ชานเมือง โรงแรมฮ่าวอินเยว่
หวังเชียนและเพื่อนร่วมวังหยุดสังหารอีกสามคนย้ายจุดซ่อนตัวมาที่นี่
โรงแรมฮ่าวอินเยว่เป็นฐานที่มั่นสำคัญของวังหยุดสังหารในเมืองซงไห่ ผู้บริหารโรงแรมก็เป็นสมาชิกของวังหยุดสังหาร
องค์กรผู้เดินทางอิสระหลายแห่งชอบเปิดโรงแรมหรือร้านอาหารไปทั่ว เมื่อเทียบกับบ้านพักอาศัยทั่วไป สองอย่างแรกเหมาะที่สุดสำหรับการรองรับคนจำนวนมากและจัดการประชุม เพราะเป็นถิ่นของตัวเอง จึงไม่ต้องกังวลเรื่องอุปกรณ์สอดแนมใดๆ
แน่นอนว่านี่ใช้ได้เฉพาะในช่วงเวลาที่สถานการณ์สงบสุขเท่านั้น
หากต้องเผชิญหน้ากับการกวาดล้างครั้งใหญ่ของทางการ โรงแรมและร้านอาหารกลับจะถูกเปิดโปงได้ง่ายกว่า เพราะเจ้าหน้าที่รักษาความสงบจะต้องตรวจสอบทีละแห่งอย่างแน่นอน
การตรวจสอบโรงแรมและที่พักขนาดใหญ่ในซงไห่นั้น กำลังคนของพันธมิตรห้าธาตุมีไม่เพียงพอ มีเพียงกรมรักษาความสงบเท่านั้นที่จะสามารถจัดการงานที่หนักหน่วงขนาดนี้ได้
แต่หวังเชียนกับฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งและพรรคพวกมองว่า แม้ตระกูลเซี่ยโหวจะยิ่งใหญ่และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทางการ แต่ก็ไม่มากพอที่จะสั่งการกรมรักษาความสงบได้
กรมรักษาความสงบกับพันธมิตรห้าธาตุอยู่ในระดับเดียวกันและเป็นหุ้นส่วนกัน ฝ่ายแรกดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม ฝ่ายหลังดูแลความสงบเรียบร้อยระหว่างผู้เดินทางแดนวิญญาณ
แม้แต่พันธมิตรห้าธาตุเองก็ไม่มีอำนาจสั่งการระบบรักษาความสงบ นับประสาอะไรกับตระกูลผู้เดินทางแดนวิญญาณตระกูลหนึ่ง
ภายในห้องสวีท ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งนอนหลับสนิทอยู่บนโซฟา สาวแซ่บในชุดกางเกงยีนส์และเกาะอกสีดำนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าทีวีตั้งใจเล่นเกม
'เทพเซียนไร้เมตตา' ที่ใบหน้าซีดเซียวสวมหูฟัง หลับตาฟังเพลงอย่างเพลิดเพลิน
หวังเชียนยืนอยู่ริมหน้าต่าง สังเกตความเคลื่อนไหวภายนอก หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูเป็นระยะๆ
เขาพร่ำบอกตัวเองในใจว่า ไม่เร็วขนาดนั้นหรอก ไม่เร็วขนาดนั้น... ต่อให้เทพบรรพกาลเต็มใจช่วย ก็ต้องใช้เวลา
แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองโทรศัพท์ครั้งแล้วครั้งเล่า
"วางใจเถอะ ถ้าพี่สาวนายเป็นอะไรไป พวกเราจะไปตามล่าคนของตระกูลเซี่ยโหวเอง" เทพเซียนไร้เมตตาลืมตาขึ้น มองหวังเชียนที่อยู่ริมหน้าต่าง
แล้วก็เริ่มพูดถึงกลยุทธ์กำพร้าของเขาอีกครั้ง
ขี้โมโหและหัวรุนแรง หวังเชียนส่ายหน้า นิสัยของ 'เทพเซียนไร้เมตตา' นั้นสุดโต่งมาก เป็นประเภทบุญคุณต้องทดแทน แต่ถ้ามีคนหยามเกียรติ ก็พร้อมจะตายตกไปตามกันอย่างไม่ลังเล เป็นคนที่พร้อมจะทำอะไรสุดโต่งได้ง่ายๆ
นิสัยสุดโต่งแบบนี้ แม้แต่ในวังหยุดสังหารก็ยังถือว่าหาได้ยาก
หวังเชียนวางโทรศัพท์มือถือลงอีกครั้ง จ้องมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบๆ ทันใดนั้นก็มีเสียง "ติ๊งต่อง" ดังขึ้นข้างหู เขาสะดุ้ง รีบยกโทรศัพท์ขึ้นมาดู
"พี่สาวนายปลอดภัยแล้ว"
เมื่อเห็นข้อความ หวังเชียนก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เขาร้องลั่น "หัวหน้า! หัวหน้า! เทพบรรพกาลตอบข้อความผมแล้ว"
ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งสะดุ้งเฮือก ตกใจตื่นเพราะเสียงตะโกน
เพื่อนร่วมทีมทั้งสามคนพากันมารวมตัว ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ แต่กลับมีสีหน้าเคร่งเครียด
"มีลูกไม้แน่ๆ ต้องมีลูกไม้แน่ ต่อให้เขายอมช่วย ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะช่วยพี่สาวนายออกมาได้ในเวลาสั้นๆ แค่นี้"
สาวแซ่บหวอสิงหวอสู้ขมวดคิ้ว "ใช่ เวลาแค่นี้ แค่หาพี่สาวนายให้เจอยังยากเลย เว้นแต่ว่าเขาจะรู้ว่าพี่สาวนายอยู่ที่ไหน ถ้าเป็นอย่างนั้น หมอนี่ก็คงสมรู้ร่วมคิดกับเซี่ยโหวเทียนหยวนแล้วล่ะ"
เธอรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
หวังเชียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพิมพ์ข้อความกลับไป "จริงเหรอ?"
ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียง "ติ๊งต่อง" ก็ดังขึ้น เทพบรรพกาลส่งข้อความเสียงกลับมา
หวังเชียนรีบกดฟัง
"หวังเชียน ฉันถูกเจ้าหน้าที่รักษาความสงบช่วยออกมาแล้ว ตอนนี้กำลังไปที่กรมรักษาความสงบ เขตคังหยาง"
นี่คือเสียงของหวังเชี่ยน
ขอบตาของหวังเชียนแดงก่ำในทันที เขาดีใจจนเนื้อเต้น หวาดผวามาทั้งวัน ในที่สุดก็ยกภูเขาออกจากอกได้เสียที
ช่วยออกมาได้แล้วจริงๆ เหรอ? ทำงานไวไปไหม? ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งมีสีหน้าประหลาดใจ ที่เขาเสนอให้หวังเชียนไปขอความช่วยเหลือจากเทพบรรพกาล ก็เพราะเห็นแก่สถานะคนของทางการของอีกฝ่าย
ถึงจะช่วยคนออกมาไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็คงรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาได้บ้าง และถือโอกาสคานอำนาจกับตระกูลเซี่ยโหวไปด้วย
จากนั้นวังหยุดสังหารค่อยวางแผนรับมือตามข้อมูลที่เทพบรรพกาลส่งมาให้
คิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะจัดการรวดเดียวจบแบบนี้
นี่แค่หน้าใหม่ที่เป็นอัจฉริยะงั้นเหรอ? ไม่ใช่ลูกหลานของคนใหญ่คนโตในพันธมิตรห้าธาตุจริงๆ ใช่ไหม?
หวอสิงหวอสู้ถอนหายใจอย่างโล่งอก ตบไหล่หวังเชียนเบาๆ
"ทีนี้นายก็ไม่ต้องห่วงแล้ว เทพบรรพกาลคนนี้พึ่งพาได้ไม่เบาเลยนะ เดี๋ยวหาโอกาสโทรกลับไปเช็คที่บ้านดูสิ ว่าพี่สาวนายรอดมาได้จริงๆ ไหม"
ระหว่างที่กำลังคุยกัน โทรศัพท์ก็ดังขึ้น สายเรียกเข้าคือเทพบรรพกาล
หวังเชียนหันไปมองฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งทันทีเพื่อขอความเห็นจากหัวหน้า
อีกฝ่ายครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าเบาๆ
หวังเชียนรับสาย ลองหยั่งเชิงดู "เทพบรรพกาล?"
แต่เสียงที่ดังออกมาจากลำโพงกลับเป็นเสียงของพี่สาว "หวังเชียน ตอนนี้พี่ปลอดภัยแล้ว เธออยู่ไหน? ทำไมจู่ๆ ถึงไม่ไปทำงาน คนที่จับตัวพี่ไปเหมือนกำลังตามหาเธออยู่ เธอไปกู้เงินนอกระบบมาใช่ไหม?"
น้ำเสียงของหวังเชี่ยนเต็มไปด้วยความร้อนรนและวิตกกังวล เธอซักไซ้ไล่เลียงไม่หยุด
"พี่ ไม่ต้องห่วงนะ อีกสักพักผมจะกลับบ้าน" หวังเชียนปลอบใจไปสองสามประโยค ก็ได้ยินเสียงผู้ชายหนุ่มดังมาจากปลายสาย "เอาโทรศัพท์มาให้ผม" จากนั้นก็ได้ยินเสียงหยวนสื่อพูดว่า
"ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคุยเรื่องที่บ้านนะ หวังเชียน ฉันต้องการพบหัวหน้าของนาย"
เพราะมีหวังเชี่ยนอยู่ด้วย เขาจึงไม่ได้พูดคำว่า 'วังหยุดสังหาร' ออกมา
หวังเชียนชำเลืองมองฉิงเตี้ยนต้าเซิ่ง แล้วถาม "ทำไมล่ะ?"
"ตอนที่ช่วยพี่สาวนาย ตัวตนของฉันถูกเปิดเผย ตระกูลเซี่ยโหวต้องเกลียดขี้หน้าฉันแน่ เรื่องนี้พวกนายต้องรับผิดชอบนะ" จางหยวนชิงพูดเรียบๆ
"อีกอย่าง ฉันช่วยพี่สาวนายได้ครั้งเดียว ช่วยครั้งที่สองไม่ได้หรอก ถ้าตระกูลเซี่ยโหวลงมือกับครอบครัวนายอีกจะทำยังไง? หรือถ้าไปลงมือกับครอบครัวของสมาชิกคนอื่นล่ะ พวกนายจะเอายังไง?
