สิบกว่านาทีต่อมา
หลิวเหวินเยี่ยนก็กลับมา
ซูอวี่แอบมองอยู่สองสามที ไม่สังเกตเห็นความผิดปกติอะไร
หลิวเหวินเยี่ยนมีสีหน้าเรียบเฉย "ไป๋เฟิงพอกลับไปก็เก็บตัวฝึกตนเลย ติดต่อเขาไม่ได้ เรื่องนี้เจ้าควรจะบอกข้าให้เร็วกว่านี้ คราวหน้ามีอะไรก็พูดมาให้หมด อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ได้ ไม่มีมาดของผู้บ่มเพาะเลยสักนิด!"
หลิวเหวินเยี่ยนสั่งสอนเขาไปประโยคหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยความไม่ค่อยพอใจนัก "ต้องรู้ไว้นะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้อารยธรรมก็ดี หรือจะเป็นนักรบก็ช่าง... นักรบก็คือคำเรียกขานที่ผู้บ่มเพาะวิถีกายาใช้เรียกตัวเอง ยอดฝีมือล้วนมีลักษณะร่วมกัน นั่นคือความเด็ดขาดและหนักแน่นซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมี เรื่องเล็กๆ แค่นี้ เจ้ากลับเก็บงำไว้ตั้งหนึ่งเดือน ไม่คิดว่ามันโลเลเกินไปหน่อยหรือ?"
หลิวเหวินเยี่ยนตบโต๊ะดังปัง แทบจะทำเอาโต๊ะพังครืน!
ยิ่งพูดยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองพูดนั้นถูกต้องที่สุด!
"หรือว่าคราวหน้าในสนามรบพหุภพ หากเจอกองทัพเทพมารเคลื่อนทัพ เจ้าก็จะอ้ำๆ อึ้งๆ ไปอีกหนึ่งเดือนค่อยบอกหรือ?"
"เจ้าเตรียมตัวจะเก็บศพให้ทหารเผ่ามนุษย์งั้นสิ?"
"ต่อให้ผู้บัญชาการไม่เปิดโอกาสให้เจ้า เจ้าก็ต้องสร้างโอกาสเพื่อไปพูดเอง!"
หลิวเหวินเยี่ยนทำหน้าเหมือนโกรธเหล็กที่ไม่เป็นเหล็กกล้า "ข้าแต่เดิมนึกว่าเจ้าเป็นคนสุขุม นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าไม่ได้สุขุม แต่เจ้ามันพวกโลเล! ข้าผิดหวังมาก!"
"..."
ซูอวี่อึกอักอยากจะพูดแต่ก็หยุดไป จากนั้นก็รู้สึกว่าทำแบบนี้อาจจะดูโลเลยิ่งกว่าเดิม จึงรีบพูดขึ้น "อาจารย์ ข้าผิดไปแล้วครับ คราวหน้าข้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว!"
"ดี!"
หลิวเหวินเยี่ยนถึงได้เผยรอยยิ้มออกมา เขาแอบสูดลมหายใจเข้าลึก ในที่สุดก็กู้หน้าคนเป็นอาจารย์กลับมาได้แล้ว
"ระเบิดพลังอักษรเทวะออกมาให้ข้าดูหน่อย"
พอพูดจบ อักษร 'เลือด' ในห้วงความคิดของซูอวี่ก็ระเบิดพลังออกมา
ภาพลวงตาปรากฏขึ้นอีกครั้ง!
ครั้งนี้ไม่ใช่วิหคปีกเหล็กแล้ว แต่เป็นกองทัพเผ่าปีศาจนับร้อยนายพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกับเสียงดังกึกก้อง
หลิวเหวินเยี่ยนจ้องเขม็งมองไป พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
เผ่าปีศาจเหล่านี้ดูสมจริงมาก ทว่าก็ยังมีจุดบกพร่องอยู่บ้าง
"นี่คือสิ่งที่จำแลงมาจากซากศพเผ่าปีศาจที่เจ้าเห็นในห้างการค้าสกุลเซี่ยใช่ไหม?"
"ครับ"
"ถือว่าสมจริงใช้ได้ แต่สิ่งที่เจ้าเห็นยังไงก็เป็นแค่ศพ มันจึงขาดความมีชีวิตชีวาไปหน่อย พวกขั้นเชียนจวินบางคนที่ไม่เคยลงสนามรบอาจจะหลงกลได้ แต่คนที่เคยผ่านสนามรบมาจริงๆ จะรู้ตัวได้ในพริบตา"
หลิวเหวินเยี่ยนวิจารณ์อยู่สองสามประโยค แล้วพูดต่อว่า "ถือว่าไม่เลวเลยล่ะ อย่างน้อยๆ พวกขั้นเชียนจวินทั่วไปก็อาจจะถูกเจ้าหลอกเอาได้ แน่นอนว่าคงหลอกได้แค่ชั่วครู่เท่านั้น"
เมื่อพยักหน้ารับ ดวงตาของหลิวเหวินเยี่ยนก็ทอประกายวาบขึ้นมาเล็กน้อย ภาพลวงตาก่อนหน้านี้พลันมลายหายไปในพริบตา
ส่วนซูอวี่นั้นใบหน้าซีดขาวลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก
"ไม่เลว พลังใจของเจ้าไม่ถือว่าแข็งแกร่งนัก ทว่ากลับมีความทรหดอดทนเพียงพอ ราวกับผ่านการหล่อหลอมมานับครั้งไม่ถ้วน..."
