จิงโจว
คือเมืองอันติ้งแห่งราชวงศ์สุย
หลัวต้าฟู่รัดเชือกฟางที่เอวให้แน่นขึ้น เพื่อให้ความรู้สึกหิวโหยทุเลาลง ทว่าในกระเพาะยังคงมีน้ำย่อยตีตื้นขึ้นมา
“พี่รอง” หลัวต้ากุ้ยเดินมาจากที่ไกลๆ เสื้อผ้าบนร่างขาดวิ่น เห็นอยู่ว่าเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่ยังคงสวมเสื้อผ้าฤดูร้อนอันบางเฉียบ “เที่ยงแล้ว แจกข้าวแล้วขอรับ”
ต้าฟู่มองน้องชาย พลางนั่งพิงโคนกำแพง พูดอย่างหมดเรี่ยวแรงว่า “แจกข้าวบ้าบออะไรล่ะ ที่ไหนยังมีเสบียง แม่งเอ๊ย เสบียงขาดไปตั้งนานแล้ว”
“เดินไปอาจจะยังได้แบ่งข้าวต้มใสๆ มาสักหน่อย นั่งอยู่ตรงนี้ไม่มีอะไรเลยนะขอรับ” ต้ากุ้ยพูด
“เก็บแรงไว้เถอะ” ต้าฟู่พูดอย่างอ่อนแรง ในใจสิ้นหวังไปนานแล้ว พวกเขาถูกอำเภอว่านเหนียนเกณฑ์แรงงานเมื่อวันที่หนึ่งเดือนห้า ให้ขนส่งเสบียงมาที่จิงโจว
จากนั้นก็มาเจอกับสงคราม พริบตาเดียวจากเดือนห้าก็มาถึงเดือนแปด
“เก้าสิบเอ็ดวันแล้ว”
เมืองอันติ้งแห่งนี้ ก็เหมือนกับคุกขนาดมหึมา ที่ขังพวกเขาเอาไว้ที่นี่
คราวก่อนฉางผิงอ๋องหลี่ซูเหลียงและขุนพลเพียวฉีหลิวกันนำทัพเสริมหลายพันนาย คุมเสบียงล็อตหนึ่งมาช่วยรบ เดิมทีคิดว่าสงครามคงจะใกล้จบแล้ว ใครจะรู้ว่าต่อมากลับพ่ายแพ้ยับเยินที่ที่ราบเฉี่ยนสุ่ย หากไม่ได้ชัยชนะครั้งใหญ่ที่ฉางอู่ในภายหลัง จิงโจวก็คงแตกไปแล้วเช่นกัน
“พี่รอง ท่านว่าเมื่อไหร่ทหารเสริมจากเมืองฉางอันจะมาถึงขอรับ”
ต้าฟู่ไม่รู้
ในใจเฝ้ารอให้ทหารเสริมมาถึง ก็อาศัยแค่ความหวังเพียงน้อยนิดนี้ในการประคองชีวิต
“น่าจะใกล้มาถึงแล้วกระมัง ไม่ใช่ว่าเซวียจวี่ตายแล้วหรือ”
“แล้วเหตุใดนานขนาดนี้ถึงยังไม่มาอีกล่ะขอรับ”
สองพี่น้องล้วนนั่งพิงโคนกำแพง
“ไม่รู้ว่าที่บ้านเป็นอย่างไรบ้าง จากบ้านมาสามเดือน ไม่ได้รับรู้ข่าวคราวของทางบ้านเลยแม้แต่น้อย”
“วางใจเถอะ ที่บ้านมีพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้คอยดูแล ยังมีน้องสามอีก บ้านเราทำมาค้าขายเต้าหู้ ถึงจะลำบาก แต่ก็ยังพอหาเงินได้บ้าง ถึงจะแย่ที่สุดก็ยังได้กากเต้าหู้มากิน อีกสองเดือนข้าวริมแม่น้ำฮ่าวก็สุกแล้ว ข้าวสาลีบนที่ราบสูงเสินเหอก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว
รอหลังเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาวนี้ก็คงผ่านไปได้ด้วยดี”
“พี่รอง ข้าอยากกินกากเต้าหู้ต้มผักป่าของท่านแม่แล้วขอรับ ใส่ผักจี้ไช่อร่อยที่สุด เติมน้ำมันหมูลงไปสักหน่อยล่ะก็หอมฉุยเลย”
“เต้าหู้ตุ๋นผักดองที่ซานเหนียงทำ แล้วใส่ปลาไหลตัวเล็กๆ ที่จับมาจากคูน้ำลงไปสักหน่อย นั่นแหละถึงจะเรียกว่าอร่อย”
สองพี่น้องผลัดกันพูดไปมา พูดไปพูดมาก็เงียบลง
จู่ๆ หลัวซานหลาง หรือก็คือหลัวต้ากุ้ยก็ร้องไห้ออกมา “พี่รอง พวกเราอาจจะไม่ได้กลับไปอีกแล้ว อาจจะไม่ได้กินกากเต้าหู้ต้มผักจี้ไช่กับเต้าหู้ตุ๋นผักดองใส่ปลาไหลอีกแล้ว พี่รอง ข้าอยากกลับบ้าน”
······
ขุนพลรักษาเมืองจิงโจว ขุนพลเพียวฉีหลิวกันมุ่งหน้าตรงไปยังจวนผู้บัญชาการด้วยความกลัดกลุ้มใจ
เดิมทีคือจวนเจ้าเมืองอันติ้ง ภายหลังเปลี่ยนเป็นจวนซื่อสื่อ ตอนนี้คือจวนผู้บัญชาการของฉางผิงอ๋องหลี่ซูเหลียง
เวลาใกล้เที่ยง
ทหารองครักษ์ประจำจวนผู้บัญชาการกลุ่มหนึ่งคุ้มกันจวนผู้บัญชาการไว้จนน้ำหยดหนึ่งก็ไม่อาจเล็ดลอด
หลิวกันเดินเรื่อยมาจนถึงเรือนหลังของจวนผู้บัญชาการ
ฉางผิงอ๋องหลี่ซูเหลียงกำลังดื่มสุรา เมื่อเห็นเขามาก็กวักมือเรียก ส่งสัญญาณให้มาดื่มสุราด้วยกัน
หลิวกันมองลูกพี่ลูกน้องของโอรสสวรรค์ผู้นี้ เวลาป่านนี้แล้วยังจะดื่มสุราอยู่อีก
หลี่ซูเหลียงมีรูปร่างค่อนข้างอ้วนท้วน เขาหยิบป้านสุราขึ้นมารินให้หลิวกันจอกหนึ่ง
หลิวกันนั่งลง มองกับแกล้มตรงหน้า เนื้อแกะเย็นสไลซ์ ลูกวัวตุ๋นน้ำ ซุปหางแกะ ขนมกู่โหลวจื่อ ขนมเค้กคริสตัล ของเหล่านี้ต่อให้อยู่ในเมืองฉางอันก็มีแต่เชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ถึงจะได้ลิ้มรส
ทว่าตอนนี้จิงโจวขาดแคลนเสบียงแล้ว ฉางผิงอ๋องกลับยังคงหรูหราฟุ่มเฟือยเช่นนี้
หลี่ซูเหลียงกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “ท่านปู่ของขุนพลในปีนั้นก็ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเกาชางอ๋อง ของพวกนี้ก็ทนๆ กินไปเถอะ ถึงแม้ข้าจะพาแม่ครัวมาจากฉางอัน แต่ตอนนี้ถูกล้อมเมืองมานาน ต่อให้เป็นแม่บ้านที่เก่งกาจแค่ไหน หากไม่มีข้าวสารก็หุงข้าวไม่ได้หรอก”
พูดพลาง เขาก็ตักลูกวัวตุ๋นน้ำช้อนหนึ่งเข้าปาก
