หลี่อี้ซื้อจวนขนาดสามหมู่ในตรอกหลี่เฉวียนและฟางหวยหย่วนทางฝั่งตะวันตกของเมืองไปรวดเดียวในราคาเพียงหนึ่งแสนอีแปะ เดิมทีเขายังตั้งใจจะซื้อร้านค้าในตลาดตะวันตกอีกสองสามแห่ง ทว่าส่วนใหญ่มักจะปล่อยเช่าไม่ยอมขาย
เขาหันกลับมาให้เว่ยลิ่วหลางนายหน้าพาไปซื้อที่ดินทางใต้ของเมือง ที่นั่นเป็นฟางร้างอย่างแท้จริง ฟางต่างๆ ทางใต้ของเมืองตอนล่างที่ล้อมรอบด้วยกำแพงฟางนั้น ส่วนใหญ่จะปลูกข้าวสาลี ผัก และไม้ผล
ฟางหนึ่งมีพื้นที่กว่าพันหมู่ มีเพียงเพิงหญ้าของชาวนาตั้งอยู่ประปรายเท่านั้น
ว่ากันว่าฟางต่างๆ ทางใต้ของเมืองไม่เพียงมีหมูป่า แต่ยังมีสุนัขจิ้งจอกและหมาป่าโผล่มาให้เห็น
ที่ดินฝั่งตะวันตกของเมืองราคาหมู่ละสองสามหมื่นอีแปะ ส่วนที่ดินทางใต้ของเมืองเหล่านี้ราคาหมู่ละหนึ่งตำลึงทอง ซึ่งในสายตาของหวังต้าหลางนั้นแพงเกินไป นับตั้งแต่ความวุ่นวายในราชวงศ์สุย ที่ดินปลูกข้าวสาลีในอำเภอต่างๆ ของนครหลวงก็ราคาเพียงหมู่ละหนึ่งสองพันอีแปะเท่านั้น อำเภอต่างๆ ใต้ภูเขาจงหนานที่มีน้ำชลประทานปลูกข้าวราคาแพงขึ้นมาหน่อย ก็เต็มที่แค่หมู่ละครึ่งตำลึงทอง
ทว่าสิ่งที่หลี่อี้ถูกใจไม่ใช่การปลูกพืชผักหรือไม้ผลทางใต้ของเมือง
ตอนนี้เป็นฟางร้างก็จริง แต่ท้ายที่สุดก็ยังอยู่ในเมืองฉางอัน เพียงแต่ยังไม่ได้รับการพัฒนา หากภายหน้าสถานการณ์มั่นคงแล้ว ย่อมไม่ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้อย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นไม่ว่าจะมีผู้อยู่อาศัยมากขึ้นจนสร้างเป็นเขตที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ หรือจะสร้างวัดวาอารามตั้งโรงงานอะไรก็แล้วแต่ มูลค่าก็ย่อมจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ผ้าไหมในมือหากเก็บไว้ก็ไม่มีมูลค่าเพิ่มใดๆ
หากซื้อที่ดิน ราคาก็จะมีแต่ขึ้นไปเรื่อยๆ
เขาตัดสินใจซื้อที่ดินในฟางจิ้นชางและฟางฉวี่เจียงอย่างละห้าสิบหมู่อย่างเด็ดขาด ฟางสองแห่งนี้ แห่งหนึ่งในภายภาคหน้าจะสร้างเจดีย์ห่านป่าใหญ่ที่แสนคุ้นเคย ส่วนอีกแห่งก็อยู่ติดกับสระฉวี่เจียง
ในอนาคตจะต้องมีการพัฒนาที่ดีอย่างแน่นอน ตอนนี้ใช้ทองหนึ่งตำลึงซื้อที่ดินหนึ่งหมู่ คิดเป็นเงินก็ตกหมู่ละแปดพันอีแปะ ภายภาคหน้าราคาหมู่ละสามถึงห้าหมื่นอีแปะ หรือแม้กระทั่งหมู่ละหกเจ็ดหมื่นอีแปะก็มีความเป็นไปได้สูงมาก
