หลี่อี้เดินทางไปเนี่ยนจวง
เขาไม่ได้ไปที่บ้านลี่เจิ้งหวังโดยตรง แต่ไปที่โรงสีพลังน้ำริมแม่น้ำก่อน แล้วสั่งซื้อถั่วเหลืองสิบสือจากผู้ดูแลโรงสีโดยตรง
"หลี่หลางซื้อถั่วเหลืองมากมายปานนี้เพื่อสิ่งใดหรือ"
ผู้ดูแลโรงสีสกุลหวังรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย โรงสีสกุลหวังอาศัยพลังน้ำจากแม่น้ำฮ่าว วันหนึ่งสามารถสีข้าวสาลีได้หลายร้อยสือ ไม่เพียงแต่สีข้าวสาลี ยังสามารถแปรรูปข้าวสาร ถั่วเหลือง และอื่นๆ ที่นี่รับซื้อข้าวเปลือกและข้าวสาลีระยะยาว จากนั้นก็ขายข้าวสารและแป้งที่แปรรูปแล้ว ยังขายรำข้าวและรำข้าวสาลีอีกด้วย ธุรกิจค้าธัญพืชทำได้ค่อนข้างใหญ่โต
แต่การที่หลี่อี้ซื้อถั่วเหลืองสิบสือในครั้งเดียวยังคงทำให้เขาประหลาดใจ
"ทำโรงเต้าหู้ร่วมกับผู้อื่นน่ะ" หลี่อี้ยิ้มบาง "วันนี้ลี่เจิ้งหวังอยู่บ้านหรือไม่"
"อยู่ขอรับ"
"เช่นนั้นข้าก็ถือโอกาสไปคารวะสักหน่อย"
ผู้ดูแลโรงสีจึงพาเขาไปที่บ้านตระกูลหวังทันที ลานบ้านขนาดใหญ่ที่มีกำแพงดินอัดและกระเบื้องสีน้ำเงินบานเล็กของสกุลหวังยังคงสูงใหญ่เช่นเคย ในช่วงบ่ายของฤดูร้อน ลี่เจิ้งหวังกำลังพักผ่อนช่วงกลางวันใต้ร่มไม้ใหญ่ นอนอยู่บนตั่งไม้ไผ่ มีสาวใช้ตัวน้อยสองคนที่เกล้าผมมวยคู่คอยพัดให้เงียบๆ อยู่ด้านข้าง
กางม่านมุ้งบางเบาคลุมไว้ ไม่ถูกแมลงวันรบกวน
ในลานบ้านยังมีบ่าวชายถือไม้เหนียวยาวๆ คอยจับจักจั่น เพื่อไม่ให้รบกวนการพักผ่อนของนายท่าน
หญิงสาวนางหนึ่งที่เกล้าผมทรงมีด สวมเสื้อผ้าไหมลายดอกไม้ หน้าตาอ่อนเยาว์และงดงาม ขวางหลี่อี้และผู้ดูแลโรงสีไว้ ไม่ให้รบกวนลี่เจิ้งหวัง
"ท่านนี้คือผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านหลัวเจีย มาคารวะอาหลางขอรับ" ผู้ดูแลโรงสีพูดกับหญิงนางนั้นอย่างเกรงใจ
"เจ้าพาแขกไปพักที่ห้องรับแขกก่อน ประเดี๋ยวอาหลางตื่นแล้ว ข้าจะไปแจ้งให้ทราบ" หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ผู้ดูแลโรงสีจึงต้องนำหลี่อี้ไปรอที่ห้องรับแขกเรือนฝั่งตะวันตกในลานเรือนหน้า มีสาวใช้มารินน้ำให้ทั้งสองคนแล้วก็จากไป
