ตู้ซานเหยียเดินออกจากหมู่บ้าน มองดูรถวัวที่อยู่ไม่ไกลด้วยใบหน้ามืดครึ้ม ลูกน้องคนหนึ่งเห็นว่ารอบด้านไม่มีคน จึงเดินเข้าไปพูดว่า "ซานเหยีย หากไม่ได้จริงๆ ก็ใช้กำลังเถอะขอรับ"
ตู้ซานเหยียด่าว่า "ใช้กำลังกับผีสิ! หากใช้กำลังได้ข้าไม่ใช้ไปตั้งนานแล้วหรือ ยังต้องมาเสียความคิดเช่นนี้อีกทำไม เบื้องบนสั่งมาว่าหากยังไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ ห้ามก่อคดีความขึ้น เจ้าจะใช้กำลัง จะใช้อย่างไร"
ลูกน้องยิ้มประจบพลางกล่าวว่า "ซานเหยีย ท่านก็จัดการเรื่องราวให้เรียบร้อยไว้ล่วงหน้า คดีความก็ย่อมสงบลงเองไม่ใช่หรือขอรับ"
"ด่าว่าเจ้าโง่เจ้าก็ไม่ฉลาดเลยจริงๆ! เดิมทีไม่มีคนสนใจ เจ้าไปจัดการวิ่งเต้นบนล่าง ไม่ใช่ยิ่งเป็นที่จับตามองหรือ" ตู้ซานเหยียตีหน้าขรึม พึมพำกับตัวเองว่า "ไม่รู้เหมือนกันว่าตระกูลหวังแห่งหลางหยานี้โผล่มาจากไหน!"
ลูกน้องคนหนึ่งตกใจถามว่า "เขายังเป็นหวังแห่งหลางหยาจริงๆ หรือขอรับ"
"เขาเป็นตัวจริงหรือตัวปลอมข้าไม่รู้ แต่หลิวแห่งเนี่ยหยางกับอวี่แห่งซินเหยี่ยน่าจะเป็นตัวจริงทั้งหมด"
พวกลูกน้องได้ยินเช่นนี้ต่างก็ลอบเดาะลิ้น เรื่องที่เดิมทีไม่น่าจะจัดการยาก กลับดึงเอาสองตระกูลใหญ่แห่งจิงโจวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย! นี่มันเตะโดนแผ่นเหล็กเข้าแล้ว!
ตู้ซานเหยียคิดในใจว่า 'ในเมื่อเรื่องนี้เข้าไปพัวพันกับคนเหล่านี้ก็คงจะทำบุ่มบ่ามไม่ได้แล้ว ต้องคิดหาวิธีอ้อมผ่านพวกเขาไป...'
อีกด้านหนึ่ง หวังหยางปลอบขวัญหัวหน้าหมู่ลาดตระเวนถงครู่หนึ่ง จึงปล่อยให้พวกเขาจากไป อวี่อวี๋หลิงถามด้วยความไม่เข้าใจว่า "พี่หวังเกรี้ยวกราดใส่ตู้ซาน เหตุใดจึงผ่อนปรนต่อเจ้าหน้าที่ผู้น้อยผู้นี้ถึงเพียงนี้"
หวังหยางกล่าวว่า "ตู้ซานเป็นหมาป่า เพียงแค่เจ้าเผยความขลาดกลัวออกมาก็อาจจะกดเขาไว้ไม่อยู่ หัวหน้าหมู่ลาดตระเวนถงผู้นี้ขี้ขลาด ไม่กล้าก่อเรื่อง ครั้งนี้ที่มาก็ได้รับคำสั่งจากผู้อื่น ไม่จำเป็นต้องเยาะเย้ยเขาอีก อีกอย่างเขารับผิดชอบความสงบเรียบร้อยของที่นี่ ดังคำกล่าวที่ว่า 'นายอำเภอยังไม่สู้ผู้คุมที่อยู่ตรงหน้า' หากข้าตำหนิเขาเกินไป ในใจเขาเกิดความแค้น ไม่แน่ว่าวันหน้าอาจจะไปลงอารมณ์กับครอบครัวของเฮยฮั่น"
"รับคำชี้แนะแล้ว นายอำเภอยังไม่สู้ผู้คุมที่อยู่ตรงหน้า ประโยคนี้มีความหมายลึกซึ้งทีเดียว"
"คุณชายเก่งกาจยิ่งนัก! คนเลวล้วนกลัวท่าน!" เสี่ยวอาอู่วิ่งเข้ามาหาหวังหยาง
หวังหยางค้อมเอวลง บีบจมูกเล็กๆ ของอาอู่เบาๆ "เจ้าเองก็เก่งกาจมากเช่นกัน อดทนตั้งนานกว่าจะร้องไห้"
"ไม่ได้ร้อง ไม่ได้ร้อง อาอู่ไม่ได้ร้องไห้!" เสี่ยวอาอู่พอคิดถึงภาพที่ตนเองร้องไห้จ้า ก็รู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก รีบปฏิเสธทันที
"โอ้ เช่นนั้นข้าคงจำผิดไป อาอู่กล้าหาญจริงๆ!"