พูดจบ หลิวเหวินเยี่ยนก็มองไปที่ซูอวี่ด้วยความสงสัยเล็กน้อย "ตามหลักแล้ว เจ้าไม่เคยลงสนามรบ ไม่เคยเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พลังใจไม่น่าจะทรหดได้ขนาดนี้ ตอนที่ข้าทำลายเขตแดนลวงตาของเจ้า เจ้าควรจะได้รับผลสะท้อนกลับบ้างสิ"
ต่อให้พลังใจของซูอวี่จะอ่อนแอจนผลสะท้อนกลับไม่รุนแรงนัก แต่มันก็ไม่ควรทำให้แค่หน้าซีดเท่านั้น อาการนี้คือการสูญเสียพลังงานมากเกินไป ไม่ใช่อาการของผลสะท้อนกลับ
ซูอวี่รีบตอบ "ข้าเห็นท่านเจ้าเมืองฟันหัวคนอยู่บ่อยๆ ไม่รู้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือเปล่านะครับ"
"..."
หลิวเหวินเยี่ยนอดไม่ได้ที่จะอยากค่อนขอด เจ้าเห็นเซี่ยหลงอู่ฟันหัวคนบ่อยๆ ...หรือว่าเจ้าจะอัดวิดีโอเก็บไว้ดูย้อนหลังทุกวันเลยรึไง?
เจ้าจะโรคจิตเกินไปแล้วนะ!
ไอ้หนูคนนี้... คงไม่ได้มีแนวโน้มจะกลายเป็นพวกโรคจิตหรอกนะ?
หลิวเหวินเยี่ยนปรายตามองเขาอย่างนึกระแวง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงพูดต่อว่า "เจ้าบอกว่าจะดูดเลือดไม่ใช่หรือ? ลองดูดให้ข้าดูหน่อยสิ"
"ไม่มีเลือดนี่ครับ..."
"ไม่ต้องใช้เลือด เจ้าใช้จิตสำนึกสั่งให้อักษรเทวะดูดเลือดข้าเลย!"
ซูอวี่ลองพยายามดูแล้วก็ส่ายหน้า ดูเหมือนลูกสมุน 'เลือด' จะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่
หลิวเหวินเยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ เขาก็กรีดนิ้วตัวเองจนมีเลือดหยดหนึ่งไหลซึมออกมา
"ทำต่อ!"
"อาจารย์... นี่มัน..."
"เร็วเข้า จะมัวลังเลอะไรอยู่!"
ซูอวี่ไม่กล้าชักช้า รีบสั่งให้อักษร 'เลือด' ดูดเลือดอีกครั้ง
ครั้งนี้ลูกสมุน 'เลือด' มีปฏิกิริยาตอบสนอง อักษรเทวะในห้วงความคิดสั่นไหวเล็กน้อย วินาทีต่อมาก็มีแรงดูดสายหนึ่งปะทุขึ้น เลือดหยดนั้นบนนิ้วของหลิวเหวินเยี่ยนกำลังดิ้นรนหลุดพ้นจากการควบคุมของเขา
แววตาของหลิวเหวินเยี่ยนไหววูบ "พอได้แล้ว!"
เขาไม่ยอมปล่อยให้หยดเลือดหลุดลอยไป พลางพยักหน้าพูด "ไม่เลวเลย นี่คือวิถีแห่งการโจมตีสังหาร! ก่อนหน้านี้คือวิถีแห่งภาพลวงตา!"
"อักษรเทวะของเจ้านี่... น่าสนใจดีนะ แม้จะอ่อนแอมาก แต่กลับมีลูกเล่นไม่น้อยเลย"
"ตามปกติแล้ว อักษรเทวะตัวหนึ่งอาจจะมีหลายความสามารถ แต่โดยทั่วไปแล้วมักจะมีความสามารถหลักเพียงอย่างเดียว ที่เหลือเป็นความสามารถเสริม ของเจ้านี่... ยังมีความสามารถอื่นอีกไหม?"
หลิวเหวินเยี่ยนมองซูอวี่ "เวลาต่อสู้ รอให้อักษรเทวะของเจ้าแข็งแกร่งขึ้น ขอเพียงคู่ต่อสู้ได้รับบาดเจ็บและมีบาดแผล พออักษรเทวะของเจ้าระเบิดพลัง อีกฝ่ายก็อาจจะเลือดไหลไม่หยุดจนตายเพราะเสียเลือดมาก ข้าถึงได้บอกไงว่านี่คือวิถีแห่งการโจมตีสังหาร"
ซูอวี่พยักหน้ารับ จากนั้นก็ส่ายหน้า "ชั่วคราวนี้ดูเหมือนจะทำได้แค่สร้างภาพลวงตากับดูดเลือด ส่วนอย่างอื่นยังไม่พบครับ"
"งั้นก็มีความสามารถสองอย่าง..."
"ไม่ใช่สิ!"
พูดพลางหลิวเหวินเยี่ยนก็ชะงักไปเล็กน้อย ในมือปรากฏโลหิตแก่นแท้หยดหนึ่ง "นี่คือโลหิตแก่นแท้ของหมูเพลิงขั้นเชียนจวิน เจ้าลองดูดซับมันดู..."
