แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเวลาตีสี่ตีห้า แต่ข้อมูลสำคัญเช่นนี้ก็ต้องรายงานให้เบื้องบนทราบทันที ขืนชักช้าอาจเกิดการเปลี่ยนแปลง ปล่อยไว้นานอาจมีปัญหา
ว่าไปแล้ว ความคืบหน้าในการค้นหายมทูตดำของผู้กองร้อยฟู่ก็ติดขัดมาพักใหญ่แล้ว
"ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด~"
เสียงรอสายดังอยู่นานถึงครึ่งนาที ในที่สุดก็มีคนรับสาย เสียงเย็นชาไร้ความรู้สึกของฟู่ชิงหยางดังมา
"โทรหาฉันเวลานี้ คงมีเรื่องสำคัญอะไรสินะ"
จางหยวนชิงรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามข่มอารมณ์หงุดหงิดตอนตื่นนอน จึงพูดขึ้นว่า "ผู้กองร้อยครับ ผมเพิ่งไปพบเจ้าวังหยุดสังหารมา"
ฟู่ชิงหยางชะงัก "เธอเป็นคนขอให้ไปพบงั้นเหรอ?"
"ใช่ครับ!" จางหยวนชิงตอบ "เธอเชิญผมไปพบเพื่อคุยเรื่องบางอย่างเกี่ยวกับตระกูลเซี่ยโหว"
พูดจบ จางหยวนชิงก็ได้ยินเสียงอีกฝ่ายสะบัดผ้าห่มออกอย่างแรงและลุกขึ้นนั่ง ตามมาด้วยน้ำเสียงจริงจังของฟู่ชิงหยาง
"สาเหตุที่เธอเกือบจะฆ่าเซี่ยโหวเทียนเวิ่นน่ะเหรอ?"
ว่าแล้วเชียว ฟู่ชิงหยางเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติเหมือนกัน ก็แน่ล่ะ กวนหย่ายังรู้สึกได้ ฟู่ชิงหยางที่เป็นอาชีพสอดแนมเหมือนกันก็ยิ่งต้องเฉียบแหลมกว่าอยู่แล้ว...
จางหยวนชิงไม่อ้อมค้อมและพูดว่า
"เจ้าวังหยุดสังหารบอกว่า สายของเซี่ยโหวฉือเป็นสมาชิกของกุหลาบรัตติกาลครับ"
ปลายสายเงียบไป ผ่านไปประมาณห้าหกวินาที ฟู่ชิงหยางจึงเอ่ยปากพูด ครั้งนี้น้ำเสียงของเขาเคร่งเครียดอย่างยิ่ง
"นายแน่ใจนะ?"
จางหยวนชิงจึงเล่าสถานการณ์ที่เจ้าวังหยุดสังหารบอกให้ฟู่ชิงหยางฟังอย่างละเอียดทุกประการ
"เธอบอกมาแบบนี้ครับ แต่ผมก็ไม่กล้าฟันธงว่าจริงหรือเท็จ เลยโทรมาอัปเดตให้คุณฟัง"
ฟู่ชิงหยางพูดช้าๆ ว่า
"เบื้องหลังการล่มสลายของตระกูลฉู่มีเงาของกุหลาบรัตติกาลอยู่จริงๆ ในความวุ่นวายปีนั้น เป้าหมายของศาสนาเทพสงครามคือไอเทมระดับกฎเกณฑ์ชิ้นหนึ่งของอาชีพนักดนตรี ในการต่อสู้ครั้งนั้น ทางการตอบสนองช้าไปจังหวะหนึ่ง มีคนขัดขวางการส่งข่าวสาร คนที่ทำแบบนี้ได้ก็มีแต่คนในพันธมิตรห้าธาตุเท่านั้น แถมต้องมีอำนาจไม่น้อยด้วย"
หลังจากที่รู้ว่ายมทูตดำลอบติดต่อกับกุหลาบรัตติกาล ฟู่ชิงหยางก็โทรไปหาที่ประชุมผู้อาวุโสตระกูลฟู่ และได้รับรู้เค้าโครงของเหตุการณ์ในปีนั้น
หลังตระกูลฉู่ล่มสลาย พันธมิตรห้าธาตุก็สังเกตเห็นการมีอยู่ของกุหลาบรัตติกาล และได้ดำเนินการกวาดล้างภายในอย่างลับๆ
