หวังหยางกล่าวอย่างไม่เข้าใจ "อย่างนั้นหรือ อยู่ที่ใดเล่า"
เซี่ยซิงหานแค่นหัวเราะ ถามคนรับใช้ว่า "จำได้หรือไม่"
ทั้งสี่คนมองหน้ากัน ท่าทางรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย หนึ่งในนั้นกล่าวว่า "ดูเหมือนจะคล้ายอยู่บ้าง แต่ห่างไกลเกินไป จึงมิกล้ายืนยันขอรับ"
เซี่ยซิงหานกล่าวว่า "เข้าไปดูใกล้ๆ พิเคราะห์ให้ถี่ถ้วน"
"ขอรับ"
คนผู้นั้นจ้องมองใบหน้าของหวังหยาง เดินเข้าไปหาหวังหยางทีละก้าว
หวังหยางกระแอมไอคราหนึ่ง เงาสีเขียววูบไหว เฉินชิงซานก็มาขวางอยู่เบื้องหน้าเขาแล้ว
บ่าวตระกูลเซี่ยกล่าวว่า "โปรดหลีกทางด้วย เจ้านายสั่งให้ข้าน้อยเข้าไปใกล้ๆ"
เฉินชิงซานนัยน์ตาเย็นเยียบไม่เอ่ยคำ
บ่าวตระกูลเซี่ยเห็นเจ้านายไม่ได้ออกคำสั่งใหม่ ก็รู้ว่านี่คือการอนุญาตให้ลงมือโดยปริยาย จึงกล่าวว่า "ล่วงเกินแล้ว"
พลิกกายวูบ หมายจะอ้อมผ่านเฉินชิงซานไป นึกไม่ถึงว่าฝักดาบเล่มหนึ่งจะพุ่งเข้ามาอย่างกะทันหัน ขวางทางไว้อีกครา! เขาจึงยื่นมือออกไปคว้าฝักดาบนั้นทันที!
ฝักดาบกวาดขวาง กระบองสั้นรับมือ
ได้ยินเพียงเสียงป้าบๆ สองครา
บ่าวตระกูลเซี่ยกุมบ่าซ้ายถอยหลังไปสามก้าว กลับถูกเฉินชิงซานทิ่มแทงเข้าให้แล้ว!
บ่าวอีกสามคนเห็นดังนั้นก็พร้อมใจกันก้าวไปข้างหน้า เซี่ยซิงหานร้องสั่งว่า "ถอยไป"
ทั้งสี่คนค้อมกายถอยกลับไปยืนประจำที่เดิม
เฉินชิงซานก็กลับไปยืนอยู่ด้านหลังหวังหยางเช่นกัน
เซี่ยซิงหานประเมินเฉินชิงซานตั้งแต่หัวจรดเท้า น้ำเสียงเย็นชาเล็กน้อย "ฝีมือร้ายกาจนัก หญิงงามก็หมดจดนัก คุณชายหวังจะไม่แนะนำสักหน่อยหรือ"
หวังหยางเห็นเฉินชิงซานขับไล่บ่าวฉกรรจ์ของตระกูลเซี่ยถอยไปได้อย่างง่ายดาย ก็ดีใจจนหน้าบาน รู้สึกเพียงว่าเก็บของล้ำค่าได้แล้ว ใช้พัดพับเคาะฝ่ามือเบาๆ กลั้นรอยยิ้มเอ่ยว่า "นี่คือองครักษ์ของข้า ฝีมือก็งั้นๆ พอถูไถไปได้กระมัง"
เฉินชิงซานหรี่ตาลงเล็กน้อย
เซี่ยซิงหานเห็นท่าทางน่าหมั่นไส้ของหวังหยาง ก็สูดหายใจเข้าออกหลายครั้ง ข่มกลั้นโทสะไว้ "เมื่อวานท่านมาหาข้ามีเรื่องอันใด"
หวังหยางชะงัก "ข้าไปหาท่านตั้งแต่เมื่อใดกัน"
แววตาของเซี่ยซิงหานเย็นเยียบลง
"อ้อ ใช่" หวังหยางนึกขึ้นได้ ตอนนั้นเขาพาเฮยฮั่นมาด้วย อยากจะหาเซี่ยซิงหานเพื่อแก้ปัญหาเรื่องหนังสือโยกย้าย "ตอนนั้นข้ามีธุระมาหาท่าน"
"เรื่องอันใด" เซี่ยซิงหานถามอย่างอยากรู้
"เอ่อ... ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว..."