หลิวกันนั่งอยู่ตรงนั้น ความรู้สึกร้อยแปดประดังประเดเข้ามา เหล่าขุนศึก ทหาร ชายฉกรรจ์ และชาวบ้านข้างนอกล้วนขาดเสบียงและกำลังหิวโซกันหมดแล้ว ทว่าแม่ทัพและท่านอ๋องผู้นี้ กลับยังคงเพลิดเพลินกับอาหารเลิศรสอันหรูหราเช่นนี้
เมนูลูกวัวตุ๋นน้ำนี้ใช้ไฟแรงตุ๋นอย่างหนัก เคี่ยวเนื้อจนเปื่อยยุ่ย ทำเป็นซุปเนื้อวัวที่ข้นคลั่ก
เมื่อก่อนเขาก็มักจะกินบ่อยๆ อร่อยจริงๆ นั่นแหละ ทว่าในเวลาเช่นนี้ เขากินไม่ลง
“ท่านอ๋อง ในเมืองเสบียงขาดแคลนโดยสมบูรณ์แล้ว เหล่าพี่น้องล้วนกำลังหิวโซพะย่ะค่ะ”
หลี่ซูเหลียงกลับกล่าวว่า “กินตอนร้อนๆ เถอะ เย็นแล้วเดี๋ยวจะคาวเอาได้”
“ท่านอ๋อง ข้าน้อยขอร้องให้ท่านอ๋องนำเสบียงที่เก็บสะสมไว้ในจวนผู้บัญชาการมาแจกจ่ายให้แก่เหล่าขุนศึกและทหารเถิดพะย่ะค่ะ”
หลี่ซูเหลียงกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “ขุนพลหลิวเอ๋ย ในจวนผู้บัญชาการของข้าจะมีเสบียงสักเท่าไรกันเชียว ต่อให้ข้านำออกมาแจกจ่าย มันก็เหมือนเอาน้ำจอกเดียวไปดับไฟกองฟืนนั่นแหละ”
“แต่ว่า...”
“เอาอย่างนี้” หลี่ซูเหลียงวางช้อนลง “เจ้าพาทหารไปขอยืมเสบียงจากเศรษฐีในเมืองก่อน พวกเขาต้องยังมีเสบียงซ่อนไว้อย่างแน่นอน ไปยืมจากพวกเขา บอกให้ชัดเจนว่าหลังสงครามจะคืนให้ ยืมหนึ่งคืนสอง ข้าหลี่ซูเหลียงขอรับประกัน”
“ท่านอ๋อง ช่วงเวลานี้ขอยืมมาหลายครั้งแล้ว ยืมเสบียงไม่ได้เลยพะย่ะค่ะ”
หลี่ซูเหลียงยังคงมีท่าทีหัวเราะร่วนเช่นเดิม “หากไม่ได้จริงๆ เช่นนั้นก็ฆ่าม้าเถอะ”
หลิวกันเงียบไป
ม้าศึกมีค่า แต่ในเวลานี้ก็คำนึงถึงเรื่องเหล่านั้นไม่ได้แล้ว ทว่าม้าศึกจะกินไปได้อีกนานสักแค่ไหน เขารู้ว่าแท้จริงแล้วหลี่ซูเหลียงแอบซ่อนเสบียงเอาไว้ไม่น้อย แต่เขาไม่เต็มใจที่จะนำออกมาเลยแม้แต่น้อย
“ข้าน้อยขอตัวพะย่ะค่ะ”
หลิวกันลุกขึ้นเดินจากไป สุราอาหารชั้นเลิศเต็มโต๊ะนั้น เขาไม่ได้แตะต้องเลยแม้แต่คำเดียว
หลังจากกลับไป หลิวกันให้ทหารคนสนิทจูงม้าศึกของตนออกมาฆ่า
“ตุ๋นซุปเนื้อม้าหม้อใหญ่ให้ทุกคนกิน”
ในเมืองมีทหารและม้าที่กำลังหิวโหยมากเกินไป แต่ม้ากลับมีจำนวนจำกัด ทำได้เพียงฆ่าทีละน้อย เติมน้ำให้มากขึ้น แล้วแบ่งน้ำซุปให้แต่ละคนคนละนิดละหน่อย
