ค่ายทหารนอกประตูจินกวง
หลี่อี้มองดูเกราะหมิงกวางของเหล่าขุนนางระดับสูงเหล่านั้นพลางน้ำลายสอด้วยความอิจฉา หลิวเฮยจื่อและเฉินเหลียงทั้งสองคนยิ่งเป็นเหมือนคนบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง
เกราะป้องกันทรงกลมขนาดใหญ่สองอันที่ส่องแสงแวววาวนั่น สามารถใช้แทนกระจกได้เลย แถมยังมีพลังป้องกันลูกธนูที่แข็งแกร่งมาก
“อู๋อี้”
สวี่ลั่วเริ่นเดินยิ้มเข้ามา
“ท่านขุนพลสวี่”
“ตามข้ามา” สวี่ลั่วเริ่นมีท่าทางลึกลับ ทำให้หลี่อี้รู้สึกสงสัยไม่น้อย
ไม่นานเขาก็ถูกพามาที่มุมหนึ่งของค่ายทหาร ที่นั่นมีเสบียงและยุทโธปกรณ์กองเป็นภูเขาเลากา
“เตี่ยนเชียนซู ซานจวินหยาง” สวี่ลั่วเริ่นทักทายขุนนางชุดเขียวสองคน “อ๋องฉินให้ข้าพาชานจวินหลี่มารับเสบียง”
“เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วขอรับ”
ซูซวี่พาพวกเขากลับไป
“เกราะหนังแรดหนึ่งชุด หมวกเกราะเหล็กหนึ่งใบ เสื้อคลุมศึกสองตัว ม้าศึกหนึ่งตัว ม้าบรรทุกหนึ่งตัว ธนูเขาหนึ่งคัน สายธนูสองเส้น ลูกธนูสามสิบดอก ซองใส่ธนูหนึ่งซอง…”
ของมีเยอะมาก มีทั้งเกราะและม้าศึก มีทั้งธนูและดาบเหิงเตา ยังมีเต็นท์สำหรับพักอาศัย ชามเหล็กสำหรับกินข้าว หินเหล็กไฟสำหรับจุดไฟ ผ้าห่มสำหรับนอน หมวกสักหลาดสำหรับกันแดด หินลับมีด
กระทั่งยังมีหม้อทองแดงใบเล็กหนึ่งใบและครกหินสำหรับตำข้าว ถุงหนังใส่น้ำ
สุดท้ายคือข้าวสาลีหุง ข้าวฟ่าง เกลือ ซอส ยา
เขาเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ยังได้รับกระดาษ หมึก พู่กัน จานฝนหมึก
ของกองพะเนินเทินทึก ทำให้หลี่อี้ตกตะลึงไปไม่น้อยจริงๆ
แต่ในฐานะขุนนางฝ่ายบุ๋น ก็ไม่มีพวกหอก โล่ใหญ่ หอกยาวบนหลังม้าอะไรพวกนี้
หลี่อี้พาบ่าวรับใช้สองคนกับผู้คุ้มกันสองคนมาด้วย จึงได้รับยุทโธปกรณ์มาบ้าง ผู้คุ้มกันนั้นนำธนู ดาบเหิงเตา และม้ามาเอง บ่าวรับใช้สองคนคือเฮยจื่อและเฉินเหลียงก็ขี่ม้ามาคนละตัว หลี่ซื่อหมินอนุมัติเป็นพิเศษให้พวกเขาทั้งสี่คนได้ม้าบรรทุกคนละตัว
บ่าวรับใช้ทั้งสองยังได้รับแจกดาบเหิงเตาคนละเล่ม ธนูคนละคัน ลูกธนูสามสิบดอก โล่ไม้หนึ่งอัน และหอกยาวหนึ่งเล่ม
ยังได้รับเสบียงอาหารมาไม่น้อย
ตรวจนับส่งมอบ ลงชื่อประทับรอยนิ้วมือ
สวี่ลั่วเริ่นพาพวกของหลี่อี้ทั้งห้าคนมาที่ค่ายใหญ่แห่งหนึ่ง บอกว่าให้พวกเขาตั้งค่ายที่นี่ก็พอ