จัดการเรื่องเอกสารทั้งหมดเรียบร้อยและเก็บโฉนดไว้กับตัว หลี่อี้ก็พาจีซื่อและหวังต้าหลางไปจับจ่ายซื้อของที่ตลาดตะวันออก ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันมาไม่น้อย
จวนที่ฟางผิงคังสามารถหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย แต่เสื่อสำหรับนอน ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟันเหล่านี้ยังคงต้องซื้อใหม่
"ซื้อทาสรับใช้ไปสักหน่อยด้วยสิ จวนใหญ่โตขนาดนั้น ต้องมีคนเฝ้าประตู คนรับใช้คอยดูแลบ้านเรือน สาวใช้แม่ครัวคอยซักเสื้อผ้าทำอาหาร แล้วก็ยังมีคนสวนดูแลสวน สาวใช้คอยรินน้ำชา คนขับรถม้าคนเลี้ยงม้าอีก" หวังต้าหลางนับนิ้วบอกหลี่อี้
"ที่นี่ไม่เหมือนบ้านนอก แม้บนถนนจะมีป้อมอู่โหว มีทหารอู่โหว และยังมีทหารม้าลาดตระเวน ภายในฟางก็มีทหารประจำฟาง มีคนตีเกราะบอกเวลา ทว่าก็ยังต้องระแวดระวังให้มาก"
เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ หลี่อี้ก็รู้ว่าตอนนี้ความปลอดภัยในเมืองฉางอันคงไม่สู้ดีนัก คิดดูก็เป็นเรื่องปกติ ประชากรมากมายขนาดนั้น คนดีคนเลวปะปนกันไป ย่อมเป็นแหล่งบ่มเพาะอันธพาล โจรขโมยและพวกสิบแปดมงกุฎก็มีมากตามไปด้วย
"เช่นนั้นก็ไปดูที่ตลาดค้าคนกับม้ากันเถิด"
ในเวลานี้ หลี่อี้รู้สึกได้เลยว่าพื้นเพที่เป็นนักพรตของตนนั้นช่างไร้รากฐานเสียจริง แม้แต่คนที่ไว้ใจได้ก็ยังไม่มีสักคน
ต่อให้มีเงินอยู่ในมือบ้าง แต่ทาสเหล่านี้ซื้อหาง่ายก็จริง ทว่าเวลาเพียงชั่วประเดี๋ยวจะให้ไว้ใจก็คงยาก ซ้ำยังขาดแคลนผู้ดูแลที่พึ่งพาได้
เรื่องที่บ่าวไพร่รังแกผู้เป็นนายก็มีเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งมีถึงขั้นลอบสังหารเจ้านายก็มี
เดิมทีอวี้ซู่อยู่ที่จวนแม่ทัพกัว สาวใช้ซินหลัวคนโปรดผู้นั้นมิใช่วางยาพิษสังหารผู้เป็นนาย แล้วขโมยเครื่องทองเครื่องเงินหลบหนีไปหรอกหรือ
เดินดูรอบตลาดค้าคนกับม้าในตลาดตะวันออกอยู่หนึ่งรอบ
ภายใต้คำแนะนำของหวังต้าหลาง หลี่อี้ซื้อทาสมาสามครอบครัว ล้วนมาเป็นครอบครัว สองครอบครัวมีสามคน อีกหนึ่งครอบครัวมีสี่คน รวมเป็นสิบคน เป็นคนหนุ่มสาวสี่คน คนแก่สองคน และที่เหลืออีกสี่คนยังเป็นเด็ก
ทาสทั้งสิบคน ใช้ผ้าไหมไปทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดสิบพับ
ทำให้หลี่อี้อดถอนหายใจไม่ได้ ชีวิตคนช่างต่ำต้อยดุจผักปลา คนมากมายเพียงนี้มีมูลค่าแค่แปดตำลึงทองเท่านั้น
