วันที่ 18 เดือน 5 ศักราชอันผิง 350
ผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนแล้วนับตั้งแต่ซูอวี่เริ่มเรียนตัวต่อตัวกับหลิวเหวินเยี่ยน ในเดือนนี้ซูอวี่เหนื่อยมากจริงๆ แต่ก็เป็นการเหนื่อยอย่างมีความสุข
ในด้านการบ่มเพาะ ซูอวี่มีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากผลาญโลหิตแก่นแท้ไปอีกหลายหยด เขาก็ยังไม่ได้ใช้ของเหลวปราณบริสุทธิ์ครึ่งหยดนั้น ถึงกระนั้น ซูอวี่ก็ยังเปิดจุดชีพจรที่ดวงตาทั้งสองข้างได้สำเร็จ และก้าวเข้าสู่ขั้นไคหยวนระดับเจ็ด
ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนก็เปิดจุดชีพจรที่ดวงตาได้ ความเร็วระดับนี้นับว่ารวดเร็วมาก
ซูอวี่ในยามนี้ ต่อให้อยู่ในเมืองใหญ่แห่งอื่น ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะด้านการบ่มเพาะอย่างแท้จริง
ส่วนขั้นไคหยวนระดับแปดนั้น ในเมืองใหญ่อื่นๆ ล้วนหาได้ยากยิ่ง โดยปกติแล้วจะมีอยู่บ้างก็แค่ในเขตปกครองต้าเซี่ยเท่านั้น และถึงแม้จะอยู่ในเขตปกครองต้าเซี่ย ผู้ที่อยู่ขั้นไคหยวนระดับแปดก็ยังนับว่าเป็นอัจฉริยะ
ระดับแปด คือการเปิดทวารเสินเชวี่ย
หลังจากเปิดจุดชีพจรนี้แล้ว ผู้บ่มเพาะจะสามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของปราณบริสุทธิ์สายหนึ่ง หรือแม้กระทั่งดึงปราณบริสุทธิ์บางส่วนมาใช้งานได้
ในตอนนั้น ผู้บ่มเพาะก็จะมีพลังต่อสู้แล้ว
ขั้นไคหยวนระดับแปดถือเป็นจุดแบ่งแยก เป็นจุดแบ่งแยกระหว่างผู้บ่มเพาะที่มีพลังต่อสู้กับคนธรรมดาที่ไม่มีพลังต่อสู้
ความก้าวหน้าด้านการบ่มเพาะกายเนื้อนั้นเห็นได้ชัดเจน ความก้าวหน้าด้านพลังเจตจำนงก็เห็นได้ชัดเจนเช่นกัน
ตามคำกล่าวของหลิวเหวินเยี่ยน ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน พลังเจตจำนงของซูอวี่ก็ไปถึงประมาณ 15% แล้ว อย่ามองว่าแค่ 5% นั้นไม่มาก ในความเป็นจริงมันแทบจะจินตนาการไม่ถึงเลยทีเดียว ต้องรู้ไว้ว่าหลายปีมานี้ซูอวี่ก็เพิ่งจะสะสมได้แค่ 10% เท่านั้น
หากเป็นไปตามความเร็วระดับนี้ ซูอวี่ก็มีความหวังที่จะไปถึง 20% ก่อนการทดสอบ
เมื่อถึงตอนนั้น ซูอวี่ก็จะไม่ใช่มือใหม่อีกต่อไป พลังเจตจำนง 20% สามารถใช้มองดูเศษกระดูกขั้นเชียนจวินได้โดยตรง ขั้นตอนนี้คือจุดเริ่มต้นของปรมาจารย์อารยธรรม ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งปรมาจารย์อารยธรรมอย่างแท้จริง
นอกเหนือจากความก้าวหน้าด้านความแข็งแกร่งแล้ว ในเดือนนี้หลิวเหวินเยี่ยนยังพาเขาไปหลายที่ ได้เห็นสิ่งต่างๆ มากมาย ซึ่งบางสิ่งที่ได้รับมานั้น อาจสำคัญยิ่งกว่าความก้าวหน้าด้านความแข็งแกร่งเสียอีก
...
"2 แสนเหรียญอันผิง เหรียญทอง 10 เหรียญ โลหิตแก่นแท้ 2 หยด แต้มผลงาน 10 แต้ม"
การบ่มเพาะตลอดหนึ่งเดือน ซูอวี่ใช้โลหิตแก่นแท้ไปไม่น้อย แต่ตอนนี้กลับใช้เงินไปไม่เท่าไหร่ แถมแต้มผลงานยังไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้น
ในเดือนนี้ หลิวเหวินเยี่ยนให้รางวัลเขาเป็นโลหิตแก่นแท้สามครั้ง ซึ่งซูอวี่ก็เลือกโลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็กทั้งหมด
ส่วนแต้มผลงานนั้น เป็นผลตอบแทนจากการรายงานความดีความชอบของเฉินฮ่าวก่อนหน้านี้
จริงๆ แล้วซูอวี่ใช้เงินไปแค่ 6 หมื่นหยวน เขาใช้ราคาภายในซื้อโลหิตแก่นแท้มาสองหยดที่ห้างการค้าสกุลเซี่ย สาเหตุที่ห้างการค้าสกุลเซี่ยให้ราคาภายใน ก็เพราะอาจารย์ของเขาคือหลิวเหวินเยี่ยน
"ขั้นไคหยวนระดับเจ็ด!"
