คืนนั้นมีฝนตกปรอยหนึ่งห่า ทว่ายามเช้าดวงตะวันยังคงขึ้นตามเดิม ท้องฟ้าเป็นสีครามสดใส
หลี่อี้ตั้งใจตื่นแต่เช้าตรู่ พอมาถึงครัวก็พบว่าหลานเซียงกำลังก่อไฟต้มน้ำอยู่ วันนี้หลัวซานต้องไปเข้าเวรแรงงานหลวง แต่ก่อนฟ้าสางเขายังออกไปตรวจดูนา สือโถวออกไปเลี้ยงวัวแต่เช้า ส่วนโก่วเซิ่งไปงมหอยนาและจับกบมาเลี้ยงเป็ด
"ใส่ข้าวให้มากหน่อย หุงเป็นข้าวสวย วันนี้อาสามต้องเดินทางไกล อีกประเดี๋ยวทำเต้าหู้ทอดสักอย่างด้วย ไข่เป็ดที่บ้านเก็บไว้เท่าใดก็ต้มเสียให้หมด"
หลานเซียงรีบตอบว่า "เป็ดสองตัวตอนนี้บางวันออกไข่สองฟอง บางวันก็สามสี่ฟองเจ้าค่ะ เก็บได้ยี่สิบห้าฟองแล้ว เอาไปแลกของที่ตลาดได้ตั้งฟองละแปดอีแปะ"
น้ำในถังไม้เต็มปริ่ม เห็นได้ชัดว่าหลัวซานหาบมาเติมไว้ตั้งแต่เช้าตรู่
"เป็ดบ้านเราออกไข่ก็เก็บไว้กินเอง ไม่ต้องเหลือไว้แลกของ ประเดี๋ยวต้มให้พ่อเจ้ากับพวกเขาคนละสองฟอง เอาไว้กินระหว่างทาง"
เด็กสาวผมเหลืองลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไปหยิบไข่เป็ด นางหวงแหนไข่เหล่านี้นัก ทุกวันจะไปเก็บไข่จากรังเป็ดเป็นเวลา พอเก็บมาแล้วก็ใส่ไว้ในหีบไม้ใบเล็กในห้อง ทั้งยังเอาก้อนหินทับไว้ เพราะกลัวหนูจะขโมยกิน
เขาแปรงฟัน ล้างหน้า
หลี่อี้ไม่คุ้นเคยกับแปรงสีฟันที่ซื้อจากตลาดหวังชวี่เอาเสียเลย ของสิ่งนี้ทำจากขนหมู นอกจากราคาแพงแล้วขนยังแข็งมาก แปรงไม่สบายปากแม้แต่น้อย จนเขาอยากหยิบแปรงสีฟันไฟฟ้าของตนออกมาใช้
ในยุคนี้ขนหมูกลับเป็นทรัพยากรทางยุทธศาสตร์เช่นเดียวกับหนังวัวและเอ็นวัว ทางการรับซื้ออยู่เป็นเวลานาน ส่งผลให้แปรงสีฟันขนหมูในหมู่ชาวบ้านแพงหูฉี่
กระทั่งเนื้อหมูที่พวกคนฆ่าหมูขายในตลาด ส่วนใหญ่ก็ไม่มีหนังติดมาด้วย หนังจะถูกลอกแยกออกมาเพื่อใช้ทำรองเท้า เข็มขัด หรือแม้แต่เกราะ ทั้งยังใช้ปรุงยาได้ ส่วนแกะก็มักลอกหนังก่อนขายเช่นกัน
ครั้นถึงกลางยามเฉิน
หลัวซานกลับมาจากนา หลัวอู่ ฟู่กุ้ย และเอ้อร์เลิ่งซึ่งถึงเวรต้องไปครั้งนี้ก็มาถึงแล้ว โก่วต้านกับเด็กหนุ่มอีกสามคนทยอยมาถึงเรือนอู๋จีเช่นกัน