ม้าศึกของหลิวกันถูกฆ่าไปตุ๋นเนื้อแล้ว แต่เขากลับไม่ได้กินทั้งน้ำซุปและเนื้อ ทำเพียงช้อนกระดูกม้าที่ตุ๋นจนสุกและเลาะเนื้อออกหมดแล้วขึ้นมา เติมน้ำแล้วนำไปตุ๋นอีกรอบ คลุกกับขี้เลื่อยแล้วกินประทังความหิว
สองพี่น้องหลัวต้าฟู่และหลัวต้ากุ้ยก็ได้รับแบ่งซุปเนื้อม้าคนละชาม มองไม่เห็นเนื้อม้า น้ำซุปก็ไม่ถือว่าเข้มข้น ทว่าสองพี่น้องกลับตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง
ซดน้ำซุปหนึ่งคำ แล้วยัดรำข้าวเข้าปากหนึ่งกำมือ
“กินรำข้าวเยอะๆ หน่อย ดื่มแต่น้ำซุปมันไม่อยู่ท้อง มีรำข้าวก็ช่วยได้บ้าง”
“พี่รอง รำข้าวจะกินเยอะไม่ได้ มิฉะนั้นจะถ่ายไม่ออก ก่อนหน้านี้ก็มีคนแอบกินรำข้าว แล้วก็ท้องอืด สุดท้ายก็ท้องอืดตายทั้งเป็นเลยนะขอรับ”
······
นอกเมืองจิงโจว
จักรพรรดิองค์ใหม่แห่งต้าฉิน เซวียเริ่นก่าวมองไปที่เมืองจิงโจวแห่งนั้น ขบกรามแทบแหลกละเอียด
นึกไม่ถึงเลยว่าจะโจมตีได้ยากเย็นถึงเพียงนี้
“เหล่าขุนนางทั้งหลาย บัดนี้เสบียงทัพของพวกเราใกล้จะหมดลงแล้ว เมืองจิงโจวก็ยังตีไม่แตก ทั้งยังได้ยินมาว่าหลี่ซื่อหมินได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพนำกำลังทหารมุ่งหน้ามาแล้ว ควรทำเช่นไรดี”
แม้ทหารม้าฝีมือดีแห่งหลงโย่วจะแข็งแกร่ง ทว่าก่อนหน้านี้เซวียเริ่นก่าวกลับเคยถูกหลี่ซื่อหมินตีกระจุยพ่ายแพ้ยับเยินมาแล้วที่ฝูเฟิง
เน่ยสื่อลิ่งไจ๋จางซุนส่งเสียงขึ้น “ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าสู้ถอยทัพกลับไปเสียก่อน ถอนกำลังกลับไปหลงโย่วเพื่อรวบรวมไพร่พลให้พร้อมสรรพ แล้ววันข้างหน้าค่อยสู้รบกันใหม่พะย่ะค่ะ”
ทัพฉินใกล้จะขาดเสบียง อาศัยการปล้นสะดมย่อมไม่เพียงพออย่างแน่นอน และหากคิดจะขนส่งเสบียงมาจากหลงโย่ว ก็ส่งมาช่วยเหลือไม่ทันการ
เซวียเริ่นก่าวไม่ค่อยจะยินยอมพร้อมใจนัก
หากถอยทัพไปทั้งอย่างนี้ตอนนี้ เกรงว่าขวัญกำลังใจทหารจะแตกซ่าน และสูญเสียความได้เปรียบไปในที่สุด
แต่หากสู้รบต่อไป ภายในก็ไร้ซึ่งเสบียง ภายนอกก็มีศัตรูที่แข็งแกร่ง
“อัครเสนาบดีห่าว?” เซวียเริ่นก่าวมองไปทางห่าวหยวน
“กระหม่อมมีแผนการหนึ่ง อาจจะสามารถยึดจิงโจวได้พะย่ะค่ะ”
“โอ้ รีบเล่ามาเร็วเข้า”
······
หลี่ซูเหลียงเรียกตัวหลิวกันมาหารือที่จวนผู้บัญชาการอย่างเร่งด่วน
“ข้าจะบอกข่าวดีให้เจ้าฟังเรื่องหนึ่ง อ๋องฉินได้นำทหารเสริมสองหมื่นนายพร้อมเสบียงจำนวนมากออกเดินทางจากฉางอันแล้ว อีกไม่นานก็จะมาถึง”
