น้ำเสียงของหลินนั่วแผ่วเบาแฝงด้วยความสั่นนิดๆ เพราะบนโลกใบนี้มีเพียงคนๆ เดียวเท่านั้นที่จะทำให้เป่ยจี๋แสดงความผูกพันอาลัยอาวรณ์ออกมาชัดเจนแบบนี้ได้ นั่นก็คือพี่ชายที่เสียชีวิตไปแล้วของเธอเอง
“ผมชื่อกู้สิง”
กู้สิงมองเด็กสาวตรงหน้า ใบหน้ารูปไข่สวยจัดโดดเด่น ผิวขาวละเอียด ผ่านการขัดเกลาจากกาลเวลาห้าปี ทำให้ความเยาว์วัยในวันวานเลือนหายไปที่ละน้อย หางตาเรียวยาวเชิดขึ้นเล็กน้อย แฝงความเย็นชาที่ไม่ง่ายจะเข้าหา
น้องสาวโตแล้วสินะ.......
หลินนั่วเงยตาขึ้นช้าๆ จ้องมองกู้สิงอยู่นาน “เป่ยจี๋ไม่เคยทำแบบนี้กับคนนอก”
“อืม”
กู้สิงยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “อาจเป็นเพราะบังเอิญผมมีกลิ่นแคทนิปติดตัวอยู่นิดหน่อยก็ได้”
หลินนั่วชะงักไป
ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเพราะสาเหตุนี้ เป่ยจี๋ชอบกลิ่นแคทนิปจริงก็จริงอยู่ แต่ถึงกับชอบจนกระโจนเข้าไปซุกอกคนแปลกหน้าแบบนี้ มันจะเว่อร์เกินไปหน่อยหรือเปล่า?
“เป่ยจี๋”
หลินนั่วตั้งใจจะอุ้มเจ้าเหมียวกลับมา
เจ้าอ้วนสีส้มทองไม่ตอบสนอง
กู้สิงอุ้มแมวแล้วยัดคืนลงไปในอ้อมแขนของหลินนั่ว ครั้งนี้เป่ยจี๋กลับไม่ดิ้นรน เพียงแต่ส่งเสียงเหมียวๆ ใส่เขาอย่างงงๆ คล้ายไม่เข้าใจ
กู้สิงก้มตัวลงเล็กน้อย ลูบหัวเล็กๆ ของเป่ยจี๋ในอ้อมแขนของหลินนั่ว เอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับปลอบเด็ก “เราได้เจอกันอีกแน่”
หลินนั่วรู้สึกประหลาดอยู่ในใจ
เมื่ออุ้มเจ้าเหมียวหันหลังเดินจากไป หลินนั่วคล้ายจะรู้สึกได้ว่าเป่ยจี๋กำลังขยับตัวเล็กน้อย หันกลับไปมองอย่างอาลัยอาวรณ์ มองตามเจ้านายคนใหม่ที่ชื่อกู้สิงคนนั้นไม่วางตา
หลินนั่วครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ
กระทั่งเด็กสาวคนนั้นพาคนกลุ่มนั้นเดินห่างออกไปไกลแล้ว ซุนหมิงหล่างถึงได้โล่งใจในที่สุด ถอนหายใจเฮือกหนึ่งพลางตบอกตัวเองเบาๆ
“ต้องขนาดนั้นเลยเหรอ?”
กู้สิงมองซุนหมิงหล่างอย่างขำๆ
ซุนหมิงหล่างพูดไม่ออก “ปฏิกิริยาแบบฉันนี่ถือว่าปกติมากแล้วนะ รู้ไหมว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร?”
“ใคร?”
“คนเดียวในทั้งเฉินฮว่ากรุ๊ปที่เลี้ยงแมวในสำนักงานใหญ่ได้ นายว่าถ้าไม่ใช่น้องสาวคุณหลินโม่ แล้วจะเป็นใครได้อีก?”