“ในค่ายทหารห้ามส่งเสียงดัง ห้ามวิ่งไปมา ยิ่งห้ามเข้าออกตามอำเภอใจ ผู้คุ้มกันทั้งสองของเจ้าเป็นทหารฟู่ปิง รู้กฎทหารพวกนี้ดี บ่าวรับใช้ของเจ้าสองคนเพิ่งมาใหม่ ให้ฟังผู้คุ้มกันให้มาก”
“ขอบคุณท่านขุนพลสวี่ที่ดูแลขอรับ”
หลิวเฮยจื่อปกติแม้จะค่อนข้างกล้าหาญ แต่พอเข้ามาในค่ายทหารแห่งนี้แล้วก็รู้สึกสงบเสงี่ยมขึ้นมาก
ทุกที่เต็มไปด้วยทหารที่สวมเกราะถืออาวุธ พละกำลังที่สามารถล้มวัวได้หนึ่งตัวของเขาก็ไม่แปลกอะไรแล้ว
ผู้คุ้มกันทั้งสองไม่ใช่เพิ่งเข้าค่ายทหารเป็นครั้งแรก จึงจัดการเริ่มกางเต็นท์ นี่คือเต็นท์แบบสิบคนหนึ่งกลุ่ม ไม่ถือว่าใหญ่โตนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเดินทัพตั้งค่ายในป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องเจอกับฝนหรือหิมะ ยิ่งขาดไม่ได้
เต็นท์เพิ่งกางเสร็จ
หลี่จิ้งก็มาหาหลังจากเข้าพบหลี่ซื่อหมินเสร็จแล้ว
ทหารรับใช้สิบห้าคนที่ปู่หลานสามคนพามา กางเต็นท์สามหลังโดยตรง บ่าวรับใช้ผู้ติดตามห้าคนของพวกเขาคอยคุ้มกันหนึ่งคน ส่วนหลี่อี้มีสี่คนคอยคุ้มกันเขาคนเดียว
“ใต้เท้าหลี่ไม่ได้พาผู้คุ้มกันมาหรือขอรับ”
“ก่อนหน้านี้ข้าอยู่ในจวนอ๋องฉินก็ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่อะไร ดังนั้นจึงไม่ได้จัดสรรผู้คุ้มกันให้” หลี่จิ้งพูดพลางยิ้ม
เบื้องบนได้แจ้งมาแล้วว่ามะรืนนี้ถึงจะออกเดินทาง แต่ตอนนี้พวกหลี่อี้ถือว่าเข้าค่ายอย่างเป็นทางการแล้ว ไม่สามารถออกไปตามอำเภอใจได้อีก
ต่อให้พวกเขาจะอยู่นอกเมืองฉางอัน หลี่อี้ก็ไม่สามารถกลับบ้านได้อีกแล้ว
ทั้งสองคนต่างก็มีตำแหน่งเป็นซานจวินค่ายทหาร แต่เมื่อเทียบกับขุนนางฝ่ายบุ๋นคนอื่นๆ ที่ยุ่งวุ่นวาย พวกเขาสองคนก็ดูจะว่างงานไปสักหน่อย
“มื้อเย็นนี่ต้องทำเองหรือขอรับ” หลี่อี้ถาม
“อืม รับเสบียงมาแล้วก็ต้องทำเองสิ”
ชีวิตในค่ายทหารหลี่อี้รู้สึกว่าค่อนข้างแปลกใหม่ ส่วนหลี่จิ้งแม้เมื่อก่อนจะไม่ได้เข้ากองทัพ แต่เขาก็เกิดในตระกูลขุนศึก เรื่องการเดินทัพจับศึก กระทั่งการตั้งค่ายพักแรมล้วนกระจ่างแจ้ง
ทั้งสองคนเป็นเพื่อนบ้านกันที่ฟางผิงคัง ตอนนี้ในค่ายทหารเต็นท์ก็อยู่ติดกัน มีเขาอยู่ หลี่อี้ก็เลยมีเรื่องไม่เข้าใจก็ถามตรงๆ ได้ สะดวกสบายมาก
กางเต็นท์เสร็จ ท้องฟ้าก็ใกล้จะพลบค่ำ
ดังนั้นต่างคนก็ต่างเริ่มทำอาหาร
