คนเฝ้าประตูร้อนรน “เอ๊ะ! คุณชายท่านนี้ เหตุใดท่านถึง ”
บ่าวรับใช้ของสำนักศึกษาประจำจวิ้นกรูกันเข้าไปขวางคนเฝ้าประตูไว้ด้านหนึ่ง คนเฝ้าประตูรีบตะโกนว่า “ใครก็ได้มาที! มีคนบุกรุก!”
หวังหยางก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้าไปข้างใน ปากก็ตะโกนว่า
“เจียวเจิ้ง! ไอ้ลูกเต่า ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้! ตระกูลหวังแห่งหลางหยาของข้ามีเกียรติยศสืบทอดมานับร้อยชั่วอายุคน แค่ทาสชั้นต่ำอย่างเจ้าก็กล้ามาเล่นตุกติกหรือ?”
ผู้คุ้มกันถือดาบหลายคนพุ่งออกมาจากในสวน พุ่งตรงมาทางหวังหยาง แต่พอได้ยินคำว่า “ตระกูลหวังแห่งหลางหยา” ก็ไม่กล้าผลีผลามทำอะไรส่งเดชในทันที
เจียวเจิ้งพาคนหลายคนเดินแกมวิ่งเข้ามา พอได้ยินคำพูดของหวังหยางก็ชะงักไปเช่นกัน
“เจ้าคือเจียวเจิ้ง?” สายตาของหวังหยางกวาดมองชายร่างเตี้ยล่ำที่แต่งตัวเหมือนเศรษฐีที่ดินบ้านนอกผู้นี้ แววตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด
เจียวเจิ้งมองประเมินหวังหยางตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาไม่เป็นมิตร “ท่านคือ ”
“คุณชายหวัง? คุณชายหวัง!” พ่อบ้านเหอวิ่งมาอยู่ข้างกายหวังหยาง โค้งตัวลงกล่าวว่า “ใต้เท้าจัดงานเลี้ยงที่สำนักศึกษาประจำจวิ้น มีลูกหลานตระกูลหลิวมาไม่น้อย ล้วนแต่รอพบ ”
“ไม่มีเวลา ไปบอกหลิวเจาว่าข้ายุ่งอยู่”
พ่อบ้านเหอรับคำอย่างนอบน้อมแล้วล่าถอยไป
สำนักศึกษาประจำจวิ้น หลิวเจา ลูกหลานตระกูลหลิว... คือตระกูลหลิวแห่งเนี่ยหยาง!
หรือว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะเป็นคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาจริงๆ?
หางตาเจียวเจิ้งกระตุก เขาขยิบตาให้ผู้คุ้มกัน ผู้คุ้มกันรีบออกไปตรวจสอบ
แม้เจียวเจิ้งจะมีฐานะต่ำต้อย แต่ก็เคยมีประสบการณ์อยู่ในกองทหารองครักษ์ที่เมืองหลวงมาก่อน เคยพบเห็นบุคคลสำคัญมาไม่น้อย เมื่อเห็นหวังหยางเย่อหยิ่งจองหองถึงเพียงนี้ กลับไม่กล้าบันดาลโทสะ เขาประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า “ข้าน้อยเจียวเจิ้ง บังอาจเรียนถามคุณชาย ”
หวังหยางขัดจังหวะทันทีและด่าทออย่างสาดเสียเทเสีย “เจ้าช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก! ถึงกับกล้าลอบรายงานอ๋องจิ้งหลิง ใส่ร้ายว่าท่านอาในตระกูลของข้าแย่งชิงที่ดินผู้คนในจิงโจว! ครอบครัวเจ้ามีกี่ชีวิต ถึงได้ทนให้เจ้าแกว่งเท้าหาเสี้ยนเช่นนี้ได้?”
ทาสชายร่างกำยำหลายคนที่อยู่ข้างกายเจียวเจิ้งทนไม่ได้ที่เจ้านายถูกด่า ต่างพากันถลกแขนเสื้อ รอเพียงเจ้านายออกคำสั่ง ก็จะเข้ามาทุบตีหวังหยาง
หวังหยางแค่นเสียงเย็นชาพลางกล่าว “เบื่อจะมีชีวิตอยู่กันแล้วใช่ไหม? รอให้เจ้านายพวกเจ้าไปตายเป็นเพื่อนไม่ไหวแล้วล่ะสิ?”