แต่เรื่องนี้ทำให้ทางการเสียหน้า จึงถูกปิดเป็นความลับและห้ามพูดถึง ยี่สิบเอ็ดปีผ่านไป ผู้เดินทางของทางการรุ่นใหม่แทบจะไม่มีใครรู้เรื่องในอดีตนี้เลย
"ดูเหมือนว่ากุหลาบรัตติกาลไม่เพียงแต่เกี่ยวพันกับยมทูตดำ แต่ในปีนั้นยังร่วมมือกับศาสนาเทพสงครามทำลายตระกูลฉู่ด้วย" จางหยวนชิงขมวดคิ้วแน่น "องค์กรนี้วางแผนการใหญ่ไม่เบาเลยนะ"
สามารถแทรกซึมสมาชิกเข้าไปในตระกูลแดนวิญญาณและองค์กรของทางการได้ พลังของ "กุหลาบรัตติกาล" นั้นจินตนาการได้ไม่ยากเลย
มีความแข็งแกร่งขนาดนี้แต่กลับซ่อนตัวอยู่ในเงามืดมาตลอด สิ่งที่พวกเขาวางแผนอยู่คงเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงแน่
ฟู่ชิงหยาง "อืม" ตอบรับ เห็นด้วยกับคำพูดของลูกน้อง เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"นอกจากฉันแล้ว นายยังบอกใครอีกไหม?"
"ผมเพิ่งได้ข่าวมาก็รายงานผู้กองร้อยเลยครับ" จางหยวนชิงตอบ
ฟู่ชิงหยางพูดทันที "เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด"
ตัดสินจากน้ำเสียงของเขา ดูเหมือนจะพอใจกับคำตอบของจางหยวนชิงมาก
"ผมเข้าใจครับ!" จางหยวนชิงถามอีก "ผู้กองร้อยเตรียมจะจัดการกับสายของเซี่ยโหวฉือยังไงครับ?"
ฟู่ชิงหยางหัวเราะเย็นชา "ถ้านายเป็นระดับสูงของกุหลาบรัตติกาล พอมารู้ว่าเซี่ยโหวเทียนหยวนเข้าคุกไปแล้ว นายจะทำยังไง?"
"เฝ้าดูอย่างใกล้ชิด ถ้ามีความเสี่ยงที่จะถูกเปิดเผยตัวตน ก็ต้องหาทางปิดปากครับ" จางหยวนชิงครุ่นคิดแล้วตอบ
"ฉันจะใช้ข้อหาเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย ควบคุมตัวเซี่ยโหวเทียนหยวนไว้ในมือ แล้วค่อยๆ หย่อนสายเบ็ดตกปลาตัวใหญ่ ก่อนหน้านั้นจะไม่แหวกหญ้าให้งูตื่น" พอพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของผู้กองร้อยก็ไม่เย็นชาอีกต่อไป กลับอ่อนโยนลง
"นายวางใจเถอะ ตราบใดที่ยังมีเซี่ยโหวเทียนหยวนอยู่ในมือ เซี่ยโหวฉือกับเซี่ยโหวซินก็ไม่กล้าแก้แค้นนายหรอก รอจนฉันเก็บแห พวกเขาก็ไม่มีโอกาสมาแก้แค้นนายแล้ว"
ฟู่! จางหยวนชิงถอนหายใจออกมา พอเป็นแบบนี้ เรื่องของตระกูลเซี่ยโหวก็ถือว่าสิ้นสุดลงชั่วคราว
ฟู่ชิงหยางพูดต่อ "ตอนนี้ยังไม่รีบเก็บแห อีกไม่กี่วันก็จะมีการตรวจสุขภาพครั้งใหญ่แล้ว ฉันตั้งใจจะคัดกรองรอบหนึ่งก่อน เพื่อดูปฏิกิริยาของผู้เดินทางของทางการ"
"การตรวจสุขภาพครั้งใหญ่เหรอครับ?"
ใจของจางหยวนชิงหล่นวูบ นึกถึงคำพูดที่จอมมารเคยบอกไว้ว่า: ฉันผ่านการตรวจสุขภาพครั้งใหญ่ไม่ได้!
