สวี่อิงมองไปที่เขา เห็นไฟในดวงตาของเขา เปลวเพลิงนั้นลุกโชน สิ่งที่กระตุ้นให้มันลุกไหม้คือเจตจำนงที่ไม่ยอมจำนน!
สวีฝูกล่าวว่า "การผ่านด่านเคราะห์ทะยานเป็นเซียน เป็นเพียงความปรารถนาส่วนตัวของข้า เป้าหมายที่แท้จริงของข้าคือการสืบสาวถึงต้นกำเนิด สะสางความวุ่นวายให้กลับคืนสู่ความถูกต้อง! คือการฟื้นฟูอำนาจ!"
เขามีท่าทีฮึกเหิม กล่าวเสียงดังว่า "การฟื้นฟูอำนาจของผู้ฝึกปราณ!"
สวี่อิง ระฆังใหญ่ และหยวนชีมองเขาด้วยความตกตะลึง
"เมื่อสามพันปีก่อน ผู้ฝึกปราณแซ่ต่งล้มล้างสำนักร้อยปรัชญา เชิดชูเพียงวิชานั่ว เสนอแนวทางการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ และในที่สุดก็ฝังกลบผู้ฝึกปราณจนสิ้น!"
ดวงตาของสวีฝูเร่าร้อน เขาวางมือทั้งสองลงบนบ่าของสวี่อิง กล่าวด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง "ตลอดสามพันปีมานี้ วิชานั่วเฟื่องฟู ผู้ฝึกปราณตกต่ำ แต่วิชานั่วนับเป็นตัวอะไรกัน? อายุขัยเพียงสามร้อยปี ยังอยู่ไม่สู้ปีศาจขั้นรวบรวมปราณด้วยซ้ำ อยู่ไม่สู้สุนัขที่ข้าเลี้ยงไว้! สุนัขยังมีอายุยืนกว่าผู้ใช้วิชานั่วเสียอีก!"
เขากล่าวเสียงดัง "วิชานั่วคือความผิดพลาด! สามพันปีที่ถูกบดบัง สามพันปีแห่งรัตติกาล วันนี้เวลานี้ คือรุ่งอรุณแรกแย้ม คือช่วงเวลาที่ผู้ฝึกปราณจะผงาดขึ้นอีกครั้ง! ท่านสวี่ ท่านคือเซียนอมตะ!"
ในหัวของสวี่อิงดังกึกก้อง "ข้าคือเซียนอมตะงั้นหรือ?"
ทางใต้ของเสียวเซียง หุบเขาชางอู๋ ใต้เขาจิ่วอี๋ เซียนอมตะ
หรือว่าประโยคนี้ของเด็กสาวในโลงศพไม่ได้หมายถึงคนอื่น แต่หมายถึงตัวเขาเอง?
แววตาของสวีฝูเร่าร้อน "ถูกต้อง! ท่านคือเซียนอมตะ ตำนานแห่งความอมตะ! ข้าค้นพบร่องรอยของท่านจากตำราโบราณ ค้นพบรากเหง้าของท่านจากตำนาน ข้ารู้อดีตของท่าน ท่านต้องช่วยพวกเราฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ของผู้ฝึกปราณได้แน่!"
สวี่อิงขมวดคิ้ว มองมือของเขาที่วางอยู่บนบ่าทั้งสองข้างของตน แล้วกล่าวว่า "ข้าคิดว่าเคล็ดวิชาของผู้ฝึกปราณไม่ได้สมบูรณ์แบบขนาดนั้น..."
สวีฝูหัวเราะลั่น "ดังนั้นจึงต้องให้เซียนอมตะช่วย เติมเต็มเคล็ดวิชาผู้ฝึกปราณที่ไม่สมบูรณ์ให้ครบถ้วนอย่างไรเล่า!"