จ่ายภาษีประเมินราคาเพิ่มอีกหกร้อยกว่าอีแปะ ทำสัญญาตราแดง นายค้าทาสก็ส่งมอบโซ่ที่ล่ามพวกเขาไว้ใส่มือหลี่อี้ นับแต่นี้ไปพวกเขาคือทรัพย์สินส่วนตัวของหลี่อี้
"ภายในสามวัน หากทาสเหล่านี้ล้มป่วยหนัก หรือป่วยตาย สามารถนำสัญญามาที่สำนักงานตลาดได้ ถึงเวลานั้นจะหาตัวผู้ขายมารับผิดชอบชดใช้ให้ แต่หากเลยสามวันไปแล้วจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น" เจ้าหน้าที่ตลาดบอกกับหลี่อี้
นึกไม่ถึงว่าจะมีบริการหลังการขายด้วย
"ไปเถอะ ซื้อของกินให้พวกเขาก่อนสักหน่อย"
หลี่อี้เดินไปครู่หนึ่ง ก็เห็นโจวลั่วถัวที่เข็นรถเข็นเล็กๆ ขายขนมปังแผ่นอบในตลาดตะวันออกอีกครั้งอย่างที่คิด
"เอาขนมปังแผ่นอบไส้ผักมายี่สิบชิ้นก่อน แล้วเอาขนมปังแผ่นอบไส้เนื้อมาอีกหกชิ้น"
หลี่อี้แจกขนมปังแผ่นอบไส้ผักใส่งาและต้นหอมให้สิบคนที่มาใหม่คนละสองชิ้น ส่วนหลี่อี้ จีซื่อ และหวังต้าหลางได้ขนมปังแผ่นอบไส้เนื้อแกะคนละสองชิ้น
เมื่อรับแป้งทอดร้อนๆ ที่เพิ่งออกจากเตา แต่ละคนก็สวาปามกันอย่างตะกละตะกลาม
เมื่อพาพวกเขากลับมาถึงจวนใหม่ที่ฟางผิงคัง
หลี่อี้ซักไซ้ภูมิหลังของพวกเขาอย่างละเอียด โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นชาวฮั่น ครอบครัวที่มีสี่คนคือผู้เฒ่าอายุเลยวัยห้าสิบปีสองคนกับเด็กหนุ่มเด็กสาวอายุสิบสามสิบสี่ปีอีกสองคน เดิมทีพวกเขาเป็นทาสส่วนตัวของผู้อื่น เจ้านายจับคู่ให้พวกเขา เด็กที่เกิดมาก็เป็นทาสรับใช้ในเรือนเช่นกัน
มาตอนนี้อายุมากแล้วกลับถูกขายทิ้งทั้งครอบครัว
คนครอบครัวนี้ใช้แซ่หลิวตามเจ้านายคนก่อน
"ต่อไปเจ้าชื่ออาฝู รับผิดชอบเฝ้าประตูเรือนด้านนอก ภรรยาของเจ้าคอยรับผิดชอบซักเสื้อผ้าปัดกวาดเช็ดถู"
ทาสชายอีกสองคนอายุสามสิบกว่าปี ล้วนซูบผอมและอ่อนแอ "ต่อไปเจ้ารับผิดชอบเลี้ยงม้าและขับรถม้าที่คอกม้าในเรือนปีกตะวันออก ให้ชื่อว่าอากุ้ย ส่วนเจ้าก็คอยดูแลจวน ให้ชื่อว่าอาเวย"
ภรรยาของพวกเขาก็เรียกตามชื่อของพวกเขา เป็นภรรยาอาฝู ภรรยาอากุ้ย และภรรยาอาเวย
สตรีของภรรยาอากุ้ยและภรรยาอาเวย คนหนึ่งรับผิดชอบทำอาหาร อีกคนรับผิดชอบดูแลสวน
เด็กสี่คน เป็นชายสองและหญิงสอง ล้วนอายุราวสิบเอ็ดสิบสองหรือสิบสามปี เด็กสาวก็ให้ไปอยู่ที่เรือนด้านในคอยรินน้ำชา ตั้งชื่อพวกนางว่าชุนฮวาและชิวเยวี่ย ส่วนเด็กหนุ่มสองคนให้เป็นผู้ติดตามรับใช้อยู่ที่เรือนด้านนอก ตั้งชื่อว่าโส่วเหรินและโส่วอี้
หลี่อี้จัดแจงหน้าที่คร่าวๆ ไปรอบหนึ่ง