“อ้อ หลินนั่ว”
“ระวังหน่อยเถอะ เรียกชื่อห้วนๆ แบบนี้ ถ้ามีใครมาได้ยินเข้าจะทำยังไงล่ะ เขาเป็นองค์หญิงน้อยแห่งเฉินฮว่าเชียวนะ ขนาดประธานซ่งยังต้องตามใจเลย ครั้งหน้าถ้าเจอให้เรียกว่าประธานหลิน!”
“ก็ได้”
กู้สิงรับคำง่ายๆ แล้วถือโอกาสเม้าท์ต่อ “เธอทำงานตำแหน่งอะไรในบริษัทเหรอ?”
ซุนหมิงหล่างพากู้สิงเดินไปยังลิฟต์สำหรับพนักงานทั่วไป “ถึงจะมีตำแหน่งรองประธานติดตัวอยู่ แต่แทบไม่เคยยุ่งกับงานบริหารจริงๆ ของบริษัทเลย สนใจอยู่แค่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณหลินโม่เท่านั้น ตั้งแต่เรื่องใหญ่ระดับโครงการพัฒนาผลงานก่อนเสียชีวิตของคุณหลินโม่ที่เกี่ยวกับทั้งกลุ่มบริษัท ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ แค่แผนกไหนอยากเอารูปถ่ายสมัยมีชีวิตของคุณหลินโม่มาใช้ทำโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ภายใน ยังไม่พอ แค่สิทธิ์การเปิดดูเอกสารชิ้นหนึ่งในคลังข้อมูล ถ้ามีคำว่า ‘หลินโม่’ โผล่อยู่แม้แต่นิดเดียว สุดท้ายก็ต้องให้ประธานหลินเป็นคนพยักหน้าก่อนทั้งนั้น อย่างน้อย เธอต้องรู้เรื่อง”
เดินออกจากตึก
ซุนหมิงหล่างถอนหายใจด้วยความทึ่ง “เธอเป็นสายเลือดแท้ๆ คนเดียวที่คุณหลินโม่ทิ้งเอาไว้บนโลกใบนี้ รุ่นบุกเบิกที่ตามคุณหลินโม่มาสร้างอาณาจักรด้วยกันในตอนแรก ต่างก็เห็นเธอเป็นดั่งองค์หญิง เอาใจตามใจสุดๆ แบบไม่รู้จะสุดยังไง เพราะงั้นที่ฉันกลัวก็ถือว่าปกติแล้วล่ะ ไม่ต้องพูดถึงฉันเลย ขนาดประธานซ่งเองก็ยังเกรงๆ เธออยู่เหมือนกัน ไม่ได้ยินเหรอว่าคนอื่นเขาก็เรียกชื่อจริงประธานซ่งกันตรงๆ ทั้งนั้น มีแต่นายเมื่อกี้นี่แหละที่ทำตัวกล้าหาญต่อหน้าเธอจังนะ”
กู้สิงหัวเราะ “ผมจะไปรู้ได้ยังไงล่ะว่าเธอเป็นคนใหญ่คนโตขนาดนี้”
ซุนหมิงหล่างพยักหน้า “ในบริษัทลือกันว่าประธานหลินเป็นคนแปลกประหลาดหน่อยๆ แต่พอได้เจอตัวจริงวันนี้ ฉันว่าก็ไม่ได้ขนาดนั้นนะ ไม่ได้หยิ่งหรือวางอำนาจข่มคนอื่นอย่างที่คิดไว้เลย......”
