บทที่เก้าสิบหก เลือดแรก
ฉู่ชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าควรซื้อไอศกรีมกี่แท่งดี ถ้าซื้อให้แค่แฟนสาวก็ดูจะขี้เหนียวไปหน่อย แต่ถ้าซื้อเยอะไปแล้วคนอื่นไม่อยากกิน แต่ต้องรับไว้ตามมารยาท ก็จะเป็นการลำบากใจพวกเขาเปล่าๆ สุดท้ายเขาก็เลยซื้อช็อกโกแลตมาหลายแผงแทน ต่อให้ตอนนี้ยังไม่กินก็ยังเก็บไว้ได้ ไว้คิดอยากกินเมื่อไหร่ค่อยหยิบมา
เขาหิ้วถุงเดินออกจากร้าน แจกช็อกโกแลตให้คนอื่นๆ ก่อนเป็นอันดับแรก และสุดท้ายก็ส่งไอศกรีมโคนใหญ่ให้คุณหนูฟ่าน
“โอ๊ะ พวกเราก็มีส่วนด้วยเหรอ ขอบใจนะ!” หลี่ปิงปิงพูดพลางหัวเราะ รับมาแล้วชะงักไปเล็กน้อย “ฉันกลัวอ้วนน่ะสิ”
ฉู่ชิงหัวเราะตอบ “นั่นมันอคติทั้งนั้นแหละครับ คนจะอ้วนกินอะไรก็อ้วน” พูดพลางลูบหัวคุณหนูฟ่านแล้วบอกว่า “คุณดูตัวนี้ของบ้านผมสิ...”
เด็กสาวกำลังเลียไอศกรีมอย่างมีความสุข ขี้เกียจจะโต้เถียงกับเขา จึงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ใครผอมก็นายก็ไปหาคนนั้นสิ!”
เมื่อถึงโรงแรม คนอื่นๆ ล้วนพักอยู่ชั้นห้า ตอนที่แยกย้ายกันในลิฟต์ เด็กสาวขยิบตาให้เขา ฉู่ชิงเพียงแค่ยิ้มตอบ
พอกลับมาถึงห้องของตัวเอง ภายในห้องยังคงมีความชื้นเย็นยะเยือกอยู่บ้าง แถมเขาเพิ่งออกไปเดินเล่นข้างนอกมาทั้งตัวจึงถูกห่อหุ้มด้วยความชื้นเหนอะหนะ เขาเปิดแอร์ก่อนเป็นอันดับแรก ปรับเป็นโหมดลมอุ่น แล้วจึงมุดเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ
ผ่านไปพักใหญ่ จนกระทั่งน้ำร้อนลวกผิวจนเริ่มแดง เขาถึงรู้สึกว่าร่างกายที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันผ่อนคลายลงบ้าง เขาเช็ดผม พลางพันผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ไว้รอบเอวแค่ผืนเดียว พอเพิ่งเดินออกมาก็คล้ายได้ยินเสียงคนเคาะประตูอยู่ข้างนอก
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก!” สี่ครั้ง
ฉู่ชิงเปิดประตู เด็กสาวก็พุ่งพรวดเข้ามาทันที พร้อมกับรีบปิดประตูตามหลัง จากนั้นก็หันกลับมา พอเห็นสภาพของเขาเข้าอย่างจัง ก็อดถอยหลังไปก้าวหนึ่งไม่ได้
ตามรูขุมขนของเขายังคงมีไอร้อนกรุ่นซึมซาบออกมา ส่งกลิ่นครีมอาบน้ำหอมฉุย โดยเฉพาะหยดน้ำที่ยังเช็ดไม่แห้งซึ่งหยดติ๋งลงมาจากลำคอ ไหลลื่นไปตามแนวกล้ามเนื้อ และสุดท้ายก็ซึมหายเข้าไปในผ้าเช็ดตัวสีขาว
เด็กสาวเสียงแหบแห้ง จู่ๆ ก็โพล่งถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง “นาย... ข้างในนายใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยหรือยัง”