พูดจบเขาก็ส่ายหน้า "ไม่ได้ๆ เจ้ารอก่อน ข้าจะไปเอาเลือดสัตว์ประหลาดธรรมดามาสักหน่อย รอข้ากลับมาแล้วเจ้าค่อยลองดูดซับดู"
สิ้นเสียง ร่างของเขาก็หายวับไป
ไม่นานนัก หลิวเหวินเยี่ยนก็เดินถือขวดใบหนึ่งกลับมา "นี่คือเลือดธรรมดาของวัวเถื่อน เจ้าลองดูดซับดูสิ"
ซูอวี่สั่งให้ลูกสมุน 'เลือด' ทำงานอีกครั้ง เลือดในขวดสั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นเลือดสายหนึ่งก็มลายหายไปในอากาศ
ซูอวี่สัมผัสได้ถึงมัน สีสันของลูกสมุน 'เลือด' ในห้วงความคิดพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย มันดูเข้มข้นขึ้นกว่าเมื่อก่อน
"ดูดอีก!"
ซูอวี่ไม่รอช้า เริ่มทำการดูดซับต่อไป
เลือดในขวดค่อยๆ เลือนหายและระเหยไป ไม่นานนักเลือดขวดเล็กๆ ขวดหนึ่งก็หายเกลี้ยง
ส่วนอักษร 'เลือด' กลับมีสีแดงสดใสขึ้นอีกหน่อย
"รู้สึกยังไงบ้าง?"
"อักษรเทวะเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นนิดหน่อยครับ ส่วนอย่างอื่นไม่ได้รู้สึกอะไร"
"แข็งแกร่งขึ้นงั้นหรือ?"
หลิวเหวินเยี่ยนตกอยู่ในภวังค์ความคิด ไม่นานก็เอ่ยปากขึ้น "พูดแบบนี้ก็คือ อักษรเทวะตัวนี้สามารถใช้เลือดเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเองได้ นี่เป็นเรื่องดีเลยล่ะ ตามปกติอักษรเทวะจะพึ่งพาได้แค่พลังใจในการเสริมความแข็งแกร่ง ทว่าอักษรเทวะพิเศษบางตัวสามารถใช้วิธีอื่นเพื่อเสริมพลังได้"
"อักษรเทวะของเจ้าเพิ่งจะขีดเขียนเป็นครั้งแรก การที่มันสามารถใช้เลือดเพื่อเสริมพลังตัวเองได้ ก็นับว่าเป็นอักษรเทวะที่มีความพิเศษชนิดหนึ่ง"
"ยอดเยี่ยมมาก!"
"แค่อักษรเทวะตัวแรกก็มีคุณสมบัติแบบนี้แล้ว มันจะช่วยให้อักษรเทวะของเจ้าเติบโตขึ้นได้มากเลยทีเดียว"
หลิวเหวินเยี่ยนพยักหน้าอย่างต่อเนื่อง พลังใจของซูอวี่ยังอ่อนแอ การจะเสริมความแข็งแกร่งให้อักษรเทวะในเวลานี้ถือเป็นเรื่องยากมาก การที่อักษรเทวะของเขาสามารถดูดซับเลือดเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเองได้นับว่าดีไม่น้อยเลย
"อาจารย์ ถ้างั้นท่านคิดว่าข้าจะสามารถควบแน่นโลหิตแก่นแท้ได้ไหมครับ?"
ซูอวี่รีบพูด "ข้าได้ยินคนเขาบอกมาว่า อักษรเทวะของบางคนสามารถใช้ควบแน่นโลหิตแก่นแท้ได้น่ะครับ"
"ของเจ้าทำไม่ได้หรอก"
หลิวเหวินเยี่ยนส่ายหน้า "อักษรเทวะของเจ้าอ่อนแอเกินไป อีกอย่างมันยังดูดซับเลือดเพื่อนำไปเสริมพลังให้ตัวเองด้วย พลังของเลือดจึงถูกเผาผลาญไปจนหมด ไม่ได้ถูกรวบรวมเข้าด้วยกัน"
"แน่นอนว่า..."
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะ "ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลยเสียทีเดียว ตอนนี้อักษรเทวะยังอ่อนแออยู่ แต่ถ้าหากมันแข็งแกร่งขึ้นมา ถึงตอนนั้นก็ไม่จำเป็นต้องกลืนกินพลังจากเลือดที่อ่อนแอพวกนี้แล้ว มีความเป็นไปได้ที่มันจะกลืนกินเลือดเพื่อสกัดออกมาเป็นโลหิตแก่นแท้ได้"
"เรื่องนี้ตอนนี้เจ้ายังลองทำไม่ได้ แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องลองด้วย รอให้เจ้าถึงขั้นจู้เซี่ยนก่อนค่อยว่ากัน หรือไม่ก็ขั้นบ่มเพาะจิตตอนปลาย ตอนนี้ต่อให้เจ้าสกัดมันได้ ด้วยความเร็วในการดูดซับของเจ้า อาจจะต้องใช้เวลาเป็นสิบวันหรือครึ่งค่อนเดือนกว่าจะควบแน่นโลหิตแก่นแท้ได้สักหยด ได้ไม่คุ้มเสียหรอก"
พอซูอวี่ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกผิดหวังขึ้นมาทันที ดูท่าความฝันที่จะรวยของเขาคงจะพังทลายลงเสียแล้ว กลับเป็นความฝันที่อยากจะล้มละลายนี่สิที่กำลังจะเป็นจริง
เจ้านี่มันเอาแต่ดูดเลือดไม่ยอมหาเงินเลยจริงๆ!
"ภาพลวงตา ดูดเลือด เสริมพลัง มีคุณสมบัติสามประการ!"