ยามนี้ผู้คุ้มกันที่ออกไปตรวจสอบสถานการณ์กลับมาแล้ว และกระซิบกับเจียวเจิ้งว่าเกวียนวัวที่จอดอยู่ด้านนอกมีตราสัญลักษณ์ของตระกูลหลิวแห่งเนี่ยหยาง
เจียวเจิ้งรีบตะคอกห้ามบรรดาทาสรับใช้ และอธิบายให้กระจ่างว่า “สิ่งที่คุณชายกล่าวมา ข้าน้อยไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย! อีกอย่าง ข้าน้อยจะมีคุณสมบัติใดไปแจ้งข่าวแก่อ๋องจิ้งหลิงได้?”
เขาชะงักไปครู่หนึ่งแล้วหยั่งเชิงถาม “บังอาจเรียนถามว่าท่านอาตระกูลของคุณชายคือ ”
หวังหยางใช้น้ำเสียงดุดัน “แสร้งทำเป็นโง่ไปได้? หรือว่าในเมืองจิงโจวแห่งนี้ยังมีตระกูลหวังแห่งหลางหยาตระกูลอื่นอีก?”
ก่อนหน้านี้ตอนที่หวังหยางพูดถึงตระกูลหวังแห่งหลางหยา เจียวเจิ้งก็นึกถึงหวังไท่บัณฑิตตระกูลใหญ่ผู้ลึกลับที่เก็บตัวเงียบอยู่ในเรือนเก่าตระกูลติงที่ตรอกโซ่วคัง เพียงแต่ได้ยินมาว่าหวังไท่อายุใกล้จะสี่สิบแล้ว ซึ่งอายุไม่สอดคล้องกับเด็กหนุ่มตรงหน้า ดังนั้นจึงยังคงสงสัยอยู่ว่า หรือจะมีคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยามาที่จิงโจวอีกคนหนึ่ง?
ยามนี้พอได้ยินหวังหยางพูดเช่นนี้ จึงคิดว่า “ท่านอาในตระกูล” ที่หวังหยางหมายถึงก็คือหวังไท่นั่นเอง
เขารีบทำความเคารพ “ที่แท้ท่านอาของคุณชาย ”
หวังหยางขัดจังหวะอย่างรำคาญใจ “เจ้าเป็นขุนนางได้ดีจริงๆ กินข้าวของจิงโจว แต่ในใจกลับนึกถึงอ๋องจิ้งหลิง ยุยงองค์ชาย ใส่ความขุนนางราชสำนัก ข้าจะไปรายงานอ๋องปาตงเดี๋ยวนี้เลย ดูสิว่าเขาจะทนเก็บเจ้าไว้หรือไม่!”
คำพูดเหล่านี้ของหวังหยางทำเอาเจียวเจิ้งฟังแล้วใจสั่นขวัญแขวน
อ๋องจิ้งหลิง? อ๋องปาตง? ยุยงองค์ชาย ใส่ความขุนนางราชสำนัก?
แม้วาจาจะกล่าวอย่างรวบรัด แต่เจียวเจิ้งกลับรู้สึกว่าตนเองพอจะฟังออกอยู่บ้าง
คุณชายน้อยผู้นี้ไม่รู้ไปได้ยินข่าวมาจากที่ใด หาว่าเขาลอบรายงานอ๋องจิ้งหลิงเรื่องที่หวังไท่แย่งชิงที่ดินผู้คนในจิงโจว จึงได้มากล่าวหาว่าเปลือกนอกเขาเป็นขุนนางของจิงโจว เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของอ๋องปาตง แต่แท้จริงแล้วเป็นพรรคพวกส่วนตัวของอ๋องจิ้งหลิง!
อ๋องจิ้งหลิงในยามนี้ดำรงตำแหน่งซือถูคอยช่วยบริหารราชการแผ่นดิน เป็นหนึ่งในสามกงผู้มีอำนาจบารมีล้นฟ้า! หากเขาเป็นพรรคพวกของอ๋องจิ้งหลิงจริงๆ ยังจะถึงขั้นต้องมาหดหัวอยู่ที่นี่ เป็นแค่ขุนนางตำแหน่งเล็กกระจิ๋วหลิวเช่นนี้หรือ?!
เว้นเสียแต่ว่าจะจงใจถูกส่งตัวมาที่นี่ เพื่อเพ่งเล็งอ๋องปาตงอย่างลับๆ
หรือว่าอ๋องปาตงกับอ๋องจิ้งหลิงกำลังต่อสู้กันอย่างลับๆ?