เขายืนอยู่บนภูเขาเซียนฟางจ้าง โอบไหล่สวี่อิง ทอดสายตามองไปยังแดนสวรรค์แห่งนี้ พลางกล่าวเสียงกังวาน "ท่านสวี่ เพียงท่านรับปากช่วยเหลือ ภูเขาเซียนลูกนี้ ข้าจะแบ่งปันกับท่านสวี่! เหล่าศิษย์ทั้งหลาย ยังไม่รีบมาคารวะเซียนอมตะอีกหรือ? เขาจะเป็นอาจารย์เซียนผู้มอบความอมตะให้พวกเจ้า!"
ศิษย์ชุดขาวแต่ละคนที่ตามเขามาถึงที่นี่ต่างเลือดลมพลุ่งพล่าน พากันโค้งคำนับและกล่าวว่า "ศิษย์ขอคารวะเซียนอมตะ! คารวะปรมาจารย์สวี่อิง!"
หยวนชีและระฆังใหญ่ก็ตื่นตะลึงกับฉากนี้เช่นกัน หยวนชีตื่นเต้นจนเลือดลมสูบฉีด พึมพำว่า "หรือว่า โลกใบนี้จะปรากฏยุครุ่งเรืองของผู้ฝึกปราณขึ้นอีกครั้งจริงๆ?"
สวีฝูหัวเราะร่วน ขับเคลื่อนภูเขาเซียนฟางจ้าง พาสวี่อิงบินออกไปนอกถ้ำสวรรค์ พลางกล่าว "ผู้ฝึกปราณอย่างพวกเราเงียบเหงามาสามพันปีแล้ว สามพันปีที่มืดมิดไร้แสงตะวัน วันนี้ในที่สุดก็ได้เห็นแสงสว่าง!"
สวี่อิงตั้งสติและเอ่ยถาม "พี่สวี ท่านจะฟื้นฟูอำนาจผู้ฝึกปราณได้อย่างไร? การสืบทอดของผู้ฝึกปราณขาดสะบั้นไปแล้วอย่างชัดเจน การอยากจะผงาดขึ้นมาอีกครั้ง ก็ไม่ต่างอะไรกับการสร้างระบบการฝึกฝนขึ้นมาใหม่!"
"การสืบทอดของผู้ฝึกปราณ ไม่เคยขาดสะบั้น!"
ในดวงตาของสวีฝูมีประกายแสงอันเร่าร้อนเปล่งประกาย เขายิ้มกล่าว "ไม่ปิดบังท่าน ตอนที่ล้มล้างสำนักร้อยปรัชญาเชิดชูเพียงวิชานั่ว มีผู้ฝึกปราณเยาว์วัยกลุ่มหนึ่งรอดพ้นจากภัยพิบัติมาได้ ตอนที่ฟ้าดินถูกกวาดล้างด้วยมหาผนึก พวกเขารอดชีวิตมาได้ และเก็บรักษาเชื้อไฟเอาไว้! หลังจากข้ากลับมาจากโพ้นทะเลได้ไม่นาน พวกเขาก็มาหาข้า ข้าจะพาท่านไปพบพวกเขา!"