“หา?” ฉู่ชิงชะงักมือ มองภรรยาจอมเปิ่นของตัวเอง ไม่เข้าใจว่าเธอจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนแล้ว
“หาอะไรเล่า รีบเข้าไปใส่เสื้อผ้าสิ!” เธอผลักเขาเข้าไปข้างในอย่างลุกลี้ลุกลน ส่วนตัวเองยังคงยืนอยู่ตรงประตู ไม่กล้าก้าวเท้าไปไหน
จากนั้นก็มีเสียงสวบสาบดังขึ้นมา พอเสียงเงียบลง เธอถึงได้ถามอีกครั้ง “ใส่เสร็จหรือยัง”
“เข้ามาเถอะ” ฉู่ชิงตอบอย่างอ่อนใจ
คุณหนูฟ่านถึงได้เดินเข้าไปข้างใน เห็นเขาสวมกางเกงขาสั้นตัวใหญ่ยืนอยู่ข้างเตียง กางขายาวสองข้างออกกำลังจัดกระเป๋าเดินทาง แม้ชุดนี้จะดูสบายๆ เหมือนกัน แต่ก็ยังดีกว่านุ่งแค่ผ้าเช็ดตัว แบบนั้นมันชวนให้คนคิดอกุศลได้ง่ายเกินไป
“พรุ่งนี้เธอมีถ่ายกี่ฉาก” เขาถามโดยไม่หันหน้ามามอง
“ห้าหกฉากน่ะ แต่มีทั้งเช้าทั้งบ่ายเลย”
เด็กสาวเดินเข้าไปช่วยเขาจัดของ ในกระเป๋าทั้งใบมีเสื้อผ้ามาแค่สองชุด แถมยังมีชุดชั้นในกับถุงเท้าสำหรับเปลี่ยนแค่ชุดเดียว จึงอดบ่นไม่ได้ “ขี้เกียจตัวเป็นขนเลยนะนายเนี่ย!”
ฉู่ชิงเอาแก้วแปรงฟันไปวางบนอ่างล้างมือ ไม่ได้ต่อปากต่อคำเรื่องนั้นแล้วพูดว่า “งั้นฉันก็ต้องไปเที่ยวคนเดียวสินะ”
“โธ่ ก็ฉันไม่ว่างนี่นา!” เธอรู้สึกผิดนิดหน่อย ลองคิดดูแล้วก็เสนอว่า “ตอนกลางวันนายไปเที่ยวเขาเยว่ลู่ก็ได้ ส่วนตอนกลางคืนเดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อน เดินเล่นที่จวี๋จื่อโจวกัน”
“ตอนกลางคืนมีอะไรให้ดูเหรอ”
“ก็ตอนกลางคืนคนเยอะไง มีไฟด้วย สวยจะตายไป”
เขาหยิบของที่ใช้ประจำออกมาจนหมด รูดซิปกระเป๋าเก็บให้เรียบร้อย นั่งลงบนเตียงพลางกวักมือเรียก แล้วพูดว่า “เธอถ่ายละครเรื่องนี้ก็ไม่ได้ยุ่งเท่าไหร่นี่นา ยังมีเวลาไปเที่ยวอีก”
คุณหนูฟ่านขยับเข้าไปนั่งตักเขา ทิ้งน้ำหนักก้นทับลงบนต้นขาเต็มๆ แล้วบอกว่า “ก็ฉันเล่นเป็นแค่ตัวประกอบนี่นา ไม่ได้ออกไปเที่ยวคนเดียวสักหน่อย ไปกับพวกเขาทั้งนั้นแหละ”
ฉู่ชิงพยักหน้า พูดว่า “อืม เพื่อนๆ ของเธอพวกนั้นก็ดูนิสัยดีนะ คบกันไว้ดีๆ ล่ะ”
“หืม นายไม่หึงเหรอ” เด็กสาวหัวเราะร่วน
เธอเปลี่ยนมาใส่ชุดลำลอง เป็นเสื้อยืดแขนสั้น ท่อนล่างเป็นกางเกงหกส่วนยาวคลุมเข่าพอดี สวมรองเท้าแตะเดินลากเท้า ฉู่ชิงยื่นมือไปเกาเข่าเธอเบาๆ แล้วพูดกลั้วหัวเราะ “เธออ้วนขนาดนี้ นอกจากฉันแล้วจะมีใครมาปิ๊งเธออีกล่ะ”