"สตรีเมื่อครู่คืออนุภรรยาคนที่ห้าที่อาหลางของพวกเราเพิ่งรับเข้ามาในปีนี้ เดิมทีเป็นสาวใช้สกุลเหวย คอยปรนนิบัติฮูหยินเฒ่าสกุลเหวย บัดนี้ได้รับความโปรดปรานจากอาหลางของพวกเราอย่างมากขอรับ" ผู้ดูแลโรงสีอธิบาย
หลี่อี้พยักหน้า
การมาครั้งนี้หลี่อี้ได้เห็นสิ่งที่ครั้งก่อนไม่ได้สังเกตเห็นอีกด้วย เช่น บ่าวไพร่บ้านลี่เจิ้งหวังมีเยอะมาก อนุภรรยาก็เยอะเช่นกัน
ลี่เจิ้งของต้าถังเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อย แม้แต่เบี้ยหวัดก็ยังไม่มี ทว่าเดิมทีเขาก็เป็นคหบดีใหญ่ในหมู่บ้านอยู่แล้ว ไม่เพียงมีนาดีแปดร้อยหมู่ แถมยังมีโรงสี โรงสกัดน้ำมันเหล่านี้ล้วนทำเงินได้มหาศาล
ผู้ดูแลโรงสีนั่งเป็นเพื่อนอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่ายังคงไม่มีใครมาสนใจ จึงทำได้เพียงกลับไปยุ่งที่โรงสีก่อน
ทิ้งให้หลี่อี้นั่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง นอกจากน้ำเปล่าหนึ่งจอกในตอนแรกแล้ว แม้แต่น้ำชาสักจอกก็ไม่มี
ผู้ใหญ่บ้านตัวเล็กๆ อย่างเขา ในสายตาคนบ้านลี่เจิ้งหวัง ช่างไม่คู่ควรแก่การเอ่ยถึงจริงๆ
หลี่อี้นั่งอยู่ตรงนั้นอย่างอดทน วันนี้มีเรื่องต้องขอร้องลี่เจิ้งหวัง จะจากไปเช่นนี้ไม่ได้
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยามกว่า
สาวใช้ที่รินน้ำก่อนหน้านี้ก็มาอีกครั้งในที่สุด "อาหลางบ้านข้าตื่นแล้ว เชิญผู้ใหญ่บ้านหลี่ตามไปเจ้าค่ะ"
"ท่านอาหวัง รบกวนแล้วขอรับ"
"หลานรัก รีบนั่งสิ" ลี่เจิ้งหวังที่เพิ่งตื่นนอนกำลังให้สาวใช้รูปงามปรนนิบัติล้างหน้า พอเห็นหลี่อี้ก็รู้สึกดีใจมาก
หลี่อี้ก็มอบของขวัญที่เตรียมไว้ออกมาให้ก่อนโดยตรง
หมากกระดานเลียนแบบหยกหนึ่งชุด
กระดานหมากและโถใส่หมากทำจากไม้ไผ่หนานจู๋บนภูเขาสูง ตัวหมากทำจากเมลามีนเคลือบเลียนแบบหยก
เมื่อหลี่อี้นำของขวัญชิ้นนี้ออกมา สายตาของลี่เจิ้งหวังก็ถูกดึงดูดในทันที
หลี่อี้สืบข่าวก่อนมาแล้ว รู้ว่าลี่เจิ้งหวังแม้จะเป็นเศรษฐีบ้านนอก แต่ก็ชอบทำตัวมีรสนิยม เขากับวัดหม่าถีที่อยู่ใกล้เคียงมีความสัมพันธ์อันดี ว่ากันว่าสกุลหวังบริจาคที่ดินหลายสิบหมู่ให้วัดหม่าถี ทั้งยังบริจาคเงินและเสบียงอาหารอีกมากมาย