พวกเขายังคงแต่งกายตามปกติ การไปทำงานหลวงแดนไกลครั้งนี้ แต่ละคนมีห่อผ้าเล็กเพียงห่อเดียว ข้างในมีแค่เสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนหนึ่งชุด
พอถามดูกลับไม่มีใครพกเงินติดตัวไว้ใช้ยามฉุกเฉินแม้แต่คนเดียว
เสบียงแห้งก็ไม่มีใครนำมา ทุกคนบอกว่าถึงอย่างไรก็อยู่ไม่ไกลจากฉางอัน พอไปถึงฉางอันทางการย่อมจัดอาหารให้
หลี่อี้รู้ดีว่าแท้จริงแล้วฐานะทางบ้านของพวกเขาล้วนยากจน โดยเฉพาะไม่นานมานี้หมู่บ้านหลัวเจียเพิ่งประสบเหตุดินหน้าผาถล่ม คร่าชีวิตคนไปหกครัวเรือน และทำให้เรือนถ้ำหนึ่งในสามของหมู่บ้านพังทลาย
เขาหันไปหยิบข้าวคั่วที่เตรียมไว้ออกมา
"นี่คือเสบียงแห้งที่ทำไว้เมื่อวาน ใช้ข้าวฟ่างเหลืองคั่ว แช่น้ำก็กินได้ เคี้ยวแห้งก็หอม พกพาสะดวก เก็บไว้สิบวันครึ่งเดือนก็ไม่เสีย พวกท่านตักใส่ห่อไปคนละหลายชามเถิด อยู่บ้านจะยากจนเพียงใดก็ได้ แต่เดินทางต้องเตรียมให้พร้อม อย่าปล่อยให้ท้องหิว" หลี่อี้กล่าว
ทุกคนเข้ามามุงดูข้าวคั่วสีเหลืองทอง
หลี่อี้ให้พวกเขาหยิบขึ้นมาลองเคี้ยวชิม
"ยิ่งเคี้ยวยิ่งหอม"
หลัวอู่เองก็อุทานว่ากรอบร่วนยิ่งนัก
แต่เมื่อหลี่อี้จะยกให้ พวกเขากลับเคี้ยวข้าวคั่วกรุบกรอบไปพลาง ส่ายหน้าปฏิเสธไปพลาง ธัญพืชมีค่านัก ยิ่งเป็นข้าวที่คั่วเสร็จแล้วเช่นนี้ จะหน้าด้านรับไว้ได้อย่างไร
เกลี้ยกล่อมกันอยู่นาน สุดท้ายทุกคนก็ยอมรับไปเพียงคนละสองกำมือ
"ตักไปคนละสองชามเถิด แต่บุญคุณนี้ทุกคนต้องจดจำไว้ พวกเราไปเข้าเวรแรงงานให้ราชสำนัก มิใช่ไปทำงานให้บ้านอู๋อี้" หลัวซานกล่าว
หลี่อี้ให้พวกเขาตักเพิ่ม แต่ทุกคนยืนกรานไม่ยอม
สุดท้ายแต่ละคนตักไปสองชามใหญ่ น้ำหนักราวสองชั่งจีน หลี่อี้ยังเติมเกลือลงในข้าวคั่วให้อีกเล็กน้อย
"หลานเซียง ไข่เป็ดต้มเสร็จหรือยัง ใส่ให้ทุกคนอีกคนละสองฟอง เอาไว้กินระหว่างทาง"
หลัวอู่กับคนอื่นยังคิดจะปฏิเสธ หลี่อี้จึงกล่าวว่า "ไข่เป็ดต้มสุกหมดแล้ว หากไม่กินจนถึงค่ำก็เสีย เอาติดตัวไปเสียเถิด อยู่บ้านดีพร้อมพันอย่าง ออกจากบ้านล้วนลำบากหมื่นประการ"
"ข้าหวังเพียงว่าครั้งนี้พวกท่านจะออกเดินทางโดยสวัสดิภาพ แล้วกลับบ้านมาโดยสวัสดิภาพเช่นกัน"