ขุดหลุม ฝังหม้อหุงข้าว ตักน้ำ ก่อไฟ หลี่อี้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำอาหารกินเองในป่า
อาหารมื้อแรกในค่ายทหารนั้นเรียบง่ายมาก ข้าวสาลีหุงที่พวกเขารับมา ล้วนผ่านการนึ่งและตากแดดซ้ำแล้วซ้ำเล่า นำมาแช่น้ำร้อนให้พองตัวก่อน แล้วค่อยต้มน้ำ เวลากินก็เติมซอส เกลือลงไปหน่อย แล้วก็ลงมือกิน
ในฐานะนายทหาร การปฏิบัติที่หลี่อี้ได้รับยังถือว่าไม่เลว และตอนนี้ยังไม่ได้เคลื่อนทัพอย่างเป็นทางการ สภาพแวดล้อมจึงค่อนข้างดี
รอให้ถึงเวลาเดินทัพจับศึกจริงๆ มักจะไม่มีเวลาจุดไฟหุงข้าว ไม่หิวท้องกิ่ว ก็ต้องเคี้ยวข้าวสาลีหุงที่แข็งยังกับเม็ดเหล็กส่งๆ ไป
โดยทั่วไปไม่มีกับข้าวให้กิน ยกเว้นว่าจะตั้งค่ายอยู่แถวชานเมือง หน่วยพลาธิการสามารถซื้อผักมาได้บ้าง มิฉะนั้นก็ทำได้แค่เด็ดผักป่าตามข้างทางโยนลงไปต้มในข้าวสาลีหุงส่งๆ ไป
ทหารธรรมดาหลายคน กระทั่งซอส เกลือก็ยังไม่มี ทำได้แค่แจกผ้าชุบน้ำส้มสายชูให้หน่อย
เวลาต้มข้าวต้ม ก็ตัดชิ้นเล็กๆ ลงไปต้มด้วย ก็ถือว่ามีรสเค็มรสชาติแล้ว
หลังกินข้าว
หลี่จิ้งและหลี่อี้ไม่จำเป็นต้องล้างชามข้าวอะไรพวกนี้เอง ล้วนแต่พาบ่าวรับใช้มาด้วย ทั้งสองคนหยิบเก้าอี้พับตัวเล็กๆ ออกมานั่งคุยกันหน้าเต็นท์
“ท่านซานจวินทั้งสอง องค์ชายเรียกประชุม ขอให้รีบไปทันทีขอรับ”
ทหารองครักษ์ประจำจวนอ๋องฉินนายหนึ่งเข้ามาแจ้งทั้งสองคน
“เวลานี้ยังประชุมอีก หรือว่ามีเหตุการณ์ฉุกเฉินอะไรอีก” หลี่จิ้งขมวดคิ้ว
ทั้งสองคนจึงรีบมุ่งหน้าไปยังกระโจมแม่ทัพ
พอไปถึง ก็พบว่าบรรยากาศค่อนข้างตึงเครียดจริงๆ
ขุนนางระดับสูงของค่ายทหารที่อยู่ในเมืองหลวงล้วนอยู่กันครบ ยังมีคนหน้าแปลกอีกหลายคน แต่สวมชุดคลุมสีม่วง
รอจนคนมาครบ หลี่ซื่อหมินก็ลุกขึ้นแนะนำคนเหล่านั้นก่อน
คนหนึ่งที่ไว้หนวดเครายาวเฟื้อยคือราชเลขาธิการกรมกลาโหมคนปัจจุบัน เจี่ยงกั๋วกง ชวีทูทง ตอนแรกนำทัพสุยมาสกัดกั้นหลี่ยวนเข้าสู่กวนจง ก็ทำให้หลี่ยวนลำบากไปไม่น้อย แต่ต่อมาหลังจากเอาชนะเขาได้ หลี่ยวนก็ยังใจกว้างใช้งานเขาเป็นอย่างดี
ครั้งนี้เขามาดำรงตำแหน่งฉางสื่อประจำค่ายทหาร
ชายสวมชุดคลุมสีม่วงอีกคนหน้าตาหล่อเหลา ทั้งยังอายุน้อย แต่กลับเป็นราชบุตรเขยของฮ่องเต้ บุตรชายของอัครเสนาบดีโต้วค่าง อันเฟิงจวิ้นกง โต้วต้าน เวลานี้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการตำหนัก ครั้งนี้มาดำรงตำแหน่งซือหม่าประจำค่ายทหาร