ตอนนี้พวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ถึงเวลาต้องเอาคืนบ้าง แน่นอน ถ้าพวกนายอ่อนแอจนอยากจะหดหัวอยู่ในกระดอง ก็ถือซะว่าฉันไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกัน"
หวังเชียนกำโทรศัพท์แน่น มองไปที่เพื่อนร่วมทีม ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งยังคงลังเล หวอสิงหวอสู้พูดเสียงเบา
"ฉันว่าลองคุยดูก็ได้นะ ให้ฉันจัดการเอง"
ในเวลาแบบนี้ ความสำคัญของระดับความประทับใจก็ปรากฏให้เห็นชัดเจน
"ไม่ต้อง ฉันเอง" ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งพูด "เชื่อในฝีมือการอ่านใจคนของฉันเถอะ ให้ฉันคุยกับเขาเอง"
เขารับโทรศัพท์มา จงใจกดเสียงต่ำให้แหบพร่า
"เทพบรรพกาล นายไม่ต้องมายั่วโมโหหรอก"
"คุณคือ?" จางหยวนชิงตื่นตัวขึ้นมาทันที
"ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่ง หัวหน้าของเซิ่งโส่ว"
"โอ้ พระเจ้าช่วย ไอดีนี้โคตรเท่เลย ผมชอบนะ" จางหยวนชิงเอ่ยชม
ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างดีใจว่า
"ฉันก็ว่าชื่อนี้มันเจ๋งดีนะ ตอนตั้งชื่อนี่คิดอยู่ตั้งนาน... อะแฮ่ม เข้าเรื่องเถอะ ฉันเข้าใจความหมายของนาย แต่ก่อนที่เจ้าวังจะออกคำสั่ง พวกเราจะยังไม่เคลื่อนไหวใดๆ"
"เอาเถอะ งั้นผมไปจัดการตระกูลเซี่ยโหวเอง ใช้สงครามหยุดสงคราม ใช้การฆ่าฟันหยุดการฆ่าฟัน นี่คืออุดมการณ์ของผม พวกคุณยังห่างชั้นนัก ว่างๆ ก็ไปเปลี่ยนชื่อซะนะ" จางหยวนชิงพูดเสียงดัง
"ตดเหม็นๆ!" เทพเซียนไร้เมตตาโกรธจัด "ทางองค์กรเรามีวิธีรับมืออยู่แล้วเว้ย แต่อยู่ในมือเจ้าวัง และตั้งแต่เจ้าวังปะทะกับหัวหน้าหน่วยบังคับใช้กฎหมายของตระกูลเซี่ยโหว ก็ไม่ปรากฏตัวอีกเลย"
ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งถลึงตาใส่เขาอย่างหงุดหงิด
คนของวังหยุดสังหารสุดโต่งจริงๆ ด้วย ปากบอกว่าวิธียั่วโมโหใช้ไม่ได้ผล จางหยวนชิงหัวเราะ แล้วรีบถามต่อ "วิธีรับมือของพวกคุณคืออะไรล่ะ"
กวนหย่าเคยวิเคราะห์ไว้ว่า การที่ตระกูลเซี่ยโหวตามกัดวังหยุดสังหารไม่ปล่อยมันผิดปกติมาก ดูท่าแล้วเรื่องนี้คงมีเบื้องลึกเบื้องหลังจริงๆ
ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งสูดหายใจลึก
"พวกเราเดาว่าเจ้าวังน่าจะลงดันเจี้ยนไปแล้ว ถึงได้สั่งให้พวกเราซ่อนตัว
"ส่วนวิธีรับมือคืออะไร ไม่รู้หรอก ถึงรู้ก็บอกนายไม่ได้ เอาอย่างนี้ ช่วงนี้ฉันจะลองติดต่อเจ้าวังดู เพื่อรายงานเรื่องนี้ให้เธอทราบ
จะชดเชยก็ดี จะร่วมมือก็ช่าง ดูว่าเธอจะยอมติดต่อนายไหม พวกเราลงมือสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้จริงๆ"
เอ๋? อย่ามาติดต่อผมเลย ไปติดต่อฟู่ชิงหยางเถอะ ผมไม่อยากยุ่งกับพวกบ้าเลือดหรอกนะ... จางหยวนชิงปอดแหกอยู่ในใจ แต่ภายนอกยังคงทำทีเป็นใจดีสู้เสือ
"ผมจะรอนะ!"
