ยายงูยืนครุ่นคิดอยู่ที่นั่น นางพลันรู้สึกว่าสิ่งที่แม่เฒ่าโหยวพูดมานั้นมีเหตุผลอยู่บ้าง
“ทว่า เจ้าจะรับประกันได้อย่างไรว่าคนของภูเขาเทียนตูจะไม่ส่งพวกเราไปตาย?” ยายงูเอ่ยถาม
“หึหึ ข้าไยต้องรับประกันต่อเจ้า หากเจ้าต้องตาย ข้าเองก็คงตายไม่ต่างกันหรอก แต่ภูเขาเทียนตูเป็นสำนักใหญ่โตมีชื่อเสียง เป็นถึงผู้นำเขตแดนหนึ่ง พวกเขาทำงานไม่เย็นชาถึงเพียงนั้นหรอก ไม่ถึงขั้นที่ตนเองกินเนื้อแล้วไม่เหลือรอยน้ำซุปให้คนเบื้องล่างได้ดื่มกินบ้างหรอก”
เมื่อแม่เฒ่าโหยวกล่าวจบ ยายงูได้ฟังแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล นางปรายตามองหลีย่งหลานชายตาโตของตน หลีย่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า “อาจารย์ใหญ่จ้าวก็ไม่คล้ายคนผูกใจเจ็บ! พวกเรายังไม่เคยลงมือกับพวกเขาจริงๆ ด้วยซ้ำ เพียงแต่เพิ่งจะเผชิญหน้ากันในลานบ้านเมื่อครู่นี้ นักพรตหญิงจากภูเขาเทียนตูผู้นั้นดูเป็นคนพูดคุยด้วยยาก...”
ในใจยายงูคิดไปแล้วว่าประเดี๋ยวตนเองจะไปขออภัยรับผิด ควรใช้คำพูดเช่นไรจึงจะดี
ยามที่จ้าวฟู่อวิ๋นตื่นจากภวังค์สมาธิ ท้องฟ้าก็มืดมิดแล้ว เขาเดินออกมาด้านนอก เห็นสวินหลานอินในชุดเสื้อคลุมเวทสีดำนอนอยู่บนเก้าอี้เอนตัวที่เขาใช้นอนเป็นประจำ แสงไฟเบื้องหลังสาดส่องกระทบใบหน้าของนาง
ในเวลานี้นางเงียบสงบราวกับเทวรูปองค์หนึ่ง เสื้อคลุมเวทสีดำสนิท เรื่อยมาจนถึงลำคอเผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่อง เรือนผมสีดำขลับบนศีรษะสยายเคลียประบ่า บนศีรษะสวมหมวกนักพรตสีแดงเพลิง ซึ่งช่วยขับเน้นดั่งการแต้มดวงตาให้มังกร ทำให้นางทั้งร่างดูโดดเด่นงดงามจับตายิ่งนัก
ยามนางหลับตานอนเช่นนี้ ไม่มีความรู้สึกเหยียดหยามสรรพสิ่งเหมือนตอนลืมตามองคน เมื่อท่านสามารถมองหน้านางตรงๆ ได้ จะพบว่านี่คือสตรีที่งดงามยิ่งนักผู้หนึ่ง
ผู้บำเพ็ญเพียร ไม่ว่าชายหญิงล้วนหน้าตาดี แต่ที่โดดเด่นล้ำเลิศดั่งเช่นนางกลับหาได้ยากยิ่ง
แสงไฟวูบไหวสั่นไหวอยู่บนใบหน้านาง สวินหลานอินลืมตาขึ้น สายตาทั้งสองข้างทอดมองมาทางจ้าวฟู่อวิ๋น จ้าวฟู่อวิ๋นอดไม่ได้ที่จะเบือนหน้าหนี เอ่ยว่า “อาจารย์สวิน ศิษย์ฟื้นฟูพลังแล้วขอรับ”
“หึ!” สวินหลานอินแค่นเสียง ‘หึ’ เรียบๆ คำหนึ่ง แล้วลุกขึ้นยืน เอ่ยว่า “เจ้าเตรียมหุ่นกระดาษให้พร้อมเสียก่อน ถึงเวลาค่อยใช้วิชามายานำทาง”
สำหรับคนในระดับขอบเขตของนาง สายตาพินิจพิเคราะห์ของจ้าวฟู่อวิ๋น นางย่อมรับรู้ได้อย่างชัดเจนกระจ่างแจ้ง สำหรับสายตาของผู้อื่น นางย่อมต้องอ่อนไหวยิ่งนัก
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง เห็นได้ชัดว่าก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน
ส่วนสิ่งที่สวินหลานอินกล่าวถึง กระดาษที่ใช้สำหรับวิชามายานั้นย่อมต้องเป็นกระดาษยันต์ดีที่สุด กระดาษยันต์สร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีพิเศษ สามารถให้พลังเวทเกาะติดและซึมซาบเข้าไปได้ดีกว่า หุ่นกระดาษที่ใช้วิชามายาสร้างขึ้นมาจะสมจริงมีชีวิตชีวาและคงอยู่ได้ยาวนานกว่า
ทว่ากระดาษยันต์สำหรับเขานั้นราคาไม่ถูกเลย ดังนั้นที่ผ่านมาเขาจึงใช้กระดาษธรรมดาฝึกฝนวิชามายาหุ่นกระดาษมาโดยตลอด
“ศิษย์มีเพียงกระดาษขาวธรรมดาขอรับ” จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
สวินหลานอินรู้สึกโมโหขึ้นมาในใจ ศิษย์แสงวิเศษที่ติดอันดับต้นๆ ในบรรดาศิษย์รุ่นนี้ของภูเขาเทียนตูผู้สง่าผ่าเผย กลับไม่มีกระดาษยันต์ชั้นดีติดตัว นางยื่นมือล้วงเข้าไปในถุงสมบัติร้อยตลบในแขนเสื้อ ทว่าคำพูดที่มาถึงริมฝีปากกลับกลืนลงไปอีกครั้ง
นางพบว่าตนเองก็ไม่มีเช่นกัน เพื่อหลอมธงดูดวารีเสวียนหยวน นางใช้ศิลาวิญญาณจนหมดเกลี้ยง จุดประสงค์ที่ออกมาในครั้งนี้ ก็เพื่อให้สามารถหาศิลาวิญญาณได้
ภูเขาเทียนตูถ่ายทอดเต๋ามอบวิชา ตัวสำนักเองไม่ได้มีทรัพยากรบำเพ็ญเพียรตายตัวมากมายนัก ผู้บำเพ็ญเพียรในเขาจึงมักรับของเซ่นไหว้จากตระกูลใหญ่เหล่านั้น หรือไม่ก็เข้าไปพักอาศัยอยู่ในตระกูลใหญ่เสียเลย
อย่างเช่นศิษย์อารามล่าง หากไม่สามารถสร้างรากฐานได้ ก็จะไปอยู่ตามตระกูลเล็กๆ หรือไม่ก็เข้าร่วมกับที่ทำการทางการที่เกี่ยวข้องในบางแคว้น
แน่นอนว่า ก็มีผู้ที่เปิดมณฑลพิธีของตนเอง เปิดสอนถ่ายทอดวิชา ซึ่งเรื่องนี้ย่อมต้องเก็บค่าเล่าเรียน เพื่อใช้เป็นทุนในการบำเพ็ญเพียร
แท้จริงแล้วอารามล่างของภูเขาเทียนตู ก็เป็นสถานที่ทำนองนั้น เพียงแต่มีชื่อเสียงโด่งดังกว่า ขอบเขตที่รับรองกว้างขวางกว่าเท่านั้น แน่นอนว่าค่าเล่าเรียนที่จ่ายเพื่อเข้าอารามล่างย่อมแพงกว่า
มีเพียงหลังจากสร้างรากฐานแล้ว เข้าสู่อารามบนจึงจะนับว่าเป็นศิษย์สายในของภูเขาเทียนตู
ส่วนเรื่องที่ว่าเหตุใดภูเขาเทียนตูจึงไม่บุกเบิกนาวิญญาณปลูกสมุนไพรปลูกข้าววิญญาณเอง เหตุใดจึงไม่เพาะเลี้ยงสัตว์วิญญาณเพื่อทำมาค้าขาย ประเด็นนี้ จ้าวฟู่อวิ๋นอยู่ที่อารามล่างของภูเขาเทียนตูมานานปานนี้ ก็เคยได้ยินมาบ้าง
หนึ่งในนั้นคือปัญหาเรื่องค่านิยม ผู้บำเพ็ญเพียรในภูเขาเทียนตู ล้วนมองว่าเรื่องเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรพึงกระทำ
เขาเคยได้ยินอาจารย์เต๋าท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเราฝึกฝนปราณบำเพ็ญวิชา ไฉนเลยจะไปปลูกสมุนไพรทำนา ไฉนเลยจะไปปรนนิบัติเลี้ยงดูสัตว์ป่า ไฉนเลยจะไปขุดแร่?”