ก่อนหน้านี้หลี่ซื่อหมินได้กราบทูลขอให้หลิวเหวินจิ้ง อินไคซานยังคงดำรงตำแหน่งฉางสื่อและซือหม่าต่อไป แต่ตอนนี้กลับส่งมาอีกสองคน นี่มันฉางสื่อคู่ ซือหม่าคู่ อีกทั้งสองคนนี้คนหนึ่งเป็นราชเลขาธิการกรมกลาโหม คนหนึ่งเป็นผู้ตรวจการตำหนัก
หลี่อี้ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ค่อยถูกต้องนัก
แต่คนที่เพิ่งเข้าร่วมไม่ได้มีแค่พวกเขาสองคน
ยังมีแม่ทัพใหญ่อู่โฮ่วฝั่งขวาผังอวี้ แม่ทัพใหญ่องครักษ์ฝั่งซ้ายอี้อันอ๋องหลี่เสี้ยวฉาง ราชเลขาธิการกรมมหาดไทยโต้วจิ้น
กระทั่งยังมีโต้วค่างที่ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ซึ่งเป็นตำแหน่งอัครเสนาบดีในราชสำนัก เขาควบตำแหน่งแม่ทัพใหญ่อู่โฮ่วฝั่งซ้าย ก็เข้าร่วมค่ายทหารครั้งนี้เป็นการชั่วคราวด้วย
ยังมีขุนพลเจี้ยนเหมินฝั่งขวาฝานซิง เขากับพ่อฝานฟางเดิมทีเป็นขุนนางราชวงศ์สุย ต่อมาเพราะทำความผิดจึงถูกลดฐานะเป็นทาส ประทานให้หลี่ยวน กลายเป็นทาสรับใช้ของหลี่ยวน หลังจากลุกฮือที่ไท่หยวน ฝานซิงกับเฉียนจิ่วหลง ทาสรับใช้หลี่ยวนสองคนนี้ นำทัพจับศึกแสดงความห้าวหาญ คนหนึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นจวิ้นกง คนหนึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกั๋วกง
หลี่อี้เรียบเรียงอยู่ในใจเงียบๆ
จิงโจวมีฉางเล่ออ๋องหลี่ซูเหลียง ตอนนี้ยังส่งอี้อันอ๋องหลี่เสี้ยวฉางมาอีก
มีอดีอัครเสนาบดีหลิวเหวินจิ้งอยู่แล้ว ยังมีอัครเสนาบดีคนปัจจุบันโต้วค่างมาอีก
แล้วก็ราชเลขาธิการกรมกลาโหมชวีทูทง ราชเลขาธิการกรมมหาดไทยโต้วจิ้น อดีตรองราชเลขาธิการกรมขุนนางอินไคซาน
ยังมีแม่ทัพใหญ่อู่โฮ่วฝั่งขวาผังอวี้ หลี่เสี้ยวฉางและโต้วค่างก็ควบตำแหน่งแม่ทัพใหญ่คนละหนึ่งตำแหน่ง ยังมีไฉเซ่าเป็นแม่ทัพใหญ่องครักษ์อี้ฝั่งซ้าย หลิวหงจีเป็นแม่ทัพใหญ่องครักษ์เซียวฝั่งขวา
ขบวนนี้ หรูหราเกินไปแล้วมั้ง อัครเสนาบดีสองคน ราชเลขาธิการสองคน แม่ทัพใหญ่ห้าคน อ๋องสองคน ราชบุตรเขยสองคน
ตอนที่เซวียจวี่ยังไม่ตายครั้งที่แล้ว ก็ยังไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เลยนี่นา
“เพิ่งได้รับข่าวร้ายสองเรื่อง”