ขณะที่เดินไปทางห้องทำงานของหลิวเหวินเยี่ยน ซูอวี่ก็กำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย
เมื่อคืนเขาเพิ่งจะทะลวงถึงขั้นไคหยวนระดับเจ็ด เป้าหมายต่อไปคือขั้นไคหยวนระดับแปด
การเปิดทวารเสินเชวี่ยนั้นค่อนข้างยาก และหลังจากเปิดได้แล้ว ซูอวี่ก็จะสามารถฝึกฝนทักษะการต่อสู้ได้อย่างแท้จริง และมีพลังต่อสู้
วันนี้เดิมทีเป็นวันหยุดพักผ่อน แต่ซูอวี่ค่อนข้างจะรอไม่ไหวแล้ว
อักษรเทวะคำว่า 'เลือด' ช่วงนี้อยากจะดูดเลือดอยู่ตลอด แต่ก็ถูกซูอวี่ห้ามไว้ ก่อนหน้านี้เขาอยากจะทดสอบดูด้วยตัวเอง ผลปรากฏว่าอักษรเทวะคำว่า 'เลือด' กลับอยากจะดูดซับโลหิตแก่นแท้ในมือของซูอวี่ ทำเอาซูอวี่ตกใจแทบแย่
เขาเป็นเพียงผู้บ่มเพาะขั้นไคหยวน ที่ตอนนี้กลืนกินโลหิตแก่นแท้ได้ นั่นก็เพราะโลหิตแก่นแท้ถูกอัลบั้มภาพดูดซับไป ไม่ใช่ตัวเขาเอง
แต่อักษรเทวะนั้นอยู่ในทะเลเจตจำนงของเขา เจ้านี่กลับอยากจะดูดซับโลหิตแก่นแท้ หากพลาดพลั้งทำหัวตัวเองระเบิดขึ้นมา เขาจะไปเรียกร้องความเป็นธรรมจากใครได้
ครั้งนี้ซูอวี่ไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ ต่อให้เป็นเลือดธรรมดาก็ไม่กล้าให้มันดูดแล้ว เขากลัวว่าจะถูกน้อง 'เลือด' เล่นงานจนตาย
ใช้พลังเจตจำนงหล่อเลี้ยงน้อง 'เลือด' มาหนึ่งเดือน ซูอวี่ก็ทะลวงถึงขั้นไคหยวนระดับเจ็ด ซูอวี่ในยามนี้รู้สึกว่า ตอนนี้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นมากแล้ว ความปลอดภัยก็น่าจะมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ที่มาหาหลิวเหวินเยี่ยนในตอนนี้ ก็เพื่อสอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับอักษรเทวะ
ช่วงหลายวันมานี้หลิวเหวินเยี่ยนไม่ได้สอนวิธีร่างอักษรเทวะให้เขา ด้วยคำชี้แนะของไป๋เฟิงในครั้งก่อน หลิวเหวินเยี่ยนรู้สึกว่าระยะเวลาหนึ่งเดือนนี้ ซูอวี่ไม่จำเป็นต้องรับการสอนอักษรเทวะอื่นๆ อีก แค่ตั้งใจดู 'เคล็ดไคหยวน' ก็พอแล้ว
...
ภายในห้องทำงาน
แม้จะเป็นวันหยุดพักผ่อน แต่หลิวเหวินเยี่ยนก็ไม่ได้กลับบ้านไปพัก
หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เขาพาซูอวี่วิ่งวุ่นไปทั่ว เรื่องราวมากมายในสถาบันจึงสะสมพอกพูน หลิวเหวินเยี่ยนกำลังเร่งจัดการมันให้เสร็จในช่วงวันหยุดนี้
ซูอวี่ยังไม่ทันจะเข้าประตู เขาก็สัมผัสได้แล้ว
เมื่อซูอวี่เคาะประตูเดินเข้ามา หลิวเหวินเยี่ยนก็เงยหน้าขึ้นมองเขา ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางกล่าว "วันหยุดก็ควรจะพักผ่อน รู้จักทำงานสลับกับพักผ่อนจะดีกว่า เดือนนี้เธอเองก็เหนื่อยมากแล้ว ทำอะไรมากเกินไปก็ไม่ดี"
ซูอวี่ขยันมาก เรื่องนี้เขารู้ดี แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน เขาก็พบว่าซูอวี่ขยันกว่าที่เขาเคยเห็นเสียอีก
นักเรียนแบบนี้ดีมาก!