กู้สิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ผมว่าก็หยิ่งอยู่เหมือนกันนะ ขนาดขบวนยังใหญ่โตขนาดนั้น”
ซุนหมิงหล่างหัวเราะเบาๆ “ก็เพราะประธานหลินเป็นตัวตนพิเศษแบบนี้ไงล่ะ เธอไม่เคยแย่งชิงอำนาจอะไรในบริษัทเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เธอพูดคำว่า ‘ไม่’ ขึ้นมาเมื่อไหร่ ล่ะก็ จะไม่มีใครดันเรื่องนั้นต่อไปได้เลย วันนี้ถือว่าโชคดีที่ไม่มีเรื่องผิดพลาดอะไรเกิดขึ้น ถ้าคราวหน้าบังเอิญเจออีกล่ะก็ นายทำตัวให้สุภาพไว้ไม่มีเสียหายแน่นอน”
กู้สิงตอบรับเบาๆ “อืม” สายตาเหม่อมองทิวทัศน์ริมถนนนอกหน้าต่างที่กำลังถอยห่างไปอย่างรวดเร็ว
เพิ่งได้เจอกันใกล้ๆ แบบนี้ก็รู้สึกได้ทันทีว่าบุคลิกของน้องสาวเหมือนจะหม่นลงไปเยอะ ไม่ได้สดใสร่าเริงเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว แถมยังให้ความรู้สึกเย็นชาเฉยเมยอยู่ห่างๆ อีกต่างหาก เรื่องนี้ทำให้กู้สิงรู้สึกกังวลอยู่ลึกๆ
พอขึ้นไปนั่งในรถตู้ส่วนตัว ซุนหมิงหล่างกำลังจะออกรถ มือถือก็สั่นครืดขึ้นมาเสียก่อน เธอรีบกดรับสายทันที
“หัวหน้าแผนกหวงเหรอคะ?”
“ขอโทษจริงๆ นะคะ!”
“ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไม่แวะไปหาหรอกค่ะ แต่หลังจากนี้กู้สิงยังมีงานอีกรายการหนึ่งต้องไปต่อ ฉันจำเป็นต้องรีบพาเขาไปให้ทัน ไว้คราวหน้าฉันจะพากู้สิงไปสวัสดีหัวหน้าแผนกหวงแน่นอนค่ะ!”
“ละครสั้นเหรอคะ?”
“คืออย่างนี้ค่ะ หัวหน้าแผนกหวง ตอนนี้สภาพของกู้สิงไม่เหมาะจะไปถ่ายละครสั้นแล้ว ทางบริษัทตัดสินใจจะดันระดับศิลปินของเขาขึ้น ตอนนี้ให้เขาไปถ่ายละครสั้นมันไม่เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการในอนาคตของเขาเลยค่ะ”
“สัญญาเหรอคะ?”
“หัวหน้าแผนกหวงลองเช็กในระบบภายในได้เลยนะคะ เรื่องสัญญาได้เริ่มเดินเรื่องไปแล้ว ทุกอย่างยืนยันชัดเจนเรียบร้อย อีกไม่นานเขาก็จะย้ายออกจากแผนกละครสั้นแล้ว ตอนนี้จะเร่งดันโปรเจกต์ละครสั้นขึ้นมาใหม่แบบนี้ มันจะไม่ค่อยตรงตามระเบียบสักเท่าไหร่ไหมคะ......”
ห้านาทีต่อมา ซุนหมิงหล่างกดวางสาย สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก
กู้สิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้ยินเนื้อหาโดยรวม เลยถามขึ้นว่า “ทางแผนกละครสั้นติดต่อมาให้ผมไปถ่ายซีรีส์เหรอ?”
ซุนหมิงหล่างพยักหน้า “สัญญาศิลปินของนายตอนนี้ถูกโยกไปอยู่ที่แผนกละครสั้นของสำนักงานใหญ่ เดิมทีแผนกนั้นรับผิดชอบนายอยู่ พอดีช่วงนี้นายเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา หัวหน้าแผนกละครสั้นหวงซือเหรินเลยอยากให้นายลงไปถ่ายละครสั้นเพิ่ม แต่ฉันได้ยื่นเรื่องขอย้ายนายไปที่แผนกศิลปินแล้ว เพียงแต่หนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการยังไม่ได้ออก เพราะบริษัทต้องเดินเรื่องขั้นตอนการโยกย้ายก่อน”
กู้สิงทำท่าคิด “งั้นพูดง่ายๆ คือเขาคิดจะเล่นเกมฉวยจังหวะช่วงเวลาให้ได้สินะ?”
