จ้าวฟู่อวิ๋นลืมตาขึ้น คิ้วขมวดเล็กน้อย เมื่อครู่เขาสัมผัสได้ถึงการลอบมอง ทว่าโคมดอกบัวสีน้ำเงินเข้มมีพลังทำลายและแผดเผาสิ่งชั่วร้าย
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงเลือกหลอมโคมวิเศษขึ้นมาหนึ่งดวง โคมวิเศษสว่างไสวไม่ดับสูญ มีความวิเศษในการปกป้องคุ้มครองกาย
ตอนนี้เขากำลังฝึกฝนเคล็ดวิชาที่ชื่อว่า 'เคล็ดวิชาสอดประสานกายากับของวิเศษทั้งภายนอกภายใน' ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาการกำหนดลมหายใจ
วิชานี้สามารถทำให้ตนเองในช่วงเวลาที่นั่งสมาธิเดินลมปราณ นำพาลมปราณในร่างกายและของวิเศษนอกกายมารวมกัน ก่อเกิดเป็นวัฏจักรหมุนเวียน
ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ระหว่างการเดินทาง เขาเพียงแค่อ่านตำรา และได้ทดลองฝึกฝนเล็กๆ น้อยๆ ไปหลายครั้ง แต่ยังไม่ถือว่าฝึกสำเร็จอย่างแท้จริง
การฝึกบำเพ็ญของเขา วิธีการฝึกทั้งชุดนั้น ทุกๆ วันในช่วงกลางวันจะมีการดูดซับแก่นแท้ไฟสุริยันเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นก็ใช้เคล็ดวิชามังกรวารีท่องแม่น้ำมานำทาง เมล็ดพันธุ์ยันต์จะแปรเปลี่ยนเป็นมังกรวารีแหวกว่ายไปตามเส้นลมปราณ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการหลอมกลั่น
ส่วนในเวลากลางคืน ก็ต้องดูดซับปราณวิญญาณหยินมาเพื่อทุเลาความร้อนรุ่มภายในร่างกาย ทำให้พลังเวทเป็นหยางทว่าไม่ร้อนรุ่ม
และตอนนี้คัมภีร์ 'เคล็ดวิชาสอดประสานกายากับของวิเศษทั้งภายนอกภายใน' เล่มนี้ ก็คือการทำให้ช่วงเวลาที่เขาเดินลมปราณภายในร่างกาย เกิดการไหลเวียนร่วมกับของวิเศษภายนอก ซึ่งเทียบเท่ากับการทะลวงเส้นลมปราณเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเส้น
นี่ไม่เพียงแต่ไม่ทำให้เสียเวลาในการฝึกบำเพ็ญ แต่ยังสามารถทำให้ตนเองกับของวิเศษเกิดสภาวะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งภายนอกและภายใน
เห็นเพียงประกายไฟสองสายพุ่งออกมาจากรูจมูกของเขา เมื่อเพ่งมองประกายไฟนั้นให้ดี กลับคล้ายกับมังกรสองตัวพุ่งออกมาจากรูจมูก ราวกับมังกรหวนคืนสู่ทะเลเพลิง พุ่งเข้าไปในแสงไฟด้านนอก บินวนเวียนอยู่ในแสงไฟ แล้วพุ่งเข้าไปในเปลวไฟ เกาะเกี่ยวพันธนาการอยู่บนเปลวไฟ
และหลังจากนั้นครู่หนึ่ง บนเปลวไฟก็มีมังกรไฟอีกตัวหนึ่งพุ่งออกมา แหวกว่ายมาทางจ้าวฟู่อวิ๋นแล้วพุ่งเข้าไปในปากของเขา จากนั้นก็ไหลไปตามลำคอผ่านอวัยวะภายในเข้าสู่จุดตันเถียน
หมุนเวียนไปมาเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยขัดเกลาพลังเวท แต่ยังเป็นการหลอมของวิเศษไปพร้อมกันอีกด้วย
อันที่จริงวิธีการฝึกบำเพ็ญเช่นนี้ ในแง่หนึ่งก็ถือว่าเป็นการฝึกคู่หยินหยางเช่นกัน
สำนักวิถีเต๋าที่แท้จริง เริ่มแรกก็ต้องเรียนรู้เรื่อง 'หยินหยาง' ต้องรู้จักหยินหยาง สัมผัสถึงหยินหยาง แต่มักจะเป็นผู้ฝึกฝนหน้าใหม่ ที่ล้วนรู้สึกว่าทฤษฎีวิถีหยินหยางไม่มีความหมายอะไร หรืออาจจะเข้าใจแคบๆ มองว่าเป็นการฝึกคู่ระหว่างชายหญิงเท่านั้น
ทว่าเมื่อระดับการฝึกบำเพ็ญสูงขึ้น กลับจะพบว่าสรรพสิ่งสรรพวิชา ล้วนต้องพูดถึงหยินหยางอยู่เสมอ
ในเวลานี้ ร่างกายของเขาสามารถกล่าวได้ว่าเป็น 'หยิน' ส่วนโคมเป็น 'หยาง' การกระทำของเขานี้ก็ถือเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนระหว่างหยินหยางเช่นกัน