แน่นอนว่า ในสำนักเต๋าเองก็ใช่ว่าจะไม่สอนเรื่องพวกนี้ กระทั่งบางตระกูลส่งคนขึ้นเขา ก็เพื่อมาเรียนรู้วิธีปลูกสมุนไพรวิญญาณเหล่านี้ มีผู้ที่ตั้งใจมาเรียนการเลี้ยงสัตว์วิญญาณโดยเฉพาะด้วยซ้ำ และการแยกแยะแร่ก็เป็นบทเรียนหนึ่งที่ทุกคนล้วนต้องตั้งใจศึกษา
เพราะในภายภาคหน้าเมื่อหลอมของวิเศษ จำเป็นต้องรวบรวมวัตถุดิบวิเศษ หากแม้แต่วัตถุดิบวิเศษตนเองยังไม่รู้จัก จะสามารถรวบรวมได้อย่างไร
ส่วนการหลอมของวิเศษหลอมโอสถ เรื่องเหล่านี้ในอารามล่าง สามารถเรียนรู้ได้เพียงแนวคิดพื้นฐานเท่านั้น
นางดึงมือของตนออกจากแขนเสื้อเงียบๆ พอดีกับที่เห็นจ้าวฟู่อวิ๋นกำลังจ้องมองมือที่หดกลับมาจากแขนเสื้อของนาง หัวใจของนางพลันบีบรัดแน่นขึ้นมาวูบหนึ่ง
“ไม่มีก็ช่างเถิด ทนใช้ไปก่อนก็แล้วกัน กระดาษธรรมดาพอดีสามารถเพิ่มความยากในการใช้วิชามายา สำหรับเจ้าก็นับเป็นการฝึกฝนเช่นกัน” สวินหลานอินกล่าวจบ ก็ชี้ไปที่เทวรูปองค์นั้น เอ่ยว่า “เทวรูปองค์นั้นไม่เลว แสงเทวะบริสุทธิ์เที่ยงธรรม ปราณอัคคีเข้มข้น เจ้าพกติดตัวไปด้วยเถิด ถ้ำแห่งนั้นมีปราณเย็นชื้นหนาทึบ อาจจำเป็นต้องพึ่งพาท่าน”
จ้าวฟู่อวิ๋นย่อมไม่ปฏิเสธ ใช้ผ้าขาวห่อให้เรียบร้อย แล้วเก็บใส่ห่อผ้า สะพายไว้บนหลัง พร้อมทั้งพกซองเข็มไปด้วย ก็ไม่มีสิ่งใดให้พกพาอีกแล้ว
ตอนนี้เอง คนผู้หนึ่งผลักประตูหน้าลานเข้ามา เป็นจวงซินเหยียนนั่นเอง จากนั้นก็ได้ยินนางเอ่ยขึ้นว่า “เดี๋ยวก่อน ข้ามีเรื่องหนึ่งจะบอกพวกท่าน”
จ้าวฟู่อวิ๋นเห็นนาง เพิ่งจะพบว่าหลังจากตนเองตื่นมา ก็ไม่เห็นนางเลย ไม่รู้ว่านางหายไปที่ใดมา
“เจ้าไปที่ใดมา?” จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม
“ข้าไปหาคนพวกนั้นมา” จวงซินเหยียนกล่าว “พวกเรามีข้อตกลงกันว่า หากพลัดหลงกัน ก็ให้ไปสมทบกันที่สถานที่แห่งหนึ่ง แต่หลังจากข้าไปที่นั่น ก็พบว่าที่นั่นมีร่องรอยการรวมตัว ทว่าไม่มีคนอยู่”
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้ว่าที่นางพูดถึงคือกลุ่ม ‘พ่อค้าเร่’ ก่อนหน้านี้ คนเหล่านั้นย่อมไม่ใช่พ่อค้าเร่ แต่เป็นกลุ่มโจรขุดสุสานและนักพรตย้ายภูเขา เขาเข้าใจความหมายของจวงซินเหยียนในทันที เอ่ยถามว่า “เจ้ากำลังหมายความว่า พวกเขาอาจจะเข้าไปในถ้ำแห่งนั้นแล้ว?”
