เซี่ยซิงหานกล่าว "แน่นอน กองเรือไปกลับ โดยทั่วไปจะไม่ปล่อยให้เรือว่างเปล่า"
"เช่นนั้นต้องขนสิ่งใดกลับไป?"
"เรื่องนี้ต้องดูส่วนต่างราคาตลาดระหว่างเจี้ยนคังและจิงโจว หากพูดถึงฤดูกาลตอนนี้..." เซี่ยซิงหานหยุดชะงักกะทันหัน เอ่ยถามอย่างสงสัย "ท่านถามเรื่องนี้ไปทำไม?"
หวังหยางนัยน์ตาเป็นประกาย "ข้ามีธุรกิจหนึ่งอยากเจรจากับแม่นางเซี่ย แม่นางโปรดดู..."
เขากางพัดกระดาษออก "สิ่งนี้เรียกว่าพัดพับ ข้าจ้างคนทำขึ้นมาโดยเฉพาะ ในโลกนี้มีเพียงเล่มเดียว ยามไม่ใช้สามารถพับเก็บได้ เช่นนี้... ยังสามารถนำมาเล่นในมือได้..." หวังหยางเลียนแบบท่าทางในละครโทรทัศน์โดยการหมุนพัดสองรอบ ทว่ามือกลับลื่น พัดเกือบหล่นลงพื้น เขาจึงรีบใช้สองมือตะครุบไว้ได้อย่างทุลักทุเล
เซี่ยซิงหานและเฉินชิงซานล้วนมีสีหน้า 'เฝ้ามองท่านแสดงอย่างเงียบๆ'
หวังหยางกระแอมไอหนึ่งเสียง
"สรุปคือสิ่งนี้เมื่อใช้แล้วดูหล่อเหลาสง่างาม ดีกว่าพัดผ้าไหมพัดกลมอะไรพวกนั้นตั้งเยอะ! ต้นทุนพัดเล่มนี้อยู่ที่ยี่สิบอีแปะ ราคาขายหนึ่งร้อยอีแปะ ข้าเตรียมจะขนส่งพัดพับหนึ่งหมื่นเล่มไปขายที่เมืองหลวง ท่านเพียงรับผิดชอบออกเรือขนสินค้าและวางขายในเมืองหลวง ท้ายที่สุดขายได้เงินเท่าใด ข้าจะแบ่งให้ท่านครึ่งหนึ่ง ท่านก็นำไปให้ท่านพ่อของท่านใช้สักเล่ม แล้วค่อยแบ่งแจกจ่ายให้บรรดาท่านอาท่านลุงของท่าน ใช้เวลาไม่นาน พัดพับหนึ่งหมื่นเล่มนี้ก็จะขายหมดเกลี้ยง! ถึงเวลานั้นขายได้หนึ่งล้านอีแปะ ท่านก็จะได้ส่วนแบ่งถึงห้าแสนอีแปะ!"
หวังหยางยิ่งพูดยิ่งดีใจ!
เซี่ยซิงหานปรายตามองหวังหยางแวบหนึ่ง ยื่นมือเล็กขาวเนียนออกมา หงายฝ่ามือขึ้น ราวกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์และเย่อหยิ่ง
หวังหยางมีเรื่องขอร้องผู้อื่น จึงทำได้เพียงประคองพัดพับส่งให้ด้วยสองมืออย่างนอบน้อม
เซี่ยซิงหานพิจารณาพัดพับอย่างละเอียด ปากก็เอ่ยว่า "นับว่าเป็นของแปลกใหม่ ทว่ายามใช้งานต้องเปิดปิดไปมาค่อนข้างยุ่งยาก นอกจากคนส่วนน้อยที่เห็นเป็นของเล่นสนุกแล้ว ใครจะซื้อเล่า?"
"นี่ไม่ใช่แค่ของเล่นสนุกหรอกนะ! ท่านเอาพัดมาให้ข้า ข้าจะแสดงให้ท่านดู พัดเล่มนี้ต้องใช้เช่นนี้"
หวังหยางรับพัดพับมา กางออกดังพรึบ เกิดเสียงดังฟังชัดและฉับไว ทำท่าคุณชายโบกพัด "สัมผัสได้หรือไม่?"
เซี่ยซิงหานส่ายหน้าอย่างไร้อารมณ์ความรู้สึก
ส่วนเฉินชิงซานก็เบือนหน้าหนีอย่างจนคำพูด
หวังหยางรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย "ตอนนี้ท่านยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร หลังจากนี้ห้าวัน พัดเล่มนี้ต้องเป็นที่นิยมทั่วจิงโจวอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นท่านก็จะรู้เองว่าพัดเล่มนี้ได้รับความนิยมมากเพียงใด"
นัยน์ตาดุจดวงดาราของเซี่ยซิงหานไหววูบ "ตกลง หากเป็นที่นิยมจริง ข้าก็จะร่วมมือกับท่าน ทว่าเงื่อนไขคือท่านต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่งก่อน"
"เรื่องอันใด?"