ภูเขาเซียนฟางจ้างลอดผ่านรอยแยกใหญ่ของภูเขา บินออกไปด้านนอก พาทะยานลัดเลาะไปตามทิวเขา
ไม่นาน ภูเขาเซียนฟางจ้างก็มาถึงตำหนักใหญ่ริมทะเล ภูเขาเซียนค่อยๆ ร่อนลงมา พลันเห็นลำแสงหลายสายตกลงมาจากฟากฟ้า เมื่อตกถึงพื้นก็กลายเป็นชายหญิงที่สวมเสื้อผ้าแบบโบราณ
พวกเขาสวมเสื้อผ้าในยุคฉินและฮั่น ในจำนวนนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งสวมเพียงชุดนักพรตเรียบง่าย บนศีรษะปักเพียงปิ่นไม้ท้อหนึ่งอัน บนร่างไม่มีเครื่องประดับอื่นใด นางทำความเคารพสวี่อิงด้วยท่วงท่าแช่มช้อย "ตัวข้าฮวาเซียนเฉิน ขอคารวะเซียนอมตะ"
สายตาของนางเร่าร้อน มองสวี่อิงราวกับมองของล้ำค่า ความตื่นเต้นปริ่มล้นออกมาทางสีหน้า
มีคนหนึ่งเดินเข้ามาหาสวี่อิง เขาสวมชุดปู้อีเนื้อหยาบ มือเท้าใหญ่โต รูปร่างสูงใหญ่กำยำ อยากจะเข้าใกล้สวี่อิง แต่ก็ไม่กล้า ยืนอยู่ห่างออกไปหลายจั้ง ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก "ผู้น้อยคือผู้ฝึกปราณในยุคจักรพรรดิอู่ตี้ ตงเหมยชิง วันนี้ในที่สุดก็ได้พบเซียนอมตะ!"
สวี่อิงพยักหน้าเบาๆ ในใจรู้สึกสับสนเล็กน้อย
เขามักจะรู้สึกว่าพวกเขากำลังร้องเรียกคนอื่น คนคนนั้นไม่ใช่ตัวเขา
มีอีกคนเดินเข้ามา กล่าวกับสวี่อิงจากที่ไกลๆ ในเชิงประจบประแจงว่า "ผู้ด้อยปัญญา ผู้ฝึกปราณฉีชิงโจว ขอคารวะเซียนอมตะ!"
ยังมีคนที่แต่งกายหรูหรางดงาม หน้าตาหล่อเหลา ฝึกฝนจนสำเร็จหยวนเสิน ก็โค้งคำนับสวี่อิงเช่นกัน ซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง สะอื้นกล่าวว่า "เซียนอมตะปรากฏตัวบนโลกอีกครั้ง สายเลือดผู้ฝึกปราณของพวกเราในที่สุดก็ได้เห็นแสงสว่าง!"
ยังมีชายชราและหญิงชราที่สั่นเทา เมื่อเห็นสวี่อิงก็ร้องไห้โฮ สะอื้นจนพูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้าไม่หยุด กล่าวว่า "ดี! ดี!"
"สวรรค์มีตา ในที่สุดเซียนอมตะก็จุติลงมา จะนำพาพวกเราก้าวออกจากยุคสมัยอันมืดมิด ทำให้ผู้ฝึกปราณกลายเป็นศาสตร์ที่รุ่งเรือง!"
บางคนหัวเราะลั่น น้ำเสียงแฝงความโกรธแค้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ตะโกนเสียงดัง "วิชานั่วนอกรีต ขโมยสถานะของพวกเรา ขโมยแผ่นดินของพวกเรา สร้างความวุ่นวายไปทั่วหล้า ทิ้งพิษร้ายไว้นับพันปี! ลัทธินอกรีตขโมยตำแหน่งที่เป็นของพวกเรา วันนี้ ในที่สุดก็ถึงเวลาสะสางความวุ่นวายและชำระบัญชีแค้นเสียที!"
"ใช้เพลิงแท้ซานเม่ยของพวกเรา เผาพวกนอกรีตให้ตาย!"
เสียงร้องที่คุ้นเคยดังขึ้น สวี่อิงมองตามเสียงไป เห็นเพียงเสี่ยวเฟิ่งเซียนบินมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ แม่หนูน้อยคนนี้มีท่าทีตื่นเต้นตะโกนเสียงดัง ดีใจจนใบหน้าแดงก่ำ ร้องว่า "ใช้เพลิงแท้ซานเม่ยเผาพวกมันให้ตาย "
"ใช่แล้ว เผาพวกนอกรีตที่ฝึกวิชานั่วให้ตาย!" ผู้ฝึกปราณจำนวนมากขึ้นขานรับนาง
สวีฝูหัวเราะร่วน โอบไหล่สวี่อิง กล่าวอย่างเร่าร้อนว่า "ท่านสวี่ ท่านเห็นไหม? ผู้ฝึกปราณยังอยู่ ยังคงอยู่เสมอ ไม่ได้สูญสิ้นไป!"