แต่นักเรียนแบบนี้ก็ทำให้คนอดเป็นห่วงไม่ได้ กังวลว่าวันไหนจะเหนื่อยจนตาย
ยิ่งไปกว่านั้น ซูอวี่ยังไม่ยอมแพ้ในการบ่มเพาะวิถีกายเนื้อ ความก้าวหน้าในวิถีกายเนื้อก็รวดเร็วอย่างยิ่ง ทำเอาหลิวเหวินเยี่ยนถึงกับสงสัยว่าเจ้าเด็กนี่เหมาะกับการบ่มเพาะวิถีกายเนื้อมากกว่าหรือเปล่า
"อาจารย์ ผมไม่เหนื่อยครับ"
ซูอวี่รีบเอ่ยปาก จากนั้นก็พูดต่อทันที "อาจารย์ วันนี้ที่ผมมา ก็อยากจะถามเรื่องอักษรเทวะ..."
"ฉันบอกแล้วไง ว่าในขั้นตอนนี้ สิ่งที่เธอต้องทำคือการปูพื้นฐานอักษรเทวะ ร่างอักษรเทวะของตัวเองออกมา! มีพื้นฐานที่ไป๋เฟิงปูไว้ให้คราวก่อน อีกไม่นานเธอก็มีความหวังที่จะร่างอักษรเทวะของตัวเองได้"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดแทรกขึ้นมา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซูอวี่ถาม
แต่เขารู้สึกว่าซูอวี่ยังใจร้อนเกินไป
พลังเจตจำนงยังไม่แข็งแกร่งพอ การเอาแต่หมกมุ่นศึกษาอักษรเทวะในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องดี
หลิวเหวินเยี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ซูอวี่ การบ่มเพาะต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอน ห้ามเร่งรัดเด็ดขาด!"
"เรื่องอักษรเทวะ ฉันตักเตือนเธอไปหลายครั้งแล้ว ทำไมถึงยังไม่ฟังอีก?"
"รอให้พลังเจตจำนงของเธอถึง 20% ฉันจะเขียนอักษรเจตจำนงให้เธอสักบทหนึ่ง เพื่อให้เธอได้จับอักษรเทวะ ดูซิว่าจะสามารถปูพื้นฐานอย่างเป็นทางการได้หรือไม่ ตอนนี้เลิกคิดเรื่องอักษรเทวะได้แล้ว"
หลิวเหวินเยี่ยนรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
แต่ความหมายในคำพูดก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่า อีกไม่กี่วัน เขาจะเขียนอักษรเจตจำนงให้ซูอวี่
ด้วยความแข็งแกร่งที่เขาเพิ่งเลื่อนระดับ การจะไปเขียนอักษรเจตจำนง ต่อให้ซูอวี่จะไม่รู้ว่าต้องจ่ายด้วยราคาใด แต่ก็รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย
ในวันนั้นไป๋เฟิงอยู่ขั้นเถิงคงระดับหก เกือบจะระดับเจ็ด ถึงอย่างนั้น การเขียน 'เคล็ดไคหยวน' สักบทหน้าก็ยังซีดเผือด
ซูอวี่ยิ้มเจื่อน ก่อนหน้านี้เขาก็เคยอยากจะถามอาจารย์อยู่หลายครั้ง... แต่ละครั้งก็โดนดุแบบนี้ตลอด
บางครั้งหลิวเหวินเยี่ยนก็ดื้อรั้นมาก คนเป็นอาจารย์ มีหน้าที่ถ่ายทอดวิชา อบรมสั่งสอน และคลายข้อสงสัย นอกเหนือจากนี้ หลิวเหวินเยี่ยนรู้สึกว่าอาจารย์ควรชี้นำนักเรียนให้เดินไปในทางที่ถูก ไม่ใช่ทางที่ผิด
เขารู้สึกว่าการที่ซูอวี่เอาแต่ถามเรื่องอักษรเทวะในตอนนี้ คือการเดินหลงทาง
พลังเจตจำนงต่างหากคือรากฐาน อักษรเทวะเป็นเรื่องของภายหลัง ตอนนี้โลภมากเคี้ยวไม่ขาด กลับจะทำให้เดินผิดทางได้ง่าย
"อาจารย์..."
"ห้ามถามอีก!"
"อาจารย์ครับ!"
ซูอวี่นวดขมับ ตาแก่บางครั้งก็ดื้อรั้นจนน่ากลัว "เรื่องการร่างอักษรเทวะผมเรียนรู้แล้ว..."
"หุบปาก!"
หลิวเหวินเยี่ยนพลันบันดาลโทสะ!