ซุนหมิงหล่างพยักหน้าอีกครั้ง “แผนกนี้เพิ่งตั้งขึ้นมาไม่นาน แต่ตอนนี้ถ่ายละครสั้นไปแล้วเป็นร้อยเรื่อง ทุกเรื่องล้วนทำแบบลวกๆ คุณภาพต่ำทั้งนั้น ถ้านายไปเล่นละครสั้นพวกนี้ ไม่ว่าจะในแง่ภาพลักษณ์ศิลปินหรือระดับความดัง มันล้วนเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ทั้งนั้น......”
กู้สิงพูดว่า “งั้นถ้าถ่วงเวลาไปสักครึ่งเดือนให้เรื่องโยกย้ายผ่านหมดก็น่าจะพอใช่ไหม?”
ซุนหมิงหล่างยิ้มแห้ง “มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ตอนนี้สัญญาของนายอยู่ในมือแผนกละครสั้น หวงซือเหรินมีสิทธิ์ใช้สัญญาฉบับนี้ระงับการออกรายการทั้งหมดของนาย แล้วเปลี่ยนไปจัดสรรคิวงานอื่นให้แทน นั่นคืออำนาจของเขาในฐานะหัวหน้าแผนกละครสั้น เพียงแต่หัวหน้าคนอื่นๆ ในบริษัทปกติจะไม่ทำอะไรเสียหน้าแบบนั้นหรอก นายเองก็เกือบจะย้ายออกอยู่แล้ว ไหนจะรู้กันดีอยู่ว่าการให้ไปถ่ายละครสั้นจะทำลายอนาคตของนาย แต่เขาก็ยังจะดันทุรังบังคับให้นายไปถ่ายงานแบบนั้นอยู่ดี”
ในเฉินฮว่า ถ้าไม่จนหนทางจริงๆ แทบไม่มีนักแสดงคนไหนเต็มใจไปถ่ายละครสั้นเลย
ซุนหมิงหล่างเผลอถอนหายใจออกมา “เจ้าหวงซือเหรินนี่นะ ฝีมือทำงานก็แค่กลางๆ แต่เรื่องประจบประแจงไต่เต้านี่ที่หนึ่งเลย เขาอาศัยตามติดผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งไม่ห่าง เลยได้สิทธิ์ขึ้นมาคุมแผนกที่เพิ่งตั้งใหม่ เขาถึงได้รีบร้อนอยากสร้างผลงานให้เห็นเร็วๆ แบบนี้ เพราะต้องใช้ผลงานที่จับต้องได้อย่างรวดเร็วมาพิสูจน์ตัวเอง เพื่อจะได้ยึดเก้าอี้ตัวปัจจุบันให้มั่น ยิ่งใช้สัญญามัดตัวศิลปิน บังคับให้นักแสดงที่กำลังอยู่ในช่วงขึ้นอย่างนายไปเล่นละครสั้นคุณภาพต่ำ เพื่อรีดมูลค่าในระยะสั้น สำหรับหวงซือเหรินแล้ว เรื่องพรรค์นี้ไม่ใช่อะไรใหญ่โตเลย ไปพูดกับคนแบบเขาเรื่องศักยภาพการพัฒนาในระยะยาวของศิลปิน มันสู้ตัวเลขปิดจ๊อบ KPI ประจำเดือนของแผนกเขาไม่ได้เลยสักนิด”
กู้สิงพูดว่า “สรุปก็คือไม่มีทางอื่น ผมต้องยอมลดตัวลงไปถ่ายละครสั้นให้เขาเหรอ?”