สวี่อิงกวาดสายตา มองผ่านใบหน้าที่ตื่นเต้นทีละใบหน้า สบตากับดวงตาที่เร่าร้อนคู่แล้วคู่เล่า
"สามพันปีที่ความมืดปกคลุมโลก แต่แสงสว่างไม่เคยจากไป เพียงแต่ถูกความมืดบดบังไว้ พวกเราเฝ้ารอโอกาสมาตลอด ท่านก็คือโอกาสที่พวกเรารอคอย! ท่านกลับมาแล้ว ก็ได้นำพาแสงสว่างมาด้วย!"
สวีฝูหัวเราะก้อง "พวกเรามีเพียงการฝึกปราณเท่านั้นที่เป็นสายเลือดแท้จริง ลัทธินอกรีตไม่คู่ควรที่จะมีชีวิตอยู่บนโลก! หลังจากที่ท่านกลับมา สิ่งแรกที่พวกเราต้องทำ คือการคืนชีพฮ่องเต้จู่หลง!"
สวี่อิงใจสั่นสะท้าน หันขวับไปมองเขา "คืนชีพฮ่องเต้จู่หลง?"
สวีฝูตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก หัวเราะฮ่าๆ "ใช่แล้ว คืนชีพฮ่องเต้จู่หลง! คนแซ่ต่งล้มล้างสำนักร้อยปรัชญาเชิดชูเพียงวิชานั่ว ทำให้ฟ้าดินเต็มไปด้วยความโสมม มีเพียงให้ฮ่องเต้จู่หลงฟื้นคืนชีพเท่านั้น จึงจะสามารถใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อสะสางความวุ่นวายได้!"
ในดวงตาของเขามีประกายแห่งความตื่นเต้นเต้นเร่า "ฮ่องเต้จู่หลงจะทำการเผาตำราฝังพวกนัวอีกครั้ง ครั้งนี้จะต้องรุนแรงกว่าครั้งที่แล้วอย่างแน่นอน! แผ่นดินนี้ ดินแดนใหม่ที่ผุดขึ้นมา จะถูกชำระล้างด้วยเลือดของผู้ใช้วิชานั่ว!"
สวี่อิงตั้งสติ แม้ว่าเขาจะยังไม่ฟื้นความทรงจำในชาตินี้ด้วยซ้ำ แต่ก็รู้สึกเลือนรางว่าสิ่งที่สวีฝูกำลังจะทำ อาจไม่ใช่เรื่องดี
แม้วิชานั่วจะมีข้อเสียต่างๆ นานา แต่มันก็เป็นสิ่งที่คอยเติมเต็มเคล็ดวิชาของผู้ฝึกปราณ
"ข้าควรจะบอกพวกเขาว่า เพียงแค่เคล็ดวิชาของผู้ฝึกปราณไม่อาจทำให้มีอายุยืนยาวได้" สวี่อิงคิดในใจ
เวลานี้เอง เขาเห็นร่างที่คุ้นเคยสองร่าง พลันชะงักงัน
สวีฝูก็สัมผัสได้ว่าร่างกายของเขาแข็งทื่อไป จึงชะงักเล็กน้อย มองตามสายตาของเขาไป เห็นเพียงคุณชายหนุ่มรูปงามสง่าคนหนึ่งและสตรีผู้มีรูปโฉมงดงามเย้ายวนคนหนึ่ง
สวีฝูถามด้วยความสงสัย "ท่านสวี่รู้จักคุณชายเซียงและแม่นางสิบสามด้วยหรือ?"