เซี่ยซิงหานคิดว่าตนเองเป็นคนใจเย็นใช้ได้ แต่มิรู้ว่าเจ้าหมอนี่มีพรสวรรค์พิเศษในการยั่วโมโหคนหรืออย่างไร เวลาเพียงชั่วครู่กลับทำให้ในใจนางเกิดความรู้สึกอยากจะอัดเขาสักตั้งขึ้นมาหลายรอบ
นางสะบัดแขนเสื้อเล็กๆ เตรียมจะขึ้นรถม้าจากไป เพิ่งเดินไปได้สองก้าว ก็หยุดชะงักอย่างดื้อดึง ปั้นหน้าตึง หันกลับมาถามว่า "หนังสือม้วนนั้นที่ท่านให้ข้าคัดลอก มีตอนต่อไปหรือไม่"
หวังหยางคิดไม่ถึงว่านางจะถามถึงเรื่องนี้ คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า "มี"
"เป็นคำเฉลยหรือ"
"ใช่"
"คำถามเหล่านั้นท่านตอบได้หมดเลยหรือ"
"แน่นอนอยู่แล้ว"
"เช่นนั้นเหตุใดท่านจึงไม่เขียนคำเฉลยออกมาโดยตรงเสียเลยเล่า!"
หนังสือม้วนที่หวังหยางเขียนนั้นประกอบด้วยปัญหาที่ยากจะเข้าใจใน "คัมภีร์ซ่างซู" ทีละข้อๆ ตั้งชื่อว่า "ร้อยคำถามซ่างซู" หลังจากเซี่ยซิงหานได้เห็นก็ครุ่นคิดอย่างหนัก ทว่ากลับแก้โจทย์ไม่ได้เลยแม้แต่ข้อเดียว กระทั่งนอนก็นอนไม่ค่อยหลับ
"หากข้าเขียนออกมาแล้วผู้ใดจะยังซื้อเล่มต่อไปเล่า ม้วนคำถามของข้าเล่มนี้เรียกว่าการเรียกกระแส รอเรียกกระแสได้ที่แล้ว ข้าค่อยตอบในม้วนหน้า ถึงตอนนั้นรับรองว่าต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่ อ้อ จริงสิ ตกลงกันไว้ว่าจะคัดลอกสามร้อยชุด นับวันนี้ด้วยก็เหลืออีกห้าวัน ท่านช่วยจับตาดูความคืบหน้าหน่อย อย่าให้ล่าช้าได้ล่ะ"
"ท่าน... ท่านจะขายหนังสือหรือ" เซี่ยซิงหานมีสีหน้าประหลาดใจ เดิมทีนางคิดว่าที่หวังหยางให้นางคัดลอกตั้งมากมายปานนั้น เป็นเพราะต้องการนำไปแจกจ่ายให้แก่ปัญญาชนผู้มีชื่อเสียงเสียอีก
"ใช่แล้ว!" หวังหยางตอบอย่างเห็นเป็นเรื่องธรรมดา
ในยุคนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีการพิมพ์ ไม่มีลิขสิทธิ์ หนังสือที่ขายตามท้องตลาดส่วนใหญ่ล้วนเป็นฉบับคัดลอกด้วยมือที่ไม่รู้ว่าผ่านการคัดลอกมาแล้วกี่ทอด ต่อให้เป็นหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งเขียนเสร็จ ขอเพียงออกวางจำหน่ายในท้องตลาด ก็จะถูกคัดลอกส่งต่อในทันที ดังนั้นจึงมีสำนวนที่ว่า "กระดาษลั่วหยางราคาแพง" เกิดขึ้น
เหตุนี้ผู้ที่ทำธุรกิจหนังสือ หากมิใช่พ่อค้าหนังสือที่ตระเวนเสาะหาหนังสือเก่าและหนังสือแปลกประหลาดไปทั่ว ก็เป็นเถ้าแก่ที่ว่าจ้างคนมาคัดลอกหนังสือโดยเฉพาะ น้อยนักที่จะมีนักเขียนมาขายหนังสือด้วยตนเอง
"สามร้อยชุดที่ท่านให้ข้าคัดลอกล้วนต้องนำไปขายหรือ"
"ใช่... อ้อ ต้องมอบให้ท่านหลิวหนึ่งชุด และจื่อเจี้ยอีกหนึ่งชุด ตัวข้าเองเก็บไว้เป็นที่ระลึกหนึ่งชุด หากแม่นางเซี่ยชอบ เช่นนั้นก็จะมอบให้ท่านหนึ่งชุด หักสี่ชุดนี้ออกไป ที่เหลือล้วนนำไปขาย"