ซุนหมิงหล่างทำอะไรไม่ได้ นอกจากพยักหน้ารับ “ก็เราเล่นซวยมาเจอหวงซือเหรินนี่แหละ หมอนี่ขึ้นชื่อเรื่องไม่แยแสกฎเกณฑ์ ก่อนหน้านี้เคยถูกแจ้งเรื่องล่วงละเมิดในที่ทำงานด้วยซ้ำ สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าพนักงานหญิงคนนั้นต้องลาออกไปเอง ส่วนเขาแค่ถูกโยกย้ายมาคุมแผนกละครสั้น นายถ้าไม่ยอมถ่ายละครสั้นตามที่เขาสั่ง เขาต้องสั่งหยุดงานทั้งหมดของนายแน่ แล้วก่อนที่นายจะย้ายออก เขายังจะอาศัยอำนาจในมือยัดสัญญางานขยะจากข้างนอกมาให้เป็นตั้งๆ พอถึงตอนนั้น ต่อให้นายถูกโยกไปแล้ว ก็ยังต้องทำตามสัญญาพวกนั้นอยู่ดี ถ้าไม่ทำก็ต้องจ่ายค่าปรับสัญญาเอง”
“เรื่องมันยุ่งยากขนาดนี้เชียว”
กู้สิงขมวดคิ้วนิดๆ คิดพิจารณาอยู่สักพักก็พบว่าเรื่องนี้ดูเหมือนไม่มีทางแก้ ในนาทีที่ผู้บริหารระดับกลางของเฉินฮว่าอยากจะกลั่นแกล้งศิลปินในสังกัด ถ้าเขาหน้าไม่อายเสียอย่าง ฝ่ายศิลปินก็แทบไม่มีช่องทางจะต่อต้านอะไรได้เลย
งั้นก็เหลือแค่ใช้ ‘สูตรโกง’ แล้วล่ะ
กู้สิงเรียก ระบบ ออกมา “ใช้ อำนาจควบคุม ไล่หวงซือเหรินออกจากบริษัทโดยตรงเลยดีกว่า”
【ติ๊งต่อง】
【คำสั่งนี้ได้ถูกส่งผ่านมูลนิธิเฉินฮว่าไปยังสำนักงานใหญ่เฉินฮว่ากรุ๊ปแล้ว】
ชั้นที่สามสิบเก้า ของอาคารเฉินฮว่า
ในห้องทำงานประธานกรรมการ หน้าต่างกระจกใสบานใหญ่สูงจรดพื้นเผยให้เห็นเงาหลังอันกว้างใหญ่ของชายคนหนึ่ง กำลังก้มหน้ามองเมืองเบื้องล่างจากมุมสูง
เขาเป็นผู้ชายอายุราวๆ สี่สิบกว่า
รูปร่างสูงโปร่ง ผึ่งผายดั่งต้นสน สวมสูทสีเทาเข้มสั่งตัดพอดีตัว รีดจนไม่เห็นรอยยับแม้แต่นิดเดียว ใบหน้าจะว่าไปก็ไม่ได้หล่อเหลาอะไรนัก แต่กลับให้ความรู้สึกแข็งกร้าวเย็นชา เส้นสันบนใบหน้าคมชัดลึกเป็นสัดส่วน โดยเฉพาะตรงขมับกับหางตาที่มีริ้วรอยเล็กๆ ถี่แน่นอยู่ เขาก็คือผู้กุมบังเหียนเฉินฮว่ากรุ๊ปในตอนนี้
ซ่งเฉาตู้!
ผมของซ่งเฉาตู้ถูกหวีเซ็ตไว้อย่างเรียบเป๊ะ ตรงปลายผมข้างขมับมีสีขาวปนอยู่สองสามเส้นที่มองยังไงก็แยกไม่ผิด ทว่ากลับไม่ได้ทำให้ดูชราแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับยิ่งเพิ่มอำนาจบารมีที่หาข้อโต้แย้งไม่ได้เข้าไปอีก เขายกแขนขึ้นตั้งใจจะดูนาฬิกาข้อมือ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตูที่ค่อนข้างเร่งร้อนดังมาจากด้านนอก
“เข้ามา”
ทันทีที่เสียงของซ่งเฉาตู้ดังขึ้น เลขาสาวใบหน้าสะสวยคนหนึ่งก็รีบก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางเคร่งขรึม มือถือเอกสารลับที่เพิ่งพิมพ์ออกมาจากเครื่องจนยังอุ่นอยู่แนบแน่นไว้ น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่อยู่
“ประธานซ่งคะ เป็นคำสั่งสูงสุดจากมูลนิธิเฉินฮว่าค่ะ รบกวนคุณประธานโปรดตรวจดูด้วย!”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ ดวงตาของซ่งเฉาตู้ก็หดวูบ แผ่นหลังกระตุกตั้งตรงขึ้นมาในพริบตา
มูลนิธิเฉินฮว่า?