ซูอวี่ชะงักไปเล็กน้อย เขามองหลิวเหวินเยี่ยนที่กำลังโกรธเกรี้ยว สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
หลิวเหวินเยี่ยนเองก็ตกใจกับความโกรธของตนเองเช่นกัน จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปมาครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาสงบเยือกเย็น และกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ฉันชักจะเสียใจที่ให้ไป๋เฟิงสอนเธอแล้วสิ อักษรเทวะ... เป็นเรื่องดี แต่ฉันไม่คิดเลย ว่าเธอจะยึดติดและไขว่คว้าอักษรเทวะขนาดนี้!"
"ซูอวี่ ปรมาจารย์อารยธรรมกับอักษรเทวะ สองสิ่งนี้แยกจากกันไม่ได้ก็จริง แต่เธอต้องจำไว้ พลังเจตจำนงต่างหากคือรากฐานสำคัญ!"
เขาไม่ได้ฟังเลยว่าซูอวี่พูดว่าเรียนรู้วิธีร่างอักษรเทวะแล้ว แน่นอนว่าเขาเข้าใจผิดด้วยว่า การเรียนรู้ ไม่ได้หมายความว่าจะร่างออกมาได้แล้ว
หลิวเหวินเยี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กวักมือเรียกพลางกล่าว "นั่งลง!"
ซูอวี่นั่งลงอย่างว่าง่าย
รอจนเขานั่งลง แววตาของหลิวเหวินเยี่ยนก็เลื่อนลอยไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เขามีท่าทีลังเลอยู่บ้าง แต่ก็ยังเปิดปากพูด "มีปรมาจารย์อารยธรรมบางคน ที่คิดว่าอักษรเทวะนั้นทรงพลัง ในตอนที่ยังเป็นวัยรุ่น ตอนที่เจตจำนงยังไม่ตั้งมั่น ก็เอาแต่ไขว่คว้าหาอักษรเทวะเพียงอย่างเดียว!"
"สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย ผู้อำนวยการหลายรุ่นล้วนทิ้งอักษรเทวะเอาไว้ ซึ่งในนั้นมีประโยชน์แอบแฝงอยู่อย่างไร้ขีดจำกัด หนึ่งอักษรหนึ่งโลก ชวนให้ผู้คนถวิลหา"
"เมื่อ 50 ปีก่อน ผู้อำนวยการรุ่นที่ห้าของสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยสิ้นชีพ ได้ทิ้งอักษรไว้คำหนึ่ง... อักษรคำนั้นเปลี่ยนแปลงเรื่องราวมากมาย และยังเปลี่ยนแปลงผู้คนอีกนับไม่ถ้วน"
ในดวงตาของหลิวเหวินเยี่ยนเผยให้เห็นความขมขื่นอยู่บ้าง "ปรมาจารย์อารยธรรมที่มุ่งแสวงหาความแข็งแกร่งของอักษรเทวะ ได้ก้าวเข้าสู่อีกเส้นทางหนึ่งของปรมาจารย์อารยธรรม... วิถีแห่งอักษรเทวะ! ไม่ใช่การบ่มเพาะอักษรเทวะเป็นวิชาเสริม แต่เป็นการบ่มเพาะเป็นวิชาหลัก ให้อักษรเทวะเป็นหลัก สรรพสิ่งเป็นรอง!"
"อัจฉริยะบางคนในยุคนั้น อัจฉริยะในขั้นบ่มเพาะจิต อัจฉริยะที่เกือบจะก้าวเข้าสู่ขั้นประจักษ์ พวกเขาก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน จึงตัดสินใจว่าก่อนจะถึงขั้นประจักษ์ จะร่างอักษรเทวะที่ทรงพลังออกมา หรือแม้กระทั่งอยากจะร่างอักษรเทวะ เพื่อข้ามขั้นไปสังหารผู้บ่มเพาะขั้นเถิงคง!"
"พวกเขามีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ พวกเขารู้สึกว่าตนเองมีพรสวรรค์เหนือล้ำ ไร้ซึ่งสิ่งใดที่ทำไม่ได้!"
"พวกเขาไม่ยอมจำนนต่อการเป็นปรมาจารย์อารยธรรมธรรมดาๆ อยากจะสร้างชื่อเสียงให้สะท้านฟ้า ร่างอักษรเทวะที่แข็งแกร่งออกมา หรือกระทั่งไปทำให้เกิดอักษรเทวะที่สืบทอดไปชั่วนิรันดร์อย่างแท้จริง เพื่อกลายเป็นยอดอัจฉริยะในหมู่เผ่าพันธุ์ทั้งปวงบนสวรรค์!"
"พวกเขาอยากพึ่งพาอักษรเทวะ เพื่อเข้าห้ำหั่นกับเทพมาร ทำศึกไปทั่วทุกสารทิศ กวาดล้างผู้คนในระดับเดียวกัน!"
"ทว่า..."