แต่การต่อสู้ระดับนี้ คนชั้นผู้น้อยอย่างเขาจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างไร?
อีกอย่าง ความลับระดับนี้ใช่สิ่งที่เขาคู่ควรจะได้รับฟังหรือ?!!
เจียวเจิ้งร้องตะโกนว่าถูกใส่ความ
“คุณชายท่านนี้ ข้าน้อยไม่ทราบว่าท่านได้ข่าวมาจากที่ใด แต่ข้าน้อยไม่เคยส่งจดหมายติดต่อกับอ๋องจิ้งหลิงเลยแม้แต่น้อย! และยิ่งไม่มีทางไปฟ้องร้องท่านอาของท่านแน่! อย่าว่าแต่เรื่องที่ท่านอาของท่านไม่ได้แย่งชิงที่ดินผู้คนเลย ต่อให้เขาแย่งไป... ให้ข้าน้อยยืมความกล้ามาอีกสิบเท่า ข้าน้อยก็ไม่กล้าไปฟ้องร้องหรอกขอรับ!”
สายตาของหวังหยางเย็นชาลง “เจ้ากล้าลบหลู่ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของท่านอาข้าหรือ?”
เจียวเจิ้งรีบกล่าว “มิกล้า มิกล้า ข้าน้อยเพียงแค่เปรียบเปรยเท่านั้น เพียงแต่ว่า...”
เจียวเจิ้งใคร่ครวญคำพูด
“เพียงแต่คุณชาย แม้ฐานะของเจียวเจิ้งจะต่ำต้อยเพียงใด แต่อย่างไรเสียก็เป็นคนมีตำแหน่งขุนนางติดตัว ท่านบุกรุกเข้ามา มิหนำซ้ำยังด่าทอข้าน้อยอย่างรุนแรง แต่ข้าน้อยยังไม่ทราบตัวตนของท่านเลย”
หวังหยางใช้น้ำเสียงเย้ยหยันเล็กน้อย “แค่ขุนนางตำแหน่งเล็กๆ อย่างเจ้าก็ยังมีหน้ามาพูดว่าเป็น ‘คนมีตำแหน่งขุนนางติดตัว’ อีกหรือ? แค่คนเฝ้าประตูจวนตระกูลข้าก็ยังมีขั้นตำแหน่งสูงกว่าเจ้าเสียอีก ตัวตนของข้าใช่สิ่งที่เจ้าคู่ควรจะรู้หรือ?”
'มารดามันเถอะ เจ้าไม่บอกแล้วข้าจะไปรู้ได้ยังไง?'
'เป็นตระกูลหวังแห่งหลางหยาแล้ววิเศษนักหรือไง!'
'ถ้าข้าเป็นคนตระกูลหวังแห่งหลางหยา ป่านนี้คงได้เป็นขุนพลทหารม้าเซียวฉีไปแล้ว! ยังจะถึงขั้นต้องมาถูกไอ้โง่อย่างเจ้าเย้ยหยันอีกหรือ?'
'หรือว่าใครก็ตามที่เดินเข้ามาแล้วบอกว่าตัวเองเป็นคนตระกูลหวังแห่งหลางหยา แม่งเอ๊ย ข้าก็ต้องคุกเข่าต้อนรับด้วยหรือไง?!'
เจียวเจิ้งข่มความโกรธในใจไว้ ประสานมือคารวะแล้วกล่าว “หากคุณชายไม่ยอมบอกชื่อแซ่และตัวตน เจียวเจิ้งจะ ”
“คุณชายหวัง คุณชายหวัง!”
พ่อบ้านเหอพาสาวใช้คนหนึ่งมาหาหวังหยาง
'มารดามันเถอะ เห็นบ้านข้าเป็นที่จัดงานเลี้ยงสังสรรค์หรือไง!' เจียวเจิ้งลอบด่าทอในใจ
หวังหยางขมวดคิ้ว “ไม่ได้บอกให้หลิวเจารออยู่หรือ? เหตุใดเจ้าถึงมาอีกแล้ว?”
พ่อบ้านเหอค้อมตัวก้มหน้าลงรายงานว่า “นี่คือสาวใช้ของแม่นางสี่เซี่ย มาเชิญคุณชายหวังขอรับ”
เซี่ย... แม่นางสี่เซี่ย?!