อวี่อวี๋หลิงมองดูภาพนี้แล้วรู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง พี่หวังปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเป็นกันเองจริงๆ แม้แต่บุตรสาวของคนรับใช้ก็ยังสนิทสนมถึงเพียงนี้ การรับมือกับหัวหน้าหมู่ลาดตระเวนถงและตู้ซานเหยียก็ดูมีแบบแผน สหายผู้นี้คบหาได้ดีทีเดียว!
หวังหยางพาเฮยฮั่นและอาอู่ไปกล่าวขอบคุณอวี่อวี๋หลิงอีกครั้ง อวี่อวี๋หลิงเห็นท่าทางอึกอักเหมือนมีอะไรจะพูดของเฮยฮั่น ก็รู้ว่าเขากับหวังหยางมีเรื่องจะคุยกัน จึงกลับไปรอหวังหยางบนรถ
หลังจากอวี่อวี๋หลิงจากไปแล้ว เฮยฮั่นก็บอกหวังหยางเรื่องที่ตนเองจะกลับค่ายในวันพรุ่งนี้ หวังหยางถามว่า "เจ้ากลับค่ายแล้ว อาอู่จะทำอย่างไร"
"อาอู่ไม่เป็นไรขอรับ เมื่อหนึ่งปีก่อนนางก็สามารถอยู่บ้านคนเดียวได้แล้ว ท่านยายจ้าวเป็นคนดีที่สุด ข้าฝากฝังนางและเพื่อนบ้านอีกสองสามคนไว้แล้ว หากมีเรื่องอันใดพวกเขาก็จะคอยช่วยเหลือ"
เขาพูดพลางหยิบห่อผ้าสีน้ำเงินเล็กๆ ออกมาจากก้นหีบ "คุณชาย นี่คือเงินสามพันอีแปะที่ท่านยืมมาจากสำนักศึกษาประจำจวิ้นก่อนหน้านี้ คืนให้ท่านขอรับ"
หวังหยางประหลาดใจอยู่บ้าง "สามพันหรือ เจ้าไม่ได้ไปไถ่ดาบหรอกหรือ"
"ผู้น้อยกังวล..."
"ไม่ได้บอกหรือว่าวันหน้าหากไม่มีคนนอกอยู่ด้วย ไม่ต้องเรียกตัวเองว่าผู้น้อย"
เฮยฮั่นรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงเชื่อฟังและเปลี่ยนคำเรียกขาน "ข้ากังวลว่าคุณชายจะมีการจัดเตรียมอย่างอื่น จึงไม่ได้ไปไถ่ดาบขอรับ"
"เอาเงินห้าร้อยอีแปะไปไถ่ดาบก่อน แล้วก็ไม่ได้ไปยืมติงจิ่วมาห้าร้อยหรอกหรือ เจ้าเอาไปคืนเขา...หนึ่งพันห้าร้อย"
"หา? นี่ นี่ออกจะมากเกินไปแล้วกระมังขอรับ" เฮยฮั่นรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ต่อให้ต้องให้เพิ่มอีกหน่อย เพิ่มสักร้อยสองร้อยอีแปะก็น่าจะพอแล้ว
"ไม่มากหรอก เจ้าไปบอกเขาว่า นี่คือเงินที่ข้าคืนให้ ส่วนที่เกินมาถือเป็นดอกเบี้ย"
ยืมเงินมาไม่ถึงสองวัน ดอกเบี้ยร้อยละสองร้อย ก็นับว่าทำให้ติงจิ่วทำกำไรได้อย่างงามทีเดียว
ตั้งแต่ทะลุมิติมา เฮยฮั่นกับติงจิ่วนับว่าเป็นกลุ่มคนที่สัมผัสใกล้ชิดหวังหยางเร็วที่สุด รู้เรื่องราวของเขาไม่น้อย อีกทั้งหลังจากกลับค่ายแล้วก็อาจจะไปพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับเขาในหมู่บ้านค่ายแปดให้หัวหน้ากองเซวียและเสมียนหวังฟัง
หวังหยางไม่รู้ว่าทางฝั่งหัวหน้ากองเซวียตั้งใจจะปล่อยมือไม่สนใจตนเองแค่นี้จริงๆ หรือไม่ แต่หากทางฝั่งติงจิ่วเกิดความผิดพลาดอันใดขึ้น ไม่แน่ว่าเมื่อใดอาจจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกหนึ่ง
ให้เงินมากหน่อย ประการแรกคือเพื่อไม่ให้ในใจของติงจิ่วเก็บความแค้นเคืองเอาไว้ เพราะเดิมทีตอนที่ติงจิ่วให้ยืมเงินก็หวังผลตอบแทนสูงอยู่แล้ว หากไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ย่อมต้องรู้สึกไม่พอใจอย่างแน่นอน
ประการที่สองคือเพื่อแสดงถึงฐานะและความสามารถของตนเอง ใช้ข่มขวัญติงจิ่วไม่ให้เกิดความคิดคดโกง
ประการที่สามคือเพื่อให้ติงจิ่วได้ลิ้มรสผลประโยชน์ เช่นนี้เขาก็จะยิ่งทะนุถนอม 'ความสัมพันธ์' ระหว่างเขากับหวังหยางมากยิ่งขึ้น ความทะนุถนอมเช่นนี้บางทีอาจจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงในเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต
หวังหยางแบ่งเงินที่จะให้ติงจิ่วเสร็จ ก็พูดอีกว่า "ส่วนหนึ่งพันอีแปะที่เหลือ เราสองคนคนละห้าร้อย"
เฮยฮั่นรีบปฏิเสธ "ข้า ข้าไม่เอาขอรับ! คุณชายเพิ่งจะชดใช้หนี้ก้อนใหญ่ปานนี้แทนพวกเรา จะรับเงินของคุณชายอีกได้อย่างไร"
หวังหยางเห็นเฮยฮั่นยืนกรานไม่รับ จึงทิ้งเงินไว้ครึ่งหนึ่งโดยตรง แล้วกล่าวว่า "เอาล่ะ รถยังรอข้าอยู่ ข้าไปก่อนล่ะ"
"คุณชาย คุณชาย! ท่านเป็นคนที่รักษาคำพูดอันดับหนึ่งในใต้หล้าจริงๆ!" เสี่ยวอาอู่กระโดดพรวดพราดออกมาขวางอยู่ที่ประตู
หวังหยางชะงักไปเล็กน้อย "คำพูดนี้มีที่มาอย่างไร"
"คราวที่แล้วท่านบอกว่าจะเอาลูกอมมาให้อาอู่กิน แล้วก็ให้ท่านพ่อนำลูกอมกลับมาจริงๆ! คนที่พูดคำไหนคำนั้นแบบคุณชาย หาได้ยากยิ่งนัก! คุณชายคือคุณชายที่รักษาคำพูด คือคุณชายที่พูดคำไหนคำนั้น! ข้าบอกแล้วว่าคนที่หน้าตาดีล้วนเป็นคนที่รักษาคำพูด!"
หวังหยางมองดูเสี่ยวอาอู่ที่เบิกตากว้าง มองเขาด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม ก็เดาความคิดของนางออกในทันที เขาตบศีรษะของอาอู่เบาๆ แล้วถามว่า
"อาอู่อยากไปเมืองจิงโจวใช่หรือไม่"
ดวงตากลมโตของอาอู่เปล่งประกายเป็นประกายระยิบระยับขึ้นมาในพริบตา
"ได้หรือเจ้าคะ ได้หรือเจ้าคะ! ข้าได้ยินมาว่าในเมืองมีตลาดใหญ่ทุกวัน คึกคักกว่าตลาดในหมู่บ้านเราที่จัดทุกปีตั้งหลายสิบเท่าแน่ะ!"