"อาสาม อาห้า เมื่ออยู่นอกบ้าน คนถิ่นเดียวกันต้องคอยดูแลช่วยเหลือกัน"
ท้ายที่สุดหลี่อี้เรียกให้พวกเขานั่งลง ดื่มโจ๊กข้าวฟ่างคนละชาม และกินเต้าหู้ทอดพองอีกคนละหลายชิ้น
"ไปกันเถิด วันนี้ต้องไปให้ถึงฉางอัน ไปถึงเร็วหน่อยจะได้ไม่ต้องตากแดด"
หลี่อี้พาชายทั้งแก่หนุ่มแปดคนออกจากบ้าน ครั้นถึงริมสะพานด้านล่างก็พบว่าชาวบ้านจำนวนมากกำลังรอส่งพวกเขาอยู่ที่นั่น
หลัวอู่กับคนอื่นกล่าวลาครอบครัวอีกครั้ง
หลี่อี้สังเกตว่า ก่อนออกเดินทางพวกหลัวอู่ยังนำไข่เป็ดที่เขามอบให้ยัดใส่มือคนในครอบครัว บ้างให้ลูก บ้างให้บิดามารดา ไม่มีใครเก็บไว้กินเอง
หากข้าวคั่วมิได้มัดปากถุงด้วยเชือกแน่นหนา เกรงว่าพวกเขาคงทิ้งไว้ให้ครอบครัวด้วยเช่นกัน
"ทุกคนวางใจเถิด พวกเขาจะกลับมาในไม่ช้า"
คนทั้งเก้าก้าวขึ้นสู่เส้นทางไปฉางอัน
หมู่บ้านหลัวเจียเหลือชายฉกรรจ์อยู่ในหมู่บ้านเพียงสองคน
คนทั้งคณะไปยังบ้านของกัวเอ้อร์หลางที่หมู่บ้านกัวก่อน เพื่อสมทบกับคนเกณฑ์ของหมู่บ้านกัว ครั้งนี้หมู่บ้านกัวส่งชายฉกรรจ์เจ็ดคนกับชายวัยรุ่นเจ็ดคน หลังทักทายกันพอเป็นพิธี ทุกคนก็มุ่งหน้าไปหวังชวี่
ระหว่างทางทุกคนเดินไปสนทนาไป ต่างรู้ว่าแรงงานเกณฑ์คราวนี้เกี่ยวข้องกับศึกใหญ่ที่จิงโจว และรู้ว่าอันตรายกว่างานขนเสบียงหรือซ่อมกำแพงเมืองตามปกติ แต่แล้วจะทำอย่างไรได้
จะหลบหนีก็หนีไม่ได้ พวกเขาล้วนเป็นราษฎรธรรมดา ครั้นผลัดราชวงศ์แล้วยังมีการจัดสรรที่นาให้ ชีวิตย่อมดีกว่าแต่ก่อนอยู่บ้าง
กัวเอ้อร์หลางขี่ล่อเขียวตัวใหญ่ ทั้งยังจูงล่อมาให้หลี่อี้ตัวหนึ่ง
ล่อตัวนี้ขี่ง่ายและเชื่องมาก ย่อมสบายกว่าการเดินเท้าไม่น้อย
"อู๋อี้ เจ้าลองคิดซื้อสักตัวได้แล้ว ต่อให้ซื้อเพียงลาก็ยังดี มิฉะนั้นเวลาออกจากบ้านต้องอาศัยสองขาอยู่ร่ำไป ย่อมไม่สะดวก"
"ล่อก็ราคาไม่ถูก อีกทั้งจะให้กินแต่หญ้าก็มิได้ ต้องเสริมอาหารข้น ต้องกินข้าวฟ่าง กินถั่ว กินเกลือ ล่อตัวหนึ่งกินเท่ากับคนหลายปาก ข้าเลี้ยงไม่ไหวดอก" เดิมทีหลี่อี้เคยคิดเช่นนี้จริง แต่พอลองสอบถามดูก็พบว่า แม้ล่อจะถูกกว่าม้าเล็กน้อย กลับแพงกว่าโคไถนาเสียอีก