สวี่อิงพยักหน้าเบาๆ กล่าวอย่างเย็นชา "ย่อมรู้จัก"
สวีฝูกวักมือเรียกคุณชายเซียงและแม่นางสิบสาม ทั้งสองรีบก้าวเข้ามา คุณชายเซียงชิงคุกเข่าลงก่อน ยิ้มกล่าว "ผู้น้อยเซียงไห่คง ขอคารวะเซียนอมตะ! ปรมาจารย์สวี่ ผู้น้อยมีตาแต่ไม่รู้จักเขาไท่ซาน คราวก่อนที่แม่น้ำไน่เหอล่วงเกินปรัมาจารย์ ขอปรมาจารย์โปรดอภัยด้วย!"
แม่นางสิบสามก็รีบลนลานก้าวเข้ามา คุกเข่าลงอย่างอ่อนช้อย กล่าวอย่างน่าสงสารว่า "ฉู่สือซานเหนียงล่วงเกินผู้อาวุโสที่แม่น้ำไน่เหอ วันหน้าไม่กล้าอีกแล้ว ผู้อาวุโสจะทุบตีจะลงโทษ หรือจะทำอะไรอย่างอื่น ผู้น้อยล้วนยอมตามท่าน"
กล่าวจบ ก็แอบช้อนสายตาขึ้น มองเหลือบไปดูสีหน้าของสวี่อิง
สีหน้าของสวี่อิงราบเรียบดั่งบ่อน้ำโบราณไร้ระลอกคลื่น
สวีฝูยิ้มกล่าว "ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง ข้าก็ว่าเหตุใดท่านสวี่ถึงรู้จักพวกเจ้าสองคน พวกเจ้าทำผิดมหันต์ ล่วงเกินท่านสวี่ ข้าไม่อาจละเว้นพวกเจ้าได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้คน จะจดจำความผิดของพวกเจ้าไว้ก่อน แล้วค่อยจัดการในภายหลัง"
เซียงไห่คงและฉู่สือซานเหนียงทั้งตกใจทั้งดีใจ เงยหน้าขึ้นมองสวี่อิง
สวีฝูยิ้มกล่าว "ท่านสวี่ ท่านก็ปล่อยพวกเขาไปเหมือนปล่อยตดเถอะ" เขาโบกมือเพื่อให้ทั้งสองจากไป
"ช้าก่อน"
สวี่อิงกล่าวเสียงเรียบ "ตดปล่อยส่งเดชได้ แต่คนไม่ได้"
สวีฝูหันขวับไป ประหลาดใจกล่าว "หรือว่าท่านสวี่ยังไม่หายโกรธ? คุณชายเซียง แม่นางสิบสาม ท่านสวี่ยังไม่หายโกรธ พวกเจ้าจัดการเอาเองแล้วกัน"
เซียงไห่คงลังเลเล็กน้อย หยิบกระบี่ออกมาเล่มหนึ่ง กัดฟันแทงเข้าไปที่ต้นขาของตัวเอง ฉู่สือซานเหนียงเห็นดังนั้น ก็หยิบมีดบินออกมาเล่มหนึ่ง แทงเข้าไปที่หน้าท้องของตัวเองเช่นกัน
สวีฝูส่ายหน้าถอนหายใจกล่าว "พวกเจ้าทำร้ายตัวเองไปเพื่ออะไรกัน? ท่านสวี่ ท่านเห็นว่า?"