หลิวเหวินเยี่ยนพยักหน้าอีกครั้ง "ถือว่าใช้ได้เลย"
ส่วนเรื่องสกัดโลหิตแก่นแท้นั้น ตอนนี้ยังดูไม่ออก และมันก็ไม่ได้ถือว่าเป็นความสามารถที่ยิ่งใหญ่อะไรนัก หลิวเหวินเยี่ยนจึงไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่
เมื่อซูอวี่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจขึ้นมาเล็กน้อย "อาจารย์ครับ มีคุณสมบัติสามประการ นี่หมายความว่าอักษรเทวะของข้าแข็งแกร่งมากใช่ไหมครับ?"
เขาก็เคยได้ยินหลิวเหวินเยี่ยนบอกว่า อักษรเทวะหลายตัวมีคุณสมบัติเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
"แข็งแกร่งมากงั้นหรือ?"
หลิวเหวินเยี่ยนยิ้มบางๆ "มีคุณสมบัติมากน้อยแค่ไหน ความจริงแล้วมันไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย ยกตัวอย่างง่ายๆ ข้ามีอักษรเทวะอยู่ตัวหนึ่ง มันมีความสามารถเจาะจงในการทำลายห้วงพลังใจของศัตรู เพียงแค่คุณสมบัติเดียวเท่านั้น! เจ้าคิดว่าอักษรเทวะตัวนี้กับอักษรเทวะของเจ้า อันไหนดีกว่ากันล่ะ?"
"..."
ซูอวี่ยิ้มเจื่อนๆ นั่นก็จริง การทำลายห้วงพลังใจ คุณสมบัติแบบนี้มันทรงพลังเกินไปแล้ว
"ดังนั้นอย่ามองว่ามีกี่อย่าง ต้องดูที่ผลลัพธ์ ดูว่ามันแข็งแกร่งหรือไม่ต่างหาก"
"อย่างเช่นอธิการบดีรุ่นที่สี่ของสถาบันอารยธรรม ท่านได้ทิ้งอักษร 'หยวน' เอาไว้ตัวหนึ่ง มันทำได้แค่ดูดซับปราณหยวน สร้างขึ้นเป็นแดนสมบัติปราณหยวน แล้วข้าขอถามเจ้าหน่อย ความสามารถแบบนี้สรุปแล้วมันแข็งแกร่งหรือว่าอ่อนแอ?"
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะ "จริงๆ แล้วมันอ่อนแอมาก เวลาต่อสู้เจ้าจะพึ่งพาอักษรเทวะตัวนี้มาดูดซับปราณหยวน ทำให้พลังฟื้นฟูเร็วกว่าคนอื่น แล้วเจ้าก็จะเก่งขึ้นงั้นหรือ? แต่สำหรับเผ่ามนุษย์โดยรวมแล้ว อักษรเทวะตัวนี้กลับมีมูลค่ามหาศาลยิ่งกว่ายอดฝีมือขั้นซานไห่คนหนึ่งเสียอีก!"
"ต่อให้ยอดฝีมือขั้นซานไห่ของเจ้าจะแข็งแกร่งแค่ไหน มันก็เก่งแค่คนเดียว แต่แดนสมบัติปราณหยวนสามารถสร้างประโยชน์ให้กับศิษย์ของสถาบันอารยธรรมได้นับไม่ถ้วน แล้วเจ้าลองบอกข้าทีสิ ว่าอักษรเทวะตัวนี้ตกลงแล้วมันแข็งแกร่งหรือไม่?"
ซูอวี่ฟังเข้าใจแล้ว เขาพยักหน้าเล็กน้อยพลางเอ่ยปาก "ข้าเข้าใจความหมายของอาจารย์แล้วครับ ความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคุณสมบัติมากน้อยแค่ไหน แต่อยู่ที่วิธีการใช้และสถานที่ที่เหมาะสม อักษร 'หยวน' หากนำไปใช้ในการต่อสู้อาจจะไม่คุ้มค่าที่จะเอ่ยถึง แต่นำมาใช้เป็นสายสนับสนุน มันก็คือของล้ำค่าชิ้นหนึ่ง!"
"ถูกต้อง!"
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะร่า "ดังนั้นเรื่องคุณสมบัติจะมากจะน้อย พวกนี้ไม่ต้องไปใส่ใจให้มากนัก ช่วงแรกๆ การมีคุณสมบัติเยอะก็ถือว่าไม่เลวเลย ทว่าช่วงหลังๆ ผู้คนมักจะแสวงหาความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง อักษรเทวะหนึ่งตัวต่อหนึ่งคุณสมบัติเฉพาะ แบบนี้ถึงจะหล่อเลี้ยงให้ไปถึงจุดสูงสุดได้ง่ายกว่า"
ขณะพูด เขาก็โยนโลหิตแก่นแท้ของหมูเพลิงเมื่อครู่นี้ให้ซูอวี่อีกครั้ง "เจ้าลองดูดซับโลหิตแก่นแท้นี่ดูอีกทีสิ โลหิตแก่นแท้ขั้นเชียนจวิน สำหรับเจ้าที่อยู่แค่ขั้นไคหยวนนั้นไม่มีทางนำไปใช้ได้เลย ทว่าการที่อักษรเทวะจะดูดซับนั้นไม่สนเรื่องพวกนี้หรอก ข้ากลับกังวลว่าเจ้าจะทนรับมันไม่ไหวมากกว่า"
ซูอวี่ไม่เกรงใจ ควบคุมให้ลูกสมุน 'เลือด' ทำการดูดซับต่อไป
ครั้งนี้มันเป็นไปอย่างยากลำบากและเชื่องช้ามาก!