ในฐานะองค์กรระดับสูงสุดที่ควบคุมเส้นเลือดใหญ่สุดท้ายของกรุ๊ปและความลับนานัปการ มูลนิธิห่างหายจากการออก “คำสั่งสูงสุด” ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานเชิงรูปธรรมของบริษัทไปนานแค่ไหนแล้ว?
ครั้งสุดท้ายก็ยังเป็นเมื่อห้าปีก่อน ตอนนั้นภายใต้คำสั่งของหลินโม่ ได้มีการตัดสินใจมอบอำนาจให้ซ่งเฉาตู้เข้ามาคุมเฉินฮว่ากรุ๊ปชั่วคราว......
แล้วคำสั่งสูงสุดครั้งนี้ มูลนิธิกำลังคิดจะทำอะไร? ทันทีที่ซ่งเฉาตู้รับเอกสารลับมา ความคิดมากมายที่ชวนให้ใจสั่นก็พุ่งวาบผ่านหัวเขาไปดั่งสายฟ้า
หรือว่าพบช่องโหว่ด้านการเงินครั้งใหญ่ แล้วเตรียมจะกวาดล้างทั้งกระดาน?
หรือว่ามีผู้ถือหุ้นระดับอาวุโสรายไหนไปล้ำเส้นแดงที่หลินโม่ขีดเอาไว้ก่อนเสียชีวิต?
หรือว่ามูลนิธิตัดสินว่าทิศทางการพัฒนาของกรุ๊ปเบี่ยงเบนไปอย่างรุนแรงจนจำเป็นต้อง “แทรกแซงแบบแข็งกร้าว”?
แล้วคำสั่งสูงสุดของมูลนิธิครั้งนี้ จะสั่นคลอนเก้าอี้ประธานกรรมการของตัวเขาเองหรือเปล่า?
ความเป็นไปได้แต่ละข้อ ล้วนมากพอจะทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ภายในเฉินฮว่ากรุ๊ป และถึงขั้นเปลี่ยนโครงสร้างทั้งวงการบันเทิงของซีโจวได้เลยทีเดียว เพราะอย่างนั้น นิ้วมือของซ่งเฉาตู้ที่รับเอกสารมาจึงกำแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนจะกวาดตาไล่อ่านเนื้อหาคำสั่งชี้ขาดนั้นอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของซ่งเฉาตู้แข็งทื่อไปในทันที
ผู้ชายอย่างซ่งเฉาตู้ที่ต่อให้ภูเขาไท่ซานพังทลายลงมาตรงหน้า ยังสามารถรักษาสีหน้าเฉยนิ่งได้ไม่แปรเปลี่ยน เวลานี้แววตายังอดคล้ายหลงๆ เลือนๆ ไม่ได้
เขากะพริบตาปริบๆ อยู่พักหนึ่ง สงสัยว่าตัวเองอ่านผิดไปหรือเปล่า หรือคำสั่งสูงสุดฉบับนี้ที่จริงแล้วเป็นรหัสลับสื่อความหมายอะไรบางอย่างกันแน่?
ซ่งเฉาตู้เลยหยิบเอาแผ่นกระดาษที่มีเพียงไม่กี่บรรทัดนั้นขึ้นมาอ่านซ้ำสามรอบ ตรวจดูทุกตัวอักษร ทุกเครื่องหมายวรรคตอนอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วว่าถูกต้องไม่มีคลาดเคลื่อน
ภายในห้องทำงานประธานกรรมการ ตกอยู่ในความเงียบงันที่ประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ซ่งเฉาตู้ถึงได้ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สีหน้าที่เคร่งเครียดราวกับกำลังเผชิญสถานการณ์เป็นความเป็นตาย ค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความงุนงงอย่างที่สุด
เขาหันไปมองเลขาที่มีสีหน้าแปลกประหลาดไม่ต่างกัน แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไม่ค่อยมั่นใจนัก
“อืม......งั้นก็คือว่า......มูลนิธิเฉินฮว่าเล่นใช้อำนาจช่องทางสูงสุด......ข้ามกระบวนการปกติทั้งหมดแล้วสั่งการโดยตรง......ก็เพื่อ......เพื่อจะไล่คนๆ หนึ่งที่เป็นหัวหน้าอะไรนะ แผนกละครสั้น ออกแค่นั้น?”
