ด้านนอกมีสายลมพัดผ่านยอดไม้ พัดเข้ามาในห้องนี้ ทว่าเปลวไฟบนโต๊ะของนักพรตหญิงกลับไม่ไหวติง
หลังจากนางได้ยินคำตอบของจ้าวฟู่อวิ๋น ก็กล่าวขึ้นทันทีว่า "ดี เช่นนั้นตกลงตามนี้ ยอดเขาหงอนไก่ ลานดูดาว"
นักพรตหญิงกล่าวจบก็หยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมา เปิดไปยังหน้าที่มีชื่อของจ้าวฟู่อวิ๋นเขียนไว้ บนนั้นมีตัวอักษรเขียนอยู่ไม่น้อย เขากวาดตามองแวบหนึ่ง มีเวลาที่เขาเข้าอารามบนเป็นต้น จากนั้นนางก็เขียนเพิ่มเติมลงไปว่า "ยอดเขาหงอนไก่ ลานดูดาว"
"มา เจ้าลงชื่อของตัวเองเถิด" นักพรตหญิงยื่นพู่กันมาให้ จ้าวฟู่อวิ๋นค้อมตัวลงเขียนชื่อของตนเอง
นักพรตหญิงยังคงกล่าวต่อไปว่า "คืนนี้เจ้าจะไปอ่านหนังสือที่หอคัมภีร์ หรือจะนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรบนภูเขาหลังช้างแห่งนี้ หรือจะไปที่ยอดเขาหงอนไก่ตอนนี้เลยก็ได้"
นางกล่าวไปพลางเก็บของไปพลาง นำสมุดเหล่านั้นเก็บใส่ลิ้นชัก แล้วหยิบกระดิ่งทองแดงอันหนึ่งยื่นให้เขา บนกระดิ่งทองแดงนั้นมีตัวอักษรเขียนว่ายอดเขาหงอนไก่และดูดาวอยู่ห้าตัว
"นี่คือกระดิ่งชำระใจ เจ้านำไปแขวนไว้ที่หน้าประตู ก็จะแสดงว่ามีคนอาศัยอยู่ กระดิ่งทองแดงนี้ยังมีสรรพคุณชำระล้างจิตใจขับไล่มารอยู่บ้าง"
จ้าวฟู่อวิ๋นรับมา ส่วนนางก็หันกลับไปหยิบตะเกียงบนโต๊ะแล้ว
นี่คือกำลังจะจากไป
จ้าวฟู่อวิ๋นย่อมถอยออกมาตามน้ำ และเอ่ยถามไปว่า "ไม่ทราบว่าศิษย์พี่หญิงมีนามว่าอย่างไรหรือขอรับ"
"ข้าชื่อหวงอิง ตั้งฉายานักพรตให้ตัวเองว่าฮั่วหลิง เจ้าเรียกข้าว่าฮั่วหลิงเถอะ" นักพรตหญิงกล่าว
"ศิษย์พี่หญิงฮั่วหลิง วันนี้รบกวนท่านแล้ว" จ้าวฟู่อวิ๋นเรียกนางว่าฮั่วหลิงอย่างว่าง่าย
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร งานชุมนุมดอกบัวของศิษย์พี่หญิงอาจจะยังไม่จบ ข้าจะแวะไปดูเสียหน่อย คาดว่าน่าจะยังมีอะไรให้กินบ้าง" หวงอิงกล่าวพลางลงกลอนประตู ทันใดนั้นนางก็หันขวับกลับมาถามว่า "เจ้ากินอะไรมาหรือยัง"
"เอ่อ ยังเลยขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นตอบ
"เช่นนั้นเจ้าต้องไปหาของกินเอง ข้าพาเจ้าไปไม่ได้หรอกนะ" หวงอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงรวดเร็ว
"ไม่เป็นไรขอรับ ศิษย์พี่หญิงเชิญตามสบาย ข้าละเว้นธัญพืชแล้ว" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"ละเว้นธัญพืชก็ดีแล้ว ละเว้นธัญพืชไม่ต้องกินข้าว แถมยังไม่ต้อง..." หวงอิงพูดถึงตรงนี้กลับชะงักไป แล้วกล่าวอีกว่า "ข้าไปก่อนละนะ!"