หวังหยางพูดจบก็นึกถึงคนอีกผู้หนึ่งขึ้นมาได้ หันไปถามเฉินชิงซานว่า "ต้องการเก็บไว้ให้เจ้าสักชุดหรือไม่"
เฉินชิงซาน: (→_→)
เซี่ยซิงหานเบิกตากลมโต "พ่อค้าหนังสือเหล่านั้นจะซื้อหนังสือของท่านเพียงชุดเดียว แล้วนำไปคัดลอกเป็นร้อยเป็นพันชุด ท่านมิตระหนักถึงเรื่องนี้หรอกหรือ"
"รู้สิ แต่หนังสือของข้ามาถูกจังหวะที่สุด ทั้งราคาก็ยังไม่แพง ที่สำคัญกว่านั้นคือข้ามีเบ็ดล่อ สามารถขายหนังสือเหล่านี้ออกไปได้หมดโดยไม่เหลือแม้แต่ชุดเดียว"
"เบ็ดล่ออันใด" เซี่ยซิงหานรู้สึกฉงนใจยิ่ง
หวังหยางทำหน้าลึกลับ "ถึงเวลาท่านก็จะรู้เอง"
"ความคิดพิเรนทร์มีไม่น้อยเลย น่าเสียดายที่ไม่เดินในทางที่ถูกที่ควร" เซี่ยซิงหานปรายตามองหวังหยางแวบหนึ่ง
หวังหยางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ "ข้าไม่เดินในทางที่ถูกที่ควรตรงที่ใด"
เซี่ยซิงหานกล่าวอย่างจริงจังว่า "คนโบราณว่าไว้ 'ทิ้งทองคำเต็มหีบไว้ให้ลูกหลาน มิสู้มอบคัมภีร์ให้หนึ่งเล่ม' ท่านเชี่ยวชาญ 'ซ่างซู' ถึงเพียงนี้ กลับเอาใจไปใส่กับเรื่องเล็กน้อยของพ่อค้าวาณิชเช่นนี้ อยู่ในจิงโจวยังพอทำเนา หากไปถึงเจี้ยนคัง ท่านจะต้องถูกคำครหาโจมตีเป็นแน่"
คำครหา เป็นคำที่มักใช้ในยุคราชวงศ์เหนือใต้ หมายถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนภายนอก
คนในยุคกลางให้ความสำคัญกับคำครหามาก อย่างเช่นหลังจากปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฉีใต้ชิงบัลลังก์มาได้ ก็เคยตรัสถามขุนนางว่า "เราปฏิวัติรับสนองโองการสวรรค์ คำครหาภายนอกว่าอย่างไรบ้าง"
แม้แต่ฮ่องเต้ยังทรงใส่พระทัย บัณฑิตย่อมมิอาจหลีกเลี่ยง
หวังหยางไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเซี่ยซิงหาน กล่าวว่า "ต่อให้ทองคำมิสู้คัมภีร์หนึ่งเล่ม แต่ประเด็นคือข้าไม่มีทองคำน่ะสิ! หากไม่ใช้สมอง แล้วจะได้ทองคำมาจากที่ใด อีกอย่าง การค้าขายเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือ ข้าไม่คิดเช่นนั้น ตั้งแต่โบราณกาลมามักเทิดทูนบุ๋นดูแคลนพาณิชย์ แม้ข้าจะเทิดทูนบุ๋น แต่ก็ไม่ดูแคลนพาณิชย์ บุ๋นสามารถสถาปนาจิตวิญญาณแห่งฟ้าดิน พาณิชย์ก็สามารถสร้างรากฐานชีวิตให้แก่ราษฎรได้"
"พาณิชย์สร้างรากฐานชีวิตให้ราษฎรหรือ" เซี่ยซิงหานมีสีหน้าพิลึก
หวังหยางก็ไม่มีอารมณ์จะมาอธิบายหลักเศรษฐศาสตร์ให้เซี่ยซิงหานฟัง จึงตอบส่งๆ ไปว่า "ข้าพูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น"