"ช่วงบ่ายมีงานชุมนุมการสนทนาเชิงปรัชญา ท่านจงตามข้าไป ข้าต้องการประลองกับท่านอีกสักตา ประลองกันอย่างสง่าผ่าเผย" เซี่ยซิงหานกล่าวอย่างจริงจังยิ่ง
"พูดราวกับคราวก่อนไม่ได้ประลองกันอย่างสง่าผ่าเผยเช่นนั้นแหละ..."
นัยน์ตาดุจดวงดาราของเซี่ยซิงหานหรี่ลงเล็กน้อย แฝงจิตสังหารจางๆ
'หุ้นส่วนการค้า' ผู้นี้จะล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด หวังหยางรีบกล่าว "ข้ายินดีประลองกับแม่นางอีกตา"
"หากท่านแพ้ ก็จงบอกที่มาที่แท้จริงของท่านให้ข้ารู้ ห้ามพูดปด" เซี่ยซิงหานจงใจเน้นเสียงหนักที่คำว่า 'ที่แท้จริง'
หวังหยางใจกระตุก เอ่ยกลั้วรอยยิ้ม "ที่มาที่แท้จริงหรือ? แม่นางเซี่ยหมายความว่าอย่างไร?"
เซี่ยซิงหานไม่พูดจา เพียงมองหวังหยางด้วยความสนใจ ประกายดาวในดวงตาทอแสงวิบวับ คล้ายกับมีพลังทะลวงฟัน มากพอจะมองทะลุความลับที่อีกฝ่ายซ่อนเร้นไว้ทั้งหมด
'เผยพิรุธตรงไหนกัน?'
'หรือว่านางรู้อะไรเข้าแล้ว?'
เซี่ยซิงหานมองหวังหยางอยู่อย่างนั้น มองจนกระทั่งหวังหยางเริ่มรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว ถึงได้ยิ้มพลางกล่าว "ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างไรเสียหน่อย! คุณชายหวังกลัวข้าถามหรือ?"
รอยยิ้มดูไร้เดียงสา ทว่าแฝงความซุกซนแกมเจ้าเล่ห์อยู่สายหนึ่ง
หวังหยางก็ยิ้มเช่นกัน "เรื่องนี้มีอันใดเล่า? หากแม่นางเซี่ยชนะข้า ข้าย่อมบอกตามความจริง แต่หากแม่นางเซี่ยแพ้..."
เขามองสำรวจเซี่ยซิงหานขึ้นลง นัยน์ตาเจือรอยยิ้ม เต็มไปด้วยความสนใจ เพียงแค่มองไปมา แต่กลับไม่พูดสิ่งใด
คราวนี้ถึงตาเซี่ยซิงหานขนลุกชันบ้าง นางถอยหลังไปสองก้าว เอ่ยอย่างระแวดระวัง "ท่านคิดจะทำสิ่งใด?"
หวังหยางหัวเราะร่วน เลียนแบบน้ำเสียงก่อนหน้านี้ของเซี่ยซิงหานพลางกล่าว
"ข้าไม่ได้คิดจะทำสิ่งใดเสียหน่อย! แม่นางเซี่ยกลัวข้าจะทำอะไรหรือ?"
"น่าเบื่อ" เซี่ยซิงหานหมุนตัว ก้าวเดินอย่างแผ่วเบาขึ้นไปบนรถเทียมวัว
เสี่ยวหนิงแอบถลึงตาใส่หวังหยางวงหนึ่ง จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอย่างมีมารยาท "ยามเชินชูเค่อช่วงบ่าย แม่นางของข้าจะมารับคุณชายเจ้าค่ะ"
หวังหยางกล่าว "ไม่ต้องลำบากหรอก บอกที่อยู่ข้ามา ข้าไปเองได้"
เสี่ยวหนิงแย้มยิ้มบาง "เกรงว่าหากไม่มีแม่นางของข้า คุณชายอาจจะเข้าไม่ได้เจ้าค่ะ"
"ที่ไหนหรือ?"