หลิวเหวินเยี่ยนมองไปทางซูอวี่ กล่าวอย่างสงบนิ่งว่า "พวกเขาล้มเหลว! พวกเขาหลายคนตกตาย หลายคนต้องหยุดอยู่แค่ขั้นบ่มเพาะจิตไปชั่วชีวิต! เดิมทีพวกเขาล้วนเป็นอัจฉริยะ มีอนาคตที่สดใส สามารถทำประโยชน์ให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้มากกว่านี้ แต่พวกเขาดันเลือกทางเดินผิด"
"มาถึงวันนี้ หากเธอไปที่สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย พวกเขาจะสอนอักษรเทวะให้กับพวกเธอ แต่ก่อนที่จะสอน พวกเขาจะบอกพวกเธอว่า อย่าไปไขว่คว้าความทรงพลังของอักษรเทวะจนเกินพอดี นั่นมันเรื่องของวันข้างหน้า"
"พวกเขาจะยกตัวอย่างบอกพวกเธอว่า ในปีนั้นใครบางคนมีพรสวรรค์เหนือล้ำ แต่เป็นเพราะไปไขว่คว้าหาความแข็งแกร่งของอักษรเทวะก่อนถึงขั้นประจักษ์ สุดท้ายก็กลายเป็นคนธรรมดา ไร้ค่าไปโดยปริยาย!"
"และใครบางคนที่ว่านั้น... บางที... อาจจะมีคนหนึ่งที่ชื่อว่าหลิวเหวินเยี่ยน!"
ในใจของซูอวี่ปั่นป่วน ความจริงตอนที่หลิวเหวินเยี่ยนพูดประโยคก่อนหน้า เขาก็พอจะเดาออกแล้ว และในที่สุดก็แน่ใจ
หลิวเหวินเยี่ยนรู้สึกหดหู่ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำ "50 ปีก่อน ฉันกับอาจารย์ของไป๋เฟิงเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน มีอาจารย์คนเดียวกัน ในปีนั้นฉันกับเขาต่างก็อยู่ในขั้นบ่มเพาะจิต พลังเจตจำนงของฉันสะสมเต็ม 80% แล้ว ห่างจากขั้นประจักษ์ไม่ถือว่าไกลเท่าไหร่นัก ส่วนเขาเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขั้นบ่มเพาะจิต"
"ในตอนนั้น ผู้อำนวยการรุ่นที่ห้าสิ้นชีพ และได้ทิ้งอักษรไว้คำหนึ่ง... เปลี่ยนแปลงชีวิตของฉัน และเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนอีกมากมาย!"
"50 ปีต่อมา ฉันเป็นเพียงปรมาจารย์อารยธรรมไร้ค่าที่เพิ่งจะถึงขั้นประจักษ์ ในขณะที่ศิษย์น้องของฉัน ได้กลายเป็นปรมาจารย์อารยธรรมขั้นซานไห่ไปแล้ว เป็นใหญ่ในดินแดนหนึ่ง ทำศึกไปทั่วแดนสวรรค์ เข่นฆ่าเทพมาร!"
หลิวเหวินเยี่ยนรู้สึกขื่นขมอยู่บ้าง "ซูอวี่ อย่าไปไขว่คว้าสิ่งนี้จนเกินพอดีอีกเลย อาจารย์ชักจะเสียใจแล้ว เสียใจที่น่าจะบอกเธอให้เร็วกว่านี้ ฉันกลัวว่าเธอจะเดินหลงทาง อักษรเทวะเป็นแค่ส่วนเสริม ไม่ใช่รากฐาน"
"ต่อให้คิดอยากจะทำให้อักษรเทวะของเธอแข็งแกร่ง ก็เอาไว้พูดกันหลังถึงขั้นประจักษ์แล้วเถอะ"
"คนหนึ่งขั้นเถิงคงระดับหนึ่ง ส่วนอีกคนขั้นซานไห่... นี่คือผลของการเลือกเส้นทางที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์สุดท้ายช่างราวกับฟ้ากับเหว"
ลำคอของซูอวี่แห้งผากเล็กน้อย เขาเอ่ยเสียงเบา "อาจารย์ อักษรเทวะ... จะเข้าไปรบกวนการประจักษ์ของพลังเจตจำนงเหรอครับ?"
"ใช่ และไม่ใช่"
"ในสถานการณ์ปกติจะไม่เป็นเช่นนั้น แต่การหล่อเลี้ยงอักษรเทวะต้องผลาญพลังเจตจำนงไปมาก แน่นอนว่าหากหล่อเลี้ยงตามปกติก็ไม่เป็นไร แต่พวกเราคนกลุ่มนั้นในปีนั้น... บ้าคลั่งไปแล้ว"
ตอนที่หลิวเหวินเยี่ยนพูดว่า 'บ้าคลั่งไปแล้ว' เขารู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง
"พวกเราเหล่านั้น อยากจะหล่อเลี้ยงอักษรเทวะที่สามารถประจักษ์ออกมาเป็นความจริงได้ก่อนที่จะถึงขั้นประจักษ์เสียอีก ไม่ใช่อยู่ในทะเลเจตจำนง แต่กลายเป็นความจริง ควบแน่นเป็นศาสตราวุธเทพ หรือแม้กระทั่งเป็นมรดกสืบทอดนิรันดร์... เธอว่ามันบ้าหรือเปล่าล่ะ?"