“ยังมีข่าวดีอีกเรื่อง โจรเซวียสิ้นไร้เสบียงแล้ว เมื่อคืนเขาได้แอบถอยทัพไปอย่างเงียบๆ แม้แต่ค่ายทหารก็ยังไม่ได้ถอนไป”
หลี่ซูเหลียงผู้มีรูปร่างอ้วนท้วนเดินวนไปมาในห้องด้วยความตื่นเต้น
หลิวกันได้ยินดังนั้นก็ดีใจอย่างสุดซึ้งเช่นกัน “สวรรค์คุ้มครองต้าถัง สวรรค์คุ้มครองเหล่าขุนศึก ทหาร และชาวบ้านในจิงโจวของพวกเรา ในที่สุดก็รอดตายแล้ว”
ขอเพียงศัตรูถอยทัพ การล้อมเมืองจิงโจวก็จะถูกปลดเปลื้อง แม้ว่าเสบียงจะยังมาไม่ถึงในชั่วขณะนี้ ทุกคนก็สามารถออกนอกเมืองไปหาผักป่าใบไม้หรืออะไรสักอย่างมากินประทังความหิวไปก่อนได้ หรือไม่ก็ให้ชาวบ้านเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ อย่างฉางอู่เพื่อหาอาหารกิน
“ขุนพลหลิว ยังมีข่าวดีอีกเรื่องหนึ่ง”
“ยังมีข่าวดีอะไรอีกพะย่ะค่ะ”
“ทัพเซวียในเมืองเจ๋อจื้อ มีขุนพลที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อต้าถัง ได้ส่งคนมาอย่างลับๆ บอกว่ายินดีจะส่งมอบเมืองเจ๋อจื้อให้”
หลี่ซูเหลียงให้หลิวกันนำกำลังทหารกองหนึ่ง รีบไปรับมอบเมืองเจ๋อจื้อโดยเร็ว
“การยึดเมืองเจ๋อจื้อกลับคืนมาได้ ก็ถือเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่เช่นกัน”
หลิวกันกลับไม่ได้ถูกข่าวดีที่ประดังประเดเข้ามาจนหน้ามืดตามัว “เรื่องนี้มีเล่ห์เหลี่ยมซ่อนอยู่หรือไม่พะย่ะค่ะ”
“กองทัพใหญ่ของโจรเซวียบุกมาล่วงล้ำ ตรึงกำลังอยู่ที่นี่มาหลายเดือน สถานการณ์เสบียงทัพของพวกเขาสามารถคำนวณออกมาได้ บัดนี้เสบียงหมดสิ้น ทหารเสริมของพวกเราก็กำลังจะมาถึง การที่พวกเขาจะถอยทัพนั้นย่อมเป็นเรื่องแน่นอน และทัพเซวียที่รับหน้าที่อยู่รักษาเมืองเจ๋อจื้อ ก็ย่อมรู้ตัวดี การมอบเมืองยอมจำนนในเวลานี้ ก็ย่อมเป็นเรื่องที่แน่นอนเช่นกัน”
แม้หลิวกันจะรู้สึกว่ายังคงควรระมัดระวังป้องกันเอาไว้
ทว่าหลี่ซูเหลียงได้ออกคำสั่งทางทหารในฐานะผู้บัญชาการโดยตรงไปแล้ว สั่งให้หลิวกันนำทหารสามพันนายมุ่งหน้าไปรับมอบเมืองเจ๋อจื้ออย่างรวดเร็ว
หลิวกันขัดคำสั่งแม่ทัพไม่ได้ จึงทำได้เพียงจัดเตรียมกำลังทหารสามพันนายให้พร้อมสรรพ แล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองเจ๋อจื้อ