ซูอวี่สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังใจกำลังถูกเผาผลาญไป ลูกสมุน 'เลือด' เองก็กำลังสั่นเทิ้ม ราวกับคนใช้หลอดดูดน้ำยาวหลายสิบเมตรมาดูดน้ำดื่ม ความยากลำบากนั้นอยู่ในระดับสูงลิ่ว
ลูกสมุน 'เลือด' ที่ก่อนหน้านี้พอเห็นโลหิตแก่นแท้ก็ตื่นเต้นดีใจจนกระโดดโลดเต้น มาครั้งนี้กลับเหี่ยวเฉาลงไปแล้ว
พอถึงเวลาให้มันดูดเข้าจริงๆ มันกลับดูดไม่ขึ้นเสียนี่!
สิ้นเปลืองแรงงานไปมหาศาล ซูอวี่ถึงกับรู้สึกว่าหัวตัวเองใกล้จะระเบิดเต็มที โลหิตแก่นแท้หมูเพลิงตรงหน้าถึงได้สั่นไหวเล็กน้อย ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
หลิวเหวินเยี่ยนกลับมองเห็นความแตกต่างบางอย่าง เขาหัวเราะ "ดูดซับแก่นแท้ไปได้ประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ดูเหมือนอานุภาพในการดูดเลือดยังน้อยเกินไปนะ"
ในตอนนี้ซูอวี่สัมผัสได้ถึงห้วงความคิดของตัวเอง ลูกสมุน 'เลือด' ถูกห่อหุ้มด้วยสีเลือด เขาก็รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก แกไม่ดูดแล้วเหรอ?
พอดูดโลหิตแก่นแท้เข้าไปนิดเดียว เจ้านี่ก็แกล้งตายซะแล้ว ทำท่ายังกับว่าเหนื่อยจนทนไม่ไหว
อุตส่าห์หลงคิดว่าแกเก่งกาจนักหนา ที่แท้ก็กระจอกแค่นี้เอง!
โลหิตแก่นแท้ขั้นเชียนจวินแค่หยดเดียว ดูดซับไปได้แค่เปอร์เซ็นต์เดียว ก่อนหน้านี้แกจะกระโดดโลดเต้นไปทำไมกัน!
"อาจารย์ ถ้างั้นหากให้มันดูดเลือด มันจะทำให้อักษรเทวะแข็งแกร่งขึ้นได้ไหมครับ?"
"น่าจะได้นะ ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของอักษรเทวะของเจ้าเองนั่นแหละ!"
หลิวเหวินเยี่ยนพยักหน้า จากนั้นก็กล่าวเตือนว่า "อย่าไปสุ่มสี่สุ่มห้าดูดซับมั่วซั่ว อักษรเทวะที่แข็งแกร่งเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี! ระดับพลังของเจ้ายังไม่ถึง พลังใจก็ยังไม่แกร่งพอ เอาเป็นว่าพูดแบบนี้ละกัน ทันทีที่อักษรเทวะแข็งแกร่งขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง หากพลังใจของเจ้าไม่สามารถสะกดมันไว้ได้ มันก็จะสะท้อนกลับมาทำร้ายเจ้าเอง!"
"ผลสะท้อนกลับยังถือว่าเบาไป ที่น่ากลัวก็คือ... มันจะดูดกลืนพลังใจของเจ้าไปจนแห้งเหือด!"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง "คนกลุ่มนั้นในปีนั้น มีอยู่หลายคนที่ต้องจบชีวิตลง ก็ตายไปเพราะสาเหตุนี้นี่แหละ! ไอ้พวกงั่งนั่น เอาแต่มุ่งมั่นเสริมพลังให้อักษรเทวะของตัวเอง ในหมู่พวกนั้นก็มีอยู่สองสามคนที่เหมือนกับเจ้า ที่อักษรเทวะสามารถใช้วิธีนอกรีตเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งได้ พวกเขายอมจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลเพื่อเสริมพลังให้อักษรเทวะ ผลสุดท้ายพออักษรเทวะแข็งแกร่งขึ้น มันกลับกลายเป็นว่าต้องการพลังใจจำนวนมหาศาลเพื่อมาหล่อเลี้ยงแทน..."
"ทีนี้ก็ซวยเลย พลังใจของพวกเขามีไม่มากพอ จู่ๆ ก็ถูกดูดกลืนพลังใจไปจนหมดเกลี้ยง ห้วงพลังใจพังทลาย คนก็ตายสนิท!"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "เพราะฉะนั้น เวลาที่เจ้ารู้สึกว่าตัวเองทนรับไม่ไหวแล้ว พลังใจเริ่มมีแรงกดดัน ต้องล้มเลิกการเสริมพลังอักษรเทวะในทันที! อักษรเทวะกับพลังใจนั้นเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน พลังใจแข็งแกร่งกว่าอักษรเทวะย่อมไม่เป็นไร แต่ถ้าอักษรเทวะแข็งแกร่งกว่าพลังใจเมื่อไหร่ละก็ ร้อยทั้งร้อยเจ้าจะต้องตาย ถ้าไม่ตายก็ต้องกลายเป็นคนพิการ!"
ซูอวี่พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยคิดอยู่เหมือนกัน ยังนึกว่าหลังจากที่อักษรเทวะของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นแล้ว จะสามารถสูบเลือดพวกขั้นเถิงคงจนแห้งตายได้โดยตรงเลยหรือไม่...
