แสงแดดกำลังพอดี ทิวเขาทั้งใกล้ไกลอาบประกายสีทองงดงามแปลกตา ปุยดอกไม้สีขาวที่ไม่รู้ชื่อปลิวฟ่องล่องลอยอยู่กลางอากาศ
ซินจั๋วจูงมือซูเมี่ยวจิ่น ก้าวผ่านมวลดอกไม้ที่โปรยปลิวไปยังเขาทางเหนือ อันเป็นทิศทางของค่ายใหญ่ทางการ
ทั้งสองต่างเงียบงัน ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา
ซินจั๋วจดจ่ออยู่กับแผนการถัดไปอย่างเต็มที่
ส่วนซูเมี่ยวจิ่นตกอยู่ในภาวะประหลาด กึ่งรู้สึกว่าได้รับอิสรภาพ กึ่งเคว้งคว้างสับสน
เมื่อค่อยๆ เข้าใกล้ริมยอดเขา ผู้คนเบื้องล่างก็ทยอยสังเกตเห็น ใบหน้าทุกดวงที่เงยขึ้นมองล้วนตะลึงจนปากอ้าค้าง
ภาพสองคนจูงมือกันอย่างกลมเกลียวเช่นนี้มันหมายความว่าอย่างไร?
หากว่ากันตามจริง ด้วยใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าโจรน้อยซินจั๋ว รูปร่างสูงโปร่ง และบุคลิกเหนือธรรมดาที่ไม่น่าจะมีอยู่ในตัวโจร เขายังน่ามองกว่าคุณชายเจ้าสำอางอย่างมู่หรงซิวเสียอีก
ซูเมี่ยวจิ่นสวมชุดกระโปรงหรูสีขาว เกล้ามวยผมทรงอสรพิษอย่างประณีต ส่วนเรือนร่างและรูปโฉมอันงดงามยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
หลายคนถึงกับลืมอคติเรื่องฐานะชั่วขณะ มองข้ามความแตกต่างระหว่างคุณหนูตระกูลขุนนางผู้ฝ่าฝืนจารีตกับโจรภูเขาไปเสียสิ้น
ภาพตรงหน้าช่างงดงามเหลือเกิน!
จนกระทั่งเสียงแหบแตกพร่าของเด็กหนุ่มวัยเปลี่ยนเสียงตะโกนลั่นว่า "เจ้าโจรถ่อย ปล่อยมือสกปรกของเจ้าเสีย อยู่ให้ห่างจากพี่สาวข้า!"
ฝูงชนจึงได้สติ ก่อนพากันอ้าปากด่าทอไม่หยุด
ในที่สุดซูเมี่ยวจิ่นก็รู้สึกตัว นางรีบดึงมือออกด้วยความลนลาน แต่ดิ้นอย่างไรก็ดึงไม่หลุด
ซินจั๋วยังคงกุมมือนางแน่น พลางมองฝูงชนดำทะมึนเบื้องล่าง "เตรียมค่าไถ่พร้อมแล้วหรือไม่? อย่าลืมนำมาส่งให้ครบในยามบ่าย แต่ตอนนี้ข้าตัดสินใจปล่อยแม่นางซูล่วงหน้า ทว่าเราต้องตกลงเรื่องร้ายไว้ก่อน นางถูกผงสิ้นชีพเจ็ดวันของข้าเข้าแล้ว ภายในเจ็ดวันนี้ห้ามผู้ใดขึ้นเขา มิฉะนั้นข้าไม่มีวันมอบยาถอนพิษให้!"