ลี่เจิ้งหวังมีความสัมพันธ์ที่ดียิ่งยวดกับหลวงจีนฮุ่ยเลี่ยว ผู้ดูแลอารามล่างของวัดหม่าถี มักจะเดินหมากกับผู้ดูแลนาที่รับผิดชอบเรื่องที่นาของวัด ผู้เช่านา และค่าเช่าของวัดหม่าถีผู้นี้อยู่เสมอ
การมอบของขวัญก็ต้องตามใจความชอบ
"นี่คือหมากหยกหรือ" ลี่เจิ้งหวังกล่าวอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"หมากชุดนี้คล้ายหยกแต่ไม่ใช่หยก เป็นสิ่งที่อาจารย์ของข้าน้อยสมัยที่ท่องเที่ยวไปทั่วหล้า รวบรวมวัสดุใต้ทะเลชนิดหนึ่งจากหลิ่งหนานมาหลอมสร้างขึ้น กลมเกลี้ยงละเอียดอ่อนดั่งหยก แต่กลับทนทานต่อการสึกหรอและทนต่อการตกกระแทกขอรับ
หมากดำดำสนิทดั่งน้ำหมึก ละเอียดอ่อนนุ่มนวล หมากขาวอบอุ่นดั่งหยก สะอาดใสทะลุปรุโปร่ง
กระดานหมากและโถใส่หมากที่ทำจากไม้ไผ่หนานจู๋บนภูเขาสูง ลวดลายชัดเจน มีน้ำหนักมาก เนื้อไม้ละเอียด แน่นหนาทนทานขอรับ"
ลี่เจิ้งหวังลูบคลำตัวหมากทีละเม็ด ยิ่งลูบคลำก็ยิ่งชอบ ของเล่นชิ้นนี้ทำให้เขาชอบมากกว่าผงชูรสที่หลี่อี้มอบให้เขาคราวก่อนเสียอีก
น้ำเปล่ากลายเป็นน้ำแกงไก่แม้จะมหัศจรรย์ แต่บ้านของลี่เจิ้งหวังก็ไม่ขาดแคลนไก่ให้กิน
"นี่ไม่ใช่หยกจริงๆ หรือ ข้ามองอย่างไรก็คือหยกชัดๆ"
"หมากหยกจะโปร่งใสกว่าเล็กน้อย และเบากว่า หมากชุดนี้จะเรียบลื่นกว่าและหนักกว่าเล็กน้อย อีกทั้งยังตกไม่แตกด้วยขอรับ" พูดจบหลี่อี้ก็หยิบหมากดำเม็ดหนึ่งขึ้นมา ตบลงบนโต๊ะแรงๆ ดังเพียะๆ สองสามที
ตบจนลี่เจิ้งหวังรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนเล็กน้อย ทว่าเมื่อสังเกตดูอย่างละเอียดก็พบว่าตัวหมากนี้ไร้รอยขีดข่วนจริงๆ
หากนี่เป็นหยก โดนตบไปสองสามทีก็คงแตกไปนานแล้ว
โดยเฉพาะหมากที่เหมือนหยกเช่นนี้ กลับมีขนาดเท่ากันและกลมเกลี้ยงทุกเม็ด หมากหยกทั่วไปไม่สามารถทำได้เช่นนี้
"มาเดินหมากสักกระดานสิ"
ลี่เจิ้งหวังชวนหลี่อี้เดินหมากด้วยกันกระดานหนึ่ง อดใจรอไม่ไหวแล้ว
"ฝีมือหมากของข้าน้อยเพิ่งเข้าขั้นพื้นฐานขอรับ"
ลี่เจิ้งหวังจะไปสนเรื่องนี้ได้อย่างไร เมื่อความสนใจมาถึง ก็ดึงดันจะให้เขาเล่นให้ได้ อันที่จริงฝีมือหมากล้อมของหลี่อี้ก็พอใช้ได้ เขามีแฟนเก่าที่เคยเป็นครูอนุบาล และทำงานพิเศษเป็นครูสอนหมากล้อมสำหรับเด็ก ตอนที่หลี่อี้คบกับนาง ก็ได้เรียนรู้มาระยะหนึ่ง ได้รับคำชี้แนะจากนาง ฝีมือจึงพัฒนาขึ้นไม่น้อย