ฟู่ชิงหยางอธิบายว่า
"การตรวจสุขภาพครั้งใหญ่เป็นสวัสดิการที่เบื้องบนมอบให้สมาชิกองค์กร และเป็นการตรวจสอบด้วย อย่างแรกช่วยตรวจสอบและรักษาปัญหาสุขภาพร่างกาย อย่างหลังช่วยตรวจสอบสภาพจิตใจและอุปนิสัย สำหรับผู้เสื่อมทรามแล้ว นี่คือกระจกส่องปีศาจที่จะทำให้พวกมันไม่มีที่ซ่อน"
"คนที่มีชนักติดหลัง ย่อมเผยพิรุธออกมา"
อย่าให้ถึงตอนนั้นตรวจหาคนของกุหลาบรัตติกาลไม่เจอ แต่ดันผู้สืบทอดจอมมารออกมาแทนล่ะ... ในใจจางหยวนชิงมีตัวอัลปาก้านับหมื่นตัววิ่งพล่าน
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาคือ: ถึงเวลาที่แกต้องออกโรงอีกแล้ว เจ้าเปิ่นน้อย!!
แต่พอลองคิดดูอีกที การตรวจสุขภาพครั้งใหญ่จะหลบเลี่ยงได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?
ไว้ค่อยไปหลอกถามกวนหย่าเรื่องการตรวจสุขภาพครั้งใหญ่ทีหลัง จางหยวนชิงถามต่อว่า
"ผู้กองร้อยครับ ช่วงนี้มีดันเจี้ยนสังหารขนาดใหญ่เปิดบ้างไหมครับ?"
ฟู่ชิงหยางส่ายหน้า "ดันเจี้ยนสังหารขนาดใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ช่วงกลางปีกับปลายปี ช่วงนี้ไม่มีหรอก"
แปลกแฮะ แล้วเจ้าวังหยุดสังหารเลื่อนขั้นเป็นผู้ครอบงำได้ยังไง? เธอไม่เห็นมีความจำเป็นต้องโกหกผมนี่นา จางหยวนชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "ผู้กองร้อยครับ ผมไม่มีคำถามแล้วครับ"
"กลับไปพักผ่อนเถอะ!"
นานๆ ทีคุณชายใหญ่ฟู่จะแสดงความห่วงใยลูกน้อง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ณ คฤหาสน์หลังใหญ่
สาวบันนี่เกิร์ลสามคนกำลังง่วนอยู่กับการจัดอาหารเช้าขึ้นโต๊ะ หลิงจวินหาวหวอดขณะนั่งลง และทักทายฟู่ชิงหยางที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
"อรุณสวัสดิ์~"
สายตาของเขากวาดผ่านใบหน้าเย็นชาของฟู่ชิงหยาง ก่อนจะเลื่อนกลับมาพิจารณาอีกฝ่าย "นายดูอารมณ์ดีนะ"
มุมปากของฟู่ชิงหยางยกขึ้นเล็กน้อย "เพราะฉันพบว่า การเอาชนะใจคนด้วยคุณธรรม มันทำให้คนเชื่อถือได้มากกว่าการขึ้นเงินเดือนซะอีก"
ในเช้าวันเดียวกันนั้นเอง ภายในห้องสวีทประธานาธิบดี ผู้ช่วยสาวตื่นตรงเวลา หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย เธอก็บิดลูกบิดประตูห้องนอนใหญ่เพื่อปลุกคุณหนูใหญ่
"แกร๊ก!"
วินาทีที่กลอนประตูเด้งออก เธอรู้สึกเหมือนตัวเองได้ทำลายสิ่งกีดขวางบางอย่าง สายลมที่มองไม่เห็นพัดวนอยู่ภายในห้อง
เมื่อประตูเปิดออก ภาพในห้องนอนใหญ่ก็ปรากฏแก่สายตา
คุณหนูใหญ่ของเธอถูกจับแขวนไว้ใต้โคมไฟระย้าคริสตัลด้วยเชือกสีแดงที่มองเห็นเลือนราง ทั่วทั้งร่างสวมเพียงกางเกงชั้นในเด็กสาวกับบราเซียตัวเล็กจิ๋ว เรือนร่างขาวผ่องเตะตาเป็นอย่างยิ่ง
ตอนนี้เธอกำลังมองผู้ช่วยสาวที่เดินเข้ามาในห้องด้วยน้ำตานองหน้า
ผู้ช่วยสาวหน้าถอดสี ร้องอุทานเสียงหลง "คุณหนู..."
