ยามรุ่งสาง ท่ามกลางแสงเรืองรองของดวงอาทิตย์ยามเช้า มีหมอกสีแดงกลุ่มหนึ่งร่วงหล่นลงมาที่อารามล่าง
จ้าวฟู่อวิ๋นมาหาหยางหลิ่วชิง เหวินไป๋ และเหวินสวิน แต่กลับไม่พบใครเลย คนของอารามล่างบอกเขาว่าเหวินไป๋กับเหวินสวินไปรับตำแหน่งศึกษาธิการที่อู้เจ๋อกับเป็นนักบวชที่ศาลเจ้าเทพเพลิงแล้ว
ส่วนหยางหลิ่วชิงถูกหอตรวจการเรียกตัวไปใช้งาน
จ้าวฟู่อวิ๋นขี่เมฆเหาะจากไปอีกครั้ง
วิชาขี่เมฆของเขาเป็นเพียงแค่เปลือกนอก แท้จริงแล้ววิชาที่เขาใช้คือวิชาหลบหนีด้วยเปลวเพลิง
วิชาหลบหนีด้วยเปลวเพลิงขั้นแรกคือควบคุมไฟ ขั้นที่สองคือซ่อนเร้นในไฟ ขั้นที่สามคือกลายร่างเป็นไฟ
เมื่อถึงขั้นกลายร่างเป็นไฟแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถหลบหนีด้วยเปลวเพลิงได้อย่างแท้จริง
ส่วนขั้นซ่อนเร้นในไฟ เป็นเพียงการซ่อนตัวอยู่ในไอแห่งเปลวเพลิง ทำให้ไม่หวั่นเกรงต่อการถูกแผดเผาด้วยเปลวไฟทั่วไป
เขาเดินทางไปยังเมืองตูเซี่ยอีกครั้งเพื่อตามหาเฮ่อเหลียนปี้ ทว่าอีกฝ่ายกลับออกเดินทางท่องเที่ยวไปไกลเสียแล้ว เมื่อลองเอ่ยปากถามเพื่อนบ้าน ก็ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาไปที่ใด
เดิมทีเขาคิดจะซื้อรถม้าสักคัน แต่ประจวบเหมาะกับที่มีคนในโรงรถม้าบอกเขาว่า มีสองพ่อลูกคู่หนึ่งกำลังจะเดินทางไปทางเมืองกว่างหยวนพอดี จึงถามว่าเขาต้องการร่วมทางไปด้วยหรือไม่
เขาใคร่ครวญดูแล้วก็รู้สึกว่าเข้าที เขาไม่อยากเหาะเหินไปตลอดทาง ทั้งเหนื่อยทั้งเร่งรีบ ไม่เห็นจะมีความจำเป็นอันใด นั่งรถม้าค่อย ๆ เดินทางไป ยังสามารถอ่านหนังสือและฝึกฝนคาถาอาคมไปตลอดทางได้อีกด้วย
ดูเหมือนว่าสองพ่อลูกคู่นี้ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรเช่นกัน ในเมืองตูเซี่ยแทบจะไม่มีใครเลยที่ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร เพียงแต่แสงเร้นลับบนร่างของพวกเขานั้นปะปนกันมั่วซั่ว เห็นได้ชัดว่าตบะไม่บริสุทธิ์
รถม้าพันธุ์เตี้ยสองคัน ม้าชนิดนี้วิ่งช้า แต่มีความอดทนสูงมาก
ผู้เป็นพ่อชื่อจางเจิ้นเยี่ย ส่วนลูกสาวชื่อจางซิ่งฟาง
จ้าวฟู่อวิ๋นยังไม่ทันได้เอ่ยถาม นางก็บอกชื่อของตัวเองออกมาแล้ว เป็นเพราะตอนที่นางเกิดมา ดอกซิ่งกำลังเบ่งบานพอดี จึงได้ตั้งชื่อว่าซิ่งฟาง
นางดูเป็นเด็กสาวที่ร่าเริงเบิกบานคนหนึ่ง พ่อของนางให้นางเป็นคนบังคับรถม้าให้จ้าวฟู่อวิ๋น
คงจะมองออกว่าจ้าวฟู่อวิ๋นมีกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดา ถึงแม้ว่าเขาจะดูไม่ออกว่าจ้าวฟู่อวิ๋นอยู่ระดับใดกันแน่ แต่เขาก็พอจะคาดเดาได้ อย่างไรเสียในเมืองตูเซี่ยก็มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานเข้าออกอยู่ไม่น้อย