สายตาของสวี่อิงตกอยู่ที่ร่างของทั้งสองคน กล่าวเสียงเบา "ความแค้นที่พวกเขาสกัดสังหารข้า ข้าชำระไปตรงนั้นแล้ว ทุบตีพวกเขาจนกระดูกหักเอ็นขาด ดังนั้นที่ข้ารั้งพวกเขาไว้ไม่ใช่เพื่อแก้แค้น"
เซียงไห่คงและฉู่สือซานเหนียงต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก ยืนขึ้น ยิ้มประจบกล่าว "ปรมาจารย์ช่างใจกว้าง" กล่าวจบก็ประคองกันและกันเตรียมจะจากไป
สวี่อิงกล่าว "พวกเจ้าไปไม่ได้"
ทั้งสองชะงักฝีเท้า มองไปที่สวี่อิง
แววตาของสวี่อิงเย็นเยียบ กล่าวว่า "ข้าอยากรู้ เทพโรคระบาดคือสิ่งที่พวกเจ้าอัญเชิญมาใช่หรือไม่?"
เขายังจำได้ว่าคืนนั้นเขาโดยสารเรือตึกของเด็กสาวในโลงศพ เห็นภาพอันน่าสลดใจสองฝั่งแม่น้ำไน่เหอ ซากศพนับไม่ถ้วนกองเป็นภูเขาเลากา มอดไหม้อยู่ในกองเพลิง
เขายังจำได้ว่าแม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนทิศทาง มีผู้คนมากเท่าใดที่บ้านแตกสาแหรกขาด ต้องตายจากการรุกรานของภูตผีปีศาจที่เกิดจากเหตุการณ์นั้น!
เขาตามหาความจริง ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใด เพียงแค่อยากแก้แค้นให้กับผู้คนที่ตายอย่างอยุติธรรมเหล่านี้!
สีหน้าของเซียงไห่คงและฉู่สือซานเหนียงเปลี่ยนไปทันที หันไปมองสวีฝู
หยวนชีและระฆังใหญ่ไม่เข้าใจเจตนาของสวี่อิงมาตลอด เมื่อได้ยินดังนั้นก็พลันตาสว่างขึ้นมา ตอนที่แม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนทิศทาง เด็กสาวในโลงศพขอให้สวี่อิงลงมือ ใช้แส้ส่งเทพโรคระบาด เผาท้องฟ้าเป็นหมื่นหลี่ เทพโรคระบาดจุติลงมาได้อย่างไร แม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนทิศทางได้อย่างไร ล้วนเป็นปริศนาที่ยังไม่คลี่คลาย!
"พวกเจ้าอัญเชิญเทพโรคระบาด สังเวยคนไปเท่าไร?"
สายตาของสวี่อิงจับจ้องอยู่ที่คนทั้งสอง สีหน้าเป็นปกติ มองไม่เห็นความยินดีหรือความโกรธแม้แต่น้อย กล่าวว่า "เทพโรคระบาดทำร้ายผู้คนจนตายไปเท่าไร? ล้านคน? หรือสิบล้านคน? การที่แม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนทิศทางก็เป็นฝีมือของพวกเจ้าด้วยใช่หรือไม่? แล้วการรุกรานจากแดนหยินล่ะ? เกี่ยวข้องกับพวกเจ้าหรือไม่?"
บนหน้าผากของเซียงไห่คงมีเหงื่อเย็นผุดพราย มองไปทางสวีฝูไม่หยุด
สวีฝูกล่าวเสียงเบา "เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร คุณชายเซียง แม่นางสิบสาม หากเป็นฝีมือพวกเจ้าจริงๆ พวกเจ้าก็ยอมรับมาเถอะ"
ฉู่สือซานเหนียงหัวเราะคิกคัก "การสังเวยเทพโรคระบาดเกี่ยวข้องกับพวกเราจริงๆ แม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนทิศทางก็เป็นฝีมือพวกเราจริงๆ หากไม่ฆ่าคนมาสังเวยเทพโรคระบาด เทพโรคระบาดจะลงมาได้อย่างไร? หากเทพโรคระบาดไม่เข่นฆ่าครั้งใหญ่ จะทำให้แม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนทิศทางได้อย่างไร?"