ทหารม้าของพวกเขาก็มีน้อยอยู่แล้ว ผลสุดท้ายม้าศึกยังถูกฆ่ากินประทังความหิวอีก ทหารสามพันนายนี้จึงทำได้เพียงเดินเท้าไปเท่านั้น
เร่งเดินทางจนมาถึงใต้กำแพงเมืองเจ๋อจื้อ
กลับเห็นประตูเมืองปิดสนิท
ขุนพลนายหนึ่งบนกำแพงเมืองตะโกนว่า “ขุนพลเดินทางมาไกลเหน็ดเหนื่อยแล้ว เชิญพักผ่อนอยู่นอกเมืองก่อนเถิด”
หลิวกันตระหนักได้ถึงความไม่ชอบมาพากล ตะโกนสั่งให้เปิดประตูเมือง ทว่าคนบนกำแพงเมืองกลับไม่สนใจ
“จุดไฟเผาประตู”
พวกหลิวกันมาอย่างเร่งรีบ จึงไม่มีอุปกรณ์ตีเมือง เมื่อจุดไฟเผาประตู คนบนกำแพงเมืองก็สาดน้ำลงมาดับทันที
“ถอย”
หลิวกันตัดสินใจอย่างเด็ดขาด สามารถยืนยันได้แล้วว่าเมืองเจ๋อจื้อแสร้งยอมจำนน และการที่พวกเขาแสร้งยอมจำนน ก็แสดงว่าเซวียเริ่นก่าวอาจจะยังไม่ได้ถอยทัพไปเลยด้วยซ้ำ
กองทัพถังเพิ่งจะหันหลังกลับเพื่อถอยทัพ
บนกำแพงเมืองกลับมีควันไฟสัญญาณลอยพวยพุ่งขึ้นมาสามสาย
ควันสัญญาณศึกพวยพุ่ง พุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นเมฆ
ทัพของเซวียเริ่นก่าวที่ซุ่มรออยู่รอบนอกมาแต่แรก ก็ตีโอบล้อมเข้ามาในทันที
หลิวกันรั้งท้ายระวังหลังด้วยตนเอง คุ้มกันกองทหารพลางสู้พลางถอย
ทว่าทหารราบของกองทัพถังสามพันนายที่ไม่เคยได้กินข้าวจนอิ่มมาเนิ่นนาน จะเอาอะไรไปต่อกรกับทหารราบและทหารม้าฝีมือดีแห่งหลงโย่วหลายหมื่นนายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกทหารม้าฝีมือดีของอีกฝ่ายพุ่งทะลวงเข้าใส่ กองทัพถังก็ล้มตายลงอย่างต่อเนื่อง
กองทัพถังถอยร่นไปจนถึงแม่น้ำป่ายหลี่ซี่ชวน ในที่สุดก็ยังคงถูกโอบล้อมเอาไว้ เกิดการต่อสู้อย่างดุเดือดขึ้น
กองทัพถังล้มตายและบาดเจ็บไปกว่าครึ่ง ที่เหลือล้วนถูกจับเป็นเชลย แม้แต่หลิวกันก็ถูกจับตัวไปด้วย
“สู้รบปรบมือกับขุนพลหลิวมาเนิ่นนาน เพิ่งจะเคยพบหน้ากันเป็นครั้งแรก ความห้าวหาญของขุนพลช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครู่นี้ที่เดิมทีมีโอกาสจะหลบหนีไปได้ แต่กลับคอยรั้งท้ายระวังหลังอยู่ตลอด”
เซวียเริ่นก่าวไม่ได้ฆ่าหลิวกัน กลับลงมือแก้เชือกมัดให้เขาด้วยตนเอง ทั้งยังพระราชทานสุราให้หนึ่งจอก
“ขอเพียงขุนพลหลิวช่วยข้าเกลี้ยกล่อมให้ทหารรักษาเมืองจิงโจวยอมจำนน เจิ้นจะแต่งตั้งขุนพลหลิวให้เป็นแม่ทัพใหญ่จั่วเซียวเว่ย และเกาชางจวิ้นกง”