เด็กสาวถูกเขาเกาจนทนไม่ไหว รู้สึกจั๊กจี้ซาบซ่านจากหัวเข่าแล่นปราดไปถึงกระดูกสันหลัง จนหลังเท้าเกร็งขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ รองเท้าแตะเลื่อนหลุดลงไป รีบใช้หัวแม่เท้าเกี่ยวไว้แทบไม่ทัน เธอดึงมือเขาเอาไว้ ออกแรงดึงออกสุดชีวิต “อย่ามาหลงตัวเองหน่อยเลย คำนี้ฉันต้องเป็นคนพูดต่างหาก”
“นี่ แล้วเริ่นเฉวียนกับหลี่ปิงปิงเขากำลังคบกันอยู่หรือเปล่า” จู่ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องซุบซิบนี้ขึ้นมาได้
“ฉันก็ดูไม่ออกเหมือนกัน สองคนนั้นสนิทกันมาก” เธอพูดพลางยื้อยุดกับแฟนหนุ่มไปด้วย “แต่เริ่นเฉวียนดูเหมือนจะมีใจนิดๆ นะ ส่วนหลี่ปิงปิงนี่ดูจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่”
พอพูดถึงเริ่นเฉวียน เธอก็นึกเรื่องบนโต๊ะอาหารขึ้นมาได้ จึงถามอย่างจริงจัง “นี่ นายก็อยากเปิดร้านอาหารด้วยใช่ไหม”
ฉู่ชิงไม่แปลกใจที่เธอดูออก จึงตอบไปว่า “ใช่สิ ฟังที่เขาพูดมามันดูดีมากเลยนะ ยังไงเงินก้อนนั้นของฉันเก็บไว้เฉยๆ ก็ไม่ได้งอกเงย สู้เอาไปลงทุนทำอะไรสักอย่างดีกว่า”
“ถ้างั้นนายก็ไม่ซื้อบ้านแล้วสิ” คุณหนูฟ่านดึงมือเขาไม่ออกสักทีเลยยอมแพ้ ปล่อยให้เขาจับนิ้วตัวเองเล่นไป
“ซื้อสิ แต่ตอนนี้ซื้อบ้านกับเปิดร้านอาหารเลือกทำได้แค่อย่างเดียวนี่นา ฉันยังคิดไม่ตกเลย”
เธอโอบคอเขา เอียงคอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วบอกว่า “อืม พ่อกับแม่ฉันก็ยังไม่ได้เตรียมการเรื่องซื้อบ้านเหมือนกัน ถึงตอนนั้นพวกเราค่อยซื้อพร้อมกันก็ได้ พวกเราต้องออกไปถ่ายละครข้างนอกบ่อยๆ เอาเข้าจริงก็ไม่ได้อยู่บ้านนานนักหรอก ฉันว่าเปิดร้านดีกว่า จะได้ทำกำไรบ้าง”
ฉู่ชิงมองเธอด้วยความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง ยัยหนู เธอเพิ่งอายุเท่าไหร่เอง ต้องมองอะไรทะลุปรุโปร่งขนาดนี้เลยเหรอ มิน่าล่ะถึงเปิดสตูดิโอเองได้
คุณหนูฟ่านพูดจบก็หัวเราะคิกคักขึ้นมาทันที “งั้นฉันขอออกเงินด้วยส่วนหนึ่งนะ เรามาหุ้นกัน”
“อยากเป็นเถ้าแก่เนี้ยเหรอ”
“ฉันก็เป็นเถ้าแก่เนี้ยอยู่แล้วนี่!”
“งั้นเธอลองไปถามเริ่นเฉวียนดูอีกทีสิ เขามีประสบการณ์ เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าจะทำเสร็จภายในวันสองวันนะ ถ้าจะเปิดจริงๆ ต้องค่อยๆ ปรึกษากัน”
“ได้เลย!” คุณหนูฟ่านพยักหน้า แล้วจู่ๆ ก็ทุบเขาไปทีหนึ่ง บอกว่า “โอ๊ย เลิกแกล้งได้แล้ว จั๊กจี้จะตายอยู่แล้ว!”