เธอรีบวิ่งเข้าไปแก้มัดเชือกสีแดงที่เรียวเล็กราวกับเส้นผม
"ใครทำคะ? ใครเป็นคนทำ?" ผู้ช่วยสาวโกรธจัด
เซี่ยหลิงซีน้ำตานองหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้น "พี่สาวเจ้าวังมาที่นี่ พี่หยวนสื่อแกล้งหนู ฮือๆๆ~"
จากเสียงร้องไห้คร่ำครวญขาดๆ หายๆ ของเธอ ผู้ช่วยสาวก็จับใจความได้ว่า เมื่อตอนรุ่งสาง เจ้าวังหยุดสังหารมาที่นี่ ดูเหมือนว่าเพราะคุณหนูใหญ่เอาเรื่องชาติกำเนิดของเธอไปบอกคนนอก เธอเลยจับคุณหนูใหญ่แขวนขึ้นแล้วทุบตีซะยกหนึ่ง
ผู้ช่วยสาวคิดในใจว่า โชคดี โชคดีไป ที่แค่โดนตี
เมื่อครู่ตอนเห็นคุณหนูถูกจับแก้ผ้าจนล่อนจ้อน เธอยังนึกว่ามีโจรเด็ดบุปผาลอบเข้ามาในโรงแรมแล้วพรากพรหมจรรย์ของคุณหนูไปเสียอีก หากตระกูลเอาผิดลงมา
เธอคงต้องคว้านท้องไถ่โทษแน่ๆ
โรงแรมฮ่าวอินเยว่
หวังเชียนก้มมองพรรคพวกทั้งสามคนจากมุมสูง พลางกล่าวเสียงขรึม "มองพวกนายจากมุมนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ"
เพื่อนร่วมทีมทั้งสามมองด้วยสายตาสงสาร
หวังเชียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามหยั่งเชิง "เจ้าวังไปแล้ว พวกนายช่วยเอาฉันลงไปหน่อยได้ไหม?"
พรรคพวกเงยหน้ามองเขาแล้วพากันส่ายหน้า "พวกเราว่ามองนายจากมุมนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน"
หลังจากจางหยวนชิงกลับถึงบ้าน เขาก็งีบหลับไปพักหนึ่ง จนกระทั่งถูกเสียงเคาะประตูของคุณยายปลุก
เขาสวมรองเท้าเดินมาที่ห้องนั่งเล่น ก็เห็นพี่ชายและน้าเล็กที่ดูอิดโรย คนเข้ากะดึกทั้งสองกลับมาแล้ว และกำลังนั่งรออาหารอยู่ที่โต๊ะกินข้าวอย่างหิวโหย
เฉินหยวนจวินนวดหว่างคิ้ว มองลูกพี่ลูกน้องที่ดูอ่อนเพลียแล้วส่ายหน้า
"เมื่อคืนคงโต้รุ่งเล่นเกมอีกแล้วสิ ฉันน่ะอยากนอนแต่ไม่ได้นอน แต่นายมีเวลานอนกลับไม่ยอมนอน"
ไม่หรอก ผมเองก็อยากนอนแต่ไม่ได้นอนเหมือนกัน ข้างนอกแดดจ้าขนาดนี้ มันเป็นเวลานอนชัดๆ จางหยวนชิงถอนหายใจ เขาเป็นวิญญาณแห่งรัตติกาลไปแล้วแท้ๆ แต่กลับถูกบังคับให้ทำกิจกรรมในตอนกลางวัน
น้าเล็กที่อยู่ข้างๆ สบโอกาสฟ้องทันที เธอพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน "แม่คะ หลานชายแม่โต้รุ่งเล่นเกมเมื่อคืน แม่รีบมาตีเขาเลยค่ะ"
ยายผู้หญิงบ้า ฉันไปทำอะไรให้เธอเนี่ย! จางหยวนชิงตะโกนกลับ "คุณยายครับ ลูกสาวคุณยายบอกว่าคืนนี้จะเล่นเกมโต้รุ่งกับผมด้วยครับ"
คุณยายไม่สนใจพวกเขาสองคน
กินอาหารเช้าเสร็จ จางหยวนชิงก็กลับเข้าห้อง เรียกเจ้าเปิ่นน้อยออกมา แล้วปล่อยให้มันคลานเล่นในห้อง