นางกล่าวจบ ก็ถือตะเกียง วิ่งไปในทิศทางหนึ่งราวกับกระต่ายน้อยท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่ได้ตั้งใจจะไปที่ลานดูดาวบนยอดเขาหงอนไก่ และไม่ได้ไปที่หอคัมภีร์ ทว่ากลับเดินไปมาอยู่บนภูเขาหลังช้างแห่งนี้
เงยหน้าขึ้นก็คือท้องฟ้า วันนี้บังเอิญเป็นช่วงต้นเดือน มองไม่เห็นดวงจันทร์ และประจวบเหมาะกับที่ท้องฟ้าไร้เมฆ จึงมีดวงดาวเต็มฟ้า
ภูเขาหลังช้างท่ามกลางแสงดาวย่อมมีความงดงามแปลกตาไปอีกแบบ เขาเห็นสิ่งปลูกสร้างมากมายล้วนส่องแสงจางๆ ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนนี้
สายลมพัดผ่าน เสียงกระดิ่งลมดังขึ้นเป็นระยะ ฟังแล้วชวนให้จิตใจผ่อนคลายและสงบ
บนต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ห่างๆ บนภูเขาหลังช้าง นานๆ ทีก็มีเสียงนกร้องดังขึ้นสองสามเสียง
ยังเห็นบนก้อนหินบางก้อน มีคนนั่งขัดสมาธิเข้าฌานอยู่ที่นั่น
แม้จ้าวฟู่อวิ๋นจะยังไม่ได้บำเพ็ญวิชาหลังสร้างรากฐาน แต่ก็รู้ดีว่า การเข้าฌาน จิตใจจดจ่ออยู่กับเมล็ดพันธุ์ยันต์ สัมผัสถึงฤทธานุภาพที่เมล็ดพันธุ์ยันต์นำมาให้ ย่อมไม่มีทางผิดพลาดอย่างแน่นอน
และการเข้าฌาน ไม่ใช่การฝึกพลังเวท ดังนั้นแต่ละคนจึงล้วนเงียบสงบ
แน่นอนว่า เขายืนอยู่บนภูเขาหลังช้างแห่งนี้ กลับมองเห็นในภูเขาฝั่งตรงข้ามมีลำแสงหลายสายวนเวียนอยู่บนท้องฟ้า เขารู้ว่า นั่นคือมีคนกำลังดึงดูดพลังแห่งดวงดาว
คนมีของวิเศษสามสิ่ง สารัตถะ ลมปราณ จิตวิญญาณ ฟ้ามีของวิเศษสามสิ่ง อาทิตย์ จันทร์ ดาว ดินมีของวิเศษสามสิ่ง น้ำ ไฟ ลม
วันนี้ดวงดาวเต็มฟ้า จ้าวฟู่อวิ๋นสัมผัสได้ว่า บนภูเขาฝั่งตรงข้าม อบอวลไปด้วยแสงดาวแผ่นหนึ่ง ในนั้นมีกลุ่มแสงดาวกลุ่มหนึ่งสว่างไสวเป็นพิเศษ ราวกับมีดวงดาวร่วงหล่นลงในหุบเขา
ภายในดวงตาทั้งสองของจ้าวฟู่อวิ๋นปรากฏแสงไฟวาบขึ้น 'ทำลายมาร' และ 'แสงสว่าง' ภายในยันต์นั้น ทำให้ดวงตาทั้งสองของเขาไม่ถูกล่อลวงได้ง่ายๆ อีกต่อไป
เขามองเห็นชัดเจนว่าภายในกลุ่มแสงดาวนั้นคือธงดาราผืนหนึ่ง
ธงดาราคือชื่อเรียกรวมของธงประเภทที่สามารถดึงดูดพลังแห่งดวงดาวได้ ส่วนธงดาราผืนนี้มีชื่อเฉพาะว่าอะไร จ้าวฟู่อวิ๋นไม่รู้ แต่เขารู้ว่า นี่ต้องเป็นอาวุธวิเศษที่ไม่เลวชิ้นหนึ่งอย่างแน่นอน
อาวุธวิเศษที่ดีชิ้นหนึ่ง ย่อมต้องสอดคล้องกับพลังเวทของตนเอง ย่อมต้องสอดคล้องกับฤทธานุภาพที่มาจากเมล็ดพันธุ์ยันต์ของตนเอง ดังนั้นการใช้อาวุธวิเศษร่ายเวท ย่อมต้องสามารถทำให้ความสามารถของตนเอง แสดงออกมาบนโลกหล้าได้อย่างยิ่งใหญ่หรือละเอียดอ่อนมากยิ่งขึ้น
อาวุธวิเศษ คือการนำมาใช้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมฟ้าดิน ทำให้ตนเองสามารถสื่อสารได้ง่ายขึ้น ในยามที่ถูกศัตรูโจมตี ก็ยังทำหน้าที่ป้องกันได้อีกด้วย
เขามองไปที่ไหล่เขานั่น มีคนยืนอยู่บนยอดไม้ เก็บเกี่ยวแสงดาวที่ธงดาราดึงดูดลงมา มีประกายแสงเป็นจุดๆ ร่วงหล่นเข้าสู่ร่างกายของคนผู้นั้น
แน่นอนว่า บนภูเขานี้ไม่ได้มีแค่คนที่เก็บเกี่ยวแสงดาว แต่ยังมีคนที่เก็บเกี่ยวพลังแห่งไท่อิน ทว่าวันนี้แสงดาวเจิดจ้าที่สุด ดังนั้นคนผู้นั้นจึงเตะตาที่สุด
ทุกคนล้วนกำลังหลอมสมบัติและบำเพ็ญเพียร
เขายังคงเดินต่อไปบนภูเขาหลังช้าง มองดูตำหนักใหญ่แต่ละหลัง
กลับเห็นว่าในตำหนักเล็กหลังหนึ่ง มีแสงไฟสว่างไสว ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันแว่วๆ มาจากด้านใน
ประตูก็ไม่ได้ปิด เขามองเห็นด้านในมีคนจำนวนไม่น้อยนั่งอยู่ตรงนั้น ล้อมรอบเป็นวงกลม ข้างกายแต่ละคนล้วนมีโต๊ะตัวเล็กวางอยู่ บนโต๊ะมีอาหารว่างวางอยู่ ไม่เหมือนกันสักอย่าง ดูเหมือนจะนำมาเอง
มีผลไม้สด ผลไม้อบแห้ง แล้วยังมีเนื้อ มีเหล้า ถั่ว และยังมีชาต้มกันสดๆ ตรงนั้น ถึงกับมีคนพกเตามาต้มเนื้อกินอยู่ตรงนั้น
คนด้านในกำลังพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เขากวาดสายตามองคนเหล่านั้น แล้วก็เห็นศิษย์พี่หญิงฮั่วหลิงที่เพิ่งช่วยเขาลงทะเบียนมณฑลพิธีเมื่อครู่นี้
เขาไม่อยากเข้าไปเลย ผู้อื่นกำลังจัดงานชุมนุมดอกบัวอะไรนั่น การที่เขาไปเดินเตร็ดเตร่อยู่หน้าประตูก็ดูไม่ดี จึงหันหลังเตรียมจะจากไป ทว่าในตอนที่เขาหันหลังนั้น หวงอิงที่อยู่ด้านในกลับพูดกับศิษย์พี่หญิงที่อยู่ตรงหน้านางว่า "ศิษย์พี่หญิงจินหลิง ก็คนผู้นั้นแหละเจ้าค่ะ มาถึงไม่ยอมไปเลือกมณฑลพิธีถ้ำที่พักกับข้า กลับไปดูวิชาที่หอคัมภีร์โดยตรง ปล่อยให้ข้ารอตั้งนาน ถึงได้มางานชุมนุมของท่านไม่ทัน"
ศิษย์พี่หญิงผู้นั้นย่อมมองเห็นเช่นกัน เพียงแต่จ้าวฟู่อวิ๋นแค่ยืนอยู่ด้านนอกครู่หนึ่งก็จากไป ยามนี้นางจึงเห็นเพียงแผ่นหลัง
ศิษย์พี่หญิงจินหลิงผู้นั้นกลับกล่าวว่า "ในเมื่อมีวาสนามาถึงที่นี่แล้ว เจ้าไปเรียกเข้ามาเถิด ทุกคนจะได้ทำความรู้จักกันไว้"
"จะเชิญเขาจริงๆ หรือเจ้าคะ" หวงอิงกล่าวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
"อืม ไปเถิด ศิษย์น้องที่เพิ่งเข้าอารามบนมาย่อมมีเรื่องที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่เข้าใจอยู่บ้าง พวกเราจะได้อธิบายให้พวกเขาฟังเสียเลย" ศิษย์พี่หญิงจินหลิงกล่าว
หวงอิงได้ยินดังนั้น ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ลุกขึ้นทันที ก้าวเท้ายาวๆ ออกมาด้านนอก แล้วก็เห็นจ้าวฟู่อวิ๋นกำลังมองดูทิวทัศน์ยามค่ำคืนอยู่ไม่ไกล
นางรีบวิ่งเข้าไปหา ร้องเรียก "จ้าวฟู่อวิ๋น"
จ้าวฟู่อวิ๋นหันกลับมา ยิ้มบางๆ พลางกล่าว "ศิษย์พี่หญิงฮั่วหลิง มีอะไรหรือขอรับ มีธุระอะไรหรือ"
"ศิษย์พี่หญิงจินหลิงเรียกเจ้าให้เข้าไปนั่งด้วยกัน" หวงอิงกล่าว
"เอ่อ ข้าไม่ไปดีกว่า ข้าไม่รู้จักกับทุกคนเลย" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"ไม่เป็นไรหรอก วันนี้ก็มีคนที่เพิ่งมาร่วมงานชุมนุมเหมือนกัน เจ้าเพิ่งมาที่อารามบน มีเรื่องมากมายที่ไม่เข้าใจ จะได้อธิบายให้เจ้าฟังเสียเลย" นักพรตหญิงนามว่าหวงอิง ผู้มีฉายานักพรตว่าฮั่วหลิงผู้นี้ ยามนี้บนใบหน้าไม่มีความขุ่นเคืองเล็กๆ น้อยๆ ก่อนหน้านี้หลงเหลืออยู่อีกต่อไป เพิ่มเติมมาคือความปรารถนาดีที่ยินดีช่วยเหลือผู้อื่น
"เช่นนั้น ขอบคุณศิษย์พี่หญิงที่ช่วยแนะนำให้รู้จักขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
ดังนั้น เขาจึงเดินตามเข้าไปในตำหนักเล็กหลังนี้ ตามหวงอิงไปอยู่ด้านหลังศิษย์พี่หญิงจินหลิงผู้นั้น
คนด้านในยังคงพูดคุยกันอยู่ เพียงแต่ใช้สายตามองเขาปราดหนึ่งเท่านั้น ศิษย์พี่หญิงจินหลิงก็ไม่ได้ลุกขึ้น เพียงแค่ส่งสัญญาณให้เขานั่งลงด้านหลังตนเอง
ส่วนนางก็เอี้ยวตัวมา หลังจากมองจ้าวฟู่อวิ๋นนั่งลงแล้ว ก็สำรวจเขา จู่ๆ ก็ยิ้มกล่าว "ข้าชื่อจินหลิง ยินดีต้อนรับเจ้าสู่อารามบน มา ข้าจะแนะนำคนผู้หนึ่งให้เจ้ารู้จัก"
กล่าวจบ นางก็ปรบมือ ดึงดูดความสนใจของทุกคนมา แล้วกล่าวว่า "ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จัก ท่านนี้ที่อยู่ด้านหลังข้า คือศิษย์น้องใหม่ที่เพิ่งเข้าอารามบนมาในวันนี้ แซ่จ้าว นามฟู่อวิ๋น ศิษย์น้องหลิงย่า เจ้ารู้จักหรือไม่"
จ้าวฟู่อวิ๋นขมวดคิ้ว ภายในทะเลลมปราณตันหลิงของเขา ยันต์เคราะห์กรรมราวกับควันสีดำสายหนึ่งที่พันธนาการอยู่ใต้ยันต์เทวะเพลิงชาดนั้น จู่ๆ ก็ขยับเขยื้อน
สายตาของเขาตกลงบนร่างของชายหนุ่มฝั่งตรงข้าม เพราะเขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารสายหนึ่งจากชายหนุ่มฝั่งตรงข้าม ราวกับมีปราณสังหารสายหนึ่ง รื้อฟื้นคนและเรื่องราวในอดีตบางอย่างขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ชื่อของสวี่ย่าจวินปรากฏขึ้นในใจเขา
นักพรตหนุ่มฝั่งตรงข้ามผู้นั้น เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย กล่าวว่า "เขาคือจ้าวฟู่อวิ๋นหรือ"
ได้ยินเพียงศิษย์พี่หญิงจินหลิงยิ้มกล่าว "ใช่แล้ว จ้าวฟู่อวิ๋น เขาก็เป็นคนที่เพิ่งมาร่วมงานชุมนุมของพวกเรา ฉายานักพรตคือหลิงย่า ชื่อเดิมคือสวี่ย่าเฉิง"
จ้าวฟู่อวิ๋นมองจินหลิงที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้ม แววตามีความตื่นเต้นอยู่บ้าง แล้วกล่าวว่า "ศิษย์พี่หญิงจินหลิง ช่างอารมณ์สุนทรีย์นัก ขอบคุณศิษย์พี่หญิงจินหลิงที่แนะนำให้รู้จักขอรับ"
เขาพูดถึงตรงนี้ ก็ลุกขึ้นยืนทันที ประสานมือคารวะทุกคนแล้วกล่าว "ข้าน้อยจ้าวฟู่อวิ๋น เพิ่งเข้าอารามบน หากมีสิ่งใดเสียมารยาทไป ขอศิษย์พี่ชายศิษย์พี่หญิงทุกท่านโปรดอภัยด้วย"
คำพูดของเขาเพิ่งจบลง กลับมีคนผู้หนึ่งแค่นเสียงหัวเราะเยาะกล่าว "อภัยหรือ เจ้าเป็นใครกัน ทุกคน เหตุใดต้องอภัยให้เจ้าด้วย"