วางสายเสร็จ เขาก็โล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง
เรื่องนี้เขาไปล่วงเกินสองพ่อลูกตระกูลเซี่ยโหวเข้าอย่างจัง อนาคตต้องโดนแก้แค้นแน่
ถึงเขาจะมีความดีความชอบติดตัว ตระกูลเซี่ยโหวคงไม่กล้าลงมือซึ่งๆ หน้า แต่ถ้าเล่นงานซึ่งๆ หน้าไม่ได้ ก็ลอบกัดเอาได้ ลูกไม้สกปรกมีตั้งเยอะแยะ
เพราะฉะนั้น ครั้งนี้ต้องจัดการสองพ่อลูกตระกูลเซี่ยโหวให้สิ้นซาก อย่างน้อยก็ต้องไม่ให้พวกมันลืมตาอ้าปากได้อีก
แต่พึ่งพาพันธมิตรห้าธาตุก็ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ ผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายเกี่ยวพันกันลึกซึ้งเกินไป เวลานี้จึงต้องเตรียมแผนสำรองไว้ หาความช่วยเหลือจากปัจจัยภายนอก
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงขอติดต่อหัวหน้าของหวังเชียน เพื่อเจรจากับระดับบนของวังหยุดสังหาร
"เขาวางสายไปแล้ว" ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งคืนโทรศัพท์ให้หวังเชียน
สาวแซ่บมองเขาแวบหนึ่ง แล้วหันไปมองหวังเชียนกับเทพเซียนไร้เมตตา ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าไม่ไว้ใจอีกต่อไป
"เป็นอะไรไป?" ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งขมวดคิ้ว
"ตกลงใครอ่านใจใครกันแน่?" สาวแซ่บพูดด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
? ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่ง หวังเชียน และเทพเซียนไร้เมตตา ทั้งสามคนมองหน้ากันแล้วเงียบไป
จางหยวนชิงหันไปมองหญิงสาวข้างกาย เธอนั่งหลังตรง มือทั้งสองจับพวงมาลัยแน่น
"เรื่องที่ได้ยินวันนี้ ห้ามเอาไปบอกใครเด็ดขาด ไม่งั้นน้องชายน้องตายแน่" จางหยวนชิงขู่
หวังเชี่ยนอ้ำๆ อึ้งๆ เหมือนอยากจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็พยักหน้า
ดีมาก ว่านอนสอนง่ายดี... จะให้เจ้าเปิ่นน้อยออกมาเจอแม่แท้ๆ หน่อยไหม? ช่างเถอะ คนธรรมดาเจอวิญญาณเข้า คงได้ตกใจจนสลบ ปล่อยให้เธอขับรถไปดีๆ เถอะ จริงสิ ตอนนี้ฉันควบคุมยันต์วิญญาณได้แล้ว รอจัดการเรื่องตระกูลเซี่ยโหวเสร็จ ก็ควรเริ่มรวบรวมวัตถุดิบมาปั้นเจ้าเปิ่นน้อยได้แล้ว
จัดการธุระเสร็จสรรพ อาศัยช่วงที่ยังไม่ถึงกรมรักษาความสงบ เขาก็อดใจไม่ไหวเปิดช่องเก็บของเพื่อดูของที่ยึดมาได้
อาศัยจังหวะที่หวังเชี่ยนไม่ทันสังเกต หยิบถุงมือสีแดงเพลิงออกมากำไว้ในมือ
【ชื่อ: ถุงมืออันธพาล】【ประเภท: อาวุธ】【คุณสมบัติ: เผาไหม้, รวดเร็ว, ระเบิด】【รายละเอียด: เคยเป็นถุงมือคู่ใจของผู้ใช้ไฟที่แข็งแกร่งคนหนึ่ง เนื่องจากการสวมใส่เป็นเวลานาน มันจึงค่อยๆ ซึมซับพลังของเจ้าของ และซึมซับความมุทะลุของเจ้าของมาด้วย มันสามารถสะสมพลังงานต่อไปได้ และปลดปล่อยออกมาผ่านการปะทะ】【หมายเหตุ: ระเบิดคือศิลปะ ไม่มีอะไรที่ระเบิดแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้ามี ก็ระเบิดมันอีกรอบ】จางหยวนชิงดีใจสุดขีด
ของดีนี่นา ในที่สุดฉันก็มีสกิล AOE แล้ว ชดเชยจุดอ่อนของนักฆ่าได้ แถมด้วยพลังชีวิตของเทพท่องราตรี ก็สามารถทนรับภาระจากการระเบิดหลายๆ ครั้งได้สบาย
แต่ข้อแลกเปลี่ยนนี่สิน่าปวดหัว ดูจากรายละเอียดและหมายเหตุ ก็พอจะเดาข้อแลกเปลี่ยนของถุงมือได้ไม่ยาก: มุทะลุและทำร้ายตัวเอง
