย่างเมนู "ปลาขาวหมักย่าง" นี้ ถึงแม้จะไม่มีผงชูรสหรือซอสหอยนางรม แต่มันใช้น้ำส้มสายชู น้ำจิ้มปลาสูตรลับ แตงกวาดองเปรี้ยว (สมัยนั้นเรียกว่า "กวาจวี") ต้นหอม ขิง และส้มเป็นเครื่องปรุงรสในการหมัก พอถึงตอนย่างจนสุกครึ่งหนึ่ง ก็ยังต้องทาด้วยเหล้าหมัก และน้ำปลาผสมเต้าเจี้ยวอีกด้วย
น่าเสียดายที่หวังหยางต้องคีพลุค ก็เลยทำแค่คีบกินพอเป็นพิธี ไม่เช่นนั้นถ้าได้ข้าวสวยสักถ้วยมากินคู่กับกับข้าวพวกนี้ล่ะก็ รับรองว่ากินเพลินแน่นอน
ระหว่างงานเลี้ยง บ่าวรับใช้เข้ามารายงานว่าพ่อบ้านเหอจากสำนักศึกษาประจำจวิ้นพาคนคนหนึ่งมา บอกว่าจะเอาพัดมาส่งให้คุณชายหวัง
หวังหยางให้พาดคนมาที่ห้องอาหารโดยตรง แล้วพูดกับเจียวเจิ้งว่า “ข้าสั่งทำของเล่นแปลกใหม่ชิ้นหนึ่ง รับรองว่าเจ้าไม่เคยเห็นมาก่อน”
พอได้พัดมาอยู่ในมือ หวังหยางก็กางพัดพับออก เห็นเพียงด้ามพัดสีดำสนิท หน้าพัดขาวราวหิมะ โครงสร้างโดยละเอียดก็เหมือนกับที่เขากำชับไว้ก่อนหน้านี้ทุกประการ ถูกใจเขายิ่งนัก หุบพัดแล้วพูดว่า
“ดีมาก ให้ทำตามนี้เลย ภายในหกวัน ทำออกมาให้ได้สามสิบเล่ม ถึงเวลาค่อยคิดเงินทีเดียว ขอเพียงคุณภาพเหมือนเดิมทุกประการ ย่อมไม่ขาดประโยชน์ของเจ้าแน่”
เถ้าแก่ร้านพัดเดิมทีเตรียมจะขอเรียกเก็บเงินมัดจำ แต่พอเห็นความโอ่อ่าของสำนักศึกษาประจำจวิ้นและจวนหลังใหญ่นี้ ประกอบกับได้ยินจากปากของพ่อบ้านเหอว่า ท่านผู้นี้คือคุณชายแห่งตระกูลหวังแห่งหลางหยา และจวนแห่งนี้ก็เป็นจวนของขุนนางฝ่ายทหารภายนอก บวกกับครั้งที่แล้วหวังหยางใช้จ่ายอย่างมือเติบ จึงไม่ได้เอ่ยปากขอเงินมัดจำ แต่กลับตบหน้าอกรับประกันว่า จะต้องทำให้คุณชายหวังพอใจอย่างแน่นอน
หวังหยางเห็นเถ้าแก่ "รู้ความ" จึงให้บ่าวรับใช้จวนเจียวพาเขาลงไปดื่มสุราสักจอก และตกรางวัลเป็นอาหารอีกสักหน่อย
บ่าวรับใช้ไม่กล้าตัดสินใจเอง จึงหันไปมองเจียวเจิ้ง เจียวเจิ้งก็ตวาดขึ้นทันที “ไอ้ระยำ! คุณชายหวังสั่ง ยังไม่รีบทำตามอีก!”