หลี่ซื่อหมินมีสีหน้าเคร่งขรึม “ผู้ตรวจการเมืองจิงโจว ขุนพลทหารม้าเบาหลิวกัน นำทัพออกจากเมืองเจ๋อจื้อ รบแพ้ตัวตาย ทหารสามพันนายถูกสังหารหมดสิ้น”
นายทหารระดับสูงในกระโจมไม่น้อยเห็นได้ชัดว่าทราบข่าวนี้กันแล้ว ทว่าคนอื่นๆ ที่เพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกต่างอดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา
หลี่อี้สงสัย หลี่ซื่อหมินกำลังจะยกทัพออกไปแล้ว หลิวกันทำไมถึงยังออกจากเมืองไปรบเอาชีวิตไปทิ้งอีกล่ะ
“ข่าวร้ายที่สอง ผู้ตรวจการเมืองหลงโจวฉางต๋า ก่อนหน้านี้ขุนพลทัพเซวียอู่ซื่อเจิ้งนำคนหลายร้อยคนมาสวามิภักดิ์ ฉางต๋ารับการสวามิภักดิ์ เมื่อหลายวันก่อน อู่ซื่อเจิ้งฉวยโอกาสจับตัวฉางต๋า ยึดกำลังพลสองพันคนในเมืองก่อกบฏ”
ยังไม่ได้ยกทัพออกไปเลย
ก็มีข่าวร้ายติดต่อกันสองเรื่อง เสียผู้ตรวจการไปสองคน
แม้จิงโจวจะยังอยู่ในมือของหลี่ซูเหลียง แต่จู่ๆ ก็สูญเสียกำลังทหารไปสามพันนาย สถานการณ์ในหลงโจวยิ่งแย่กว่า อู่ซื่อเจิ้งแกล้งสวามิภักดิ์ ตอนนี้จู่ๆ ก็ก่อการ ไม่เพียงแต่จับตัวผู้ตรวจการฉางต๋าไป แต่ยังปลุกปั่นทหารหลงโจวสองพันคนให้ก่อกบฏ เมืองหลงโจวก็สูญเสียไปแล้ว
หลี่อี้เองก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจว่านี่คือสถานการณ์ในสนามรบจริงๆ เปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา
เดิมทีคิดว่าทัพฉินแห่งหลงโย่ว เป็นปลาที่นอนตายอยู่บนเขียงแล้ว ใครจะรู้ว่าเขาแค่สะบัดหางส่งๆ สองที กลับเล่นงานผู้ตรวจการไปได้ถึงสองคน
“เมืองจิงโจวอันตรายมาก อาจจะเสียเมืองได้ทุกเมื่อ ฝ่าบาทมีรับสั่ง ต้องยกทัพออกไปทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเร่งส่งกำลังเสริมไปที่จิงโจว จิงโจวไม่อาจเสียไปได้ ฉางผิงอ๋องไม่อาจเสียไปได้”
หลิวหงจีก้าวออกมา
เขาเองก็เป็นขุนนางผู้มีความดีความชอบในการก่อตั้งประเทศ สมัยก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเหลียวตง จึงหนีไปที่ไท่หยวนเพื่อพึ่งพิงสองพ่อลูกหลี่ยวน หลังจากลุกฮือ ก็สร้างความดีความชอบมากมายหลายครั้ง
และเมื่อตีฉางอันแตก ความดีความชอบเป็นอันดับหนึ่ง ได้รับแต่งตั้งเป็นเหอเจียนจวิ้นกง
ก็คือตอนที่พ่ายแพ้ยับเยินที่ที่ราบเฉี่ยนสุ่ยครั้งก่อน