ตัวหมากชุดนี้ก็คือสิ่งที่ซื้อมาในตอนนั้น 98 หยวนหนึ่งชุด มีหมากดำและขาว 361 เม็ด แถมยังแถมตัวสำรองให้อีกสี่เม็ด ตั้งแต่เลิกรากัน หลี่อี้ก็ไม่ได้แตะหมากนี้มาหลายปีแล้ว
ลี่เจิ้งหวังให้หลี่อี้ถือหมากดำเดินก่อน
หลี่อี้เดินไปครู่หนึ่งก็มองออกแล้วว่าลี่เจิ้งหวังมีระดับฝีมือที่มือสมัครเล่นในหมู่มือสมัครเล่น
ตั้งแต่ยุคเว่ยจิ้นเป็นต้นมา ผู้ปกครองยังเคยตั้งขุนนางด้วยหมากล้อม ก่อตั้งระบบหมากล้อมเก้าขั้น โดยเฉพาะในราชวงศ์ใต้ที่รุ่งเรืองยิ่งขึ้น ทำให้หมากล้อมในหมู่ชาวบ้านก็เป็นที่นิยมมากเช่นกัน
ทว่า หมากล้อมต้องอาศัยพรสวรรค์อย่างมาก
ลี่เจิ้งหวังมีพรสวรรค์ธรรมดา หลี่อี้เดินหมากจนเหงื่อตก ไม่ใช่ว่าสู้ลี่เจิ้งหวังไม่ได้ แต่ต้องพยายามครุ่นคิดว่าจะออมมือให้ลี่เจิ้งหวังอย่างไร โดยที่ไม่ให้ดูชัดเจนจนเกินไป
ในที่สุดลี่เจิ้งหวังก็ชนะ ตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ ส่วนหลี่อี้ก็ถอนหายใจยาว เดินหมากตานี้เหนื่อยจริงๆ
"คิดไม่ถึงเลยว่าหลานอู๋อี้จะมีฝีมือหมากยอดเยี่ยมเช่นนี้ ระดับของเจ้าน่าจะเข้าขั้นที่เก้าได้แล้ว"
"ยังคงเป็นท่านอาหวังที่ฝีมือหมากล้ำเลิศ เลื่อมใส เลื่อมใสขอรับ ข้าน้อยได้ยินมาว่าฝีมือหมากของท่านอาหวังเป็นที่หนึ่งในหมู่บ้าน ไม่มีใครเทียบเทียมได้"
ลี่เจิ้งหวังหยิบตัวหมากขึ้นมาหัวเราะฮ่าๆ อย่างตื่นเต้น "มิกล้าพูดว่าเป็นที่หนึ่งในหมู่บ้าน ไต้ซือฮุ่ยเลี่ยวแห่งวัดหม่าถีมีฝีมือสูสีกับข้า มักจะผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอยู่เสมอ"
"เช่นนั้นหากมีโอกาส ข้าน้อยต้องขอเฝ้ามองเพื่อศึกษาให้ดีเสียแล้วขอรับ"
ลี่เจิ้งหวังถูกยกยอจนตัวลอย "ข้าจะส่งคนไปเชิญไต้ซือฮุ่ยเลี่ยวมาเดินหมากด้วยกันประเดี๋ยวนี้เลย พอดีได้หมากกระดานล้ำค่านี้มา จะให้เขาร่วมชื่นชมด้วย"
เวลานี้หลี่อี้ก็ถือโอกาสยกเรื่องซื้อถั่วเหลืองขึ้นมา หยิบทองคำสามตำลึงออกมา
"เพิ่งซื้อถั่วเหลืองสิบสือที่โรงสี เงินยังไม่ได้จ่าย ท่านอาหวังรับไว้ด้วยขอรับ"
ถั่วเหลืองสิบสือราคาหนึ่งหมื่นแปดพันอีแปะ เทียบเท่ากับทองคำสองตำลึงสองเฉียนครึ่ง