เลขาสาวพยักหน้าช้าๆ อย่างเกร็งๆ
“ใช่ค่ะ ประธานซ่ง เนื้อหาในคำสั่งสูงสุดระบุชัดเจนมาก ให้มีผลทันที แล้วให้แผนกตรวจสอบของบริษัทเป็นผู้ประสานงานดำเนินการ”
ซ่งเฉาตู้ถึงกับยกมือขึ้นมาเกาศีรษะ ทั้งที่ปกติจะมีแค่ตอนต้องเผชิญหน้ากับหลินโม่ในอดีตเท่านั้น ที่เขาจะเผลอทำท่าทีแบบนี้ออกมา
เขาเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน ค่อยๆ นั่งลง นิ้วมือเคาะลงบนพื้นโต๊ะเรียบมันอย่างไม่รู้ตัว เกิดเป็นเสียงดังตึ๊กๆ ซ้ำไปมาอย่างเดียวไม่เปลี่ยนจังหวะ ขณะเดียวกันซ่งเฉาตู้ก็เริ่มค้นทั้งคลังความทรงจำ ทั้งเครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนตัวของตัวเองขึ้นมาอย่างครุ่นคิด
ในแผนผังความสัมพันธ์ รวมไปถึงเอกสารรายงานสำคัญทั้งหมดในระยะหลัง เขาพยายามค้นหาชื่อที่ถูกเอ่ยถึงในคำสั่งสูงสุดฉบับนี้อย่างหัวแทบระเบิด
สุดท้าย ซ่งเฉาตู้ก็ยอมแพ้ เขาหันไปมองเลขา แล้วถามคำถามที่ติดค้างอยู่ลึกๆ ในใจออกมาตรงๆ
“หวงซือเหริน......คือใคร?”
เลขาตอบทันทีว่า
“หวงซือเหรินเป็นหัวหน้าแผนกละครสั้นที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ค่ะ”
“แล้วใครเป็นคนเสนอชื่อเขาเข้ามา?”
“หวงอวี่เซวียนเป็นคนเสนอขึ้นมาค่ะ......”
ซ่งเฉาตู้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเล่นเกมต่อตัวต่อชื่อคนอยู่ แบบว่าเล่นกันจนถึงปลายทางกลับเป็นตัวละครเล็กๆ ที่เขาไม่มีความทรงจำอะไรด้วยเลยสักนิด “งั้นคำถามต่อไป หวงอวี่เซวียน......คือใคร?”
“เอ่อ หวงอวี่เซวียนเป็นคนที่แผนกการตลาด หลานเทียนเหย่เป็นคนดันขึ้นมาค่ะ......”
“หลานเทียนเหย่เป็นใคร......อ่า......คนนี้ผมพอรู้จักอยู่......เหมือนจะเป็นลูกน้องของจีต้ง......แล้วไอ้หวงซือเหรินนั่นไปทำผิดกฎสวรรค์ขนาดไหนกัน?”
เลขาอ้าปากค้าง แต่กลับพูดอะไรไม่ออก ใครจะไปคิดล่ะว่าคนที่มูลนิธิเฉินฮว่าจะสั่งให้ไล่ออกด้วยตัวเอง ทั้งชื่อยังไม่คู่ควรพอจะให้ประธานซ่งจำได้ด้วยซ้ำ?
จะลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็ได้ว่า
มูลนิธิเฉินฮว่าออกคำสั่งสูงสุด เพื่อไล่หัวหน้าแผนกละครสั้นคนหนึ่งออก ความรู้สึกมันเหมือนมีคนกดปุ่มปล่อยระเบิดนิวเคลียร์ เล็งพิกัดอย่างแม่นยำ แล้วสุดท้าย......