ฉู่ชิงยิ้มบางๆ ขยับเข้าไปจูบริมฝีปากเธออย่างคุ้นเคยและลึกซึ้ง คุยธุระเสร็จแล้วก็พบว่ายังมีเวลาเหลือเฟือให้ตักตวง ความจริงแล้วนี่เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากทีเดียว
จูบกันอยู่พักใหญ่ เขาถึงได้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย จุมพิตแก้มยุ้ยๆ นั่น แล้วเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ใบหู ขบเม้มติ่งหูของเธอเบาๆ กระซิบเสียงแผ่ว “คืนนี้ มีแค่เราสองคนนะ”
คุณหนูฟ่านไม่ได้โง่นี่นา ย่อมเข้าใจความหมายของประโยคนี้ เธอเม้มปาก ประกายความลังเลพาดผ่านแววตา แต่ก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรมากนัก พึมพำเสียงเบา “ปิดไฟสิ...”
ไม่มีแม่ยายมาขัดจังหวะ ไม่มีธุระด่วนให้ต้องรีบไปทำ ไม่มีใครมาแอบฟังอยู่หน้าประตู นานๆ ทีถึงจะได้เจอค่ำคืนที่เงียบสงบและเป็นของพวกเขาสองคนเท่านั้น
ฉู่ชิงตื่นเต้นขึ้นมาทันที ในใจร้อนรุ่มไปหมด กำลังจะอุ้มเธอขึ้นมา แล้ว... ก็รู้สึกถึงความอบอุ่นชื้นแฉะบริเวณต้นขาที่ถูกเธอทับอยู่ มันเหนียวเหนอะหนะติดกางเกงของทั้งคู่
คุณหนูฟ่านตอบสนองเร็วกว่าเขา ราวกับแมวที่ถูกเหยียบหาง เธอกระโดดเด้งตัวขึ้นมาทันที ตะเกียกตะกายขึ้นไปบนเตียง ดึงผ้าห่มมาคลุมโปง ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ นอนแกล้งตายอยู่ตรงนั้น
ฉู่ชิงมึนงงไปพักใหญ่ นั่งจ้องรอยเปื้อนเล็กๆ บนต้นขาอย่างเหม่อลอย ฉันเพิ่งจะเริ่มเองนะเว้ย ทำไมถึงมีเลือดตกยางออกซะแล้วล่ะ
…………
เรื่องที่น่าเศร้าที่สุดในโลกนี้ คงหนีไม่พ้นการจะจู๋จี๋กับแฟนสาวแต่กลับเหลวไม่เป็นท่า หนำซ้ำยังต้องวิ่งลงมาซื้อผ้าอนามัยให้เธอตอนกลางดึกอีก
เขาเปลี่ยนมาใส่กางเกงขายาวแล้ว แต่ในหัวยังคงสับสนวุ่นวาย ช่วยไม่ได้ เหตุการณ์เมื่อกี้มันชวนผวาเกินไป แม้จะเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน แต่การมาเห็นด้วยตาตัวเองมันก็เป็นอีกเรื่องนึง แถมยังมาเกิดขึ้นบนต้นขาตัวเองอีกต่างหาก
ยัยหนูนี่ก็บ๊องซะไม่มี รู้อยู่เต็มอกว่าช่วงนี้ไฟแดงจะมา ก็ยังไม่ยอมเตรียมตัวให้พร้อมอีก
ตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว เขามองดูถนนที่ไร้ผู้คนกับแสงไฟริมทางสลัวๆ รู้สึกว่าวันนี้มันช่างยาวนานเหลือเกิน...
ใต้ตึกมีร้านสะดวกซื้ออยู่ร้านหนึ่ง เถ้าแก่กำลังเตรียมจะปิดไฟปิดร้าน เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปร้องบอก “พี่ชายครับ อย่าเพิ่งปิดร้านนะ ผมขอซื้อของแป๊บเดียวเดี๋ยวไปเลย!”
เถ้าแก่เหลือบมองเขา เอียงคอแล้วบอกว่า “เร็วๆ เข้าล่ะ!”
ภายในร้านค่อนข้างกว้างขวาง ตรงกลางมีชั้นวางของสามแถว ส่วนสองฝั่งติดผนังก็มีอีกฝั่งละแถว เขาไม่กล้าชักช้า รีบเดินไปจนสุดร้าน ผ้าอนามัยหลายแถววางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ สีสันบรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ให้ความรู้สึกสดใสบริสุทธิ์
เขานั่งยองๆ ลง พยายามนึกถึงคำกำชับของคุณหนูฟ่าน ในเมื่อไม่มีใครอยู่แล้ว เขาก็เลยหยิบขึ้นมาพลิกดูมั่วๆ ไปเลย
“คนละยี่ห้อกันนี่นา”
“อืม ยี่ห้อนี้ก็จริงนะ แต่ไม่ใช่แบบกลางคืนนี่...”
ฉู่ชิงราวกับได้เปิดประตูบานใหม่สู่โลกกว้าง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเถ้าแก่บ่นพึมพำขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ทำไมพอจะปิดร้านถึงเพิ่งมีคนเข้ามานะ”
ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าดัง “ตึก ตึก ตึก” มุ่งตรงมาทางนี้ เขาจึงรีบยืดตัวขึ้น หันหลังกลับไปทำทีเป็นเปรียบเทียบราคายาสีฟันที่ชั้นวางฝั่งตรงข้ามอย่างแนบเนียน
“อ้าว นายก็มาซื้อของเหมือนกันเหรอ” คนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นห่างออกไปสองเมตร เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“อ้อ... มาซื้อยาสีฟันน่ะ” ฉู่ชิงพูดตะกุกตะกัก พลางกำหลอดยาสีฟันไว้ในมือ
สีหน้าของหลี่ปิงปิงก็ดูพิลึกพิลั่นอยู่เหมือนกัน เธอตอบว่า “เอ่อ ฉันก็มาซื้อยาสีฟันเหมือนกัน” พูดจบก็ขยับเข้าไปใกล้ๆ เขา แล้วเลือกหยิบมาหลอดหนึ่ง
จากนั้น ทั้งสองคนก็กำยาสีฟันไว้คนละหลอด ยืนสบตากันอยู่นานสองนาน ไม่มีใครยอมขยับเขยื้อนไปไหน
“เอ่อ ฉันยังอยากดูอย่างอื่นอีกหน่อยน่ะ” หลี่ปิงปิงขยับไปด้านข้างก้าวหนึ่ง แล้วเริ่มค้นแก้วน้ำที่อยู่ข้างๆ
พอเธอเลือกแก้วน้ำเสร็จ เขาก็เริ่มเลือกผ้าเช็ดตัว พอเขาเลือกผ้าเช็ดตัวเสร็จ เธอก็เริ่มเลือกแชมพูต่อ... สรุปก็คือ ของที่ทั้งสองคนอยากซื้อมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มสองมือไปหมด แต่ก็ไม่มีใครยอมไปจากชั้นวางของแถวนี้เสียที
“นี่ ฉันบอกให้พวกเธอสองคนเร็วๆ หน่อยไง! ฉันต้องปิดร้านแล้วนะ!” ตอนนั้นเอง เถ้าแก่ก็โพล่งขัดขึ้นมาอย่างไม่รู้จักเวล่ำเวลา
สุดท้ายแล้วฉู่ชิงก็สงสารแฟนสาวอยู่ดี เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ฉุกเฉินทางฝั่งเธอแล้ว เขาจึงเลียริมฝีปาก ตัดสินใจเด็ดขาด วางของในมือทั้งหมดกลับไปที่เดิม หันหลังกลับ และลงไปนั่งยองๆ หน้าผ้าอนามัยหลายแถวนั้นอีกครั้ง
“พรืด!”