เจียวเจิ้งเบิกตาโพลง
ก่อนหน้านี้หวังหยางเคยสั่งการพ่อบ้านเหอไว้ว่า ประเดี๋ยวอาจจะมีคนสองกลุ่มมาหาเขา กลุ่มหนึ่งคือคนของตระกูลเซี่ย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือคนที่มาส่งพัด
คนของตระกูลเซี่ยกลุ่มนี้เขากำลังรีบใช้งาน ดังนั้นจึงให้คนไปรออยู่ที่หน้าประตูจวนเซี่ย รอจนแม่นางเซี่ยส่งคนมาก็ให้พามาที่บ้านของเจียวเจิ้งโดยตรง ส่วนกลุ่มที่มาส่งพัดนั้นยังไม่รีบร้อน หากมาที่สำนักศึกษาประจำจวิ้น ก็ให้เปลี่ยนมาส่งที่จวนของเจียวเจิ้งแทน
สาวใช้ย่อเข่าทำความเคารพ “แม่นางกลับจวนแล้วเจ้าค่ะ ขอเชิญคุณชายไปที่จวน ”
“ให้นางรอไปก่อน” หวังหยางกล่าวอย่างไม่แยแส
สาวใช้เบิกตากว้าง เงยหน้ามองหวังหยาง ราวกับไม่อยากจะเชื่อว่ามีคนกล้าเสียมารยาทต่อเจ้านายของนางถึงเพียงนี้!
หวังหยางมองดูแววตาอันไร้เดียงสาและงุนงงของสาวใช้ ในใจก็รู้สึกผิดเล็กน้อย แต่เพื่อทำลายความสงสัยของเจียวเจิ้ง ก็ไม่อาจสนใจอะไรได้อีก จึงใช้น้ำเสียงสบายๆ กล่าวว่า
“เจ้ากลับไปบอกนาง ว่าตอนนี้คุณชายผู้นี้กำลังยุ่งอยู่ รอพรุ่งนี้ว่างแล้วค่อยไปพบนางก็แล้วกัน”
เจียวเจิ้งตกใจจนแทบจะอ้าปากค้าง ระดับความตกใจของเขาไม่น้อยไปกว่าเมื่อครู่ที่ได้ยินหวังหยางพูดเรื่องอ๋องจิ้งหลิง อ๋องปาตงอะไรนั่นเลย
นี่คือแม่นางสี่เซี่ยแห่งตระกูลเซี่ยแห่งเฉินจวิ้นเชียวนะ!!!
คุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์ตั้งเท่าไหร่ ปรารถนาเพียงจะได้พบหน้านางสักครั้งก็ยังไม่อาจสมหวัง
คนผู้นี้กลับพูดว่าอะไรนะ “รอพรุ่งนี้ว่างแล้วค่อยไปพบ” งั้นหรือ?!
นี่มันคำพูดของคนหรือไง?!!!
พ่อบ้านเหอรำพึงในใจ 'นี่คงจะเป็นสิ่งที่คุณชายหวังเรียกว่า "จวงปี่" กระมัง ว่าแต่คำว่า จวงปี่ นี่ สรุปแล้วมันคืออักษรสองตัวไหนกันแน่?'
สาวใช้โกรธจนหน้าเขียวคล้ำ เป็นท่านที่มาหาแม่นางของข้าก่อน จากนั้นแม่นางถึงได้ให้ข้ามาเชิญท่านไป ตอนนี้กลับพูดจาราวกับแม่นางของข้าขอร้องอ้อนวอนให้ท่านไปอย่างนั้นแหละ?
แต่อย่างไรเสียก็เป็นสาวใช้ของตระกูลใหญ่ แม้จะโกรธจัดเพียงใดก็ยังไม่เสียมารยาท นางทำความเคารพแล้วขอตัวลา ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องนำคำพูดเหล่านี้ไปเล่าให้แม่นางฟังทุกถ้อยคำโดยไม่ให้ตกหล่นแม้แต่คำเดียว!
เจียวเจิ้งรีบทำไม้ทำมือ เป็นเชิงบอกใบ้ให้ทาสรับใช้คนหนึ่งแอบตามสาวใช้จวนเซี่ยผู้นี้ไป
พอหวังหยางหันหน้ากลับมา เจียวเจิ้งก็โค้งตัวประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมด้วยความเคารพแล้วเอ่ยว่า
“ผู้น้อย ขุนนางฝ่ายทหารภายนอกแห่งจิงโจว เจียวเจิ้ง ขอคารวะคุณชายหวังแห่งหลางหยา!”