ทว่าพอหลิวเหวินเยี่ยนพูดจบ เขาก็รับรู้ถึงความอันตรายที่แฝงอยู่ทันที
ตอนที่ขีดเขียนอักษร 'เลือด' เป็นครั้งแรก เขาก็ทะเลาะเบาะแว้งกับอักษรเทวะตัวนี้ไปตั้งหลายครั้ง
อักษรเทวะแข็งแกร่ง มันก็จะสะท้อนกลับมาทำร้ายตัวเองได้เช่นกัน
"เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นความรู้พื้นฐาน สถาบันอารยธรรมจะสอนเรื่องพวกนี้เอง แต่เจ้ามีความพิเศษอยู่บ้างตรงที่สามารถขีดเขียนอักษรเทวะได้ก่อนเวลาอันควร ในหนานหยวนมีแค่ข้าเท่านั้นที่พอจะเข้าใจเรื่องพวกนี้อยู่บ้าง หากมีตรงไหนไม่เข้าใจก็ต้องมาถามข้าเด็ดขาด ห้ามไปทดลองสุ่มสี่สุ่มห้าด้วยตัวเองอย่างเด็ดขาด"
น้ำเสียงของหลิวเหวินเยี่ยนจริงจังถึงขีดสุด "ห้ามไปทดลองอะไรมั่วซั่วเด็ดขาด! อีกอย่าง ในเมื่อเจ้าขีดเขียนอักษรเทวะตัวแรกได้แล้ว มันก็มีความเป็นไปได้ที่จะขีดเขียนตัวที่สองออกมาได้ เรื่องพวกนี้ไม่เป็นไรหรอก แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่ตัวเองจะทนรับไหวด้วย!"
"เมื่อไหร่ที่เจ้ารู้สึกว่ารับไม่ไหว ต่อให้อักษรเทวะจะล่องลอยอยู่ตรงหน้าเจ้า ก็อย่าไปพยายามขีดเขียนมันเข้าล่ะ ระวังความโลภจะพรากชีวิตเจ้าไปเสียก่อน!"
"อักษรเทวะ ไม่ใช่ว่ายิ่งเยอะยิ่งดี มีเยอะก็จะยิ่งสับสนวุ่นวาย มีน้อยแต่ยอดเยี่ยมจะดีกว่า แค่ตั้งใจเพาะบ่มตัวเดียวเจ้าก็รับมือแทบไม่ไหวแล้ว อย่าว่าแต่หลายตัวเลย"
ซูอวี่พยักหน้าอีกครั้ง นี่คือคำบอกเล่าจากประสบการณ์ของอาจารย์ มือใหม่อย่างเขาต้องจดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ
หลิวเหวินเยี่ยนพูดต่อไป นำเรื่องราวต่างๆ ที่ตัวเองรู้มาเล่าให้ซูอวี่ฟังจนหมด
เขาไม่ได้สอนเรื่องพวกนี้มาหลายปีแล้ว ทว่าประสบการณ์ต่างๆ ยังคงอยู่
พอพูดมาถึงตอนท้าย หลิวเหวินเยี่ยนก็พูดด้วยความเสียดายเล็กน้อย "ยังไงซะข้าก็เพิ่งจะมาถึงขั้นจู้เซี่ยน แถมยังรั้งอยู่ในหนานหยวนมานานเกินไปแล้ว ความจริงก็เริ่มจะตามยุคสมัยไม่ทัน ยุคสมัยกำลังเปลี่ยนแปร วิถีแห่งการฝึกฝนบ่มเพาะก็กำลังแปรเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เรื่องบางอย่างเจ้าคงต้องไปศึกษาหาความรู้ที่สถาบันอารยธรรมเอาเอง"
"เดือนต่อจากนี้ อย่าเพิ่งไปขีดเขียนอักษรเทวะอีก ให้ตั้งใจจดจ่ออยู่กับตัวเดียวก็พอ ส่วนอีกเรื่องก็คือเสริมความแข็งแกร่งให้กับพลังใจของตัวเอง พลังใจนี่แหละคือรากฐานที่สำคัญที่สุด!"
"อาจารย์ ข้าเข้าใจแล้วครับ"
"ยังมีอีก..."
หลิวเหวินเยี่ยนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ลองตรึกตรองดูก่อนจะพูดต่อ "พรสวรรค์ด้านพลังใจของเจ้านั้นถือว่าธรรมดาทั่วไป ทว่าความเร็วในการขีดเขียนอักษรเทวะของเจ้ากลับรวดเร็วมาก ข้าไม่รู้ว่านี่มันถือเป็นเรื่องดีหรือเปล่านะ แต่นี่ก็นับว่าเป็นพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาอย่างหนึ่ง"
"ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า หากเปิดเผยออกไป พอไปถึงสถาบันอารยธรรม ก็น่าจะหาอาจารย์ดีๆ สักคนมาคอยสั่งสอนเจ้าได้"
"ก่อนหน้านี้ไป๋เฟิงบอกว่าอยากรับเจ้าเป็นศิษย์ ตอนแรกข้าก็คิดว่านั่นเป็นความโชคดีของเจ้านะ แต่ตอนนี้... ความจริงแล้วในฐานะอาจารย์ ข้ารู้สึกลำบากใจมาก"
ซูอวี่เผยสีหน้าสงสัย หลิวเหวินเยี่ยนจึงยิ้มขื่นๆ "เมื่อกี้ข้าเพิ่งลองคิดดู ว่าควรจะเอาเรื่องสถานการณ์ของเจ้าไปบอกอาจารย์ของไป๋เฟิงดีไหม หากบอกเขาไป เขาอาจจะรับเจ้าเป็นศิษย์ก็ได้"
"แต่ว่า... ก็ใช่ว่าจะดีกว่าไป๋เฟิงเสมอไปหรอกนะ"