“ข้ามีเงื่อนไขข้อหนึ่ง”
“ว่ามา”
“หลังจากเมืองจิงโจวยอมจำนน หวังว่าจะไม่ทำร้ายชีวิตของเหล่าขุนศึก ทหาร และชาวบ้านในเมืองแม้แต่คนเดียว”
“ข้ารับปากเจ้า” เซวียเริ่นก่าวเห็นหลิวกันโอนอ่อนผ่อนตามถึงเพียงนี้ก็ดีใจยิ่งนัก
จึงนำทัพหวนกลับมาอย่างกะทันหัน กลับมายังใต้กำแพงเมืองจิงโจวอีกครั้ง
หลิวกันเดินออกจากค่ายกลอย่างเชื่องช้า เดินมาถึงใต้กำแพงเมืองจิงโจวเพียงลำพัง
หลี่ซูเหลียงในเมืองรีบรุดมายังหอสังเกตการณ์บนประตูเมือง เมื่อเห็นหลิวกันถูกเซวียเริ่นก่าวนำตัวมา ก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด แทบจะล้มพับไป
“เหล่าพี่น้องในเมืองจิงโจวเอ๋ย” หลิวกันเปล่งเสียงตะโกนลั่น
“โจรเซวียสิ้นไร้เสบียงแล้ว ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว พวกเจ้าอดทนต่อไปอีกไม่กี่วัน กองทัพใหญ่หนึ่งแสนนายของอ๋องฉินก็ใกล้จะมาถึงแล้ว”
“กบฏเซวียต้องพินาศ ต้าถังจงเจริญ!”
เซวียเริ่นก่าวที่อยู่หน้าค่ายทหารด้านหลังได้ยินคำตะโกนนี้ก็แทบจะพลัดตกลงมาจากหลังม้า
“ไอ้ทาสสุนัข บังอาจหลอกลวงเจิ้นเชียวรึ!”
“ลากตัวไอ้ทาสสุนัขนั่นมานี่!”
เซวียเริ่นก่าวโกรธจัด สั่งให้ขุดหลุมที่หน้าประตูเมืองจิงโจว ฝังหลิวกันลงไปจนถึงหัวเข่า ยืนตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นราวกับเป้าธนู
เซวียเริ่นก่าวขึ้นม้า ต่อหน้าผู้คนนับไม่ถ้วนของทั้งสองฝ่าย
ขี่ม้าวนเวียนไปมาพลางยิงธนู ดอกแล้วดอกเล่า ยิงหลิวกันจนพรุนกลายเป็นเม่น
หลิวกันเอาแต่ตะโกนด่าทอเสียงดังลั่น ไม่ร้องขอความเมตตาเลยแม้แต่น้อย
“โจรเซวียเติมเต็มความซื่อสัตย์ภักดีของข้า ข้าจะไปหวาดกลัวอันใด หลังจากข้าตายไป ฝ่าบาทจะทรงดูแลปลอบขวัญลูกเมียของข้า เหล่าพี่น้องในเมือง จงอดทนไว้!”
สุดท้ายหลิวกันก็สิ้นใจตายอยู่ที่หน้าเมืองจิงโจวในสภาพที่มีลูกธนูปักอยู่เต็มร่าง
แม้เซวียเริ่นก่าวจะกวาดล้างทหารจิงโจวไปได้สามพันนาย แต่การเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนกลับล้มเหลว จึงโกรธแค้นและบุกโจมตีอย่างหนักอยู่พักหนึ่ง หลังจากทิ้งศพไว้เกลื่อนกลาดแล้ว สุดท้ายก็ยังคงทำได้เพียงถอยทัพกลับไปยังเมืองเจ๋อจื้อ