ซูเมี่ยวจิ่นมองเขาอย่างงุนงง ไหนเลยจะมีผงสิ้นชีพเจ็ดวัน แม้แต่มือตนเองบาดเจ็บ เขายังไม่มียารักษาฟกช้ำเลยด้วยซ้ำ
เบื้องล่างเงียบสนิท การกลับกลอกสารพัดอย่างของพวกโจรภูเขาทำให้ทุกคนจับต้นชนปลายไม่ถูก
ขณะที่ซินจั๋วกำลังจะตบตาต่ออีกสองสามประโยค จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงไอสังหารแหลมคมเย็นเยียบยากบรรยาย ราวกับถูกอสรพิษจ้องเขม็ง เขาขมวดคิ้วมองหา ก่อนเห็นบัณฑิตใฝ่รู้ยืนอยู่ในมุมอับอันเจ้าเล่ห์และยกมือขวาขึ้น!
'จะสไนป์ข้าหรือ?'
ซินจั๋วสะดุ้งเฮือก รีบดึงซูเมี่ยวจิ่นเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน
บัณฑิตใฝ่รู้ขมวดคิ้วแน่น มือที่ยกขึ้นจำต้องลดลง!
"เจ้าโจรชั่ว!"
"ปล่อยพี่สาวข้า!"
"ปล่อยแม่นางซู!"
เบื้องล่างพลันเต็มไปด้วยเสียงก่นด่าอันวุ่นวาย ทั้งขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ริษยา และชิงชัง
ทว่าในชั่วขณะนี้ สำหรับซูเมี่ยวจิ่นแล้ว เสียงทั้งมวลระหว่างฟ้าดินคล้ายเลือนหายไปจนสิ้น!
เมื่อสัมผัสถึงอ้อมกอดแข็งแรงอบอุ่นของซินจั๋ว นางก็อดสั่นไหวไม่ได้ ภายในศีรษะอื้ออึงไปหมด
ใต้หล้านี้ไม่มีเด็กสาวคนใดไม่เคยฝันว่า สักวันหนึ่งจะได้นัดหมายกับชายในดวงใจท่ามกลางสายตาของผู้คนนับหมื่น ร่วมสร้างเรื่องราวรักอันยิ่งใหญ่ตราตรึง...
แต่เขาเป็นโจรภูเขา!
เขาทำให้นางอับอายต่อหน้าผู้คนได้อย่างไร?
ยามนั้นเอง นางรู้สึกว่าซินจั๋วโน้มชิดข้างหู ลมหายใจอุ่นรินรดใบหู ก่อนเสียงอ่อนโยนจะดังขึ้นว่า
"กลับบ้านเถิด ต่อไปจงดูแลตนเองให้ดี อย่าถูกผู้ใดจับตัวมาอีก! ไปเถิด!"
เขาค่อยๆ หมุนตัวนางกลับ แล้วผลักเบาๆ คราหนึ่ง
ซินจั๋วมองซูเมี่ยวจิ่นเดินซวนเซไปเบื้องหน้า
จากนั้นเขารีบขยับออกไปช่วงหนึ่ง ให้ตนเอง ซูเมี่ยวจิ่น และบัณฑิตใฝ่รู้กลายเป็นสามจุดเรียงอยู่บนเส้นตรงเดียวกัน ก่อนค่อยๆ ถอยหลัง
หากอาวุธลับของอีกฝ่ายยิงได้ไกลกว่า 800 เมตรทั้งยังเลี้ยวโค้งได้ ก็ถือว่าเขาแพ้
ซูเมี่ยวจิ่นหันกลับมามองซินจั๋วอย่างเหม่อลอย ครู่ใหญ่จึงเดินลงจากยอดเขาด้วยสีหน้าสับสนและฝีเท้าไร้เรี่ยวแรง ไม่รู้ว่าเพราะติดอยู่ในรังโจรมานาน พอเพิ่งได้รับอิสรภาพจึงไม่รู้จะเผชิญหน้าผู้อื่นอย่างไร หรือเพราะมีความรู้สึกอื่นที่ตนยังขบไม่แตกกันแน่ รู้เพียงว่าหัวใจเต็มไปด้วยความอาดูรไร้สิ้นสุด
บันไดลงเขาที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว นางกลับรู้สึกว่าเดินอยู่นานแสนนาน ไม่รู้ว่ามาถึงหน้าบันไดตั้งแต่เมื่อใด สุดท้ายก็อดหันกลับไปตะโกนถามอีกครั้งไม่ได้ว่า
"เหตุใดเจ้าต้องเป็นโจร? เหตุใดต้องปล้นชิงเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่ลงจากเขาไปทำมาหากินสุจริต?"