"คราวก่อนข้าเคยบอกว่าจะพาเจ้าเข้าเมืองในครั้งหน้า แต่วันนี้ไม่ได้จริงๆ" หวังหยางกล่าวด้วยความรู้สึกผิด
เขาเพิ่งจะยืมเงินก้อนใหญ่มาจากหลิวเจา ทั้งยังวางต้นฉบับทิ้งไว้เพื่อออกนอกเมือง หากกลับเข้าเมืองแล้วยังไม่ขยันเขียนต้นฉบับอีก นั่นก็ออกจะผิดต่อหลิวเจาอยู่บ้าง แม้ว่าหลิวเจาจะไม่ได้ว่าอะไร แต่ระหว่างคนกับคนย่อมเป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน จะอาศัยว่าผู้อื่นพูดง่ายแล้วทำตามอำเภอใจไม่ได้
ดวงตากลมโตของอาอู่หม่นหมองลงในพริบตา เฮยฮั่นรีบพูดว่า "อาอู่เด็กดี คุณชายงานยุ่งมาก เดี๋ยวท่านพ่อพาเจ้าไปเอง มายืนตรงนี้ อย่าขวางทางคุณชายออกจากบ้าน"
อาอู่ส่งเสียงอืมคำหนึ่ง แม้จะรู้ว่าท่านพ่อจะกลับค่ายทหารในวันพรุ่งนี้แล้ว ในระยะเวลาสั้นๆ นี้ย่อมไม่มีทางพานางเข้าเมืองได้เลย แต่นางก็ยังคงเบี่ยงตัวหลีกทางให้ ก้มหน้าลง จ้องมองดูปลายรองเท้าฟางของตนเอง
หวังหยางใจอ่อนยวบ ตบศีรษะของอาอู่เบาๆ "วันนี้ไม่ได้จริงๆ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พรุ่งนี้เที่ยงข้าจะมารับเจ้า ตอนบ่ายพวกเราไปเดินเล่นที่ตลาดใหญ่ของเมืองจิงโจวกันให้หนำใจ ดีหรือไม่"
เสี่ยวอาอู่กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
......
ภายในสำนักศึกษาประจำจวิ้น หลิวเจายืนอยู่หน้าประตูห้องหนังสือด้วยสีหน้าร้อนรน
เหตุใดยังไม่กลับมาอีก
ไม่น่าจะเป็นเช่นนี้นี่!
จื่อเจี้ยเป็นอะไรไป ไม่ใช่กำชับเขาแล้วหรือว่าให้รีบพาจือเหยียนกลับมา
คนรับใช้รีบรุดเข้ามา "ใต้เท้า!"
หลิวเจาดีใจเป็นอย่างยิ่ง "กลับมาแล้วหรือ"
"ไม่ใช่ขอรับ เป็นท่านจงส่งคนมา บอกว่าวันนี้เขาย้ายเข้าบ้านใหม่ เชิญท่านไปร่วมชุมนุมที่จวนขอรับ" คนรับใช้ยื่นเทียบเชิญให้
หลิวเจาผิดหวังอย่างหนัก รับเทียบเชิญมา เห็นบนเทียบเชิญมีเพียงตัวอักษรคำว่า "เชิญ" ตัวใหญ่เพียงตัวเดียว ก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
สไตล์การเขียนเทียบเชิญเช่นนี้ ทั่วทั้งจิงโจวคงหาคนที่สองไม่ได้แล้ว
น่าเสียดายที่ต้องเห็นแก่การศึกษาเป็นสำคัญ ไม่อาจไปตามนัดได้ จึงกล่าวว่า "ไปบอกว่าวันนี้ข้ามีธุระ ไม่ไปแล้ว เอาพู่กันไผ่ลายจุดกับแท่นฝนหมึกหินซ้อนชุดนั้นของข้าส่งไปเป็นของขวัญแสดงความยินดีก็แล้วกัน"
คนรับใช้อีกคนรีบรุดเข้ามา หลิวเจาดีใจพลางกล่าวว่า "กลับมาแล้วหรือ"
"จดหมายตอบกลับจากซีซาโจวขอรับ"
หลิวเจามีญาติผู้พี่ร่วมตระกูลคนหนึ่งชื่อหลิวฉิว เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า เร้นกายอยู่บนซีซาโจวนอกเมืองเจียงหลิง มักจะมีการส่งจดหมายไปมาหาสู่กับองค์ชายรองจิ้งหลิงอ๋องเซียวจื่อเหลียงผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกันอยู่เสมอ จิ้งหลิงอ๋องได้รับการขนานนามจากชาวโลกว่าเป็นอ๋องผู้ทรงธรรม ทั้งยังเป็นองค์ชายที่ฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญมากที่สุดรองจากองค์รัชทายาท ได้รับการแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งซือถูอันสูงส่ง คอยช่วยบริหารราชการแผ่นดิน
ช่วงก่อนหน้านี้ หลิวเจาเคยไหว้วานให้หลิวฉิวขอความช่วยเหลือจากจิ้งหลิงอ๋องเนื่องจากเรื่องการยุบสำนักศึกษาประจำจวิ้น บัดนี้ในที่สุดก็ได้เห็นจดหมายตอบกลับแล้ว จึงรีบรับมาอ่านทันที