"เรื่องของตระกูลเซี่ยโหวจบลงชั่วคราวแล้ว ชั่วคราวคงยังไม่ต้องไปสนใจ แต่การตรวจสุขภาพครั้งใหญ่นี่สิที่ทำให้ฉันแอบหวั่นใจ"
"อีกอย่าง ถึงเวลาต้องฝึกเจ้าเปิ่นน้อยแล้ว ข้ารับใช้วิญญาณและผีดิบเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้ของเทพท่องราตรีในช่วงหลัง อักขระวิญญาณที่ฉันควบคุมได้ตอนนี้ยังใช้สร้างผีดิบไม่ได้ คงต้องเพิ่มพลังให้เจ้าเปิ่นน้อยก่อน"
เขามองว่าการฝึกเจ้าเปิ่นน้อยเป็นเรื่องจำเป็นมาก ด้านหนึ่งเพื่อเพิ่มสติปัญญาของข้ารับใช้วิญญาณ อีกด้านเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง
ก่อนจะลงดันเจี้ยนครั้งที่สาม วิธีเพิ่มความแข็งแกร่งของเขามีจำกัด การกลืนกินวิญญาณแทบจะเพิ่มค่าประสบการณ์ไม่ได้แล้ว ส่วนการไปไล่ล่าอาชีพสายชั่วร้ายเพื่อเลื่อนระดับก็เห็นได้ชัดว่าไม่เป็นความจริง
งั้นก็ทำได้แค่อาศัยการฝึกข้ารับใช้วิญญาณเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งแล้วล่ะ
เหลือบมองวิญญาณทารกที่คลานวนไปรอบๆ เครื่องเล่นเกม จางหยวนชิงก็รู้สึกลำบากใจ "ปัญหาคือ ไม่มีวัตถุดิบสำหรับสร้างข้ารับใช้วิญญาณน่ะสิ..."
การใช้พลังไท่อินหล่อเลี้ยงวิญญาณเพียงอย่างเดียว การเติบโตของวิญญาณจะช้ามาก และคุณภาพก็จะไม่เปลี่ยนแปลงด้วย
ดังนั้นจึงต้องใช้วัตถุดิบ วัตถุดิบของแต่ละอาชีพจะมอบคุณสมบัติที่แตกต่างกันให้กับวิญญาณ และความหมายของอักขระวิญญาณก็คือการดึงเอาพลังวิญญาณในวัตถุดิบออกมา แล้วเสริมเข้าไปในตัววิญญาณ
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่วัตถุดิบทุกชนิดจะนำมาสร้างข้ารับใช้วิญญาณได้ มีข้อจำกัดอยู่สองประการ หนึ่งคือต้องเป็นวัตถุดิบธาตุหยิน สองคือต้องเป็นวัตถุดิบที่เข้ากันได้กับวิญญาณ
ข้อแรกแยกแยะได้ไม่ยาก ส่วนข้อหลังนั้น มีแต่วิญญาณเองเท่านั้นที่รู้ว่าเข้ากันได้หรือไม่
เจ้าเปิ่นน้อยกลายมาเป็นข้ารับใช้วิญญาณเพราะได้รับอิทธิพลจากไอเทมของอาชีพนักดนตรี ตามหลักแล้ว ทิศทางการฝึกฝนในอนาคตก็อาจจะเอนเอียงไปทางอาชีพนี้
"ไม่รู้ว่า 'กายา' ของเจ้าเปิ่นน้อยจะเข้ากับวัตถุดิบแบบไหน แล้วจะได้พลังอะไรมา ถ้าเป็นประเภทที่ศักยภาพไร้ขีดจำกัด ในอนาคตเจ้าเปิ่นน้อยก็สามารถออกรบแทนพ่อได้สบายเลย"
พอคิดแบบนี้ จางหยวนชิงก็อดไม่ได้ที่จะคาดหวัง
แต่ปัญหาคือ เขาไม่มีวัตถุดิบ และก็ไม่รู้ด้วยว่าจะไปหาวัตถุดิบได้จากที่ไหน
"ว่าแล้วเชียว ไปหากวนหย่าดีกว่า เธอรู้เยอะ"
หลังจากกลายเป็นผู้เดินทางของทางการ จางหยวนชิงก็ติดนิสัยมีเรื่องอะไรก็เรียกพี่กวนหย่า ไม่มีเรื่องอะไรก็เรียกเจ๊นักซิ่ง กวนหย่าทำหน้าที่เป็น "อาจารย์" มาตลอด