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะเยาะตนเอง "พวกเราเพิ่งจะอยู่ขั้นบ่มเพาะจิตเองนะ! พลังเจตจำนงจะไปแข็งแกร่งสักแค่ไหนกันเชียว? ผลาญพลังเจตจำนงไปกับเรื่องพวกนี้มากเกินไป จนถึงขั้นทำลายรากฐานของตัวเอง ถ้าไม่ใช่คนบ้าแล้วจะเป็นอะไร?"
"ไอ้พวกงี่เง่าที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ สมควรแล้วที่พวกมันต้องตาย สมควรแล้วที่พวกมันต้องไร้ค่า สมควรแล้วที่พวกมัน... ถูกขับไล่!"
ที่เขาบอกว่าตัวเองถูกสถาบันอารยธรรมไล่ออก... เรื่องนั้นเป็นความจริง
คนกลุ่มนั้นในปีนั้น ล้วนเป็นอัจฉริยะแห่งยุค ทว่ากลับได้รับอิทธิพลจากผู้อำนวยการรุ่นที่ห้ามากเกินไป ผลก็คือคนรุ่นนั้นแทบจะกลายเป็นคนไร้ค่ากันไปหมด!
แต่พวกเขากลับมีอิทธิพลอย่างมาก มากจนส่งผลกระทบต่อการสืบทอดของสถาบันอารยธรรมทั้งมวลในตอนนั้น
ในตอนนั้น ผู้อำนวยการรุ่นที่หก ซึ่งก็คือผู้อำนวยการคนปัจจุบัน ได้ทำการตัดสินใจ
ขับไล่คนพวกนี้ออกไป!
ไล่พวกเขาออก!
ให้พวกเขาออกไปจากสถาบันอารยธรรม ปล่อยให้ไปตามยถากรรม อย่าได้ไปส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของคนรุ่นหลังอีก ไม่เช่นนั้นคงน่ากลัวมาก บางทีสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยอาจถึงขั้นสิ้นสุดการสืบทอดเพราะเหตุนี้
หลิวเหวินเยี่ยนไม่ได้เตรียมใจจะบอกซูอวี่ แต่วันนี้ซูอวี่ยังคงวุ่นวายใจอยู่กับเรื่องอักษรเทวะ เขาจึงจำเป็นต้องเตือนอีกฝ่าย
อย่าได้เดินหลงทางอีกเลย!
หลิวเหวินเยี่ยนพูดด้วยความจริงใจลึกซึ้ง ใช้ตัวอย่างของตัวเองมาพิสูจน์ ว่านี่คือทางที่ผิด
ทว่าซูอวี่... ซูอวี่กลับกลัดกลุ้มยิ่งนัก!
เขามองดูอาจารย์ที่จ้องมองตนเองด้วยใบหน้าเปี่ยมความคาดหวัง หวังว่าเขาจะตระหนักถึงความผิดพลาดได้ แต่ว่า... ซูอวี่เกาหัว พูดด้วยน้ำเสียงแห้งแล้งว่า "อาจารย์ครับ ถ้าบ่มเพาะอักษรเทวะตามปกติก็ไม่มีปัญหาใช่ไหมครับ?"
"ถ้าบ่มเพาะตามปกติย่อมไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้พลังเจตจำนงของเธอยังอ่อนแอเกินไป รอให้ถึงขั้นบ่มเพาะจิตความจริงก็ยังไม่สาย"
"อาจารย์... แต่ผมร่างออกมาแล้วนี่ครับ"
ซูอวี่ปวดหัวตึ้บ "จะครบเดือนแล้วครับ ตั้งแต่วันที่อาจารย์ไป๋เฟิงชี้แนะคราวก่อน ผมก็ร่างสำเร็จแล้ว เขายังให้ผมจับอักษรเทวะมาให้ได้เยอะๆ อีกต่างหาก"
"..."
หลิวเหวินเยี่ยนมองเขา สีหน้าเรียบเฉย "เธอร่างสำเร็จแล้วเหรอ?"
"ใช่ครับ"
"วันที่ไป๋เฟิงสอนเธอวันนั้น?"
"อืม"
หลิวเหวินเยี่ยนพยักหน้า สีหน้ายังคงสงบนิ่ง ทว่าในใจกลับสบถด่าอย่างบ้าคลั่ง!
แกร่างสำเร็จแล้ว แต่แกก็ไม่ยอมปริปากบอก!
ซูอวี่ไอ้งี่เง่า ไป๋เฟิงไอ้สารเลว พวกแกสองคนไม่มีใครยอมบอกฉันเลยสักคน!