ซินจั๋วชะงักไป คำถามนี้เขาตอบได้ยาก และนางก็คงเข้าใจได้ยากเช่นกัน จึงทำได้เพียงกล่าวว่า
"ปู่ของข้าเป็นโจรภูเขา ข้าเลือกชาติกำเนิดของตนไม่ได้ ทั้งยังไร้หนทางให้เดิน ข้าเพียงอยากรอดชีวิตและมีข้าวกินสักคำ แล้วข้าผิดอันใด?
ผู้ใดบ้างไม่ใฝ่ฝันสวมอาภรณ์แพร ควบม้าขาวห้อตะวันตก ชูจอกทองดื่มสุรา หยอกเย้าสาวใช้รูปงาม แต่ข้าไม่มีสิ่งเหล่านั้น!
ชนมั่งคั่งอย่างพวกเจ้ารู้เพียงพูดว่า 'เหตุใดไม่กินโจ๊กเนื้อ' ไหนเลยจะรู้ความทุกข์ของคนยากจนที่ไร้เงินติดตัว แม้แต่ข้าววันละมื้อยังกินไม่ได้ ซ้ำเคราะห์ร้ายยังโหมกระหน่ำไม่หยุด ช่างน่าขันเพียงใด? ฮ่าๆ..."
กล่าวจบ เขาก็ถีบปลายเท้าคราหนึ่ง ทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว
ซูเมี่ยวจิ่นมองซินจั๋วค่อยๆ ลับหายไปด้วยความตะลึง ถ้อยคำของเขาดังก้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสมอง นางไม่รู้ว่านี่คือความกลัดกลุ้มแบบใด หรือเป็นความเศร้าชนิดไหน รู้สึกตัวอีกทีน้ำตาก็ไหลอาบเต็มใบหน้า
"ท่านพี่อย่าร้องไห้ อย่ากลัวไป! ข้าอยู่นี่!"
ซูเจ๋อเฟิ่งซึ่งออกมารับนางก่อนแล้วรีบวิ่งเข้ามาหาด้วยความลนลาน
บัณฑิตใฝ่รู้กลับตวาดเสียงเย็น "แย่แล้ว ซินจั๋วกำลังใช้กลลวงทิ้งรังเปล่า พวกโจรกำลังหนี บุกขึ้นไป!"
เหล่ามือปราบที่กระจายอยู่เต็มภูเขาจึงได้สติ พากันโถมสังหารขึ้นสู่รังโจรบนยอดเขาประหนึ่งคลื่นมหาสมุทร ทว่าที่นั่นไหนเลยจะยังมีเงาคนเหลืออยู่แม้แต่ครึ่งร่าง?
...
ซินจั๋วใช้วิชา "ระบำเหินเวหา" ได้อย่างล้ำเลิศ เหยียบย่างเหนือพงหนามและหญ้าป่า เพียงเวลาธูปหนึ่งดอกก็ไปถึงยอดเขาที่ตั้งของอารามจันทราวารี จากนั้นเลียบไหล่เขามุ่งตรงไปทางหอสารทสถาน
เขาหันกลับไปมอง ป่าทึบเบื้องหลังไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ
ดวงตาของเขากลอกไปมา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
เบื้องหน้ามียอดเขาหกเจ็ดลูกเรียงต่อกัน ป่าร้างเชื่อมถึงป่าร้าง หากคำนวณตามฝีเท้าของชุยอิงเอ๋อร์และคนอื่นๆ ยามนี้พวกเขาคงถึงหอสารทสถาน หรือไม่ก็ผ่านหอสารทสถานไปแล้ว
ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศแผ่วเบาพลันดังมาจากเบื้องหลัง
'มาแล้ว!'