ลี่เจิ้งหวังชินกับการที่หลี่อี้หยิบทองคำออกมาทุกครั้งที่ซื้อเสบียงอาหารแล้ว กระทั่งยังรู้ที่มาของทองคำนี้ ว่าใช้ของวิเศษที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ไปแลกกับกัวเอ้อร์หลางเป็นทองคำสิบกว่าตำลึงและวัวหนึ่งตัว
"อู๋อี้เอ๋ย เจ้าเรียกข้าว่าท่านอา วันนี้ยังมอบหมากกระดานล้ำค่านี้ให้ข้า ข้าจะยังต้องการเงินค่าถั่วเหลืองแค่นี้จากเจ้าอีกหรือ เจ้าทำเช่นนี้ออกจะเห็นเป็นคนนอกเกินไปแล้ว รีบเก็บทองคำไปเถอะ"
"หมากกระดานนี้เป็นของที่อาจารย์เจ้าถ่ายทอดให้ ข้าก็รับของเจ้าไว้เปล่าๆ ไม่ได้ เอาเช่นนี้ เจ้าบอกว่าจะทำโรงเต้าหู้ร่วมกับผู้อื่นไม่ใช่หรือ ถั่วเหลืองนั่นคงต้องใช้ไม่น้อย ถั่วเหลืองสิบสือนี้ประเดี๋ยวอาจะส่งคนไปส่งให้เจ้า แล้วจะเตรียมถั่วเหลืองไว้อีกสิบสือให้เจ้าด้วย เจ้าใช้หมดแล้วก็ให้โรงสีส่งไปให้ใหม่"
ถั่วเหลืองยี่สิบสือ แลกกับหมากเลียนแบบหยกกระดานนี้
ลี่เจิ้งหวังมีวิสัยทัศน์มาก ไม่ยอมเอาเปรียบเปล่าๆ หมากกระดานนี้เท่ากับเขาเสนอราคาที่ทองคำสี่ตำลึงครึ่ง
"ท่านอา เช่นนี้จะทำได้อย่างไรขอรับ หมากกระดานนี้เป็นของขวัญที่ข้าน้อยมอบให้ท่านอา ไม่ใช่มาแลกถั่วเหลืองกับท่านอาเสียหน่อย"
"หากเจ้ายังเกรงใจอาอีกละก็ เจ้าก็เอาหมากกลับไปเถอะ"
ลี่เจิ้งหวังดึงหลี่อี้ให้มาเดินหมากอีกกระดาน ครั้งนี้ยังคงให้หลี่อี้ถือหมากดำเดินก่อน
ที่หลี่อี้พูดเรื่องซื้อถั่วเหลือง ก็เพื่อจะใช้เรื่องนี้โยงไปถึงเรื่องโรงเต้าหู้ เต้าหู้ทอด และฟองเต้าหู้ คิดไม่ถึงว่าลี่เจิ้งหวังจะใจป้ำถึงขั้นเอาถั่วเหลืองยี่สิบสือมาแลกกับหมากล้อมโดยตรง
กระดานเดียวยังเดินไม่จบ
หลวงจีนอ้วนศีรษะใหญ่หูหนาก็เดินเข้ามา ศีรษะล้านเป็นเงาวับ ใบหน้าแดงเปล่งปลั่ง สวมจีวรสีแดงสด สวมรองเท้าเกี๊ยะไม้หูหนีบ
เมื่อเห็นชุดแดงนี้ หลี่อี้ก็รู้ว่านี่ต้องเป็นหลวงจีนฮุ่ยเลี่ยว พระผู้ดูแลระดับสูงของวัดหม่าถีแน่
สูงขึ้นไปกว่านี้ ก็คือเจ้าอาวาสวัดหม่าถีที่ได้รับพระราชทานจีวรสีม่วงแล้ว
ลี่เจิ้งหวังทักทายเขา จากนั้นก็จ้องกระดานหมากต่อไป ลังเลตัดสินใจไม่ถูกว่าจะลงหมากอย่างไรดี