การที่เขาให้ลูกสาวของตัวเองมาบังคับรถม้าให้จ้าวฟู่อวิ๋น การกระทำนี้เห็นได้ชัดว่าหวังจะให้ลูกสาวได้มีโอกาสใกล้ชิดทำความรู้จักกับจ้าวฟู่อวิ๋นให้มากขึ้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น หากตลอดการเดินทางเขาเอ่ยปากชี้แนะให้สักสองสามประโยค เขาก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดีมากแล้ว
จ้าวฟู่อวิ๋นนั่งอยู่ในรถม้า ในมือหยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่ซื้อมาจากหวงอิงขึ้นมาอ่าน
รถม้าเดินทางยามเช้าและพักผ่อนยามค่ำคืน เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างไม่เร่งรีบ
เพราะไม่ได้เร่งเดินทางในตอนกลางคืน จึงไม่ได้พบเจอกับเรื่องยุ่งยากอะไร
เรื่องอาหารการกินและที่พักตลอดการเดินทาง สองพ่อลูกสกุลจางล้วนเป็นผู้จัดการให้ทั้งสิ้น
แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว จ้าวฟู่อวิ๋นจะเอาแต่เก็บตัวฝึกฝนอย่างเงียบ ๆ อยู่ในรถม้าเพียงลำพัง หรือไม่ก็อยู่ในห้อง ดูลึกลับและเงียบขรึม แต่จางซิ่งฟางก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับจ้าวฟู่อวิ๋นเลย
ตอนที่ใกล้จะถึงเมืองกว่างหยวน นางถึงได้หาโอกาสเอ่ยปากถามจ้าวฟู่อวิ๋น นางถามว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้แสงเร้นลับของตัวเองบริสุทธิ์ นางบอกว่านางใช้วิธีมาตั้งมากมาย ก็ยังไม่สามารถทำให้แสงเร้นลับบริสุทธิ์และควบแน่นได้มากกว่านี้เลย
ผู้คนที่มาจากเมืองตูเซี่ย ในตอนที่อยู่ระดับต่ำ พวกเขาไม่เคยขาดแคลนวิธีและหนทางเลย สิ่งที่จ้าวฟู่อวิ๋นรู้ พวกเขาก็ล้วนรู้เช่นกัน เพราะสิ่งเหล่านี้แทบจะไม่ใช่ความลับอะไรเลย
แต่ก็ยังคงมีอีกหลายคนที่ติดแหง็กอยู่ในระดับใดระดับหนึ่ง
จ้าวฟู่อวิ๋นขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ให้คำตอบกับนางไป นั่นก็คือต้องฝึกฝน
ฝึกฝนวิชาควบคุม
ฝึกฝนทั้งวันทั้งคืนอย่างไม่หยุดหย่อน การฝึกฝนวิชาควบคุมก็คือวิธีหล่อหลอมความแข็งแกร่งของพลังเวทที่บริสุทธิ์ที่สุดวิธีหนึ่ง ไม่ได้ต่างอะไรกับคนธรรมดาที่ต้องยกที่ล็อกหินและยืนหยัดเป็นประจำทุกวันเลย
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกว่า นางอาจจะอ่านทฤษฎีมากเกินไป รับรู้เรื่องนามธรรมมากเกินไป อ่านเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องจิตใจมามากเกินไป จนละเลยการลงมือปฏิบัติจริงด้วยตัวเอง
หลังจากพูดคุยกันสั้น ๆ ก็ทำให้รู้ว่าสองพ่อลูกคู่นี้เดินทางมาที่เมืองกว่างหยวน เพื่อไปเป็นชาวนาวิญญาณให้กับตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลหนึ่ง พวกเขาเชี่ยวชาญด้านการปลูกข้าววิญญาณ ถึงแม้ว่าตบะจะไม่ได้สูงส่งนัก แต่ทว่าก็เป็นคนที่มาจากเมืองตูเซี่ย เมื่อเทียบกับชาวนาวิญญาณครึ่ง ๆ กลาง ๆ บางคนแล้ว ถือว่าเก่งกาจกว่ามากนัก
สรรพสัตว์ล้วนมีหลากหลายรูปแบบ การบำเพ็ญเพียรเพื่ออายุยืนยาว หรือแม้กระทั่งความเป็นอมตะ นั่นเป็นเพียงความฝันของคนส่วนน้อยนิดเท่านั้น