ซูอวี่เป็นไอ้งี่เง่าก็ช่างเถอะ เจ้าเด็กนี่ไม่เข้าใจความหมายแฝงของมันเลยสักนิด แต่ไอ้สารเลวไป๋เฟิงนี่สิ... มิน่าล่ะ มิน่าไอ้สารเลวนี่ถึงได้อยากรับซูอวี่เป็นลูกศิษย์ล่วงหน้า ไอ้สารเลวนี่ยังมียางอายอยู่ไหม?
ในใจด่าทออย่างดุเดือด แต่สีหน้ากลับเรียบเฉยประดุจน้ำนิ่ง "ในเมื่อร่างอักษรเทวะได้แล้ว งั้นเธอก็ค่อยๆ ร่างอักษรเทวะที่สมบูรณ์ออกมาสิ จะมัวแต่มาคอยถามอะไรอยู่อีก?"
"ไม่ใช่ครับอาจารย์ วันนั้นผมก็ร่างอักษรเทวะออกมาได้สมบูรณ์แล้ว ประเด็นหลักก็คือช่วงนี้อักษรเทวะนี่มันไม่อยู่สุข เอาแต่จะดูดเลือดอยู่ตลอด..."
"ปัง!"
ปากกาในมือของหลิวเหวินเยี่ยนแทงทะลุโต๊ะทำงาน เขาขมวดคิ้วพลางกล่าว "โต๊ะตัวนี้คุณภาพแย่เกินไปแล้ว! สถาบันเงินทุนไม่พอเรื่องนั้นฉันรู้ดี แต่ตาแก่หวังนี่ก็ประหยัดเกินไปหน่อย เธออย่าไปเอาอย่างเขานะ ขี้เหนียวมันซะทุกเรื่อง"
ซูอวี่กะพริบตาปริบๆ อาจารย์ครับ ผมกำลังพูดเรื่องอักษรเทวะอยู่นะ
"โต๊ะห่วยแตกอะไรเนี่ย!"
หลิวเหวินเยี่ยนโยนปากกาทิ้งด้วยความโมโห หันขวับไปมองซูอวี่ ขมวดคิ้วแน่นพลางกล่าว "แค่วันแรกเธอก็ร่างอักษรเทวะได้สมบูรณ์แล้วเหรอ?"
"อืม เป็นคำว่า 'เลือด' ครับ" ซูอวี่รีบตอบ "เมื่อหลายวันก่อนผมอยากจะคุยกับอาจารย์เรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ว่า... ยังไงก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร อาจารย์บอกให้ผมปูพื้นฐานให้ดี ผมก็เลยไม่ได้ถามต่อครับ"
เมื่อหลายวันก่อนน่ะอยากจะถามอยู่หรอก ผลลัพธ์ก็เหมือนกับวันนี้นั่นแหละ หลิวเหวินเยี่ยนพูดแทรกขึ้นมาดื้อๆ เลย
ซูอวี่เคารพรักหลิวเหวินเยี่ยนมาก อาจารย์ขัดจังหวะ สั่งให้เขาปูพื้นฐาน เขาย่อมไม่มีอะไรจะพูด และก็ไม่กล้าเถียงอาจารย์ด้วย
แต่วันนี้ เขาค่อนข้างจะรอไม่ไหวแล้ว
อาจารย์ถึงขั้นขุดอดีตของตัวเองมาเล่า ด้วยท่าทีที่ว่าถ้าแกกล้าไขว่คว้าหาอักษรเทวะอีกล่ะก็ ฉันจะตัดขาดความเป็นศิษย์อาจารย์กับแก... ซูอวี่ก็เลยต้องกลั้นใจเล่าทุกอย่างออกมาให้หมด
ตนเองดันร่างอักษรเทวะออกมาก่อนกำหนด คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง?
ไป๋เฟิงไม่ได้พูดอะไรเลยนี่นา แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าไป๋เฟิงน่ะพึ่งพาได้หรือเปล่า
"คำว่าเลือด..." หลิวเหวินเยี่ยนพยักหน้า "คำๆ นี้เคยมีคนร่างเอาไว้ ดูดเลือด... ก็เป็นเรื่องปกติ"
"ถ้าไม่ได้ดูดเลือดของเธอเอง งั้นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่"
"เมื่อหนึ่งเดือนก่อน วันแรกก็ร่างได้สมบูรณ์..."
หลิวเหวินเยี่ยนพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อย "ถ้าอย่างนั้นฉันคงเข้าใจเธอผิดไป ถือว่าไม่เลวเลยนะ ที่แท้ก็ร่างสำเร็จแล้ว มิน่าล่ะช่วงนี้เธอถึงได้พูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง"
พูดจบ หลิวเหวินเยี่ยนก็ลุกขึ้นยืน "ฉันจะไปคุยกับไป๋เฟิงสักหน่อย แล้วก็จะไปค้นข้อมูลด้วย ว่าอักษรเทวะคำว่า 'เลือด' มีคุณลักษณะอะไรบ้าง"
"เธอรออยู่ที่นี่เถอะ เดี๋ยวฉันกลับมา"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดพลางเดินออกไป "อย่าไปไหนล่ะ จริงสิ เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายออกไปอีกนะ หนานหยวนมันเล็กเกินไป ระวังลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์รู้เข้าแล้วจะลงมือกับเธอ..."