หนึ่งคืนผ่านไป เขารู้สึกว่าร่างกายเกิดความร้อนรุ่มขึ้นมา
เขาเข้าใจในทันทีว่า นี่เป็นการฝึกฝนที่มากเกินไปสักหน่อย การฝึกบำเพ็ญของแต่ละคน ไม่สามารถฝึกตามตำราไปเสียทั้งหมดอย่างตายตัวได้ เพราะสิ่งที่แต่ละคนต้องการนั้นไม่เหมือนกัน
เขาต้องการให้พลังเวทของตนเองมีพลังอำนาจดุจมังกรทะยานฟ้า ดังนั้นจึงฝึกฝนเคล็ดวิชามังกรวารีท่องแม่น้ำ อีกทั้งยังต้องการที่จะบรรลุสภาวะคนและโคมหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับโคมวิเศษให้ได้โดยเร็ว ดังนั้นจึงได้ฝึกฝน 'เคล็ดวิชาสอดประสานกายากับของวิเศษทั้งภายนอกภายใน' นี้อีก
ทว่าเมื่อเพิ่มเคล็ดวิชาเหล่านี้เข้ามา ก็เท่ากับว่าในการฝึกบำเพ็ญตามคัมภีร์ 'คัมภีร์ล้ำค่าหยางบริสุทธิ์' ดั้งเดิมนั้น
ได้เพิ่มสิ่งต่างๆ เข้าไปในเคล็ดวิชา ดังนั้นในเวลานี้เขาจึงรู้สึกว่าภายในร่างกายมีความร้อนรุ่ม
มองดูฝนปรอยๆ ที่ตกลงมาด้านนอก เขาอ้าปากพ่นปราณควันไฟออกมาคำหนึ่ง แหวกว่ายอยู่ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ ราวกับมังกร
ที่พักที่เขาได้รับจัดสรรมา เป็นเรือนแบบสองลาน
เขาใช้ปราณวิญญาณธาตุน้ำระหว่างฟ้าดินในเวลานี้ ทำให้ความร้อนรุ่มในพลังเวทลดลง ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ถึงได้รั้งพลังเวทคำนั้นกลับคืนมา ร่วงหล่นเข้าสู่จุดตันเถียน ร่างกายทั้งร่างก็รู้สึกสบายขึ้นมาก
ฝนปรอยๆ ตกลงบนชายคา ค่อยๆ รวมตัวกันเป็นหยดน้ำ กลายเป็นเม็ดเป็นสาย
เขาไม่ได้ออกจากประตูเรือน ทว่ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เมื่อวานสภาพอากาศยังดูดีมากอยู่เลย วันนี้บนท้องฟ้ากลับมีเมฆหนาทึบเสียแล้ว
ฤดูฝนของเมืองกว่างหยวนมาเยือนแล้ว
ทว่า ฤดูฝนมาเยือนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขามากนัก เพราะเขาคือศึกษาธิการ อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอก
เพียงแต่ เดิมทีเขาวางแผนไว้ว่าอีกสองวันค่อยไปที่อารามผู้สืบทอดวิถีของเมืองกว่างหยวน กลับคิดไม่ถึงว่าจะมีคนมาเคาะประตู
เพียงแค่ความคิดขยับเล็กน้อย ท่ามกลางสายฝนก็คล้ายกับมีกรงเล็บมังกรสีแดงอ่อนก่อตัวขึ้นมา เปิดประตูเรือนออก
นอกประตูมีคนกางร่ม มีคนสวมเสื้อกันฝนสาน สวมหมวกฟาง
เขาไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้ ทว่าจากบนร่างของเด็กหนุ่มเหล่านี้ เขามองเห็นความลังเลใจอยู่สายหนึ่ง
"พวกเจ้าตามหาผู้ใด?" จ้าวฟู่อวิ๋นที่อยู่ใต้ชายคาในลานเรือน เอ่ยถามคนนอกประตู
"เรียนถาม ท่านคือใต้เท้าศึกษาธิการคนใหม่ใช่หรือไม่ขอรับ?" เด็กหนุ่มที่กางร่มอยู่ตรงกลางเอ่ยถาม
"ถูกต้อง ข้าเพิ่งมาถึงเมื่อวันก่อน พวกเจ้ามีธุระอันใดหรือ?" จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม
"อ้อ ใต้เท้าศึกษาธิการ เรื่องเป็นเช่นนี้ขอรับ พวกเราล้วนเป็นศิษย์ของอารามผู้สืบทอดวิถี ไม่มีอาจารย์สอนวิชาให้พวกเรามาหนึ่งปีแล้ว ได้ยินมาว่ามีศึกษาธิการคนใหม่เดินทางมา ดังนั้นพวกเราจึงมาสอบถาม ว่าเมื่อใดถึงจะมีอาจารย์มาบรรยายธรรมอีกครั้งขอรับ" เด็กหนุ่มที่กางร่มกล่าว
บนร่างของเขาสวมชุดยาวสีซีด ดูแล้วก็มีความขลาดกลัวอยู่บ้าง ทว่ากลับถ่ายทอดความหมายของตนเองออกมาได้อย่างครบถ้วน
"เจ้าชื่ออะไร?" จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยถาม
"เรียนใต้เท้าศึกษาธิการ ศิษย์ชื่อซุนเฉิงเจ๋อขอรับ" เด็กหนุ่มผู้นั้นตอบ