สำคัญที่สุดคือ ปกติโคไถนากินหญ้าก็พอ แต่ล่อกินเพียงหญ้ามิได้ เช่นเดียวกับม้าที่ต้องเพิ่มอาหารข้นและกินธัญพืช
ในคัมภีร์ว่าด้วยเกลือและเหล็กมีคำกล่าวว่า ม้าหนึ่งตัวผูกคอกินอาหารเท่ากับครอบครัวฐานะปานกลางหกปาก ทั้งยังต้องใช้แรงชายฉกรรจ์หนึ่งคนคอยดูแล การเลี้ยงม้าหนึ่งตัวต้องใช้เสบียงสำหรับคนหกคน คิดเป็นรายได้ตลอดปีของชายฉกรรจ์หนึ่งคน
ลองคิดดูแล้วก็ไม่ต่างจากยุคหลังเท่าใด ซื้อรถยนต์ก็ไม่ถูก แต่ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงรถก็สูงเช่นกัน
"อู๋อี้เอ๋ย เรื่องที่อาเคยฝากเจ้าไว้คราวก่อนเป็นอย่างไรบ้าง ขอเพียงของดี ราคาย่อมเจรจากันได้ หม้อเงินเร้นลับใบเล็กของเจ้าคราวก่อนแลกทองมาได้กว่าสิบตำลึง ซื้อได้ตั้งกี่ตัวกัน"
หลี่อี้กำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่จริง แม้การขายของเช่นนี้อยู่เรื่อยจะมิใช่หนทางยั่งยืน แต่เขาเพิ่งมาถึงที่นี่ การขายของบางอย่างเพื่อหาทุนตั้งต้นก็เป็นเรื่องจำเป็น
"ข้ามีของดีอยู่ชิ้นหนึ่งจริง หากท่านนำไปมอบให้ท่านปิงเฉาตู้ ย่อมเหมาะสมอย่างยิ่ง เพียงแต่..."
กัวเอ้อร์หลางได้ยินก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที "เจ้ามีเงื่อนไขอันใดก็เอ่ยมาได้เลย"
"ของที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ข้าเหลือไม่มากแล้ว"
"เป็นของดีเช่นเดียวกับหม้อเงินเร้นลับใบนั้นหรือ" กัวเอ้อร์หลางถาม
หลี่อี้พยักหน้า "แท้จริงวันนี้ข้าพกติดตัวมาด้วย อยู่ในห่อผ้า"
"เช่นนั้นรีบเอาออกมาให้อาดู"
พูดจบเขาก็รีบรั้งล่อเขียวตัวใหญ่ แล้วตะโกนบอกชาวบ้านว่า "พวกเจ้าเดินต่อไปก่อน ข้ากับอู๋อี้จะตามไปประเดี๋ยวนี้"
ทั้งสองจูงล่อไปใต้ร่มต้นไป๋หยาง
หลี่อี้ปลดห่อผ้าลงมา หยิบแก้วสีขาวทรงป่องออกจากข้างใน มันคือแก้วตุ๋นขนาด 500 มิลลิลิตร ไส้ใน เปลือกนอก และฝาล้วนทำจากสเตนเลส พร้อมช้อนสเตนเลสพับได้หนึ่งคันและฝาที่ใช้เป็นชามใบเล็กได้
รูปทรงกลมมนดูน่ารัก พกพาสะดวก ที่สำคัญคือประสิทธิภาพในการตุ๋นดีเยี่ยม ใช้น้ำเดือดอุ่นภาชนะล่วงหน้าสิบนาที จากนั้นจะตุ๋นโจ๊ก ตุ๋นบะหมี่ หรือตุ๋นไข่ก็สะดวก โจ๊กขาวใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าเท่านั้น