อย่างหลังไม่เป็นไร เขาสามารถรับดาเมจจากแรงระเบิดได้สบายๆ แต่อย่างแรกนี่สิปวดหัว สู้แบบไม่ใช้สมอง โดนลอบกัดได้ง่ายๆ เลย
"แต่แค่ใช้เหมือนกับไข่มุกแห่งความหนักแน่น คือใช้เฉพาะช่วงเวลาสำคัญ ก็สามารถลดข้อแลกเปลี่ยนให้เหลือน้อยที่สุดได้แล้ว การฆ่าคนชิงทรัพย์นี่แหละคือหนทางสู่ความรวยอย่างแท้จริง ถ้าไม่มีค่าศีลธรรมมาคอยควบคุม ผู้เดินทางแดนวิญญาณคงฆ่ากันตายเป็นเบือแน่"
จากนั้นเขาก็เปิดหน้าต่างสเตตัสขึ้นมาดูค่าชื่อเสียง แล้วก็ต้องหัวเราะเยาะ
ชื่อเสียงไม่เพิ่มไม่ลด
การไล่ล่าระหว่างผู้เดินทางแดนวิญญาณจะไม่ถูกหักค่าศีลธรรม แต่การฆ่าฟันกันเองในฝ่ายเดียวกัน หากคนที่ฆ่าเป็นผู้เดินทางที่มีค่าชื่อเสียง ค่าชื่อเสียงของตัวเองก็จะลดลง เมื่อค่าชื่อเสียงเหลือศูนย์ ก็จะถูกหักค่าศีลธรรม
ตอนนี้ชื่อเสียงของเขาไม่เพิ่มไม่ลด แสดงว่าไอ้สวะสี่คนนั้นไม่เคยฆ่าอาชีพสายชั่วร้ายเลยแม้แต่คนเดียว ชื่อเสียงเลยเป็นศูนย์
ปลิงสังคมแท้ๆ ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย
สิบกว่านาทีต่อมา รถก็แล่นเข้ามาในกรมรักษาความสงบ
จางหยวนชิงให้หวังเชี่ยนจอดรถไว้หน้าตึกกระจก ส่วนตัวเองก็ลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในหน่วยงาน
เขาเจอผู้เดินทางแดนวิญญาณเจ็ดแปดคนที่ไม่ใช่คนของหน่วยสองที่ชั้นสอง ในจำนวนนั้นมีสาวสวยในชุดกี่เพ้าเถาวัลย์เขียว และลูกพี่ใหญ่มังกรขาวรวมอยู่ด้วย
ระหว่างทาง กวนหย่าบอกเขาแล้วว่า ฟู่ชิงหยางพาคนมารออยู่ที่กรมรักษาความสงบ เขตคังหยาง
"ศพของพวกลักพาตัวอยู่ในรถข้างล่าง รบกวนไปยกขึ้นมาทีนะครับ"
จางหยวนชิงพยักหน้าให้เถาวัลย์เขียวเล็กน้อย แล้วปรายตามองหวังไท่ที่มีสีหน้าอึดอัด ก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องทำงานของหลี่ตงเจ๋อ
"ก๊อก ก๊อก!"
เขาเคาะประตูกระจก
"เข้ามา" น้ำเสียงเย็นชาของฟู่ชิงหยางตอบกลับมา
ผลักประตูกระจกเข้าไป ในห้องทำงานอันหรูหรา ฟู่ชิงหยางนั่งอยู่ที่โต๊ะของหลี่ตงเจ๋อ บนโซฟาในโซนรับแขกมีกวนหย่าสาวขายาว หลิงจวินในชุดสบายๆ และคนคุ้นเคยที่ไม่ได้เจอกันนานอีกคนหนึ่ง
หยวนถิง!
ยังมีชีวิตอยู่อีกแฮะ ดูเหมือนผู้อาวุโสซุนจะยังไม่ออกจากดันเจี้ยน... จางหยวนชิงค่อนขอดในใจ แล้วหันไปมองฟู่ชิงหยาง
"หวังเชี่ยนกับศพของพวกลักพาตัว ผมพามาหมดแล้วครับ"
ฟู่ชิงหยางพยักหน้าอย่างสุขุม "ฉันส่งคนไปเรียกตัวเซี่ยโหวเทียนอวิ๋นมาแล้ว รอได้หลักฐานครบเมื่อไหร่ ก็คุมตัวได้เลย"
พูดจบ เขาก็หันไปมองหยวนถิง ฝ่ายหลังลุกขึ้นยืน บ่นอุบอิบ "ต้องสอบถามวิญญาณอีกแล้ว ผู้กองร้อยฟู่ คุณต้องให้เบี้ยเลี้ยงผมด้วยนะ"
ฟู่ชิงหยางพูดเรียบๆ "ไม่มีปัญหา หวังว่าตอนเบี้ยเลี้ยงออก มันจะไม่กลายเป็นมรดกไปซะก่อนล่ะ"
หยวนถิงหน้าเจื่อนไปทันที อดไม่ได้ที่จะหันไปมองจางหยวนชิงอย่างปวดใจ
"ทุกอย่างมันเริ่มมาจากนาย นายก็ต้องให้เบี้ยเลี้ยงฉันด้วยนะ"
ได้ เดี๋ยวฉันจะเผากงเต๊กไปให้... จางหยวนชิงตอบกลับในใจเงียบๆ เขามองไปที่ฟู่ชิงหยาง แล้วพูดว่า
"ผู้กองร้อยครับ ในกลุ่มคนร้ายมียอดฝีมืออยู่ด้วย แน่ใจเหรอครับว่าจะไม่ให้ผมเป็นคนสอบถามวิญญาณ"