คุณชายเซียงรีบกล่าว "เมื่อแม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนทิศทาง น้ำจึงจะท่วมเขาหินน้อย พุ่งชนวัดร้าง ช่วยผู้ฝึกปราณที่ถูกสะกดไว้ในบ่อน้ำหินออกมาได้!"
ระฆังใหญ่ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเดือดดาล กล่าวด้วยความคับแค้นใจ "ที่แท้คืนที่แม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนทิศทาง เป็นพวกเจ้าที่มาโจมตีเขาหินน้อย! เป็นพวกเจ้าที่ทำให้ความดีความชอบสามพันปีของข้าพังพินาศในพริบตา! ในบ่อน้ำของข้า สะกดเทพสวรรค์ที่ก่อความวุ่นวายเมื่อสามพันปีก่อนไว้!"
ฉู่สือซานเหนียงพูดจาฉะฉานรวดเร็ว "เพียงแต่สตรีผู้นั้นไม่รู้ดีชั่ว พวกเราช่วยนางไว้ นางกลับไม่สำนึกบุญคุณ ทำร้ายระฆังใบนั้นบาดเจ็บแล้วก็จากไป!"
เซียงไห่คงกล่าว "นางยังเผาเทพโรคระบาดที่แคว้นจูตู้ ลงมือลอบโจมตี..."
สวีฝูไอออกมาหนึ่งเสียง เซียงไห่คงใจสั่นสะท้าน ไม่กล้าพูดอะไรอีก
สวีฝูยิ้มบางๆ กล่าวว่า "เรื่องนี้เดิมทีเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เพื่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการฟื้นฟูอำนาจของผู้ฝึกปราณ ย่อมต้องมีบางสิ่งที่ต้องเสียสละ สละชีวิตคนเหล่านี้ แลกกับการผงาดขึ้นของผู้ฝึกปราณ ข้าคิดว่าคุ้มค่า..."
"พี่สวีเคยถามคนที่ถูกเสียสละเหล่านั้นหรือยัง?"
สวี่อิงถาม "เคยถามหรือไม่ว่าพวกเขาตายอย่างคุ้มค่าหรือไม่?"
สวีฝูขมวดคิ้ว ถอนหายใจกล่าว "ท่านสวี่ สี่พันปีผ่านไป ท่านยังคงดื้อรั้นเช่นนี้ ท่านดิ้นรนอยู่ในโลกมนุษย์ เป็นคนธรรมดามาสี่พันปี สี่พันปีที่ถูกชีวิตโบยตีมานับไม่ถ้วน ยังไม่ถูกขัดเกลาเหลี่ยมมุมให้เรียบเนียนอีกหรือ?"
ในใจของสวี่อิงมีโทสะพวยพุ่ง แววตาเย็นเยียบ กล่าวว่า "พี่สวี อย่าตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้า"
เขาเดินไปทางคุณชายเซียง กล่าวว่า "วันนี้ ข้าจะฆ่าคนสองคน!"
ทันใดนั้น สวีฝูก็หัวเราะลั่น ยื่นมือออกมาจากด้านหลัง กดไหล่ของเขาไว้ ยิ้มกล่าว "เรื่องก่อนหน้านี้เป็นเพียงความเข้าใจผิด"
สวี่อิงไม่สามารถขยับตัวได้ หันหน้าไปสบตากับเขา กล่าวเสียงเบา "หากไม่ใช่ความเข้าใจผิดล่ะ?"
บาดแผลที่หางตาของสวีฝูค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง แววตาค่อยๆ เย็นชาลง เขาปล่อยมือจากไหล่ของสวี่อิง ยิ้มกล่าว "สี่พันปีแล้ว ท่านยังคงไม่เปลี่ยนไปเลย ตอนที่อยู่บนทะเลในปีนั้น ท่านก็มีสายตาเช่นนี้ รอยแผลเป็นที่ท่านทิ้งไว้ให้ข้าในปีนั้น จนบัดนี้ยังไม่หายดี"