ไม่ว่าจะตุ๋นไว้ก่อนนอนแล้วตื่นมากินตอนเช้า หรือบางครั้งตุ๋นใส่แก้วพกออกไปเที่ยวก็สะดวก โจ๊กที่ตุ๋นออกมายังรสชาติดีอีกด้วย
ช้อนคันนั้นพับเก็บในฝาได้ สะดวกอย่างยิ่ง
ของยี่ห้อนี้ราคาเพียง 79 เท่านั้น ที่สำคัญยังเป็นสเตนเลส 316 ของแท้ ต่อให้ใช้ใส่น้ำร้อนตามปกติ เก็บไว้ตลอดวันน้ำก็ยังร้อนอยู่
หากจะกล่าวถึงข้อเสีย ก็คงมีเพียงความจุน้อยไปหน่อย แค่ 500 มิลลิลิตรเท่านั้น
เมื่อหลี่อี้หยิบแก้วตุ๋นออกมา เปิดฝาพลางแนะนำไปพลาง กัวเอ้อร์หลางก็ถูกมันดึงดูดโดยสิ้นเชิง
มันประณีตและกะทัดรัดเช่นเดียวกับหม้อเงินเร้นลับคราวก่อน
ของชิ้นนี้ยิ่งเล็กกะทัดรัดกว่าเดิม แต่เมื่อหลี่อี้บอกว่า เพียงเทน้ำเดือดลงไปก่อนนอน ใส่ข้าวฟ่างหนึ่งกำมือแล้วปิดฝา พอตื่นเช้ามาก็จะได้โจ๊กร้อนหนึ่งชาม หรือแม้แต่ในฤดูร้อนใช้เวลาเร็วที่สุดเพียงครึ่งชั่วยามก็ตุ๋นโจ๊กได้หนึ่งชาม เขากลับไม่เชื่อ
ทว่าลึกๆ ก็รู้สึกว่าอาจเป็นความจริง เพราะหม้อเงินเร้นลับคราวก่อนสร้างความประหลาดใจให้เขามากเหลือเกิน
หม้อใบเล็กนั้นถูกพ่อตายึดเอาไปแล้ว พ่อตามอบทองให้เขาสิบห้าตำลึงโดยตรง เท่ากับว่าเขายังได้กำไรเกินสามตำลึงทอง
"วิเศษถึงเพียงนั้นเชียวหรือ"
"ท่านดูฝีมือการผลิตนี้เถิด ถ้วยหรือกาทั่วไปไม่มีทางประณีตถึงเพียงนี้"
กัวเอ้อร์หลางถือแก้วพลิกดูไปมา "ข้างในเป็นประกายเงินเช่นนี้ ทำจากเงินเร้นลับด้วยหรือ"
"มิใช่ แก้วตุ๋นใบนี้ทำจากเหล็กเสวียนที่ตีขึ้นจากเหล็กอุกกาบาตนอกฟ้า เหล็กเสวียนชนิดนี้ทนความร้อนสูงยิ่ง ทั้งยังทนการกัดกร่อน ต่อให้ร้อนถึงพันองศาก็ยังทนได้ หลังผ่านการขัดเงาแล้วยังมีคุณสมบัติไม่ขึ้นสนิม กระทั่งช่วยให้น้ำสะอาดบริสุทธิ์ดุจเงิน..."
หลี่อี้คุยโวเสียเลิศลอย คราวก่อนอะลูมิเนียมผสมเขาเรียกว่าเงินเร้นลับหรือทองเบา คราวนี้สเตนเลสก็ถูกเขาเรียกว่าเหล็กเสวียนไร้สนิมซึ่งตีขึ้นจากเหล็กอุกกาบาต
"ส่วนสีเคลือบเปลือกนอกชั้นนี้ ก็ทำจากผลผลิตของศาสตร์เล่นแร่แปรธาตุ..."