"เสี่ยวหนิง" เซี่ยซิงหานร้องเรียกจากในรถหนึ่งเสียง
เสี่ยวหนิงย่อตัวคำนับหวังหยางอย่างรู้ความ ก่อนจะเลิกม่านเข้าไปในรถ
รถเทียมวัวค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป หวังหยางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนก้าวฉับๆ ไปข้างหน้าพลางกล่าว "ขอบคุณแม่นางเซี่ยมาก"
เสียงเยือกเย็นของเซี่ยซิงหานดังลอดมาจากหน้าต่างรถ "แค่ทางผ่านเท่านั้น"
"ข้าหมายถึงเรื่องที่แม่นางเซี่ยมาหาข้าที่สำนักศึกษาประจำจวิ้นในวันนี้"
หวังหยางคาดเดาว่า การที่เซี่ยซิงหานระบุตัวขอพบเขาต่อหน้าธารกำนัลในวันนี้ ก็เพื่อช่วยปูทางเรื่องฐานะให้เขา แม้กระทั่งการมารับเขาไปงานชุมนุมด้วยตนเอง ก็อาจมีความหมายแฝงนี้อยู่ด้วย
เพราะหากเป็นเช่นนี้ เรื่องที่ตระกูลหวังแห่งหลางหยามาเรียนที่สำนักศึกษาประจำจวิ้นก็จะแพร่สะพัดไปทั่วจิงโจวอย่างรวดเร็ว เช่นนี้วันหน้าการที่เขาเป็นตัวแทนสำนักศึกษาประจำจวิ้นลงประลองก็จะกลายเป็นเรื่องสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น
แม้การกระทำของเซี่ยซิงหานในครั้งนี้จะเป็นไปเพื่อสำนักศึกษาประจำจวิ้น ทว่าหวังหยางก็ยังคงรู้สึกขอบคุณนางอยู่ดี
อย่างไรเสียเมื่อมีคุณหนูจากตระกูลเซี่ยแห่งเฉินจวิ้นคอยรับรองให้ ฐานะของเขาก็ย่อมมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นตามไปด้วย สามารถลดทอนความสงสัยและปัญหาไปได้มากอย่างคาดไม่ถึง
เซี่ยซิงหานไม่ได้ตอบกลับ รถเทียมวัวเคลื่อนที่ไปข้างหน้าท่ามกลางความเงียบงัน ทว่าเพิ่งจะเคลื่อนไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็หยุดลงอีกครั้ง
หวังหยางก้าวไปข้างหน้าอย่างสงสัย เซี่ยซิงหานเลิกม่านหน้าต่างรถขึ้นมุมหนึ่ง เอ่ยว่า "ท่านมีเงินเลี้ยงผู้คุ้มกัน สู้เอาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสักชุดจะดีกว่า"
"เปลี่ยนเสื้อผ้า?" หวังหยางก้มหน้ามองชุดสีขาวของตนเองโดยสัญชาตญาณ
"ผ้าอวี้หลินของแท้จะสะท้อนประกายสีเหลืองอ่อนยามอยู่ใต้แสงอาทิตย์ โอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันประทับเรือมังกรล่องแม่น้ำใหญ่หลายคราว เสื้อผ้าของข้าราชบริพารใกล้ชิดที่คอยถ่อเรือล้วนใช้ผ้าชนิดนี้ เนื้อผ้าเสื้อของท่านดูคล้ายแต่ไม่ใช่ คนทั่วไปอาจจะดูไม่ออก ทว่าคนในวงการเพียงปรายตามองก็รู้ความจริงเท็จ"
หวังหยางชะงักงัน หน้าแดงขึ้นมาวูบหนึ่ง เรื่องแบรนด์เนมปลอมเกือบจะทำให้แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังลืมไปแล้ว
แน่นอนว่าเขาจงใจลืมมันเช่นกัน เพราะเขาต้องจินตนาการว่าเสื้อผ้าชุดนั้นเป็นของแท้ ถึงจะมีความมั่นใจมากพอที่จะสวมบทบาทเป็นคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยา
พูดไปก็ชวนให้ละอายใจเล็กน้อย คนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาที่แม้แต่เสื้อผ้าดูดีสักชุดยังไม่มีปัญญาซื้อ จะใช่ตระกูลหวังแห่งหลางหยาตัวจริงแน่หรือ?
ต่อให้อธิบายได้ ทว่าก็ย่อมต้องทำให้เกิดความสงสัยอยู่ดี
'เซี่ยซิงหานไม่สงสัยหรือ?'
'หากสงสัย แล้วไฉนวันนี้ถึงมาหาข้าอย่างเอิกเกริกเช่นนี้?'
'เป็นเพราะเรื่องที่จะต้องถกเถียงกับสำนักศึกษาอ๋องจำต้องพึ่งพาข้า ดังนั้นจึงอดทนอดกลั้นไว้ชั่วคราว?'
'หรือว่ามีจุดประสงค์อื่นใด?'
'หรือความเอิกเกริกนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของความอันตราย?'
ขณะที่จิตใจของหวังหยางกำลังว้าวุ่น รถเทียมวัวก็จากไปไกลแล้ว
เวลานี้เสียงลังเลของเฉินชิงซานก็ดังขึ้นจากด้านหลังเขา "เสื้อบุนวมสีขาวผ้าอวี้หลินของท่าน... เป็นของปลอมจริงๆ หรือ?"