เซี่ยซิงหานฉลาดหลักแหลม มองปราดเดียวก็รู้ว่าหวังหยางคร้านจะตอบ จึงเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้ว่า "ท่านอย่ามาดูถูกคนอื่น ผลประโยชน์จากการค้าขาย การช่างและพาณิชย์เป็นผู้จัดการ มิใช่มีเพียงท่านที่เข้าใจเรื่องการค้า ข้าดูแลกิจการของครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก การมาจิงโจวครานี้ ก็เพื่อจัดการเรื่องธุรกิจการค้า"
หวังหยางแย้มยิ้ม บนใบหน้ามีแววไม่เชื่อถือ
หากบอกว่าท่านชำนาญพิณหมากกลอนภาพข้ายังเชื่อ แต่หากบอกว่าดูแลกิจการ จัดการธุรกิจ? เหอะๆ เป็นการเล่นขายของของคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์เสียมากกว่ากระมัง
"โรงทอผ้าต่วนใหญ่ๆ หลายแห่งในจิงโจวปิดกิจการไป ขาดแคลนผ้าอย่างหนัก เรือสินค้าของตระกูลข้าอีกแปดวันก็จะมาถึง มีผ้าต่วนเต็มลำเรือถึงสิบห้าลำ ถึงตอนนั้นท่านก็จะรู้เองว่าจริงหรือเท็จ ทว่าข้าเป็นเพียงผู้บัญชาการอยู่ตรงกลาง จะไม่ไปปรากฏตัวจัดการด้วยตนเองหรอกนะ ชนชั้นสูงที่ทำการค้ามีอยู่มาก ตระกูลข้าก็ไม่มีข้อยกเว้น แต่ส่วนใหญ่ล้วนชักใยอยู่เบื้องหลัง..."
พูดมาถึงตรงนี้ เซี่ยซิงหานก็มองหวังหยางอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง
"ข้าเพียงแต่เตือนท่าน อย่าได้เสียการใหญ่เพราะเรื่องเล็กน้อย ในภายภาคหน้าท่านต้องได้รับการประเมินขั้นเพื่อเข้ารับราชการ หากแปดเปื้อนกลิ่นอายของพ่อค้า สถานเบาคือตำแหน่งขุนนางได้รับผลกระทบ สถานหนักคือถูกถอดถอนและเอาผิด"
หวังหยางจะมิตระหนักถึงเรื่องนี้ได้อย่างไร เพียงแต่เขาขาดแคลนเงินทองจริงๆ ทั้งยังไม่มีลูกน้องที่ไว้ใจได้ จึงทำได้เพียงออกโรงด้วยตนเอง ทว่าหากเฮยฮั่นสามารถหลุดพ้นจากทะเบียนทหารได้จริงๆ ก็คงจะมีคนที่ใช้งานได้เพิ่มมาอีกหนึ่งคน
ส่วนเรื่องการประเมินขั้นเข้ารับราชการ หวังหยางไม่กล้าคิด
ข้อแรก ฐานะตระกูลหวังแห่งหลางหยานั้นแท้จริงแล้วเป็นของปลอม ต่อให้ฝากฝังเส้นสายจนได้ขึ้นทะเบียนราษฎร แต่ของปลอมก็ไม่อาจเป็นของจริงได้ การประเมินขั้นโดยจงเจิ้ง ย่อมต้องมีขั้นตอนที่เข้มงวด ชนชั้นสูงตัวปลอมอย่างเขาเกรงว่าคงจะผ่านด่านไปไม่ได้
ข้อสอง ราชวงศ์ฉีไม่รู้ว่าจะล่มสลายลงเมื่อใด จังหวะเวลาในการเป็นขุนนางไม่ถูกต้องนัก ทำไม่ดีอาจจะพาตัวเองไปตายเปล่าได้
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ก็ต้องเก็บสะสมเงินทองไว้ก่อน แล้วค่อยว่ากันเรื่องอื่น
"คำเตือนของแม่นาง ข้าจดจำไว้แล้ว ภายหน้าจะระวังให้จงหนัก" หวังหยางลอบสังเกตสีหน้าของเซี่ยซิงหาน ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา "ขอถามหน่อยว่า หลังจากกองเรือของตระกูลแม่นางมาขนถ่ายผ้าต่วนลงที่จิงโจวแล้ว ยังต้องขนส่งสินค้ากลับไปเจี้ยนคังอีกหรือไม่"