สรุปแล้ว นี่เป็นผลงานหลอมวัตถุของเซียนหลี่ผู้บำเพ็ญตนอีกชิ้น ทั้งยังเป็นสมบัติหายากเพียงหนึ่งเดียว เพราะวัตถุดิบคือเหล็กพิเศษจากนอกฟ้า แม้แต่สีเคลือบบนแก้วก็ยังทำจากผลผลิตของการหลอมโอสถ
ทั่วหล้ามีอยู่เพียงชิ้นเดียว
"ข้าได้ยินท่านบอกว่าท่านปิงเฉาตู้มีงานเอกสารรัดตัว กระเพาะไม่ค่อยดี แก้วตุ๋นเหล็กเสวียนจากนอกฟ้าใบนี้เหมาะใช้ตุ๋นโจ๊กตามปกติยิ่งนัก"
"เจ้าจะยอมตัดใจขายในราคาเท่าใด" กัวเอ้อร์หลางกำแก้วไว้ไม่ยอมปล่อย จ้องหลี่อี้ตาเขม็งพลางกัดฟัน ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะกลับคำ
เขาได้ยินพ่อตาบอกว่า ระยะนี้ตู้หรูฮุ่ยได้รับความไว้วางพระทัยจากองค์ชายรองมากขึ้นทุกวัน หากภายหน้าต้าถังรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้ ในบรรดาสกุลตู้แห่งจิงเจ้า ตู้หรูฮุ่ยอาจเป็นผู้ที่รุ่งเรืองบนเส้นทางขุนนางที่สุด ตอนนี้เขาจึงต้องหาทางใกล้ชิดกับญาติผู้พี่ฝ่ายภรรยาคนนี้ให้มาก
"สิบตำลึงทอง เป็นอย่างไร" กัวเอ้อร์หลางหมายมั่นว่าจะต้องได้มันมา
หลี่อี้ส่ายหน้า
"หากกล่าวถึงความหายาก แก้วตุ๋นเหล็กเสวียนไร้สนิมใบนี้หายากยิ่งกว่าหม้อเงินเร้นลับ"
"ข้าเพิ่มให้อีกห้าตำลึง" กัวเอ้อร์หลางกัดฟัน
กัวเอ้อร์หลางแทบอยากเก็บแก้วใส่ถุงของตนเสียเดี๋ยวนั้น
หลี่อี้ยังคงส่ายหน้า
"เจ้าต้องการเท่าใด"
หลี่อี้เอ่ยว่า "แม้สมบัติชิ้นนี้หนักเพียงสิบสองตำลึง แต่เหล็กเสวียนไร้สนิมจากนอกฟ้ากลับล้ำค่ากว่าทองและเงินเร้นลับมาก เมื่อครั้งอยู่จงหยวน เคยมีตระกูลขุนนางชั้นสูงคิดขอให้อาจารย์ข้าตัดใจขาย ยินดีจ่ายถึงสามร้อยก้วน แต่อาจารย์ข้ายังเสียดายไม่ยอมขาย"
เงินสามร้อยก้วนเทียบได้กับทองเกือบสี่สิบตำลึง กัวเอ้อร์หลางอดสูดลมหายใจเย็นมิได้ แพงเกินไปแล้ว
"อู๋อี้เอ๋ย อาชอบแก้วใบนี้จริงๆ เพียงแต่..."