หลิวเหวินเยี่ยนถอนหายใจ "เขามีลูกศิษย์อยู่ไม่น้อย ตัวเขาเองก็แข็งแกร่งมาก ดังนั้นเวลาที่เขาอยู่ในสถาบันอาจจะไม่ได้ยาวนานนัก อีกอย่างเขาก็อาจจะไม่มีกะจิตกะใจมาคอยสั่งสอนเจ้าสักเท่าไหร่ด้วย"
"เขาเป็นผู้ใช้อารยธรรมขั้นซานไห่ ต้องเดินทางไปสนามรบพหุภพ ไปดินแดนใต้สมุทร แล้วก็ไปอีกหลายๆ ที่... ดังนั้นตลอดทั้งปี เวลาที่จะมีมาสอนเจ้าคงจะมีจำกัด"
"ไป๋เฟิงแม้จะอยู่แค่ขั้นเถิงคง ทว่าช่วงเวลานี้เขากลับรั้งอยู่ในสถาบันได้นานกว่า ช่วงแรกๆ คงให้ความช่วยเหลือเจ้าได้มากกว่า ส่วนช่วงหลังน่ะหรือ... ความจริงพอเจ้าไปถึงขั้นเถิงคง อาจารย์ของเขาก็ต้องมาชี้แนะเจ้าอยู่ดี เพราะเจ้าก็นับว่าเป็นศิษย์หลานของเขา อัจฉริยะไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ก็ย่อมต้องมีคนเห็นความสำคัญอยู่แล้ว"
ก่อนหน้านี้เขาโกรธมาก ทว่าพอลองคิดดูให้ละเอียดรอบคอบแล้ว เรื่องบางเรื่องก็ต้องคิดเผื่อซูอวี่ด้วย
ไป๋เฟิงอาจจะอ่อนแอกว่าอาจารย์ของตัวเอง แต่ไป๋เฟิงไม่มีลูกศิษย์ ทั้งยังมีเวลาอยู่ในสถาบันมากกว่า ย่อมสามารถให้ความช่วยเหลือซูอวี่ได้มากกว่าแน่นอน
รอให้ซูอวี่แข็งแกร่งขึ้น ถึงเวลานั้นในฐานะลูกศิษย์ของไป๋เฟิง ก็ย่อมสามารถติดตามอาจารย์ของไป๋เฟิงได้ตามธรรมชาติ
หลิวเหวินเยี่ยนครุ่นคิดอีกรอบ แล้วค่อยๆ เอ่ยปาก "ความจริง... ยังมีอีกวิธีหนึ่ง! เจ้าก็ไปกราบอาจารย์ของไป๋เฟิงเป็นอาจารย์ซะสิ แล้วค่อยให้อาจารย์ของเขาสั่งให้ไป๋เฟิงมาคอยชี้แนะเจ้าในฐานะศิษย์พี่... แน่นอนว่า ข้อแม้ก็คือไป๋เฟิงต้องเต็มใจ แล้วก็ต้องไม่ตีเจ้าจนตายด้วยนะ"
ซูอวี่กระแอมไอออกมาทีหนึ่งพลางยิ้มเจื่อนๆ "อาจารย์ ข้าว่าข้าคงโดนตีตายแน่ๆ เลยครับ อาจารย์ไป๋เฟิงเตรียมตัวจะรับข้าเป็นศิษย์อยู่แล้ว จู่ๆ ข้ากลับกลายมาเป็นศิษย์น้องของเขา แล้วยังต้องให้เขามาคอยชี้แนะข้าอีก ทำแบบนี้มันจะ... ไม่เกินไปหน่อยหรือครับ?"
หลิวเหวินเยี่ยนทำท่าไม่ยี่หระ "นั่นมันก็เป็นเรื่องของเจ้านี่ แน่นอนว่าเจ้าจะเลือกยังไงก็แล้วแต่เจ้าเลย! ความจริงให้ไป๋เฟิงสอนก็ได้นะ แต่ว่าเจ้านี่น่ะ...พูดยากแฮะ ต่อไปเขาจะต้องทะลวงขั้นไปถึงขั้นเถิงคงระดับเจ็ด แล้วก็ยังต้องเตรียมตัวทะลวงไปสู่ขั้นหลิงอวิ๋นอีก เจ้าก็ลองกลับไปคิดดูให้ดีๆ แล้วกัน เวลาของเขาก็ใช่ว่าจะมีเยอะเสียหน่อย"
ซูอวี่พยักหน้า นี่เป็นเรื่องจริงทีเดียว
"เรื่องกราบอาจารย์ยังไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก นักวิจัยในสถาบันอารยธรรมก็ไม่ได้มีแค่พวกเขาสองคนสักหน่อย" หลิวเหวินเยี่ยนนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ "เรื่องที่เจ้าขีดเขียนอักษรเทวะสำเร็จ ห้ามเอาไปบอกให้คนนอกรู้เด็ดขาด ให้ถือเสียว่าเป็นไพ่ตายของเจ้าก็แล้วกัน"
"ต่อให้เป็นตอนสอบประเมินผล ก็ไม่ต้องไปแสดงออกมาให้ใครเห็น หรือจะบอกว่าเจ้าขีดเขียนสำเร็จแล้ว ทว่าเพิ่งจะได้แค่หนึ่งหรือสองขีด วางรากฐานเสร็จสิ้นแล้ว แบบนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน"
"สถาบันอารยธรรม สถาบันสงคราม... ไม่ว่าจะเป็นสถาบันไหน ก็ใช่ว่าจะสงบสุขเสมอไป"
หลิวเหวินเยี่ยนถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ซูอวี่ จำเอาไว้ให้ดีนะ จิตใจคนยากจะหยั่งถึง! คนส่วนใหญ่ของเผ่ามนุษย์กำลังต่อต้านเผ่าพันธุ์ต่างๆ ทว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเป็นแบบนั้น หากเป็นเช่นนั้นจริง ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์คงไม่ถือกำเนิดขึ้นมาหรอก!"
"ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์มีลัทธิย่อยอยู่มากมาย บางคนก็แฝงตัวอยู่ลึกมาก การลอบสังหารพวกอัจฉริยะที่ยังอ่อนแออยู่นั้นนับว่าคุ้มค่ากว่ามาก การเปิดเผยพรสวรรค์ของตัวเองออกไปบ้างตามความเหมาะสม นั่นคือสิ่งจำเป็น! ไม่อย่างนั้นเจ้าก็จะไม่ได้รับความสำคัญ และไม่ได้รับการเพาะบ่ม"
"ทว่าการเก็บงำไพ่เด็ดเอาไว้ ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำเช่นกัน!"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "การเก็บไพ่ตายเอาไว้ นั่นคือสิ่งที่สามารถช่วยชีวิตเจ้าได้! เจ้าไปเปิดเผยตัวตนของตัวเอง พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเจ้าคู่ควรแก่การเพาะบ่มได้เลย ทว่าต้องเก็บไพ่เด็ดเอาไว้บ้าง ในช่วงเวลาสำคัญจะได้สามารถใช้โต้กลับได้ทันท่วงที!"
"อาจารย์ ข้าเข้าใจแล้วครับ!"
ซูอวี่รีบพยักหน้ารับ เรื่องนี้เขาเข้าใจดี
"เข้าใจก็ดีแล้ว"
หลิวเหวินเยี่ยนรู้สึกโล่งใจ เขาหัวเราะร่วน "งั้นก็กลับไปฝึกฝนต่อเถอะ อีกเรื่องหนึ่ง... ในเมื่อเจ้าครอบครองอักษรเทวะแล้ว งั้นช่วงเวลาหนึ่งเดือนต่อจากนี้... จงตามข้าไปที่หอจับลม"
"หอจับลมหรือครับ?"
"ใช่แล้ว ปฏิบัติการของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์เมื่อครั้งก่อน แม้จะถูกพวกเราทำลายแผนการไปจนราบคาบ คนที่มาก็ตายกันหมด ทว่ายังมีพวกที่ก่อกวนอยู่นอกเมืองหลบหนีไปได้อีกส่วนหนึ่ง จนถึงป่านนี้ก็ยังจับกุมมาได้ไม่หมดเลย"
"บนมือของพวกมันล้วนเต็มไปด้วยเลือดของประชาชนผู้บริสุทธิ์ จะปล่อยพวกมันเอาไว้ไม่ได้เด็ดขาด!"
หลิวเหวินเยี่ยนมองเขา แล้วค่อยๆ พูดต่อ "ตามหอจับลมไปปฏิบัติภารกิจจับกุมพวกมันแล้วก็สังหารมันซะ! ข้าอยากจะให้เจ้า... ได้เห็นเลือดบ้าง! ครั้งก่อนที่เจ้าฆ่าไปคนหนึ่งในสถาบันก็นับว่าไม่เลวเลยล่ะ แต่มันยังไม่พอ ข้าอยากให้เจ้าไม่ต้องมารู้สึกประหม่าเวลาที่ได้เห็นเลือดก่อนจะเข้าไปอยู่ในสถาบันอารยธรรม"
"ผู้ใช้อารยธรรมก็ต้องฆ่าคน ฆ่าคนเยอะแยะมากมายด้วย ผู้ใช้อารยธรรมที่ไม่ยอมฆ่าคน ล้วนเป็นพวกอยู่ชั้นล่างสุด เป็นพวกธรรมดาสามัญที่สุด แล้วก็เป็นพวกที่ไร้ประโยชน์ที่สุด ข้าไม่อยากเห็นเจ้ากลายเป็นคนพรรค์นั้น แต่อยากให้เจ้าก้าวเข้าสู่วิถีแห่งยอดฝีมือ กลายเป็นยอดฝีมือในอนาคต!"
"นอกจากเรื่องที่เจ้าสามารถขีดเขียนอักษรเทวะได้ภายในวันเดียวที่ห้ามเอาไปเปิดเผยแล้ว เรื่องอื่นๆ ล้วนสามารถเปิดเผยได้ทั้งหมด ทำตัวให้โดดเด่นในตอนสอบประเมินผล คว้าอันดับหนึ่งมาครองให้ได้ ดึงดูดความสนใจจากทางสถาบัน ทำให้พวกเขาประทานผลประโยชน์ที่คู่ควรให้แก่เจ้า นี่สิถึงจะเป็นสิ่งที่เจ้าควรทำ เพราะเจ้าไม่มีผู้อาวุโสขั้นซานไห่ให้คอยพึ่งพาอาศัยหรอกนะ!"
"จงสยบพวกอัจฉริยะจากเมืองหลวงให้ราบคาบ มุ่งหน้าต่อไป แล้วผงาดขึ้นมาซะ!"
หลิวเหวินเยี่ยนมองซูอวี่ด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ้ม "อาจารย์คงช่วยเจ้าไม่ได้มากนัก ดังนั้น... พยายามเข้าเถอะ! ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ในตอนนี้ ผลตอบแทนในอนาคตก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น!"
ซูอวี่รู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาเล็กน้อย ตอนที่อาจารย์พูดคำนี้ออกมา เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะพบเจอกับความซวยเลยแฮะ







