ดังนั้นเถ้าแก่ร้านพัดแม้จะยังไม่ได้รับเงินมัดจำ แต่ก็อาศัยบารมีของหวังหยาง ได้กินอาหารมื้ออร่อยที่จวนของขุนนางฝ่ายทหารภายนอกอย่างอิ่มหนำสำราญ
เจียวเยียน บุตรสาวของเจียวเจิ้งกะพริบตา เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า
"คุณชาย พัดแบบนี้เยียนเอ๋อร์ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยเจ้าค่ะ ดูเหมือนจะทำจากกระดาษหรือเจ้าคะ? ไม่กลัวพังหรือเจ้าคะ? การพับเปิดปิดเช่นนี้มีประโยชน์พิเศษอันใดหรือเจ้าคะ? ให้เยียนเอ๋อร์ขอยืมดูหน่อยได้ไหมเจ้าคะ?"
หวังหยางตอบ "ทำมาไว้เล่นๆ น่ะ หากเจ้าชอบ วันหน้าจะมอบให้เจ้าสักเล่ม"
ปากแม้จะกล่าวเช่นนั้น ทว่าพัดกระดาษในมือกลับไม่ได้ส่งให้เจียวเยียนดู
เจียวเยียนเห็นหวังหยางไม่ให้ ก็มิกล้าตอแยอีก
ส่วนเจียวเจิ้งยิ่งปักใจเชื่อว่าหวังหยางเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ผู้รักสนุก ชอบของแปลกใหม่น่าสนใจ ในใจลอบขบคิดว่าวันหน้าควรจะประจบเอาใจหวังหยางอย่างไรดี
จอกสุราผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างครึกครื้น
ครอบครัวเจียวเจิ้งออกแรงประจบสอพลออย่างเต็มที่ คอยคะยั้นคะยอให้ดื่มสุราคีบอาหาร หวังหยางตอนแรกวางตัวเย็นชาสูงส่ง แต่พอดื่มไปได้หลายจอกก็เริ่มพูดคุยหัวเราะอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ
ไม่นานนัก ก็มีคนมาขอพบหวังหยางอีก ครั้งนี้นำกระดาษแผ่นเล็กๆ มาส่งให้เขา
หวังหยางมองกระดาษแผ่นนั้น สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เอ่ยถามเจียวเจิ้งว่า "เฒ่าเจียว ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นขุนนางอะไรนะ?"
"ข้าน้อยดำรงตำแหน่งขุนนางฝ่ายทหารภายนอกขอรับ" เจียวเจิ้งรีบตอบรับ
"อ้อ ใช่ แล้วการจัดกำลังพลและการโยกย้ายทหารรักษาการณ์นอกเมืองอยู่ในความดูแลของเจ้าใช่หรือไม่"
"ขอรับ ข้าน้อยมีส่วนร่วมในการจัดการกิจการทหารภายนอกจวน การโยกย้ายทหารรักษาการณ์นับเป็นหนึ่งในหน้าที่ของข้าน้อยขอรับ"
"ตกลง เช่นนั้นข้าขอวานเจ้าทำเรื่องหนึ่ง..."
เจียวเจิ้งกล่าวทันที "คุณชายโปรดสั่งการได้เลยขอรับ ตราบใดที่ข้าน้อยทำได้ ย่อมต้องทุ่มเทสุดกำลัง!"
หวังหยางแสร้งทำเป็นมองกระดาษแผ่นนั้นอีกครั้ง จากนั้นจึงหันไปมองเจียวเจิ้ง พูดพลางสังเกตการเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของอีกฝ่าย
"ป้อมอาชวี กองกำลังหวงขุย หมวดที่สิบสอง มีครัวเรือนทหารคนหนึ่งชื่อเฮยฮั่น พรุ่งนี้เขาจะต้องถูกย้ายไปที่จวิ้นเทียนเหมิน ยกเลิกคำสั่งโยกย้ายนี้เสียเถอะ"
สีหน้าของเจียวเจิ้งแข็งค้างไปชั่วขณะ หวังหยางอยากจะจัดการเรื่องทหารรักษาการณ์คนใดเขาก็ทำให้ได้ทั้งนั้น แต่เหตุใดจึงต้องเป็นเฮยฮั่นคนนี้ด้วยเล่า?
เขากล่าวอย่างลำบากใจยิ่งนักว่า "คำสั่งโยกย้ายไปจวิ้นอื่นเช่นนี้ ทะเบียนทหารได้ถูกส่งไปที่จวิ้นอื่นแล้ว หากต้องการยกเลิกก็ยังต้องไปประสานงานกับจวิ้นนั้น ข้าน้อยเองก็จัดการได้ลำบากขอรับ"
หวังหยางสงสัยว่าคำพูดนี้ของเจียวเจิ้งเป็นเรื่องโกหก
มีข้อสงสัยอยู่สองประการ
ประการแรกคือการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของเจียวเจิ้งตอนที่หวังหยางเอ่ยถึงเฮยฮั่น
นี่อาจบ่งบอกว่าเขามีความทรงจำเกี่ยวกับคำสั่งโยกย้ายของเฮยฮั่น
ขุนนางฝ่ายทหารภายนอกคนหนึ่ง จะจดจำคำสั่งโยกย้ายของทหารรักษาการณ์ตัวเล็กๆ ได้อย่างไร?
เว้นแต่ว่าคำสั่งโยกย้ายนี้จะไม่ธรรมดา
ประการที่สองคือคำตอบของเจียวเจิ้งที่ดูอึกอักหลบเลี่ยง หากเรื่องนี้เขาหมดปัญญาจริงๆ เขาควรจะบอกว่าตัวเอง 'ทำไม่ได้' ไม่ใช่บอกว่า 'จัดการได้ลำบาก'
ความหมายของคำว่า 'จัดการได้ลำบาก' อาจหมายถึง 'ไม่อยากทำ' ก็ได้
แน่นอนว่าอาจจะเป็นหวังหยางที่คิดมากไปเอง สถานการณ์จริงอาจจะเป็นเรื่องที่จัดการยากจริงๆ หรือไม่ก็เจียวเจิ้งจงใจพูดให้ดูว่าเรื่องนี้ยากลำบากเพื่อจะให้หวังหยางติดค้างน้ำใจ
หวังหยางดื่มสุราไปอึกหนึ่งอย่างแนบเนียน ก่อนจะวางจอกสุราลงบนโต๊ะ
"ขุนนางเจียว เจ้าพูดจาบ่ายเบี่ยงส่งเดช คิดจะรังแกที่ข้าไม่รู้เรื่องงานทหารใช่หรือไม่?"
จากคำว่า 'เฒ่าเจียว' เปลี่ยนเป็น 'ขุนนางเจียว' ทำให้ในใจของเจียวเจิ้งกระตุกวาบ รีบลนลานกล่าวว่า
"ข้าน้อยจะกล้าบ่ายเบี่ยงคุณชายได้อย่างไรขอรับ?! เพียงแต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการส่งตัวไปจวิ้นอื่น ขั้นตอนระเบียบการนั้นซับซ้อนมาก ข้าน้อยก็จนใจจริงๆ ขอรับ!"
นี่ต้องเป็นการบ่ายเบี่ยงอย่างแน่นอน
เจียวเจิ้งสามารถยกเลิกคำสั่งโยกย้ายได้ เพียงแต่เขารับเงินของคนอื่นมาแล้ว จึงจำต้องช่วยคนอื่นทำงาน
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น อย่างมากเจียวเจิ้งก็แค่คืนเงินกลับไปก็สิ้นเรื่อง
แต่ถ้าเป็นคนคนนั้น เจียวเจิ้งก็มิกล้าล่วงเกินจริงๆ
ฝ่ายหนึ่งคือตระกูลหวังแห่งหลางหยาที่กว่าจะสานสัมพันธ์ได้ยากเย็นแสนเข็ญ อีกฝ่ายหนึ่งคือคนที่ไม่สามารถล่วงเกินได้
เฮ้อ! เป็นคนนี่มันยากจริงๆ!