"อาสอง หากการไปฉางอันครั้งนี้ท่านช่วยแนะนำข้าให้รู้จักท่านปิงเฉาตู้ได้ ข้ายินดีขายให้ท่านในราคาครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งถือว่ามอบให้"
หนึ่งร้อยห้าสิบก้วน เทียบเป็นทองได้กว่าสิบแปดตำลึง
หลี่อี้คิดว่าราคานี้คุ้มค่าอย่างยิ่ง หากเรียกมากกว่านี้กัวเอ้อร์หลางคงตัดใจไม่ลง ส่วนเงื่อนไขที่ให้กัวเอ้อร์หลางพาเขาไปพบตู้หรูฮุ่ย ก็เพราะอยากพบแขนซ้ายแขนขวาของหลี่ซื่อหมินผู้นั้น แน่นอนว่ายังใช้เป็นขั้นต่อรองราคาได้ เรียกสามร้อยก้วนก่อนแล้วค่อยลดลงครึ่งหนึ่ง
พูดไปแล้วมันก็เป็นเพียงแก้วตุ๋นราคา 79 ต่อให้หายากเพียงใดก็แค่ใช้ตุ๋นโจ๊กกับใส่น้ำ เงินหนึ่งร้อยห้าสิบก้วนซื้อวัวได้ตั้งกี่ตัวกัน
กัวเอ้อร์หลางไม่คิดว่าเรื่องราวจะพลิกผัน จากไม่ยอมขายในราคาสามร้อยก้วน กลับกลายเป็นเรียกเพิ่มจากราคาสิบห้าตำลึงที่เขาเสนอเมื่อครู่เพียงสามตำลึงกว่า
ความรู้สึกราวกับได้ของที่สูญเสียไปกลับคืนมา ทำให้เขาไม่ลังเลอีก
เขารีบตกลงทันทีเพราะกลัวหลี่อี้จะเปลี่ยนใจ "ตกลง คำไหนคำนั้น การไปฉางอันครั้งนี้ ข้าจะแนะนำเจ้าให้ท่านปิงเฉาตู้รู้จัก"
"อู๋อี้เอ๋ย แก้วใบนี้มอบให้อาเป็นของขวัญแล้วกัน แต่เงินหนึ่งร้อยห้าสิบก้วน เจ้าต้องให้อามีเวลารวบรวมสักหน่อย"
เขาถือแก้วไว้ไม่ยอมปล่อย หลี่อี้เองก็มิได้ทวงคืน
"อาสอง ข้าจะไม่เชื่อใจท่านได้อย่างไร แก้วใบนี้ท่านเก็บไว้ตอนนี้ได้เลย เงินอีกหลายวันค่อยให้ก็ยังไม่สาย"
กัวเอ้อร์หลางห่อมันอย่างระมัดระวังแล้วกอดไว้ในอก "อู๋อี้เอ๋ย เจ้าคิดไปพบท่านปิงเฉาตู้ด้วยเหตุใด อยากเข้าสู่เส้นทางขุนนาง หรือคิดจะออกบวชบำเพ็ญเต๋าต่อ"
"ก็แค่อยากคบมิตรเพิ่มอีกคน มีมิตรเพิ่มก็มีหนทางเพิ่ม อีกอย่าง มีคนในราชสำนักย่อมทำการสะดวก" หลี่อี้หัวเราะร่า
ท่าทีเช่นนี้ยิ่งทำให้กัวเอ้อร์หลางรู้สึกว่า หลี่อี้อยากพบตู้หรูฮุ่ยเพราะอาจมีแผนการใหญ่อยู่เบื้องหลัง ทว่านั่นกลับทำให้เขาโล่งใจ หากมิใช่เพราะเหตุนี้ หลี่อี้คงไม่ยอมขายสมบัติล้ำค่าให้เขาด้วยราคาเพียงสามสิบหกตำลึงทอง
เขามิได้ฉุกคิดเลยว่า ในสถานการณ์บ้านเมืองยามนี้ เงินหนึ่งร้อยห้าสิบก้วนซื้อทาสหนุ่มสาววัยฉกรรจ์ได้ยี่สิบถึงสามสิบคน
ทั้งสองขึ้นขี่ล่ออีกครั้งแล้วเดินทางต่อ ต่างฝ่ายต่างปลาบปลื้มยินดีอยู่ในใจ