หัวใจเขาตึงเครียด รีบพลิกตัวฉุกละหุก พุ่งออกไปไกลสามสี่เมตร แล้วเสียง "ตึง" ก็ดังขึ้นข้างหู
ลำต้นของไม้ใหญ่เก่าแก่ร้อยปีซึ่งอยู่ไม่ไกล ถูกเจาะทะลุเป็นรูขนาดเท่านิ้วมือ
เขาหันขวับกลับไป เห็นบัณฑิตใฝ่รู้แขนเสื้อยาวโบกสะบัด เส้นผมสีเทาปลิวไสว ไม่รู้ติดตามมาอยู่เบื้องหลังใกล้ๆ ราวภูตผีตั้งแต่เมื่อใด
วิชาตัวเบาของตาเฒ่าผู้นี้สูงส่งยิ่งนัก ร่างกายเบาราวไร้น้ำหนัก ล่องลอยพลิ้วไหวด้วยความเร็วสูง
ซินจั๋วไม่เพียงไม่โกรธ กลับหัวเราะเบาๆ "ตาเฒ่าตัวดี ฝีมือก็ไม่เท่าไรนี่ ยิงข้าไม่ถูกเสียด้วย!"
สิ่งที่ตอบเขากลับมาคือเข็มบินสีเงินวาววับเล่มหนึ่ง มันทะลวงอากาศพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง ส่งเสียง "ฟิ้ว" แสบแก้วหู
ซินจั๋วพลิกตัวหลบหลีกอีกครั้ง รอดพ้นไปได้อย่างหวุดหวิด ทว่าเสื้อผ้ากลับถูกกรีดขาดเป็นรอยหนึ่ง
ทั้งสองฝ่ายจึงไล่ล่าและซัดอาวุธลับใส่กันไปเช่นนี้
ไม่รู้ว่าวิ่งมานานเพียงใด เบื้องหน้าก็กลายเป็นทางลาดขึ้นเขา เมื่อซินจั๋วปีนขึ้นสูง บัณฑิตใฝ่รู้ย่อมไล่ตามเข้ามาใกล้ ระยะทางเส้นตรงระหว่างทั้งคู่จึงสั้นลงอย่างแน่นอน
ประกายเย็นเยียบวาบผ่านดวงตาบัณฑิตใฝ่รู้ เขาจับทางหลบหลีกที่ซินจั๋วใช้จนเป็นนิสัยได้แล้ว อีกฝ่ายมักเบี่ยงไปทางซ้าย
เมื่อเห็นซินจั๋วเริ่มปีนยอดเขา มุมปากเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็น เข็มเงินสามเล่มหวีดหวิวออกไป ปิดตายเส้นทางซ้าย กลาง และขวาของซินจั๋ว
ถึงตอนนี้ซินจั๋วคิดจะหลบก็สายเกินไปแล้ว ทำได้เพียงพลิกร่างไปด้านข้าง น่าเสียดายที่หลบพ้นเพียงเล่มเดียว ส่วนอีกสองเล่มปักเข้าใส่ร่าง เขาครางอู้อี้ก่อนกระอักเลือดสดออกมาคำหนึ่ง "โจรเฒ่า ต่อให้เป็นผี ข้าก็ไม่ปล่อยเจ้า!"
จากนั้นเขาก็เดินซวนเซล้มลง สิ้นใจตายคาที่!
บัณฑิตใฝ่รู้ขมวดคิ้ว ไพล่มือไว้ด้านหลังแล้วค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ ครั้นมาถึงเบื้องหน้าก็มองซินจั๋วซึ่งหลับตาสนิท ไร้ลมหายใจ ก่อนใช้เท้าเตะขาของเขา "เจ้าเด็กน้อย แม้แต่คนที่ไม่ควรแตะต้องเจ้าก็ยังกล้าปล้น ช่าง..."