เขาลังเลอยู่เล็กน้อย จึงเอ่ยถามว่า "ข้าน้อยบังอาจถามว่า ทหารรักษาการณ์ผู้นี้มีส่วนเกี่ยวข้องกันใดกับคุณชายหรือขอรับ? ที่คุณชายยกเลิกคำสั่งโยกย้ายของเขา เป็นเพราะต้องการ..."
"เรื่องอื่นเจ้าไม่ต้องถาม ข้ากำลังใช้งานคนผู้นี้อยู่ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าก็จะไม่บีบบังคับเจ้า เจ้าเลื่อนคำสั่งโยกย้ายออกไปหกวัน หลังจากหกวันไปแล้ว เขาจะถูกย้ายไปที่ใด ข้าก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอีก"
แบบนี้สิดี!
การเลื่อนออกไปไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทำ เพียงแต่ทำช้าลงหน่อยเท่านั้น นอกจากจะไม่ล่วงเกินคนผู้นั้นแล้ว ยังได้ช่วยเหลือคุณชายหวังอีกด้วย
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว!
"คุณชายวางใจเถิด หากแค่เลื่อนออกไปหกวัน เช่นนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าน้อยเถิดขอรับ!"
หวังหยางยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม "เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณขุนนางเจียวแล้ว"
"มิกล้าๆ ขอรับ การได้ช่วยเหลือคุณชายทำงานถือเป็นเกียรติของข้าน้อย! ข้าน้อยและบุตรสาวของข้าน้อย ต่างก็ชื่นชมในสง่าราศีของตระกูลหวังแห่งหลางหยามาโดยตลอด วันนี้ได้พบกับบุคคลชั้นเลิศเช่นคุณชาย ภายในใจรู้สึกยินดีจนมิอาจพรรณนา... เยียนเอ๋อร์! ยังยืนบื้ออยู่อีกทำไม? จอกสุราของคุณชายว่างเปล่าแล้ว ยังไม่รีบรินให้คุณชายอีก?"
......
งานเลี้ยงสุราดำเนินไปจนถึงเที่ยงคืน ในระหว่างนั้นหวังหยางต้องการฉวยโอกาสหยั่งเชิงความลับเกี่ยวกับคำสั่งโยกย้ายของเฮยฮั่น แต่ก็ไม่สำเร็จ
เจียวเจิ้งเองก็ตั้งใจหรืออาจไม่ตั้งใจในการสืบถามภูมิหลังครอบครัวของหวังหยาง แน่นอนว่าเขาก็ไม่ได้อะไรกลับไปเช่นกัน
ทั้งสองคนต่างก็แสร้งทำเป็นเมามาย พูดคุยกันอย่างออกรส ทว่าแท้จริงแล้วในใจต่างก็มีสติแจ่มชัด และคอยระแวดระวังซึ่งกันและกัน
เมื่องานเลี้ยงเลิกรา หวังหยางเตรียมตัวจะกลับสำนักศึกษาประจำจวิ้น จึงใช้ให้คนไปเรียกรถที่สำนักศึกษาประจำจวิ้นมารับ
เจียวเจิ้งกล่าวพร้อมรอยยิ้มประจบว่า
"ถนนยามค่ำคืนขรุขระ คุณชายจะทนรับความทรมานจากการกระเทือนไปทำไมเล่าขอรับ? สู้คืนนี้พักผ่อนที่บ้านของข้าน้อยสักคืน พรุ่งนี้เช้าข้าน้อยค่อยไปส่งคุณชายกลับไปดีหรือไม่ขอรับ"
หวังหยางคิดในใจ `'นอนที่นี่สักคืนก็ไม่เห็นเป็นอะไร ดึกป่านนี้แล้วก็อย่าให้รถของสำนักศึกษาประจำจวิ้นต้องเหนื่อยเดินทางมาอีกเลย อีกอย่างยังต้องให้เจียวเจิ้งจัดการเรื่องของเฮยฮั่น จะหักหน้าเขามากเกินไปก็คงไม่ดี'` จึงตอบตกลง