กระดานนี้หลี่อี้เพิ่มความยากให้ลี่เจิ้งหวังเล็กน้อย ทำให้เขาเกาหูเกาแก้มอย่างหงุดหงิด หลังจากฮุ่ยเลี่ยวมาถึง สายตาก็จ้องไปที่กระดานหมากโดยตรงเช่นกัน
เขาเพ่งมองกระดานหมากรอบหนึ่งก่อน ใบหน้ามีรอยยิ้มบางๆ เมตตาดั่งพระศรีอริยเมตไตรย โดยเฉพาะพุงพลุ้ยๆ ของเขายิ่งเหมือน
ฮุ่ยเลี่ยวถอดรองเท้าเกี๊ยะไม้ แล้วขึ้นไปบนตั่งเพื่อดูอยู่ด้านข้าง
เขาไม่ได้ส่งเสียงรบกวนทั้งสองคนเดินหมาก แต่หลังจากดูอยู่ครู่หนึ่ง ก็หยิบตัวหมากจากในโถหมากมาลูบคลำและพิจารณาดูในมืออย่างละเอียด
แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและชื่นชอบ
ชั่วถ้วยชาผ่านไป หลี่อี้ก็ 'ชนะอย่างฉิวเฉียดด้วยความบังเอิญ' เหนือลี่เจิ้งหวังไปหนึ่งตา
ฮุ่ยเลี่ยวยิ้มพลางร้องขอเดินหมากกับหลี่อี้ หลี่อี้พยักหน้ารับคำท้า ครั้งนี้ยังคงเป็นหลี่อี้ที่ถือหมากดำ เดินไปครู่หนึ่งเขาก็มองออกว่าฝีมือหมากของฮุ่ยเลี่ยวอยู่เหนือลี่เจิ้งหวังมาก ทว่าลี่เจิ้งหวังกลับบอกว่าเขามักจะเดินหมากกับฮุ่ยเลี่ยวบ่อยๆ และพอจะเอาชนะฮุ่ยเลี่ยวได้ครึ่งแต้มอย่างฉิวเฉียด
เห็นได้ชัดว่า หลวงจีนอ้วนฮุ่ยเลี่ยวผู้นี้ เมื่อก่อนก็ตั้งใจออมมือให้ทายกคนสำคัญอย่างลี่เจิ้งหวัง
หลังจากนั้นเนิ่นนาน
หลี่อี้ยอมแพ้ "ไต้ซือฮุ่ยเลี่ยวฝีมือหมากยอดเยี่ยมจริงๆ ข้าน้อยขอยอมรับความพ่ายแพ้ขอรับ"
ลี่เจิ้งหวังดูแล้วรู้สึกคันไม้คันมือ รีบจะมาต่อสู้กับฮุ่ยเลี่ยวที่เคยพ่ายแพ้ตนด้วยตัวเองทันที หลี่อี้จึงถือโอกาสสละที่นั่ง
หลังจากดูอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวว่า "ข้าน้อยเห็นว่าเวลาไม่เช้าแล้ว ข้าน้อยขอตัวกลับก่อนนะขอรับ"
"หลานรักอย่าเพิ่งไป วันนี้กินข้าวเย็นที่บ้านข้านี่แหละ"
"เช่นนั้นจะรบกวนได้อย่างไรกันขอรับ"
"ประเดี๋ยวช่วยข้าอยู่เป็นเพื่อนไต้ซือฮุ่ยเลี่ยวหน่อย พวกเราจะกินไปคุยเรื่องฝีมือหมากไป"
หลี่อี้จึงพูดว่า "ท่านอา ช่วงนี้ข้าน้อยกำลังทำโรงเต้าหู้พอดี คิดค้นของใหม่ขึ้นมาได้หลายอย่าง มีฟองเต้าหู้กับเต้าหู้ทอด แล้วก็มีแผ่นเต้าหู้กับไก่เจด้วย ข้าน้อยจะไปเอามาสักหน่อย ถือโอกาสนำมาต้อนรับไต้ซือฮุ่ยเลี่ยวพอดีขอรับ"