ยังกล่าวไม่ทันจบ ภาพตรงหน้าก็พร่าไหว เจ้าโจรน้อยที่สมควรตายไปแล้วพลันกระโจนลุกขึ้น ดาบพุ่งออกประหนึ่งมังกร ฉีกผ่านห้วงอากาศ แสงดาบขาวเจิดจ้ารวดเร็วดุจประกายแสงโฉบผ่าน ตามติดด้วยเงาดาบซ้อนทับเป็นชั้นๆ จนผู้คนตาลาย
บัณฑิตใฝ่รู้ตกใจ ที่จริงเขาระแวดระวังไว้แล้ว เพียงคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะลงมือฉับไวเด็ดขาดถึงเพียงนี้ ครั้นคิดหลบก็สายเกินไป จึงทำได้เพียงเร่งลมปราณแท้สุดกำลัง ใช้วิชาตัวเบาถอยหนี
"ฉัวะ "
หน้าอกถูกฟันเป็นแนวราบหนึ่งแผล ซ้ำยังมีบาดแผลเล็กใหญ่ไขว้กันอีกกว่าสิบรอย แต่ละรอยลึกจนเห็นกระดูก
ทั้งร่างกระเด็นลอยออกไป เลือดสดสาดพร่างเต็มฟ้า ย้อมพงหนามผืนหนึ่งจนแดงฉาน
"ตึง!"
เขากระแทกพื้นอย่างหนัก ฝืนหยุดร่างไว้ได้อย่างยากลำบาก เพียงรู้สึกว่าเจ็บปวดกลางอกจนแทบทนไม่ไหว อวัยวะภายในคล้ายกำลังเบียดทะลักออกมา พลังต่อสู้ไม่เหลือแม้แต่น้อย
เพลงดาบขั้นหลอมรวมช่างน่ากลัวยิ่งนัก!
เจ้าโจรน้อยช่างเจ้าเล่ห์ชั่วร้ายนัก!
เป็นดังคาด เมื่อลงมือจริง ใช้ดาบเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอ!
ไม่ถูก! เมื่อครู่คือลมปราณแท้ควบแน่น แล้วปลดปล่อยปราณดาบออกนอกร่างหรือ?
นี่คือลักษณะของผู้เข้าสู่ขอบเขตระดับเจ็ดขั้นรอง ทั้งที่เมื่อไม่กี่วันก่อนเขายังอยู่เพียงระดับแปด
นี่เกือบเทียบเท่าความสำเร็จจากการฝึกฝนห้าหกปีของผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพรสวรรค์ไม่เลว แล้วคนอายุเท่านี้ก้าวหน้าได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
เขาเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก มองไปทางซินจั๋ว แล้วพบว่าอีกฝ่ายกำลังยิ้ม เผยลักยิ้มเล็กๆ สองข้าง ยิ้มอย่างเบิกบานเหลือเกิน
เขากวาดตามองร่างของอีกฝ่าย เห็นอยู่ว่าอาวุธลับยิงถูกแล้วแท้ๆ...
"เพราะเหตุใด?"
"อ้อ เจ้าหมายถึงเหตุใดทั้งที่ยิงถูก ข้าจึงยังไม่เป็นอะไรหรือ?"
ซินจั๋วยิ้มระรื่น พลางแหวกสาบเสื้อแล้วหมุนตัวให้ดูรอบหนึ่ง "คาดไม่ถึงใช่หรือไม่?"
"พรวด "
บัณฑิตใฝ่รู้รู้สึกราวอวัยวะภายในทั้งห้าถูกเพลิงเผา ความเดือดดาลจู่โจมหัวใจ จนกระอักเลือดเก่าออกมาอีกคำหนึ่ง