เรือนพักชั้นดีของตระกูลเจียวถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว หน้าต่างสลักลายสี่เหลี่ยมสีครามถูกค้ำยันไว้ด้วยไม้ไผ่ มีโต๊ะหนังสือยาวเคลือบเงาสีแดงพร้อมพู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึกวางเตรียมไว้ บนโต๊ะยังจุดเทียนไว้คู่หนึ่ง
ผ้าห่มแพรปักลายอบร่ำความหอม เตียงกว้างพร้อมม่านมุ้งบางเบา กลิ่นหอมนั้นคือธูปไม้จันทน์ขาวที่เพิ่งไปซื้อมาก่อนเริ่มงานเลี้ยง ส่วนม่านมุ้งบางเบานั้นไปขอยืมมาจากบ้านของเฉากงเฉาเพื่อนสนิทของเจียวเจิ้ง
สรุปก็คือทุ่มเทความคิดอย่างสุดกำลังเพื่อเลียนแบบการตกแต่งเรือนของชนชั้นตระกูลขุนนาง
เรื่องที่ว่าเลียนแบบได้เหมือนหรือไม่นั้นคงต้องละไว้ก่อน แต่หากพูดถึงเพียงความกว้างขวางของห้องและความประณีตของเครื่องเรือน ก็ถือว่าดีกว่าหอพักที่หวังหยางอาศัยอยู่ในสำนักศึกษาประจำจวิ้นมากนัก
หวังหยางล้างหน้าบ้วนปากเสร็จเรียบร้อยและเปลี่ยนมาสวมชุดนอนที่บ้านตระกูลเจียวเตรียมไว้ให้ ขณะที่เขากำลังยืนมองการตกแต่งภายในห้อง เจียวเยียนบุตรสาวของเจียวเจิ้งก็ยกน้ำชามาส่งให้หวังหยาง
นางสวมกระโปรงผ้าไหมสีขาวบางเบา มองเห็นเอี๊ยมรัดอกสีม่วงที่ซ่อนอยู่ด้านในวับๆ แวมๆ พวงแก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อ เส้นผมยาวสยายเปียกชื้น ดูเหมือนเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ
จะว่าไปกระโปรงสีขาวนี้ไม่ใช่ว่าคนทั่วไปจะใส่แล้วดูดีได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคลิก หน้าตา หรือรูปร่าง หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็มักจะดูจืดชืด อย่างสาวน้อยแสนสวยเช่นเซี่ยซิงหาน เวลาใส่กระโปรงสีขาวก็ดูราวกับเป็นนางฟ้าตัวน้อยๆ หากเธอไปแสดงเป็นเซียวเหล่งนึ่งหรืออึ้งย้ง จะต้องโด่งดังไปทั่วแคว้นเหนือใต้อย่างแน่นอน
`'แต่เธอไม่มีทักษะการแสดงเลยนี่สิ นิสัยก็ค่อนข้างหยิ่งยโส ถ้าให้ไปออกรายการเรียลลิตี้ประกวดการแสดงอะไรเทือกนั้น คงได้เถียงกรรมการทุกคนจนวงแตกแน่ๆ ฮ่าๆๆๆ'`
ความคิดของหวังหยางเตลิดไปไกล จนไม่ทันสังเกตเลยว่าหลังจากเจียวเยียนเข้ามาแล้ว นางก็ทั้งรินน้ำชา จัดการเชิงเทียน แล้วยังไปปูเตียงอีก
แต่เตียงถูกคนรับใช้ปูไว้เรียบร้อยตั้งนานแล้ว นางไม่มีอะไรให้ต้องปูอีก จึงทำได้เพียงอ้อยอิ่งอยู่ข้างเตียงคอยลูบจัดที่นอนให้เรียบ
หวังหยางดึงสติกลับมา เอ่ยขึ้นว่า "แม่นางเจียว ดึกมากแล้ว รีบกลับไปนอนเถิด"
"เยียนเอ๋อร์... ไม่ง่วงเจ้าค่ะ" เจียวเยียนกล่าวอ้อมแอ้ม
"เจ้าไม่ง่วงแต่ข้าง่วงแล้วนี่นา"
เจียวเยียนก้มหน้าลง น้ำเสียงเบาหวิวราวกับเสียงยุง "เยียนเอ๋อร์อยากอยู่ปรนนิบัติคุณชายเจ้าค่ะ"