ดันระเบิดใส่แค่ยุงตัวเดียวตาย
ซีพียูในหัวของซ่งเฉาตู้เหมือนกำลังร้อนจนแทบไหม้ แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเกิดขึ้นได้ เขาเลยโบกมือให้เลขาแบบหมดแรงเล็กน้อย
“ไอ้หวงอะไรนั่น......”
เลขารีบช่วยเสริมให้ครบประโยค
“หวงซือเหริน แผนกละครสั้นค่ะ!”
“อืม ก็ไอ้คนนี้แหละ แล้วก็บรรดาคนที่ช่วยดันเขาขึ้นมา พวกนั้นก็ไล่ออกให้หมดทั้งก๊วนเลย อีกอย่าง ฉันต้องการข้อมูลทุกอย่างของหวงซือเหริน โดยเฉพาะว่าเขาไปล่วงเกินใครไว้บ้าง ผมอยากรู้จริงๆ ว่าคนเราจะก่อเรื่องได้ใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไง......”
“ค่ะ!”
เลขารับคำเสร็จ ก็เดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ พอเธอพ้นประตูมาแล้ว ผู้ช่วยที่รออยู่ด้านนอกก็รีบวิ่งเข้ามาถามด้วยสีหน้าตึงเครียด
“เป็นยังไงบ้างพี่? เรื่องอะไรเหรอ?”
เลขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้นๆ ว่า
“เจตนาของประธานซ่งก็คือ หวงซือเหริน ประหารเก้าชั่วโคตร”
ซี๊ด!
ผู้ช่วยเบิกตากว้างในทันที สูดลมหายใจเย็นวูบเข้าไปเต็มปอด
ในเฉินฮว่า คำว่า “ประหารเก้าชั่วโคตร” สามคำนี้ไม่ใช่คำที่พูดเล่นๆ
มันหมายถึง ตั้งแต่ตัวหวงซือเหรินเอง ไปจนถึงคนที่เป็นผู้หนุนหลังเขา และกลุ่มผลประโยชน์เล็กๆ ทั้งกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเขา ทุกคนจะถูกถอนรากถอนโคน ถูกชำระล้างจนเกลี้ยง
ทั้งกรุ๊ปจะต้องสั่นสะเทือนไปทั้งองค์กรแน่ๆ!
เลขาไม่พูดอะไรเพิ่มอีก หันตัวแล้วรีบก้าวเท้าออกไป เสียงส้นสูงกระทบพื้นดังก้องไปทั่วโถงทางเดินโล่งๆ ฟังแล้วชัดเจนเย็นเยียบเป็นพิเศษ
นับตั้งแต่คุณหลินโม่เสียชีวิต มูลนิธิกับไป๋ตี้ก็แทบจะหายตัวไปอยู่เบื้องหลังอย่างสมบูรณ์
ผ่านมาห้าปีเต็ม เพิ่งจะออกคำสั่งสูงสุดเป็นครั้งแรก กลับกลายเป็นเพื่อจัดการกับ “เรื่องเล็กๆ” แค่นี้เอง?
ความตึงเครียดของประธานซ่งจึงไม่ใช่เรื่องเกินเลยจะเข้าใจ เพราะอย่างไรเสีย หัวหน้ามูลนิธิผู้ลึกลับจับต้องยากคนนั้น ไป๋ตี้ต่างหากที่คือเจ้าของตัวจริงของเฉินฮว่ากรุ๊ปในปัจจุบัน
ก็เพราะ “เจ้าของ” คนนี้ยอมปล่อยมือให้สิทธิ์การบริหารทั้งหมดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กรุ๊ปถึงได้อยู่ภายใต้การคุมบังเหียนของประธานซ่ง
แต่ตอนนี้ ดูเหมือนมูลนิธิจะเริ่มมีท่าทีว่าจะกลับมากุมบังเหียนเองอีกครั้งแล้ว
บรรดาคนที่เคยใช้ชีวิตสบายๆ เคยชินกับวันคืนอันราบรื่นมานาน คงต้องเริ่มขึงเส้นประสาทของตัวเองให้ตึงกลับมาใหม่อีกรอบแล้ว