สอนเขาเขียนรายงาน อธิบายความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับแดนวิญญาณ และอื่นๆ
จนถึงตอนนี้ นอกจากเรื่องที่ไม่ยอมสอนเขาสควอช กับแสดงพลังอ่อนปวกเปียกให้ดูแล้ว กวนหย่าก็ถือว่าเป็นอาจารย์ที่ทำหน้าที่ได้ดีมากทีเดียว
เขาสวมหน้ากากอนามัยและหมวกแก๊ป แอบย่องออกจากบ้าน นั่งรถแท็กซี่มาที่กรมรักษาความสงบเขตคังหยาง อ้อมตึกธุรการ ไปถึงตึกกระจกสองชั้นที่อยู่ด้านหลัง
ผู้หมู่เนตรสัจจะพักฟื้นอยู่ที่บ้าน บนชั้นสองจึงมีแค่กวนหย่ากับหวังไท่
จางหยวนชิงทักทายหวังไท่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จากนั้นก็ลากเก้าอี้สำนักงานมานั่งข้างๆ กวนหย่า
กวนหย่าเห็นท่าทางแบบนี้ก็รู้ทันทีว่ามีเรื่อง เธอหันตัวมาเผชิญหน้ากับเขา ยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า
"เลิกมองหน้าอกฉันได้แล้ว ว่ามา มีเรื่องอะไร"
"เขาว่ากันว่าผู้หญิงหน้าอกใหญ่มักไม่มีสมอง ผมอยากรู้ว่าคุณทำยังไงถึงมีทั้งสองอย่างได้" จางหยวนชิงเปิดบทสนทนาด้วยสไตล์ที่เจ๊นักซิ่งชอบ
"นายรู้ได้ไงว่านี่ของจริง" กวนหย่าแค่นเสียงอย่างคนชอบจิกกัดตัวเอง
"งั้นคุณก็ซวยแล้ว!"
"หืม?"
"อนาคตพอลูกคุณเกิดมา เขาคงพูดด้วยความโกรธว่า: แม่ครับ บนโลกนี้ยังมีนมที่ไว้ใจได้อีกไหม?"
"ฮ่าๆๆ" กวนหย่าหัวเราะจนหน้าอกกระเพื่อม
หลังจากตอบสนองรสนิยมของเจ๊นักซิ่งแล้ว จางหยวนชิงก็เข้าประเด็น
"ได้ยินว่าอีกไม่กี่วันจะมีการตรวจสุขภาพครั้งใหญ่เหรอครับ? ผมยังไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้เลย มันมีตรวจอะไรบ้างครับ ขอร้องล่ะอย่าบอกว่ามีบริการแบบครบวงจรนะ เรากำลังคุยเรื่องจริงจังกันอยู่"
เขามองว่าด้วยปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เดินทางของทางการ หากแบ่งแยกด้วยคนดีคนเลวอย่างง่ายๆ อย่างน้อยก็ต้องมีคนเกินครึ่งที่มีปัญหา
กวนหย่าพูดว่า
"แบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆ หนึ่งคือตรวจร่างกาย สองคือตรวจสภาพจิตใจ"
"อย่างแรกสามารถตรวจหาโรคภัยไข้เจ็บของร่างกาย รวมถึงดูว่าถูกควบคุมอยู่หรือไม่ ส่วนอย่างหลังจะซับซ้อนกว่าหน่อย หากแยกย่อยลงไป อันดับแรกคือตรวจว่าสภาพจิตใจปกติไหม มีโรคทางจิตเวชหรือเปล่า ขั้นตอนนี้จะใช้ไอเทมในการตรวจ"
"อันดับสองคือการจับเท็จ เนื้อหาในการจับเท็จจะไม่เหมือนกัน บางครั้งก็ถามเรื่องค่าคุณธรรม ค่าชื่อเสียง บางครั้งก็ถามตรงๆ เลยว่าทรยศองค์กรไหม"