"พวกเจ้ากลับไปก่อนเถอะ ไปบอกทุกคนว่า พรุ่งนี้ยามซื่อ ข้าจะไปที่อารามผู้สืบทอดวิถี" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
กลุ่มเด็กหนุ่มนอกประตูต่างประหลาดใจระคนดีใจ ส่วนเด็กหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าแม้จะดีใจ แต่ก็ยังคงคารวะจ้าวฟู่อวิ๋น
เด็กหนุ่มคนอื่นๆ หลังจากที่เห็นแล้ว ก็พากันคารวะตาม แล้วถึงได้ทยอยจากไปทีละคน
เมื่อพวกเขาก้าวออกจากหน้าประตู ประตูก็บานนั้นก็ปิดลงอย่างไร้สุ้มเสียงอีกครั้ง
"เฉิงเจ๋อ เจ้าคิดว่าศึกษาธิการผู้นี้เป็นอย่างไรบ้าง?" มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถาม
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เพียงแต่ดูแล้วมีความเป็นสตรีอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถทนรับการบีบบังคับจากตระกูลใหญ่เหล่านั้นได้หรือไม่" ซุนเฉิงเจ๋อกล่าว
"ไม่รู้ว่าศึกษาธิการผู้นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ท่านก่อนหน้านี้ นั่นมาจากอารามวิถีเมืองหลวงเชียวนะ ว่ากันว่าก็มีเบื้องหลังเป็นตระกูลใหญ่เช่นกัน มาอยู่ที่นี่ได้แค่เดือนเดียว ก็จำต้องจากไปเสียแล้ว" เด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งกล่าว
เด็กหนุ่มที่ชื่อว่าซุนเฉิงเจ๋อ นึกถึงคำพูดที่ท่านอาหญิงเคยพูดกับตนเอง
เมื่อหลายวันก่อนท่านอาหญิงบอกว่า ในเมืองกำลังจะมีศึกษาธิการคนใหม่มา ศึกษาธิการผู้นี้ไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่ แล้วก็ไม่ได้มาจากอารามวิถีเมืองหลวงด้วย ทว่ามาจากสำนักใหญ่แห่งวิถีเต๋า
เขาอยากจะบอกกับทุกคน เพื่อให้ทุกคนดีใจ แต่ก็กลัวว่าศึกษาธิการที่มาจากสำนักใหญ่วิถีเต๋าผู้นี้ สุดท้ายแล้วก็ไม่อาจทนรับการกดขี่จากตระกูลใหญ่ในท้องถิ่นได้ ทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง
ช่วงหลายวันนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นมารับตำแหน่งที่อารามผู้สืบทอดวิถี ทว่าก็ล้วนอยู่ได้ไม่นานก็ละทิ้งตำแหน่งจากไป ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรบางคนไม่ใส่ใจคำขู่ของตระกูลใหญ่ในท้องถิ่น ไม่ยินยอมจากไป ทว่าสุดท้ายกลับต้องตายอยู่บนเตียง
ซุนเฉิงเจ๋อกลับมาถึงบ้าน ก็ได้พบกับท่านอาหญิงของตนเอง
ท่านอาหญิงกำลังต้มชาอยู่ที่นั่น เขารู้สึกว่าท่านอาหญิงของตนเองงดงามมาก ในโลกนี้ผู้ที่คู่ควรกับนางได้ จะต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักใหญ่เท่านั้นถึงจะได้ น่าเสียดาย ที่ท่านอาหญิงเพื่อตระกูลแล้ว จำต้องติดแหง็กอยู่ที่ดินแดนเล็กๆ อย่างเมืองกว่างหยวนแห่งนี้ ไม่อาจได้เห็นโลกกว้าง
"ได้พบศึกษาธิการหรือยัง?" ซุนเข่อรุ่ยรินชาถ้วยหนึ่งวางไว้บนโต๊ะอีกฝั่งหนึ่ง แล้วเอ่ยถาม
"ได้พบแล้วขอรับ" ซุนเฉิงเจ๋อนั่งลงตามแรงพลางตอบคำถาม พลางยกถ้วยชาขึ้นมา
เสียงฝนด้านนอกดังเปาะแปะ ทำให้ลานเรือนเล็กๆ แห่งนี้ยากที่จะเงียบสงบ
"เจ้าคิดว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง?" ซุนเข่อรุ่ยเอ่ยถาม
ซุนเฉิงเจ๋อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า "บุคลิกมีความเป็นสตรี ไม่น่าจะเป็นคนแข็งกร้าว ความรู้สึกอธิบายไม่ถูก ไม่รู้ว่าคาถาอาคมของเขาเป็นอย่างไร"
ซุนเข่อรุ่ยเงียบไปครู่หนึ่ง เอ่ยเสียงเบาว่า "คงต้องรอดูกันไปก่อนเถิด"