หลี่ปิงปิงเกาะชั้นวางของไว้แล้วเริ่มหัวเราะร่วนจนของที่อยู่ข้างบนสั่นระริก เธอไม่กล้าหัวเราะเสียงดัง จึงเอามือกุมท้องค้อมตัวลง เสียงประหลาดคล้ายคนกำลังจะขาดใจหลุดรอดออกมาจากลำคอ หางม้ายาวเฟื้อยตกลงระพื้น
ฉู่ชิงไม่มีอะไรจะเสียแล้ว จึงพูดออกไปว่า “เลิกหัวเราะได้แล้ว มาช่วยฉันหาหน่อยสิ”
หลี่ปิงปิงตัวกระตุกไปอีกพักหนึ่งถึงกลับมาเป็นปกติ เธอเดินเข้ามานั่งยองๆ กวาดสายตามองเพียงปราดเดียว ก็หยิบออกมาห่อหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว
เขารับมา รู้สึกว่าน่าจะไม่พอใช้ จึงหยิบเพิ่มไปอีกสามห่อ
หลี่ปิงปิงไม่รู้ว่ามโนภาพอะไรไปถึงไหน จู่ๆ ก็เบิกตากว้างขึ้นมาทันที
หลังจากละทิ้งซึ่งยางอายและศักดิ์ศรี ในที่สุดเขาก็ทำภารกิจสำเร็จ เขารีบลุกขึ้นไปจ่ายเงินทันที พอเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็หันขวับกลับมามอง เห็นเธอก็หยิบมาห่อหนึ่งแล้วเดินตามมาเหมือนกัน เขาจึงอึ้งไปสองวินาที ก่อนจะจับเคาน์เตอร์คิดเงินแล้วเริ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่งบ้าง
เธอหน้าแดงก่ำก้มหน้างุด ราวกับลูกสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยที่กำลังขวยเขินสุดขีด
“ของนายยี่สิบหกหยวนห้าเจี่ยว ของเธอเก้าหยวนเจ็ดเจี่ยว จ่ายด้วยกันเลยไหม” เถ้าแก่ถามเสียงขุ่น แค่อยากจะรีบๆ ไล่คนบ้าสองคนนี้ไปให้พ้นๆ
“ครับ” เขาโยนแบงก์ห้าสิบหยวนออกไปตรงๆ รู้สึกชอกช้ำใจอย่างบอกไม่ถูก เวลาคนอื่นช่วยผู้หญิงจ่ายเงินมันดูเท่จะตายไป แต่พอดูสภาพตัวเองตอนนี้สิ ท่าทางโยนเงินของเขาเสียเปล่าไปเลยจริงๆ
“ขอบใจนะ”
หลี่ปิงปิงไม่กล้าเงยหน้ามองเขาเลยตลอดทางจนกระทั่งกลับถึงโรงแรมและวิ่งออกจากลิฟต์ไป ทิ้งคำพูดไว้สองคำด้วยเสียงเบาหวิวราวกับยุงบิน
ค่ำคืนนี้ยิ่งทวีความพิลึกพิลั่นมากขึ้นเรื่อยๆ สติสัมปชัญญะของฉู่ชิงก็ยิ่งเลื่อนลอยตามไปด้วย เขารู้สึกเพียงว่าต่อให้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีก เขาก็รับมือได้อย่างใจเย็น พอเขากลับถึงห้อง คุณหนูฟ่านก็ยังคงขดตัวอยู่บนเตียง คลุมโปงด้วยผ้าห่มมิดชิด
เขายกมือกุมขมับ ร้องบอก “เจ๊ครับ จะให้ผมทำยังไงกับตรงนี้ดีเนี่ย”
“ทำยังไงอะไรล่ะ” เด็กสาวงุนงง
“ผมเป็นผู้ชายแท้ๆ แต่บนผ้าปูที่นอนดันมีกองเลือดโผล่มา ผมยังไม่กล้าให้พนักงานมาเปลี่ยนเลย”
คุณหนูฟ่านตวัดสายตาค้อนเขา แล้วบอกว่า “เดี๋ยวฉันเอาไปทิ้งเองก็สิ้นเรื่อง!”
เธอห่มผ้าเช็ดตัวกระโดดลงจากเตียง คว้าถ