ความหมายแฝงของประโยคนี้คือ ผมฆ่าศัตรูระดับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเผยไพ่ตายไปส่วนหนึ่ง เขารู้ว่าฟู่ชิงหยางรู้เรื่องที่เขามีไอเทมประเภทกฎเกณฑ์
ฟู่ชิงหยางพูดเรียบๆ "หัวหน้าหน่วยหยวนขยันขันแข็ง เป็นคนซื่อตรง ให้เขาสอบถามวิญญาณก็พอแล้ว"
นี่กำลังออกหน้าแทนหยวนถิงงั้นเหรอ? จางหยวนชิงไม่พูดอะไรอีก
ไม่กี่นาทีต่อมา หยวนถิงก็กลับมาด้วยใบหน้าซีดเผือด รายงานด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า
"พวกลักพาตัวเป็นผู้เดินทางที่ตระกูลเซี่ยโหวเลี้ยงไว้ พวกมันจับตัวพี่สาวของหวังเชียนไป โดยมีเซี่ยโหวเทียนหยวนเป็นคนสั่งการ"
หยวนถิงเป็นหัวหน้าหน่วยของสำนักไท่อี ข้อกล่าวหาของเขา สามารถเป็นตัวแทนของสำนักไท่อีได้ในระดับหนึ่ง
จากนั้น หยวนถิงก็มองจางหยวนชิงด้วยสีหน้าซับซ้อน "นายฆ่าผู้ใช้ไฟระดับ 3 ได้ เป็นแค่หน้าใหม่แต่เก่งขนาดนี้ ตัวประหลาด ตัวประหลาดชัดๆ"
เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องรองเท้าเต้นรำสีแดงจริงๆ ด้วย
หลิงจวินหรี่ตายิ้ม "ไม่งั้นจะเรียกว่าอัจฉริยะได้ยังไงล่ะ คดีลักพาตัวครั้งนี้ฉันได้ยินมาแล้ว หยวนสื่อ นายทำได้ดีมาก ฉันชอบคนหนุ่มที่มีความยุติธรรมนะ แต่นายรู้ไหมว่าสิ่งที่อัจฉริยะกลัวที่สุดคืออะไร"
ยังไงก็ไม่ใช่การไม่มีแฟนก็แล้วกัน... จางหยวนชิงยิ้มตอบ "อะไรครับ?"
"คือการอายุสั้นไงล่ะ!" หลิงจวินจิบชาไปอึกหนึ่ง แล้วพูดต่อ "งั้นนายรู้ไหมว่าต้องทำยังไงถึงจะไม่อายุสั้น"
คิดจะดึงตัวฉันอีกแล้ว เจ้านายสายตรงก็นั่งจ้องอยู่ข้างๆ จางหยวนชิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบปฏิเสธอย่างมีศิลปะ "ตายตั้งแต่เด็กเหรอครับ?"
หลิงจวินสำลักจนไอค่อกแค่ก "ไม่ใช่เว้ย คือการหาที่พึ่งต่างหากล่ะ เข้าสำนักไท่อีสิ ฉันจะคุ้มครองนายเอง ตระกูลเซี่ยโหวไม่กล้าแก้แค้นแน่"
สายตาที่ฟู่ชิงหยางมองจางหยวนชิงมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตาเย็นชาไปมองหลิงจวิน
"ก๊อก ก๊อก!"
ตอนนั้นเอง ประตูกระจกห้องทำงานก็ถูกเคาะอีกครั้ง
ฟู่ชิงหยางมองไป "เข้ามา"
ชายหนุ่มหน้าตาเย็นชาในชุดเสื้อยืดสีดำเดินเข้ามาในห้องทำงาน หยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน แล้วพูดเสียงเบาว่า
"เซี่ยโหวเทียนหยวนถูกจับกุมตัวแล้วครับ"
ฟู่ชิงหยางหรี่ตาลง "ใครเป็นคนจับ"
ชายหนุ่มหน้าตาเย็นชาตอบ "ผู้ดูแลผางจากเขตเฟิ่งหัวครับ เมื่อกี้เซี่ยโหวเทียนหยวนไปทำร้ายร่างกายคนในเขตเฟิ่งหัว เลยถูกผู้ดูแลผางจับกุมตัวไว้ หลังจากการสอบสวน เซี่ยโหวเทียนหยวนก็รับสารภาพความผิดอื่นๆ เพิ่มเติม อย่างเช่นคดีลักพาตัวครั้งนี้ครับ"
เมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน จางหยวนชิงก็ใจหายวาบ รู้สึกได้ทันทีว่างานเข้าแล้ว
ตามกฎภายในของพันธมิตรห้าธาตุ เพื่อป้องกันการแย่งผลงาน พื้นที่ใครเกิดเรื่อง คนนั้นก็รับผิดชอบ ใครสืบคดีได้ คนนั้นก็รับผิดชอบ
ผู้ดูแลผางจากเขตเฟิ่งหัว 'สืบพบ' คดีนี้ ตามหลักการแล้วเขาก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบ แต่เพราะเขาเข้ามามีส่วนร่วมในคดีนี้ก่อนก้าวหนึ่ง แถมยังมีผู้เสียหายมาแจ้งความ สิทธิ์ในการจัดการเรื่องนี้จึงกลายเป็นที่ถกเถียง