"สุดท้ายคือการถามตอบ จะมีขุนพลระดับสูงเป็นคนตั้งคำถาม ถามตอบกันแบบต่อหน้า เขาจะวิเคราะห์นายจากปฏิกิริยาตอบสนองของนาย"
ถ้าจับเท็จ ฉันน่าจะผ่านได้ ตรวจสภาพจิตใจก็ไม่น่ามีปัญหา สมองฉันไม่ได้ป่วย ส่วนสอดแนมระดับสูงนี่สิชวนปวดหัว ไม่รู้ว่าระดับผู้ดูแลจะเป็นคนออกโรง หรือผู้อาวุโสจะออกโรงเอง จางหยวนชิงถามต่อว่า
"ผมเลื่อนระดับแล้ว อยากรวบรวมวัตถุดิบธาตุหยินมาทดลองสักหน่อย แต่ไม่รู้ว่าจะหาวัตถุดิบได้จากที่ไหน"
กวนหย่าตอบโดยไม่ต้องคิด
"มีสองทาง หนึ่งคือยื่นคำร้องต่อองค์กร เลือกจากคลังขององค์กร จะได้ส่วนลดตามความดีความชอบและตำแหน่ง คุ้มค่ามาก"
"ทางที่สองก็ไปดูที่ตลาดมืดสิ ที่ซงไห่มีตลาดมืดอยู่สองสามแห่ง เป็นการรวมตัวกันขององค์กรเอกชนและผู้เดินทางแดนวิญญาณอิสระ บางทีผู้เดินทางของทางการก็ไปเหมือนกัน"
"สาขาของเราอนุญาตให้มีตลาดมืดด้วยเหรอครับ?" จางหยวนชิงถาม
"ไม่อนุญาต แต่ก็ยอมให้ตลาดมืดมีอยู่ต่อไป ของแบบตลาดน่ะ ตราบใดที่มีการซื้อขาย มันก็ต้องมีขึ้นมา ห้ามยังไงก็ไม่หมด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือยาเสพติด การค้ามนุษย์" กวนหย่าพูดต่อ
"ดังนั้นสาขาจึงยอมให้มีตลาดมืดอยู่ต่อไป แต่ต้องให้คนที่มีเบื้องหลังหรือเส้นสายกับทางการในระดับหนึ่งเป็นคนเปิดตลาดมืด เพื่อให้มันอยู่ในการควบคุมมากที่สุด หัวหน้าราชาหมัดของเขตคังหยางเรา ก็เป็นผู้รับผิดชอบตลาดมืดของเขตนี้แหละ"
จางหยวนชิงพยักหน้า ครุ่นคิดอย่างละเอียด แล้วตัดสินใจจะไปดูที่ตลาดมืด
การหาวัตถุดิบจากคลังของสาขา แม้จะได้ส่วนลดและประหยัดเงินกว่า แต่ของที่เบิกออกมาจะต้องถูกบันทึกไว้
คนที่ดูของเป็น แค่เห็นวัตถุดิบที่เขาเลือกก็รู้แล้วว่าเขาจะสร้างข้ารับใช้วิญญาณ จางหยวนชิงยังไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองมีข้ารับใช้วิญญาณ เพราะหยวนถิงเพิ่งจะสอบปากคำเขาไปเมื่อยี่สิบกว่าวันก่อนเอง
"ผมจะไปตลาดมืดครับ"
"งั้นเลิกงานเดี๋ยวฉันพาไป" กวนหย่าบอก
เจ๊นักซิ่งใจดีจัง จางหยวนชิงพยักหน้า จากนั้นก็ได้ยินกวนหย่าไอเสียงหนึ่งแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
"เดี๋ยวผู้หมู่รักษาการกับเพื่อนร่วมงานอีกคนจะมาแล้วนะ"
"เร็วขนาดนี้เลยเหรอครับ?" จางหยวนชิงชะงัก "ผู้หมู่บอกว่าพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอครับ"
กวนหย่าปรายตามองยิ้มๆ "พวกเขาได้ยินวีรกรรมที่นายยอมผิดใจกับตระกูลเซี่ยโหวเพื่อช่วยตัวประกันมาแล้ว ชื่นชมนายมาก เลยตัดสินใจมาล่วงหน้าน่ะสิ"