"แผ่นเต้าหู้กับไก่เจนั้นไม่แปลกหน้า แต่เต้าหู้ทอดกับฟองเต้าหู้นี่คือสิ่งใดหรือ อาตมาไม่เคยได้ยินมาก่อน" ฮุ่ยเลี่ยวรับมือกับการรุกคืบของลี่เจิ้งหวังไปด้วย พลางถามหลี่อี้ด้วยท่าทีสบายๆ ไปด้วย
หลี่อี้กลัวแค่ว่าเขาจะไม่รับมุกเท่านั้น ตอนนั้นเองก็รีบโอ้อวดเต้าหู้ทอดพองและฟองเต้าหู้ยกใหญ่ อวดอ้างจนน้ำไหลไฟดับ บอกว่ายอดเยี่ยมกว่าไก่เจนั่นเสียอีก
"ข้าน้อยจะกลับไปเอาฟองเต้าหู้พวกนี้ก่อน ประเดี๋ยวจะขอแสดงฝีมือทำอาหารสักสองสามอย่างให้พวกท่านได้ลองชิมขอรับ"
"ขี่ม้าของข้าไปสิ" ลี่เจิ้งหวังกำชับ "รีบไปรีบกลับล่ะ ประเดี๋ยวข้าจะเดินหมากกับเจ้าอีกกระดานนะ"
หลี่อี้ขี่ม้าของลี่เจิ้งหวังกลับไป ระหว่างทางในใจรู้สึกดีใจมาก เรื่องราวราบรื่นกว่าที่วางแผนไว้เสียอีก เดิมทีตั้งใจมาหาลี่เจิ้งหวังเพื่อเสนอขายฟองเต้าหู้ มอบหมากล้อมให้ ผลปรากฏว่ายังแลกกลับมาเป็นถั่วเหลืองได้ถึงยี่สิบสือ ฮุ่ยเลี่ยวผู้นี้ยิ่งเข้าหาได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้
เมื่อกลับมาถึงอารามอู๋จี๋ หลี่อี้ก็ให้ซานเหนียงนำเต้าหู้ทอดสดใหม่บางส่วนใส่ลงไปทันที รวมถึงฟองเต้าหู้ชั้นดีที่แช่น้ำเย็นจนพองแล้ว และยังนำกระทะผัดเหล็กหล่อที่ร้านตีเหล็กสกุลเฝิงส่งมาติดตัวไปด้วย
เขายังมีเครื่องปรุงรสลับอีกด้วย
อาหารเจมื้อนี้ที่มีฟองเต้าหู้และเต้าหู้ทอดเป็นหลัก จะต้องพิชิตหลวงจีนฮุ่ยเลี่ยวให้จงได้ หากได้รับคำชมจากเขา ฟองเต้าหู้และเต้าหู้ทอดก็สามารถเจาะเข้าสู่วัดหม่าถี และได้ใบสั่งซื้อเพื่อจัดส่งในระยะยาวแล้ว
ใต้ร่มไม้ใหญ่หัวสะพาน
ซานเหนียงย้ายอุปกรณ์โม่เต้าหู้มาทั้งหมด กำลังโม่ถั่วอยู่กับหลัวเอ้อร์ผู้เป็นบิดาและพี่สะใภ้สองคน
"จะไปที่ใดหรือเจ้าคะ"
"เนี่ยนจวง เรื่องใกล้สำเร็จแล้ว รอฟังข่าวดีจากข้าเถอะ"
ซานเหนียงฟังแล้วก็ดีใจจนสุดจะกลั้น "ข้าจะไปกับท่านด้วยเจ้าค่ะ"
"ไม่ต้องหรอก ประเดี๋ยวโรงสีเนี่ยนจวงจะส่งถั่วเหลืองสิบสือมา เจ้าช่วยรับไว้หน่อยเถิด" พูดจบ หลี่อี้ก็เร่งม้าเดินทางไปที่เนี่ยนจวงทันที
หลัวซานเหนียงยืนอยู่ตรงนั้น เหม่อมองแผ่นหลังที่จากไปไกลของหลี่อี้อยู่นาน
หลัวเอ้อร์ผลักโม่หิน มองดูลูกสาวที่มีท่าทางเหม่อลอยไร้สติ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา