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือเซี่ยโหวเทียนหยวนไปทำร้ายคนในเขตเฟิ่งหัวและถูกควบคุมตัวไว้ สิทธิ์ในการจัดการเหตุการณ์นี้จึงไม่มีข้อโต้แย้ง
ต้องเป็นเขตเฟิ่งหัวที่รับผิดชอบ
เมื่อเป็นแบบนี้ เขตเฟิ่งหัวก็สามารถประวิงเวลาในการจัดการเรื่องนี้ได้ โดยอ้างเรื่องการสืบสวน เพื่อปกป้องเซี่ยโหวเทียนหยวน
จากนั้นค่อยมาแย่งอำนาจในการจัดการคดีลักพาตัวกับเขตคังหยางทีหลัง
สรุปก็คือยังไงคนก็ต้องไม่ตกไปอยู่ในมือเขตคังหยาง ขอแค่ยื้อเวลา 'เชิงกลยุทธ์' นี้มาได้ ตระกูลเซี่ยโหวก็จะมีเวลาดำเนินการ
การกระทำทั้งหมดนี้ ถือว่าเล่นแร่แปรธาตุกับกฎเกณฑ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่งเลยทีเดียว
ถ้าไม่กำจัดสองพ่อลูกตระกูลเซี่ยโหว ภัยร้ายต้องตามมาไม่จบไม่สิ้นแน่ ถ้าพันธมิตรห้าธาตุจัดการไม่ได้ ก็มีแต่ต้องร่วมมือกับวังหยุดสังหารแล้ว จางหยวนชิงรู้สึกหนักใจเล็กน้อย "ผู้กองร้อยฟู่ ตอนนี้ควรทำยังไงดีครับ?"
ฟู่ชิงหยางปรายตามองเขา "ผู้เสียหายมาแจ้งความกับนายใช่ไหม?"
"ใช่ครับ!"
"ก่อนที่เซี่ยโหวเทียนหยวนจะไปทำร้ายคนใช่ไหม?"
"ใช่ครับ!"
ฟู่ชิงหยางพูดเรียบๆ "งั้นก็ไปจับคนมาสิ"
"แต่ว่า..." จางหยวนชิงคิดในใจ แต่ว่าคนอยู่เขตเฟิ่งหัวหมดแล้ว เราจะไปจับยังไง บุกไปแย่งมาเหรอ?
ฟู่ชิงหยางลุกขึ้นจากโต๊ะ เดินเนิบนาบเข้ามาหา ใช้สายตาที่ลึกล้ำดั่งสระน้ำจ้องมองลูกน้องตัวน้อย แล้วพูดเรียบๆ ว่า
"ในเวลาที่กฎเกณฑ์ขัดแย้งกัน ในเวลาที่ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผล ใครกำปั้นใหญ่กว่า คนนั้นคือคนตัดสิน จำข้อนี้ไว้ให้ดี และอีกอย่าง..."
ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักของเขาฉายแววจริงจัง เอ่ยเตือนว่า
"ง้างธนูแล้วไม่มีลูกศรหวนกลับ ในเมื่อสร้างศัตรูแล้ว นายก็ต้องทุ่มสุดตัวเพื่อฆ่ามันให้ตาย ต่อให้ผู้อาวุโสจะออกหน้ามาห้าม นายก็ต้องระเบิดหัวหมาๆ ของผู้อาวุโสทิ้งซะ"
ฟู่ชิงหยางหมุนตัวเดินออกไป ฝีเท้าเชื่องช้าแต่หนักแน่น ทิ้งแผ่นหลังอันเหยียดตรงไว้ให้ทุกคนในห้อง
"ตามฉันไปจับคน"
กรมรักษาความสงบ เขตเฟิ่งหัว
ตึกฝั่งตะวันตกของกรมรักษาความสงบ ในห้องทำงานที่สว่างไสว บนโซฟารับแขก เซี่ยโหวเทียนหยวนใช้มือซ้ายคลึงลูกวอลนัทคู่หนึ่ง มือขวาถือถ้วยกระเบื้องเคลือบ ซดน้ำชาดังซี้ด
"ของเล่นชิ้นนี้สัมผัสดีไม่เลว เล่นมานานแล้วสิท่า"
"ถ้าคุณชายเทียนหยวนชอบ ก็ยกให้เลยครับ"
ผู้ดูแลผางยิ้มบางๆ เขาสวมเสื้อโค้ทหนังทับชุดยูโดสีขาวที่อยู่ด้านใน
ชายคนนี้รูปร่างกำยำ ใบหน้าเหลี่ยม เวลาไม่ยิ้ม จะให้ความรู้สึกเคร่งขรึมและดุดันเป็นพิเศษ
"ช่างเถอะ วิญญูชนไม่แย่งชิงของรักของใคร!" เซี่ยโหวเทียนหยวนวางลูกวอลนัทและถ้วยชาลง ขยับปกเสื้อสูทให้เข้าที่ แล้วพูดว่า
"มีเรื่องจะรบกวนคุณสองเรื่อง พวกเราสืบข่าวจากทางตระกูลเซี่ยมาได้ว่า หลังจากตระกูลนั้นล่มสลายไปในปีนั้น สมาชิกตระกูลที่เหลือรอดก็กระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ และเจ้าวังหยุดสังหารก็ถูกส่งมาที่ซงไห่ในตอนนั้นแหละ
"ตอนนั้นเธอยังเป็นเด็ก ไม่ใช่ผู้เดินทางแดนวิญญาณ จะได้เป็นผู้เดินทางแดนวิญญาณได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้ ตอนย้ายทะเบียนบ้านคงไม่ได้ระวังเรื่องการปกปิดข้อมูลตัวตนเป็นพิเศษ ฉันอยากให้คุณช่วยตรวจสอบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของซงไห่ให้หน่อย
"ตอนนี้ยืนยันได้แค่ว่า อายุของเธออยู่ระหว่าง 24-27 ปี แล้วก็ ฉันไปถามผู้อาวุโสในตระกูลมาแล้ว ให้คนวาดภาพเหมือนของสมาชิกหลักของตระกูลนั้นในตอนนั้นมา คุณลองใช้ระบบจดจำใบหน้าเทียบดูแล้วกัน"
"ยากนะแบบนี้" ผู้ดูแลผางส่ายหน้า รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก ประชากรที่อาศัยอยู่ในซงไห่มีตั้งยี่สิบล้านกว่าคน มีทะเบียนบ้านในพื้นที่ก็สิบล้านกว่าคนแล้ว
"แน่นอนว่ายาก เพราะงั้นถึงมีเวลาให้ถมเถ" เซี่ยโหวเทียนหยวนยิ้ม "ไม่ว่าเรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่ คุณก็สามารถไปที่คลังสมบัติของตระกูลเซี่ยโหว เพื่อเลือกไอเทมระดับนักบุญได้หนึ่งชิ้น"
ผู้ดูแลผางเผยรอยยิ้ม "ตกลง"
เซี่ยโหวเทียนหยวนพูดต่อ
"เรื่องที่สอง ช่วยฉันสืบข้อมูลของเทพบรรพกาลแห่งเขตคังหยางที ฉันต้องการรู้ตัวตนในชีวิตจริงของเขา"
ผู้ดูแลผางขมวดคิ้วถาม "คุณจะแก้แค้นเขาเหรอ?"
เซี่ยโหวเทียนหยวนยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้าเคร่งขรึม "ในเมื่อมันคิดจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับฉัน มันก็คือศัตรู การรับมือกับศัตรู จะใช้วิธีไหนก็ย่อมได้ทั้งนั้น"
เขายังมีความจริงอีกข้อหนึ่งที่ไม่อยากยอมรับ นั่นคือไอ้เด็กนั่นเก่งมาก เก่งจนทำให้เขาอิจฉา เก่งจนทำให้เขาหวาดระแวง
ผู้ดูแลผางครุ่นคิดอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะพูดเสียงขรึมว่า
"งั้นคุณก็ควรจะจัดการให้มันเนียนๆ หน่อยนะ ถ้าถูกสืบเจอเข้า ผมก็ปกป้องคุณไม่ได้แล้วเหมือนกัน ข้อมูลตัวตนของเทพบรรพกาลผมสืบไม่ได้ ต้องใช้สิทธิ์ระดับผู้อาวุโสถึงจะทำได้
"ผมมีคำแนะนำให้คุณสองข้อ ไปเค้นถามจากหัวหน้าของเขา หลี่ตงเจ๋อต้องรู้ข้อมูลตัวตนของเทพบรรพกาลแน่ แต่ถ้าทำแบบนั้น คุณก็ต้องฆ่าหลี่ตงเจ๋อทิ้ง"
"ทำแบบนั้นก็เท่ากับบอกให้ทุกคนรู้ว่าฉันจะฆ่าไอ้เด็กนั่นน่ะสิ" เซี่ยโหวเทียนหยวนมองข้ามคำแนะนำนี้ไปทันที แล้วถาม "ข้อที่สองล่ะ"
ผู้ดูแลผางบอก "เมื่อครึ่งเดือนก่อน เทพบรรพกาลฆ่าปีศาจล่อลวงไปตนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยซงไห่ ปีศาจล่อลวงตนนั้นเพิ่งจะหนีรอดจากการตามล่ามาได้ ไม่มีใครหามันเจอ
"เทพบรรพกาลน่าจะบังเอิญไปเจอมันที่ซงไห่นั่นแหละ"
เซี่ยโหวเทียนหยวนตาเป็นประกาย "เขาอายุยังน้อย คุณกำลังจะบอกว่า เขาเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยซงไห่งั้นเหรอ?"
ผู้ดูแลผางจับถ้วยชาไว้ จิบไปพลางพูดไปพลาง "นั่นคุณต้องไปสืบดูเอาเองแล้วล่ะ"
ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้ม
ตอนนั้นเอง ผู้ดูแลผางก็ขมวดคิ้ว มองไปที่ประตูห้องทำงาน
ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้น ผู้เดินทางของทางการคนหนึ่งผลักประตูเข้ามา สีหน้าไม่สู้ดีนัก รีบร้อนรายงานว่า
"ผู้ดูแลผางครับ ผู้ดูแลฟู่จากเขตคังหยาง นำกำลังบุกเข้ามาแล้วครับ"