ในบรรดาผู้บัญชาการใหญ่ทั้งแปด ก็มีเพียงทัพของหลิวหงจีทัพเดียวที่รับหน้าที่ระวังหลัง หากไม่ใช่เพราะพวกเขาสู้ตายอาบเลือด เกรงว่าตอนนั้นคงจะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นไปแล้ว
“ข้าน้อยยินดีนำกองทัพชั้นยอด เร่งรุดไปช่วยเหลือเมืองจิงโจวทั้งวันทั้งคืนพะย่ะค่ะ”
คราวที่แล้วรบแพ้ที่ที่ราบเฉี่ยนสุ่ยจนถูกจับเป็นเชลย หลิวหงจีรู้สึกอับอายอย่างมาก โชคดีที่ตอนนั้นหลี่ซื่อหมินพลิกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ยึดเมืองเกาจื้อกลับคืนมาได้ จึงช่วยเขาออกมาได้
แม้จะตกเป็นเชลยอยู่เพียงสองวัน แต่หลิวหงจีก็จำฝังใจมาตลอด
“จิงโจวยังมีปัญหาที่ค่อนข้างร้ายแรงอีกอย่างคือขาดเสบียง เซวียเริ่นก่าวยึดเมืองฉางจื้อไว้ ยกทัพล้อมอันติ้ง เจ็ดอำเภอของจิงโจว มีเมืองระดับอำเภอหกแห่งถูกโจรเซวียตีแตกไปแล้ว
พวกเราไม่เพียงแต่ต้องส่งกองทัพไปช่วยเหลือ ยังต้องนำเสบียงไปด้วย”
ทว่าอยากจะส่งกำลังเสริมไปอย่างรวดเร็ว ก็ไม่สะดวกที่จะนำเสบียงและยุทโธปกรณ์ไปมากๆ นำไปมากไม่เพียงแต่จะทำให้ความเร็วลดลง ยังง่ายต่อการถูกทัพเซวียโจมตีแย่งชิง
หลิวหงจีตบหน้าอกพูดว่า “ขอทหารม้าฝีมือดีให้ข้าน้อยสามพันนาย คนละสามตัว ม้าสำหรับขี่ ม้าสำหรับเปลี่ยน ม้าสำหรับบรรทุกเสบียง เร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืน สามวันก็ถึงเมืองจิงโจวได้พะย่ะค่ะ”
“ไม่จำเป็นต้องนำกองเสบียงและแรงงานเกณฑ์ไปเพิ่ม ทหารสามพันนายของข้าน้อยสามารถนำเสบียงหกพันสือไปถึงจิงโจวได้ เพียงพอที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของจิงโจวได้ก่อน หากไม่ไหวจริงๆ ม้าเก้าพันตัวนี้ ก็มากพอที่จะให้คนทั้งเมืองยืนหยัดต่อไปได้อีกนานพะย่ะค่ะ”
หลี่จิ้งลุกขึ้นเตือนหลิวหงจี ม้าศึกหนึ่งตัววันหนึ่งต้องกินถั่วและข้าวฟ่างสี่เซิง ยังต้องกินหญ้าแห้งอีกสิบห้าสิบหกชั่ง ส่วนทหารม้าแต่ละนายวันหนึ่งก็ต้องกินข้าวสารอย่างน้อยสองเซิง
คำนวณเช่นนี้ ต่อให้เดินทัพสามวัน ระหว่างทางก็ต้องกินเสบียงไปสี่ร้อยกว่าสือ หญ้าอีกสิบกว่าหมื่นชั่ง
เสบียงที่หลิวหงจีนำไป พอถึงเมืองจิงโจวก็เหลือไม่เท่าไหร่แล้ว ดังนั้นทางที่ดีควรจะนำไปแค่ข้าวฟ่าง ระหว่างทางสามวันนี้ ทั้งคนและม้ากินแต่เสบียง ไม่ต้องนำหญ้าไป
เช่นนี้นำเสบียงหกพันสือไป ระหว่างทางกินไปพันกว่าสือ ก็ยังเหลือข้าวฟ่างอีกเกือบห้าพันสือเข้าเมือง