ภายนอกหลี่อี้ดูสงบนิ่ง แต่ในใจกำลังคิดว่า 'แก้วตุ๋นราคา 79 กลับขายได้เงินถึง 150,000 เหรียญ หากได้เงินก้อนนี้มาแล้ว ข้าจะใช้อย่างไรดี'
'ขุดบ่อน้ำให้เรือนอู๋จี ซ่อมแซมเรือน ทำเครื่องเรือน ซื้อม้าสักตัว หรือจะลองซื้อทาสกับสาวใช้สักหลายคน'
'บางทีอาจซื้อที่นาเพิ่มอีกหน่อย ถึงเวลานั้นเพียงเก็บค่าเช่าก็มีกินมีใช้ไม่ขาด'
ด้วยอารมณ์เปี่ยมสุขเช่นนี้ ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหวังชวี่ซึ่งเป็นที่ตั้งของตำบล และได้พบลี่เจิ้งหวังกับกำนันหวังอีกครั้ง หลังพูดคุยทักทายกันไม่กี่คำ ทุกคนก็รีบมุ่งหน้าไปฉางอัน ขณะที่ยังเช้าและแดดยังไม่แรง
ระยะทางสี่สิบลี้ พวกเขาเดินตามถนนหลวงสำหรับม้า ด้วยความเร็วราวชั่วยามละสิบลี้ เดินอยู่ประมาณสองชั่วยาม ในที่สุดขบวนที่กำนันหวังนำมาก็มาถึงใต้กำแพงเมืองฉางอันอันสูงตระหง่าน
พวกเขาพาชายฉกรรจ์มาหนึ่งร้อยคน ชายวัยรุ่นอีกหนึ่งร้อยคน จึงดึงดูดความสนใจของทหารเฝ้าประตูเมืองฉางอันตั้งแต่ยังอยู่ไกล
นายทหารคนหนึ่งควบม้ามา ด้านหลังมีทหารราบติดตามมาหนึ่งกอง
"หยุด พวกเจ้าเป็นผู้ใด"
กำนันหวังรีบสั่งให้ทุกคนหยุด แล้วลงจากม้าเดินเข้าไปข้างหน้า "ข้าน้อยคือหวังจี๋เสียน กำนันตำบลอวี้ซิ่วแห่งอำเภอว่านเหนียน คนเหล่านี้คือชายฉกรรจ์กับชายวัยรุ่นในตำบลของข้าน้อย ซึ่งถูกเกณฑ์มาเข้าเวรตามคำสั่งจากที่ว่าการอำเภอ อย่างละหนึ่งร้อยคน"
หลี่อี้นั่งอยู่บนหลังล่อ แหงนหน้าพินิจกำแพงเมืองฉางอันตรงหน้า เมื่อเทียบกับเพิงหญ้าและเรือนดินในชนบท กำแพงเมืองฉางอันใหญ่โตมหึมา สร้างความสะเทือนใจแก่เขาอย่างรุนแรง
เขาอดนึกถึงบทกวีของหวังเหวยมิได้ "ทวารสวรรค์เก้าชั้นเปิดสู่วัง เหล่าอาคันตุกะหมื่นแคว้นเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ" ทั้งยังมีบทของตู้มู่ "เหลียวมองฉางอันดุจกองแพรปัก ประตูพันบานบนยอดเขาเปิดเรียงราย" และบทของหลี่ไป๋ "ฉางอันใต้จันทร์ผืนเดียว เสียงทุบผ้าดังก้องจากหมื่นครัวเรือน" นอกจากนี้ยังมีบทของเมิ่งเจียว "ลมวสันต์สมใจ กีบม้าทะยานไว วันเดียวชมบุปผาฉางอันจนทั่ว" และย่อมขาดบทของหวงเฉามิได้ "กลิ่นหอมพุ่งฟ้าทะลุฉางอัน ทั่วทั้งเมืองล้วนสวมเกราะทอง"
เมื่อมองกำแพงเมืองฉางอันอันสูงใหญ่ จู่ๆ หลี่อี้ก็เกิดความปรารถนาจะซื้อเรือนสักหลังในเมืองฉางอัน