เหตุผลที่ให้ก็เหมือนกับที่ไป๋เฟิงพูดเป๊ะ
หลิวเหวินเยี่ยนพูดไปพลาง ไม่สนใจเลยว่าประตูห้องทำงานปิดอยู่ เกิดเสียงดังโครมคราม เขาชนประตูกระเด็น แล้วเดินออกไปตรงๆ พลางบ่นไปตลอดทาง "ตาแก่หวังนี่ ซื้อของห่วยแตกมาทั้งนั้น!"
"โต๊ะทำงานคุณภาพแย่ก็ว่าไปอย่าง นี่แม้แต่ประตูก็ยังเป็นของไม่ได้มาตรฐาน!"
"ขืนปล่อยให้เขาบริหารสถาบันต่อไป ช้าเร็วก็คงต้องปิดตัวลง ประหยัดมันก็ไม่ได้หมายความว่าต้องงกขนาดนี้นี่!"
"..."
หลิวเหวินเยี่ยนสบถด่าไม่หยุดหย่อน ห่างออกไปไม่ไกล ผู้อำนวยการเฒ่ากำลังลูบเคราตัวเอง รู้สึกน้อยอกน้อยใจอยู่บ้าง
มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?
ไม่หรอกมั้ง!
ของใช้ในสำนักงานที่เหล่าหลิวใช้ก็ไม่ได้แย่นี่นา เป็นของดีที่สุดในสถาบันแล้วนะ
ด้านนอก หลิวเหวินเยี่ยนยังคงด่าทอต่อไป เขาเดินต่อไป เดินไปเดินมา... ก็วิ่งหนีไปแล้ว!
วินาทีต่อมา เขาก็บินไปถึงสถานที่ลับตาคน
จู่ๆ เขาก็เอาหัวโขกเสาดังปัง เจ็บจนตัวงอ พึมพำราวกับคนละเมอว่า "แค่วันเดียวก็ร่างอักษรเทวะได้ แค่วันเดียว! ฉัน... แม่งเอ๊ย! ขายหน้าชะมัด ไม่มีใครยอมบอกฉันเลยสักคน ไป๋เฟิง พ่อไม่จบกับแกแน่!"
"แกอยากจะรับลูกศิษย์เหรอ แกฝันไปเถอะไอ้เวรเอ๊ย!"
"พ่อไม่จบกับแกแน่!"
"ขายหน้าชะมัด เมื่อกี้ฉันพูดอะไรออกไปบ้างเนี่ย?"
หลิวเหวินเยี่ยนดูเหมือนจะเริ่มได้สติขึ้นมาบ้างแล้ว เหมือนเขาจะเพิ่งแฉประวัติดำมืดของตัวเองออกไป ซ้ำยังสั่งสอนซูอวี่เป็นฉากๆ... ว่าตอนนี้อย่าเพิ่งไขว่คว้าหาอักษรเทวะ อย่าทำอะไรเกินตัว!
แต่ว่า... โคตรขายหน้าเลยว่ะ!
ชื่อเสียงอันเกรียงไกรตลอดชีวิต พังพินาศป่นปี้หมดก็วันนี้แหละ
ไอ้เด็กนั่นก็สารเลวเหมือนกัน เกริ่นมาตั้งหลายรอบแล้วก็เงียบไป แกพูดต่ออีกสักสองสามประโยคจะตายหรือไงวะ!
"เวลาที่อาจารย์พูดผิด ก็ต้องกล้าที่จะโต้แย้ง... ประโยคนี้ฉันไม่ได้สอนไปเหรอ? ดูเหมือน... จะไม่เคยแฮะ?"
หลิวเหวินเยี่ยนพึมพำ จากนั้นก็ส่งเสียงคำรามต่ำๆ สองสามคำ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว แค่สบถว่าบ้าเอ๊ยก็พอ!
"ใจเย็นไว้!"
"ซูอวี่ก็แค่เด็กเมื่อวานซืน ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง ถ้าฉันไม่บอก... เขาจะไปรู้เรื่องอะไร! ก็แค่ร่างอักษรเทวะได้ภายในวันเดียว... ทำอย่างกับคนอื่นเขาทำไม่ได้งั้นแหละ!"
หลิวเหวินเยี่ยนนวดคลึงใบหน้าเหี่ยวย่นของตน ใจเย็นสิ เรื่องแค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอก หลิวเหวินเยี่ยนอย่างฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน คลื่นลมแรงแค่ไหนไม่เคยเจอ!