ทหารและชาวเมืองจิงโจวประหยัดหน่อย คนละหนึ่งเซิงต่อวัน คนในเมืองจิงโจวสองหมื่นกว่าคน ก็จะสามารถยืนหยัดต่อไปได้อีกยี่สิบกว่าวัน
บวกกับม้าเก้าพันตัวที่นำไปเป็นเสบียงสำรอง เช่นนั้นจะรักษาเมืองต่อไปอีกสองเดือนก็ไม่มีปัญหา
ราชเลขาธิการกรมมหาดไทยโต้วจิ้นแค่นเสียงเย็นชา “ม้าเก้าพันตัว เจ้ารู้หรือไม่ว่าล้ำค่าเพียงใด ตอนนี้ราชสำนักขาดแคลนม้าอย่างหนัก จะสิ้นเปลืองเช่นนี้ได้อย่างไร เมืองฉางอู่ไม่ใช่ว่ากักตุนเสบียงไว้มากมายหรอกหรือ
ไม่จำเป็นต้องระดมทหารม้าจากเมืองฉางอันเร่งเดินทางไปจิงโจวเลย สามารถรวบรวมแรงงานเกณฑ์ที่ฉางอู่เพื่อขนเสบียงได้โดยตรง ส่งทหารจากฉางอู่และเกาจื้อคุ้มกันเสบียงไปจิงโจว เช่นนี้จิงโจวก็มีเสบียงแล้ว กำลังเสริมก็มีแล้ว”
หลี่อี้มองใต้เท้าโต้วผู้นี้ รูปร่างสูงใหญ่ดูน่าเกรงขาม สกุลโต้วอ้างตนว่าเป็นสกุลโต้วแห่งฝูเฟิง แต่ได้ยินจีซู่จวินบอกว่าแท้จริงแล้วตระกูลโต้วเป็นชาวหูชนเผ่าเซียนเปย บรรพบุรุษคือสกุลเหอตู้หลิงชนเผ่าเซียนเปย ตอนที่จักรพรรดิเป่ยเว่ยเซี่ยวเหวินเปลี่ยนให้เป็นชาวฮั่นก็ประทานแซ่โต้วให้ ต่อมาพวกเขาก็บอกว่าตัวเองเป็นทายาทสกุลโต้วแห่งราชวงศ์ฮั่น ความจริงแล้วล้วนแต่เป็นการเอาทองปะหน้าตัวเองทั้งนั้น
ใต้เท้าโต้วผู้นี้ ก็คือพ่อตาของจีเวิน พี่ชายของจีซู่จวินนั่นเอง
หลี่อี้คิดในใจ ไม่รู้ว่าจีเวินคนนั้นจะอยู่ในค่ายทหารด้วยหรือไม่
หลี่อี้กำลังใจลอย ทางนั้นก็มีผลสรุปออกมาอย่างรวดเร็ว ในที่สุดหลี่ซื่อหมินก็ตัดสินใจ ให้หลิวหงจีนำทหารม้าฝีมือดีสามพันนายจากที่นี่ขึ้นเหนือ หนึ่งคนม้าสองตัว
เช่นนี้ก็จะสามารถไปถึงเมืองเกาจื้อได้เร็วที่สุด ไปเปลี่ยนม้าที่นั่นอีกที
เกาจื้อถึงจิงโจว ก็แค่ร้อยหลี่เศษ คุ้มกันเสบียงล็อตหนึ่งจากเมืองเกาจื้อไปสนับสนุนจิงโจว กระทั่งสามารถให้ทางฉางอู่และเกาจื้อส่งทหารมาสนับสนุนหลิวหงจีสักหน่อย คุ้มกันเขาเข้าจิงโจว
แต่หลี่ซื่อหมินก็มีข้อเรียกร้อง อย่าได้พัวพันต่อสู้กับทัพเซวีย
หากหลิวหงจีประสบความสำเร็จในการสนับสนุนเมืองจิงโจว เช่นนั้นเขาก็แค่ปักหลักรักษาเมืองก็พอ ห้ามออกรบเด็ดขาด
“ผู้ใดกล้าผลีผลามออกรบ ตัดหัว!”
หลี่จิ้งลุกขึ้น “องค์ชาย ข้าน้อยยินดีตามท่านเหอเจียนกงไปพะย่ะค่ะ”
ทว่าหลี่ซื่อหมินกลับปฏิเสธทันควัน “เย่าซือ เจ้าอยู่ข้างกายเปิ่นช่วยคอยให้คำปรึกษาหารือราชการทหารก็พอแล้ว”