ไว้ค่อยปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ในภายหลัง อย่างไรเสียเขาก็ต้องติดตามกองทัพในเร็วๆ นี้ เขาตั้งใจจะทิ้งให้จีซื่อและอวี้ซู่เป็นคนจัดการดูแลที่นี่ไปก่อน
"นี่คือซู่จวิน ต่อไปจะเป็นผู้ดูแลในจวนนี้ พวกเจ้าล้วนต้องฟังการจัดแจงของนาง ขอเพียงพวกเจ้าตั้งใจทำงาน ข้าหลี่อี้ก็จะไม่รังแกพวกเจ้า จะให้พวกเจ้ากินอิ่มนุ่งอุ่น หากขยันขันแข็งทำงานดี ก็จะมีเงินรางวัลให้"
เมื่อหลี่อี้พูดจบ จีซื่อก็ให้พวกเขาทั้งหมดไปทำความสะอาดก่อน
"อู๋อี้ เจ้าไม่ต้องเกรงใจพวกเขานักหรอก ทาสเหล่านี้น่ะจะดีด้วยมากไม่ได้ หากไม่เชื่อฟังก็เฆี่ยนตี ปล่อยให้หิว เดี๋ยวก็ว่านอนสอนง่ายไปเองแหละขอรับ"
ที่บ้านของหวังต้าหลางก็มีทาสรับใช้ไม่น้อย จึงนับว่ามีประสบการณ์ในการจัดการเรื่องนี้พอสมควร
ในสายตาของคนถัง ทาสก็คือวัวคือม้า ไม่ต่างกันเลย ล้วนเป็นเพียงทรัพย์สินเท่านั้น ไม่นับว่าเป็นคนด้วยซ้ำ
"คนเหล่านี้ก็พอให้เรียกใช้ได้เท่านั้น ภายหน้าอู๋อี้ยังคงต้องซื้อสาวใช้ซินหลัวกับทาสคุนหลุน นั่นถึงจะเป็นครอบครัวขุนนางอย่างแท้จริง" เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หวังต้าหลางก็กระตือรือร้นขึ้นมา "สาวใช้ซินหลัวและทาสคุนหลุนเหล่านี้หากฝึกอบรมให้ดี นำไปขายต่อก็ยังทำกำไรได้ไม่น้อยนะขอรับ"
"แล้วก็ยังมีสตรีชาวโปสือจากดินแดนตะวันตก รูปร่างสูงโปร่ง ผิวพรรณเนียนละเอียด ร้องรำทำเพลงเก่ง ดวงตาก็กลมโตสุกใส มีทั้งสีฟ้าอ่อนและสีน้ำตาลเข้ม ช่างแตกต่างจากสตรีชาวบูรพาอย่างพวกเราโดยสิ้นเชิง
"ยังมีสตรีจากแคว้นฝูหลินที่ผมทองตาสีฟ้า ร้อนแรงและกล้าหาญยิ่งกว่า มิสู้พรุ่งนี้ พี่ชายคนนี้พาเจ้าไปเปิดหูเปิดตาดูสตรีชาวโปสือและสตรีชาวฝูหลินที่ร้านสุราหูในตลาดตะวันตกดีหรือไม่ขอรับ"
หลี่อี้มองสายตาที่ลูกผู้ชายด้วยกันล้วนเข้าใจของเขา แล้วก็ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม
"ช่วงนี้ไม่มีเวลาเลยขอรับ ไว้มีโอกาสวันหน้าค่อยว่ากันเถิด"
วันนี้ถือว่าใช้เงินได้อย่างสะใจ แทบจะควักทรัพย์สมบัติก้นหีบของเขาออกไปจนหมดเกลี้ยง
จวนใหญ่ขนาดแปดหมู่ในฟางผิงคังหนึ่งหลัง ใช้เงินไปแปดแสนอีแปะ จวนเล็กขนาดสามหมู่ในฟางหวยหย่วนและตรอกหลี่เฉวียนอย่างละหนึ่งหลัง ใช้เงินไปสองแสนอีแปะ
จากนั้นก็ซื้อที่ดินในฟางจิ้นชางและฟางฉวี่ฉือทางใต้ของเมืองอีกอย่างละห้าสิบหมู่ ใช้ทองคำไปหนึ่งร้อยตำลึง
แล้วก็ซื้อทาสมาอีกสิบคน ใช้ผ้าไหมไปหนึ่งร้อยแปดสิบพับ
ความใจกว้างในการใช้เงินนี้ ทำให้หวังต้าหลางถึงกับดูไม่ออก ทว่าก็นับถืออย่างยิ่ง ความรู้สึกแบบทุ่มเงินไม่อั้นเช่นนี้ ทำให้จัวเฉียนลิ่งสื่อที่คลุกคลีอยู่กับเงินทองทุกวี่ทุกวันอย่างเขาอดอิจฉาไม่ได้เลยทีเดียว
เขายังเสนออย่างอ้อมค้อมว่า หากหลี่อี้ยังมีเงินเหลืออยู่ในมือและต้องการปล่อยกู้เพื่อกินดอกเบี้ย ก็สามารถมอบให้เขาจัดการได้ เขาให้ดอกเบี้ยรายเดือนแก่หลี่อี้ได้สี่ส่วน รับรองว่าไม่มีความเสี่ยง
เขาเป็นจัวเฉียนลิ่งสื่อแห่งกรมคลังในสังกัดกรมมหาดไทย เขาสามารถนำเงินของหลี่อี้ไปปล่อยกู้ในฐานะเงินกองทุนหลวงได้ ดอกเบี้ยรายเดือนแปดส่วน นั่นหมายความว่าเขาแบ่งให้หลี่อี้สี่ส่วน ตัวเขาเองยังสามารถจับเสือมือเปล่าได้กำไรอีกสี่ส่วน
นี่คือเส้นทางสร้างเนื้อสร้างตัวของหวังต้าหลาง นำเงินส่วนตัวมาปล่อยกู้ในนามเงินหลวง แม้จะต้องติดสินบนเบื้องบนและเบื้องล่าง แต่ตนเองก็ได้กำไรไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อกลับมาถึงจวนซุนฝูเจีย
ซุนฝูเจียที่กลับมาจากการเข้าเวร เมื่อได้ยินว่าเขาซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างบ้าคลั่งก็ตกใจเป็นอย่างมาก เขาแปลกใจในความใจป้ำของหลี่อี้ และยิ่งแปลกใจที่หลี่อี้หาเงินก้อนโตขนาดนี้มาได้ในเวลาอันสั้น
"มิน่าเล่าเจ้าถึงไม่ยอมเข้ารับราชการเสียที" ซุนฝูเจียส่ายหน้ายิ้มๆ "อาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทขั้นเก้ารอง มีเบี้ยหวัดข้าวสารเพียงยี่สิบห้าสือต่อปีเท่านั้น บวกรวมกับค่าเช่าที่ดินนาประทานอีกสองร้อยหมู่ก็ไม่เท่าไหร่
"ทำไปสิบปี ก็ยังสู้โรงงานของเจ้าเปิดแค่สองเดือนไม่ได้เลย"
หลี่อี้หัวเราะเช่นกัน
เบี้ยหวัดเพียงหยิบมือนั้นจะพอทำอะไรได้
"มติราชสำนักกำหนดแล้ว ให้กำจัดเซวียเริ่นก่าวเพื่อยึดหลงโย่วเสียก่อน จากนั้นค่อยยึดซานหนาน จิงเซียง และปาสู่ สุดท้ายจึงค่อยเดินทัพเข้าจงหยวน เหอหนานและเหอเป่ยขอรับ"
ง่ายก่อนยากทีหลัง กลยุทธ์นี้ถูกต้องแล้ว
ซุ่มฟาร์มสะสมกำลังไปเงียบๆ ต่างหากที่เป็นหนทางแห่งราชัน อย่าเพิ่งรีบเปิดศึกตะลุมบอนเร็วเกินไป
ซุนฝูเจียบอกว่าจะไปดูจวนใหม่ของหลี่อี้เพื่อทำความรู้จักเส้นทาง และจะมอบของขวัญแสดงความยินดีด้วย
ศิษย์พี่ผู้นี้ได้มอบภาพวาดอักษรพู่กันที่ตนเขียนเองให้หลี่อี้หลายภาพ
"ที่แท้จวนใหม่ของเจ้าก็ซื้ออยู่ติดกับบ้านเย่าซือ" ซุนฝูเจียยืนอยู่หน้าประตูยอดดำของบ้านหลี่อี้ พลางมองไปทางข้างบ้าน
"หลี่เย่าซือ ที่ศิษย์พี่หมายถึงคือหลี่จิ้งหรือขอรับ"
"ใช่แล้ว เจ้าไม่รู้หรือว่าข้างบ้านคือบ้านของหลี่จิ้ง"
"จวนนี้วันนี้นายหน้าเพิ่งจะพามาดู ถูกใจข้าก็เลยซื้อ ยังไม่รู้จักเพื่อนบ้านข้างเคียงเลยขอรับ"
หลี่อี้ก็นึกไม่ถึงเช่นกันว่าตนจะได้มาอยู่ติดกับหลี่จิ้งแห่งซานหยวน
หลี่จิ้งเทวราชเจดีย์ ไม่ใช่สิ นี่ไม่ใช่โลกของห้องสิน หลี่จิ้งแห่งต้าถังในตอนนี้ยังไม่นับว่ามีชื่อเสียง ทว่าในอนาคตจะกลายเป็นเทพสงครามแห่งต้าถัง
ซุนฝูเจียประเมินค่าหลี่จิ้งไว้ไม่สูงนัก
หลี่อี้ฟังซุนฝูเจียเล่าอดีตของหลี่จิ้งให้ฟังแล้ว ก็รู้สึกว่าการประเมินของเขานั้นไม่ผิดเพี้ยนแต่อย่างใด
หลี่จิ้งผู้นี้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลหลี่แห่งหลงซีสายตานหยาง อาศัยอยู่ที่ซานหยวนทางเหนือของแม่น้ำเว่ย เป็นตระกูลขุนนางแม่ทัพมาหลายชั่วอายุคน ปู่ของเขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าการโจวแห่งอินโจว ได้รับบรรดาศักดิ์หย่งคังคง บิดาเป็นผู้ว่าการจวิ้นแห่งเจ้าจวิ้น ซ้ำยังได้แต่งงานกับน้องสาวของหานฉินหู่ แม่ทัพเลื่องชื่อแห่งราชวงศ์สุย
หลี่ตวนพี่ชายของหลี่จิ้งได้สืบทอดบรรดาศักดิ์ และยังเคยเป็นขุนพลนักรบที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ทว่าน่าเสียดายที่ภายหลังพ่ายแพ้ในการต่อสู้ทางการเมือง จึงถูกปลดออกจากตำแหน่งริบบรรดาศักดิ์ และตรอมใจตายไปในที่สุด
หลี่จิ้งในวัยสิบหกปีก็ได้เป็นผู้ช่วยนายอำเภอฉางอันแล้ว เรียกได้ว่ามีจุดเริ่มต้นที่ค่อนข้างสูง
หยางซู่ยังเคยตบเตียงนอนแล้วพูดกับเขาว่า ในภายภาคหน้าเจ้าจะได้นั่งในตำแหน่งของข้าเป็นแน่ หงฝูหนวี่นางคณิกาประจำจวนหยางซู่หนีตามหลี่จิ้งไปในยามวิกาล หยางซู่ก็ยังไม่ถือสา
ทว่าภายหลังก็ยังคงถูกพี่ชายของตนลากเข้าไปพัวพัน หลี่จิ้งถูกลดขั้นจากเจียปู้หยวนว่ายหลางไปเป็นนายอำเภอ เป็นนายอำเภอติดต่อกันถึงสามแห่งก็ยังไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง
จนกระทั่งปลายรัชศกต้าเยี่ย จึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าการจวิ้นแห่งเยี่ยนเหมิน
ทว่าหลี่จิ้งไม่เพียงไม่ประจบสอพลอหลี่ยวนผู้รั้งเมืองไท่หยวน ตรงกันข้ามหลังจากรู้ว่าหลี่ยวนจะก่อกบฏ เขาก็ตั้งใจจะวิ่งไปฟ้องร้องฮ่องเต้ที่เจียงตู ผลสุดท้ายเขาเพิ่งจะเดินมาถึงฉางอัน หลี่ยวนก็พาทหารมาตีเมืองฉางอันแตกเสียก่อน เกือบจะถูกหลี่ยวนสั่งประหารเสียแล้ว
หลี่ซื่อหมินช่วยชีวิตหลี่จิ้งเอาไว้
หลี่จิ้งในวัยเกือบห้าสิบปีถูกย้ายมาอยู่ที่กองทัพของหลี่ซื่อหมิน โดยดำรงตำแหน่งเพียงองครักษ์สามกรมซึ่งเป็นตำแหน่งว่างงานเท่านั้น
หากไม่ได้มาจากชาติตระกูลของหลี่จิ้งแต่แรก ใครเล่าจะมาใส่ใจตาเฒ่าอายุใกล้จะห้าสิบปีที่ยังเป็นแค่องครักษ์สามกรมผู้นี้ ทุกคนต่างจดจำข่าวฉาวโฉ่ในอดีตตอนที่หลี่จิ้งยังหนุ่มแล้วลักพาตัวนางคณิกาประจำจวนหยางซู่ไปเสียมากกว่า
หลี่อี้พิจารณาจวนของหลี่จิ้ง
มันใหญ่กว่าจวนของเขามากนัก กินพื้นที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ของฟางผิงคัง คิดเป็นหนึ่งในสิบหกของพื้นที่ทั้งฟาง มีเนื้อที่ราวๆ หกสิบหมู่
นี่คือจวนบรรพบุรุษของตระกูลหลี่ การได้ครอบครองที่ดินผืนใหญ่ขนาดนี้ในฟางผิงคัง แม้จะยังห่างชั้นกับจวนของตระกูลหลี่มู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฟางที่มีเนื้อที่กว่าสองร้อยหมู่ ทว่าก็แสดงให้เห็นว่าตระกูลหลี่จิ้งในสมัยราชวงศ์สุยนั้นมีฐานะไม่ธรรมดาเช่นกัน
อู๋อี้กับบ้านของหลี่จิ้งมีถนนสี่แยกเล็กๆ คั่นอยู่พอดี แม้จะไม่ได้มีกำแพงติดกัน แต่ก็ถือเป็นเพื่อนบ้านตรงข้ามกันแล้ว
แม้ประตูยอดดำของบ้านหลี่จิ้งจะยังคงอยู่ และสูงใหญ่กว่าทางฝั่งของหลี่อี้
ทว่าตอนนี้หลี่จิ้งกลับรักษาบรรดาศักดิ์หย่งคังคงของบรรพบุรุษเอาไว้ไม่ได้ ในจวนอ๋องฉินก็ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามอันใด อย่างไรเสียก่อนหน้านี้หลี่อี้ก็ไม่เคยได้ยินว่าหลี่จิ้งอยู่ใต้บังคับบัญชาของหลี่ซื่อหมินมาก่อน
ศึกที่ราบเฉี่ยนสุ่ยครั้งที่แล้ว หลี่ซื่อหมินก็ไม่ได้พาตาเฒ่าหลี่จิ้งไปด้วย
นี่มันเห็นเพชรเป็นก้อนกรวดชัดๆ
ซุนฝูเจียเดินชมรอบจวนใหม่ของหลี่อี้ไปหนึ่งรอบพร้อมเอ่ยชมไม่ขาดปาก ว่าแปดแสนอีแปะนั้นซื้อมาได้คุ้มค่ายิ่งนัก แม้จะไม่ใหญ่เท่าจวนใหม่ของเขาที่ฟางต้าหนิง ทว่าจวนขนาดแปดหมู่ที่มีสวนแห่งนี้ ก็นับว่าดีมากแล้ว
ตอนที่เดินมาส่งซุนฝูเจีย ก็เห็นชายชราผู้หนึ่งลงจากม้าที่หน้าประตูบ้านหลี่จิ้งพอดี เขาสวมชุดคลุมสีเขียว หนวดเคราและเส้นผมมีสีดอกเลาเล็กน้อย รูปร่างสูงใหญ่มาก
หลี่อี้เดาว่าเขาคงจะเป็นหลี่จิ้ง ดูแก่กว่าที่เขาคิดไว้เล็กน้อย มองดูก็ไม่มีสง่าราศีของยอดขุนพลเลย กลับดูเหมือนขุนนางเฒ่าที่ดูแลฝ่ายเสบียงในที่ว่าการเสียมากกว่า
หลี่อี้ยืนมองหลี่จิ้งอยู่ที่ตรงนั้น
ปรากฏว่าหลี่จิ้งก็มองมาเช่นกัน