จวงซินเหยียนพยักหน้า ด้วยความรู้สึกของนาง คนพวกนี้ไม่มีทางจากไปเช่นนี้แน่ ต่อให้ตายไปสองสามคนก็เด็ดขาดจะไม่จากไปมือเปล่า
ผนวกกับ เดิมทีชาวบึงหมอกที่เฝ้าอยู่ในถ้ำถูกจ้าวฟู่อวิ๋นสังหารไปมากมายเพียงนั้น ยิ่งเอื้ออำนวยต่อการเคลื่อนไหวของพวกเขา
“หากพูดเช่นนี้ พวกเขาอาจจะเข้าไปสองวันแล้ว” จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว “แต่ไม่ต้องกังวลไป ชาวบึงหมอกขุดมาตั้งนานยังไม่สามารถเปิดถ้ำนั่นได้อย่างแท้จริง พวกเขามีเวลาแค่สองวัน ก็ถือเสียว่าเบิกทางให้พวกเราก็แล้วกัน”
สวินหลานอินไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงแต่พินิจพิจารณาจวงซินเหยียนขึ้นลงปราดหนึ่ง เอ่ยว่า “ก็นับว่ามีประโยชน์อยู่บ้าง”
จวงซินเหยียนเม้มปาก ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด นางเองก็อยากตามเข้าไปในถ้ำแห่งนั้น อย่างไรเสียพี่ชายของตนก็ต้องตายเพราะถ้ำแห่งนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลจวงของตนก็ตกต่ำลงแล้ว รากฐานใกล้จะสูญสิ้น เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรก็ขาดหายไปเสียส่วนใหญ่ ดังนั้นนางจึงอยากเข้าไปช่วงชิงวาสนาสักหน่อย ที่นางทำสิ่งเหล่านี้ ก็เพื่อตอนที่ตนเองตามไป จะได้ไม่ถูกไล่ตะเพิดกลับมา
“เช่นนั้นพวกเราก็ออกเดินทางกันเถิด” จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวกลั้วหัวเราะ หยิบตะเกียงดวงหนึ่งขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ เขารู้สึกว่ามีตะเกียงอยู่ในมือจะร่ายเวทได้ดีกว่า
สวินหลานอินเผยอริมฝีปากแดง พ่นสายลมสายหนึ่งออกมา ลมนั้นแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มเมฆหมอกในลานบ้าน นางก้าวเท้าขึ้นไป จ้าวฟู่อวิ๋นเพิ่งเคยเห็นคนใช้วิชาเหาะเหินเดินเมฆต่อหน้าเป็นครั้งแรก จึงเหยียบขึ้นไปด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง รู้สึกเพียงว่าใต้ฝ่าเท้านุ่มนิ่ม ทว่าก็มีความเหนียวแน่นขมวดรวมกันอยู่
จวงซินเหยียนก็เดินขึ้นไปเช่นกัน เมฆหมอกลอยตัวขึ้นจากพื้นดิน หากคนภายนอกมองมา ก็เป็นเพียงกลุ่มเมฆกลุ่มหนึ่งเท่านั้น มองเห็นคนที่ถูกปกคลุมอยู่ภายในไม่ชัดเจนนัก
ดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้าหลบซ่อนอยู่ท่ามกลางมวลเมฆ ทว่าก็มีดวงดาวบางดวงยื่นหน้าออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น แอบมองโลกมนุษย์