คนส่วนใหญ่ที่เรียนรู้คาถาอาคม ล้วนแล้วแต่เพื่อเอาชีวิตรอดและใช้ชีวิตทั้งสิ้น
พวกเขาแยกย้ายกันที่นอกเมืองกว่างหยวน จ้าวฟู่อวิ๋นเดินทางเข้าไปในตัวเมืองกว่างหยวนเพียงลำพัง
ตกบ่าย เขาตามหาเจ้าเมืองของเมืองกว่างหยวนจนพบ แสดงตัวตน ยื่นส่งเอกสารราชการ แล้วก็ถือว่าได้เข้ารับตำแหน่งแล้ว
เจ้าเมืองแห่งเมืองกว่างหยวนเป็นชายชราคนหนึ่งที่ดูมีอายุมากแล้ว ตบะเองก็อยู่ระดับสร้างรากฐาน หลังจากพบจ้าวฟู่อวิ๋นก็มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม คืนนั้นได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับจ้าวฟู่อวิ๋น
จ้าวฟู่อวิ๋นก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขาแนะนำคนในที่ทำการว่าการให้จ้าวฟู่อวิ๋นรู้จักหลายคน ทั้งผู้ช่วยเจ้าเมือง มือปราบ เสมียน และอื่น ๆ อีกมากมาย พร้อมกับบอกด้วยว่าผู้ตรวจการที่เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ได้ออกไปตรวจตราข้างนอก ยังไม่กลับมา และบอกว่าเขาอาจจะรู้จักผู้ตรวจการคนนั้นก็ได้ เพราะมาจากภูเขาเทียนตู มีนามว่าโจวฉุน
จ้าวฟู่อวิ๋นเดาปุ๊บก็รู้เลยว่าเป็นเขา
นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่กรมนาที่ไม่ได้มาร่วมงาน เห็นบอกว่าฤดูฝนใกล้จะมาถึงแล้ว เขาต้องออกไปดูสถานการณ์การหว่านเมล็ดในนาวิญญาณตามพื้นที่ต่าง ๆ
อีกทั้งยังมีหัวหน้ากรมชลประทาน ที่เดินทางไปปากทะเลสาบซานชวนเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของเผ่าวารีที่นั่น
ถึงแม้จ้าวฟู่อวิ๋นจะอยู่บนโลกใบนี้มาสิบกว่าปี แทบจะยี่สิบปีแล้ว แต่ก็นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ยินเรื่องราวความวุ่นวายของหัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ ภายในเมืองอย่างละเอียดเช่นนี้
จ้าวฟู่อวิ๋นเพิ่งมาถึงใหม่ อีกทั้งยังอายุค่อนข้างน้อย และมาจากภูเขาเทียนตู จึงถูกกล่าวชื่นชมยกใหญ่ เขาเองก็ทำได้เพียงรับมืออย่างถ่อมตัวไปทีละคน
วันต่อมาก็มีคนเชิญเขาไปร่วมงานเลี้ยงอีก แต่เขากลับปฏิเสธไป
เขารู้ดีว่าวันแรกเป็นงานเลี้ยงต้อนรับจากเจ้าเมือง เป็นเรื่องของทางการ หลังจากนั้นไม่ว่าใครจะมาเชิญเขาอีก ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องส่วนตัวทั้งสิ้น
แม้ภายนอกเขาจะไม่เคยอยากล่วงเกินใคร แต่เขาก็ไม่ต้องการใช้พลังงานไปกับการกินดื่มร่วมกับผู้คนเป็นประจำทุกวันเช่นกัน
สุราและนารีทำให้จิตใจของคนเราเสื่อมทรามและเกียจคร้าน เขาเคยอ่านหนังสือชีวประวัติบุคคลเล่มหนึ่ง เป็นผลงานเขียนของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน เนื้อหาในนั้นกล่าวว่าเดิมทีเขาเป็นบุคคลระดับอัจฉริยะในกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานกลุ่มนั้น ไม่ว่าจะเรียนคาถาหรือเรียนเต๋า ล้วนแต่เข้าใจได้อย่างปรุโปร่ง เรียนปุ๊บก็เป็นปั๊บ
ต่อมาถูกผู้คนมากมายยกยอ จึงเกิดอาการล่องลอย มักจะไปเข้าร่วมงานเลี้ยงสุราบ่อยครั้ง โดยไม่รู้ตัวเลยว่าอุปนิสัยของตนเองได้เปลี่ยนไปแล้ว ภายหลังเมื่อคิดอยากจะตั้งใจรวบรวมสมาธิเพื่อฝึกฝน กลับไม่สามารถทำได้อีกเลย ส่วนคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่เขาเคยดูถูก ในหลายปีต่อมา กลับสามารถเปิดตำหนักม่วงได้สำเร็จ
ส่วนตัวเขาเองกลับทำได้เพียงถอนหายใจเศร้าโศกอยู่หน้ากระจก มองดูชายชราผมหงอกขาวในกระจกพลางร้องไห้คร่ำครวญ
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานวัยหนุ่มผู้สง่างาม หล่อเหลา และมีเสน่ห์ในใจของเขานั้น ได้กลายเป็นคนแก่หง่อมไปเสียแล้ว
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่ต้องการให้ตัวเองกลายเป็นคนเช่นนั้น เขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอัจฉริยะอะไรนักหนา แต่ก็คิดว่าตัวเองไม่ได้แย่อะไร บางทีในบางด้านอาจจะมีความสามารถในการทำความเข้าใจที่เหนือกว่าสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้เก่งกาจจนไม่มีใครเทียบเคียงได้ ดังนั้นเขาจึงเข้าใจดีว่า การบำเพ็ญเพียรนั้นจะเกียจคร้านไม่ได้เด็ดขาด
แม้แต่วันเดียวก็ไม่ได้ วันนี้พักผ่อนเที่ยวเล่นไปหนึ่งวัน ในใจรู้สึกว่าไม่มีอะไร มะรืนก็เที่ยวเล่นอีกวัน นานวันเข้า จิตใจดวงนี้ก็จะถูกฝุ่นละอองบดบัง
โลกโลกีย์มีแต่ความรื่นเริง ทว่ากลับเปรียบเสมือนตาข่าย ที่ค่อย ๆ มัดตัวคนผู้หนึ่งเอาไว้
มีเพียงผู้ที่ผ่านการขัดเกลาจากโลกโลกีย์นี้มาได้ และสามารถเป็นดั่งดอกบัวที่ผุดขึ้นจากโคลนตมโดยไม่แปดเปื้อนเท่านั้น จึงจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่แท้จริง
เมื่อเขาคิดมาถึงจุดนี้ เขาก็พอจะเข้าใจอยู่บ้างแล้ว ว่าทำไมในสำนักเขาถึงได้ยอมตกลงทำข้อตกลงเช่นนี้กับแคว้นต้าโจว
บางทีในเรื่องนี้อาจจะมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่ แต่การให้ศิษย์ในสำนักได้มีโอกาสขัดเกลาตนเอง ข้อนี้ย่อมไม่ผิดอย่างแน่นอน
ยามค่ำคืน โคมดอกบัวที่ทอประกายแสงสีดำอมเขียวและสีฟ้าตัดสลับกันถูกวางเอาไว้บนโต๊ะ มีคนผู้หนึ่งกำลังนั่งเข้าฌานอยู่บนเตียง
ตะเกียงส่องแสงรัศมีสีแดงท่ามกลางความมืดมิด ก่อเกิดเป็นกลุ่มแสง แสงไฟด้านบนนั้นราวกับกำลังหายใจ เป็นหนึ่งเดียวกับลมหายใจของคนที่นั่งอยู่บนเตียง
ทว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ที่ชายคา กลับมีคนผู้หนึ่งปีนป่ายอยู่บนกำแพง ทว่าหัวของเขากลับยื่นเข้ามาจากใต้ชายคา ศีรษะของเขาถึงกับสามารถหดเล็กลง และยืดให้ยาวขึ้น สอดส่ายสายตาเข้ามาสำรวจภายในห้อง
ทว่ายามที่สายตาของเขามองเห็นโคมไฟบนโต๊ะ ก็เห็นเพียงแสงไฟดวงนั้นกะพริบวาบขึ้นมาคราหนึ่ง เขากลับหดหัวกลับไปในทันที จากนั้นก็ยกมือปิดตา กลายร่างเป็นกลุ่มควันสีดำพุ่งทะยานเข้าไปในความมืดมิด