หลี่อี้ยิ้มให้เขา แล้วเดินเข้าไปหา
"หลี่อี้แห่งตำบลอวี้ซิ่ว เพิ่งจะซื้อจวนหลังนี้ขอรับ"
"หลี่จิ้งแห่งซานหยวน" ชายชราก็คือหลี่จิ้งจริงๆ เขายังรู้จักหลี่อี้เสียด้วย "เจ้าคือหนานอำเภอเฉี่ยนสุ่ยที่ฝ่าบาททรงพระราชทานตำแหน่งขุนนางให้ถึงสองครั้งแต่กลับไม่ยอมรับสินะ"
"เป็นข้าน้อยเอง ใต้เท้าหลี่เรียกข้าว่าอู๋อี้ก็พอขอรับ"
หลี่อี้ค่อนข้างเป็นมิตรและสุภาพ ทั้งยังไม่ได้วางท่าแต่อย่างใด แม้ตอนนี้ตำแหน่งขุนนางของเขาจะต่ำต้อย ทว่าอีกฝ่ายก็เป็นถึงทายาทตระกูลผู้ดีมีชื่อเสียง
"ไปดื่มชาที่บ้านข้าด้วยกันหรือไม่" หลี่จิ้งเอ่ยปากชวน
"ได้สิขอรับ ใต้เท้าหลี่โปรดรอสักครู่" หลี่อี้กลับไปที่บ้านของตน จากนั้นก็หยิบชาใบซีซานป๋ายลู่กล่องหนึ่งที่ตู้หรูฮุ่ยเคยมอบให้เขาเมื่อคราวก่อนออกมา
เมื่อเขามาถึงหน้าประตูบ้านของหลี่จิ้งอีกครั้ง
"ใต้เจาหลี่เกรงใจเช่นนี้ทำไมกัน"
"มาเยือนครั้งแรก ไม่กล้ามามือเปล่าหรอกขอรับ"
หลี่จิ้งพาเขาเข้าไปในจวน รับรองแขกอยู่ที่ห้องโถงในเรือนด้านหน้า ไม่ได้พาเข้าไปยังเรือนด้านใน
ลำพังแค่เรือนด้านหน้านี้ก็ใหญ่กว่าของหลี่อี้มากแล้ว เห็นได้ชัดว่าบ้านของหลี่จิ้งยังมีเรือนปีกซ้ายขวา มีสวน หรือแม้แต่อาจจะมีสนามขี่ม้าตีคลีและลานฝึกยุทธ์อีกด้วย
หลี่จิ้งหยิบกระดานหมากล้อมออกมาจริงๆ
ไม่ได้พบหงฝูหนวี่ในตำนาน ไม่รู้ว่านางจะงดงามขนาดนั้นจริงหรือไม่ ถึงกับทำให้ทายาทตระกูลใหญ่ระดับแนวหน้าอย่างหลี่จิ้งหวั่นไหวจนถึงขั้นทำเรื่องผิดมารยาทขุนนาง อย่างการลักพาตัวนางคณิกาประจำจวนหยางซู่ไปได้
"อีกไม่นานอ๋องฉินจะเสด็จออกจากเมืองหลวงเพื่อไปปราบเซวียเริ่นก่าว ครั้งนี้ผู้น้อยก็ต้องติดตามกองทัพไปด้วย ใต้เท้าหลี่เองก็รับราชการในจวนอ๋องฉิน ครั้งนี้จะติดตามกองทัพไปด้วยหรือไม่ขอรับ"
หลี่จิ้งส่ายหน้า
บนใบหน้ามีความผิดหวังที่ยากจะปิดบัง
แม้เขาจะรอดชีวิตจากคมดาบของหลี่ยวนมาได้ แต่ก็ถูกส่งมาทำงานเป็นองครักษ์สามกรมที่จวนอ๋องฉิน ไม่มีอำนาจหน้าที่ใดๆ ดีไม่ดีอ๋องฉินอาจจะลืมเขาไปนานแล้วก็ได้
"ใต้เท้าหลี่อยากติดตามกองทัพออกศึกหรือไม่ขอรับ"
หลี่จิ้งชะงักไปเล็กน้อย มือที่คีบหมากค้างอยู่กลางอากาศเนิ่นนานก็ยังไม่วางลงไป
"หากใต้เท้าหลี่ต้องการ ข้าน้อยสามารถกราบทูลเสนอแนะต่ออ๋องฉินได้ เราสองคนเพื่อนบ้านจะได้ไปเป็นเพื่อนกันในกองทัพอย่างไรเล่าขอรับ"
"ฮ่าๆๆ ได้สิ" หลี่จิ้งไม่ได้เก็บมาใส่ใจ รับคำพร้อมรอยยิ้ม







