"ท่านอา เหตุใดพวกเราจึงไม่สังหารมันเสียโดยตรงเล่า? หรือพวกเรายังต้องการหลักฐานอันใดอีก?"
ภายในห้องพักแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวกับสวี่ซื่อชิน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
ชายหนุ่มผู้นี้มีนามว่าสวี่ย่าเฉิง เป็นลูกพี่ลูกน้องร่วมตระกูลเดียวกับสวี่ย่าจวิน เพียงแต่เขามิได้ร่ำเรียนอยู่ในอารามล่าง หากแต่ร่ำเรียนอยู่ภายในหอบำเพ็ญเพียรของตระกูลตนเอง หลังจากสร้างฐานรากแล้วจึงเดินทางมายังอารามบนแห่งภูเขาเทียนตูโดยตรง
"การสังหารคน เป็นเพียงเรื่องของคำพูดประโยคเดียว ส่วนใหญ่แล้วเวลาพวกเราสังหารผู้ใดก็มิได้ต้องการหลักฐานอะไรจริงๆ นั่นแหละ ทว่าบางครั้งก็ไม่อาจกระทำได้" สวี่ซื่อชินยืนอยู่ริมหน้าต่าง ภายนอกหน้าต่างคือป่าเขาสีเขียวขจี ท่ามกลางสีเขียวขจีนั้นเจือด้วยจุดสีแดงและสีเหลืองประปราย
นี่คือดอกไม้บนภูเขาที่เบ่งบานอีกครา
"ภูเขาเทียนตูของพวกเราได้ร่วมมือกับต้าโจว ให้ศิษย์ระดับแสงเสวียนเข้าไปรับตำแหน่งศึกษาธิการในต้าโจว เรื่องนี้ถูกชักนำโดยฝ่ายตระกูลใหญ่ของพวกเรา คนของฝ่ายรักสงบย่อมไม่พอใจในใจ ก่อนหน้านี้ตอนที่สืบสวนเรื่องจ้าวฟู่อวิ๋นสังหารย่าจวิน สวินหลานอินได้สอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยว เรื่องนี้ย่อมต้องดึงดูดความสนใจของผู้คนจำนวนหนึ่งเป็นแน่"
"เจ้าอาจยังไม่รู้ ทางฝั่งเมืองหนานหลิง หม่าซานฮู่ได้เดินทางไปที่นั่น ไม่มีผู้ใดอาจยืนยันได้ว่าเขาไปเพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวของแคว้นพันยอดเขา หรือเพียงแวะไปดูว่ามีผู้ใดมาลอบสังหารจ้าวฟู่อวิ๋นหรือไม่"
"พวกเราอยู่บนภูเขา การกระทำสิ่งใดจำต้องยืนอยู่บนที่สูง กระทำอย่างเปิดเผยสง่างาม ทางที่ดีอย่าได้จัดการด้วยลูกไม้สกปรกลับหลัง หากใช้การลอบสังหารเพื่อฆ่าคน ตระกูลพวกเรามีคนมากมายปานนี้ ผู้ใดเล่าจะสามารถปกป้องคนทั้งตระกูลได้? อีกทั้งการลอบสังหารผู้เยาว์คนหนึ่ง หากมีผู้ใดล่วงรู้เข้า และถูกนำไปพูดในที่แจ้งว่าตระกูลสวี่ของพวกเราสังหารศิษย์ร่วมสำนักตามอำเภอใจ ย่อมส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของตระกูลเป็นอย่างมาก"
"ดังนั้น พวกเราจำต้องลงโทษมันโดยตรงบนภูเขาแห่งนี้ ทำให้ผู้คนไร้คำครหา การกระทำใดๆ พยายามทำให้สำนักสอดคล้องไปกับพวกเรา เจ้าเคยเห็นในหมู่ปุถุชน มีผู้ใดสามารถฝึกช้างให้เชื่อฟังคำสั่งได้หรือไม่? สำนักก็คือช้าง...
และสิ่งที่พวกเราต้องทำให้ได้คือ ทำให้ทุกคนรู้ว่า ผู้ที่สังหารคนของพวกเรา กฎของสำนักจะเป็นผู้จัดการ เช่นนี้ผู้อื่นจึงจะรู้สึกว่า สำนักกับพวกเรานั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน หากพึ่งพาเพียงตัวพวกเราเองไปตามสังหาร นั่นย่อมก่อให้เกิดความเป็นปรปักษ์กับสำนักในระดับหนึ่ง"
"การลอบสังหาร นั่นเป็นการกระทำของมือสังหารในยุทธภพ" สวี่ซื่อชินกล่าวคล้ายเป็นการตักเตือน
"แต่ว่า หากจ้าวฟู่อวิ๋นผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่เรื่อยไป สำหรับพวกเราแล้ว นั่นมิใช่การทำลายชื่อเสียงตระกูลสวี่ของพวกเราหรอกหรือ" สวี่ย่าเฉิงกล่าว
"ผู้บำเพ็ญเพียร พึงต้องใจเย็นเข้าไว้ โอกาสมีอยู่อีกมาก อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันเปิดเผยและสง่างาม ถึงยามนั้นเมื่อมันตายไป บนภูเขาจะไม่มีผู้ใดสามารถหาข้ออ้างแสดงความไม่พอใจได้เลย" สวี่ซื่อชินกล่าว "ข้าจะนำเหตุการณ์ในครั้งนี้ มาเป็นโอกาสในการฝึกช้างให้เชื่อง"
แม้สวี่ย่าเฉิงจะไม่เข้าใจ ทว่าเขากลับรู้สึกว่า ภายในความหมายของคำพูดท่านอาของตน แฝงไว้ด้วยความรู้สึกลึกลับอันน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก
เพียงแต่เขารู้สึกว่า การที่ตนเองกับจ้าวฟู่อวิ๋นได้เข้าอารามบนในปีเดียวกันในครั้งนี้ อย่างไรเสียก็ต้องทำให้ทุกคนได้รับรู้ถึงตัวตนของตระกูลสวี่บนภูเขาแห่งนี้ ไม่อาจปล่อยให้จ้าวฟู่อวิ๋นผู้นี้อยู่สุขสบายจนเกินไปได้
จ้าวฟู่อวิ๋นเข้าสู่อารามบน
ศิษย์ที่เพิ่งเข้าสู่อารามบน มีเรื่องราวมากมายให้ต้องเรียนรู้
การเรียนการสอนภายในอารามบนนั้นแตกต่างไปจากอารามล่าง
เนื่องจากวิชาเรียนภายในอารามบน จำต้องแจ้งความจำนงด้วยตนเอง จากนั้นเมื่อถึงจำนวนคนที่กำหนด จึงจะมีปรมาจารย์เต๋ามาบรรยายมรรคและไขข้อสงสัย
วิชาเต๋าแบ่งเป็น หยินหยาง เบญจธาตุ ค่ายกล ดาราศาสตร์ คาถาอาคม ฤทธิ์เดช พลังกังซา ภูตผี อาวุธ โอสถ หลอมอุปกรณ์ และคัมภีร์เต๋าไร้จุดเริ่มต้น เป็นต้น
โดยทั่วไปวิชาเหล่านี้เมื่อผู้ที่ต้องการฟังสะสมจนมีจำนวนมากขึ้น ก็จะมีปรมาจารย์เต๋ามาบรรยายธรรม
ภายในภูเขาเทียนตูทั้งหมด ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเพื่อไม่ให้ทั้งสำนักก่อเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกและขั้วอำนาจ จึงไม่มีธรรมเนียมอาจารย์กับศิษย์
ทว่านานวันเข้าด้วยความสัมพันธ์ทางสายเลือด ภายในสำนักก็ยังคงก่อเกิดเป็นฝักฝ่ายที่มีสายเลือดเป็นเครื่องเชื่อมโยง และอีกฝักฝ่ายหนึ่งที่มีแนวคิดในการบำเพ็ญเพียรเป็นเครื่องเชื่อมโยง
เนื่องจากที่นี่ไม่เรียกขานอาจารย์กับศิษย์ ทุกคนตั้งแต่เบื้องล่างของปรมาจารย์ลงมา ล้วนแต่เป็นศิษย์ ตามหลักแล้วล้วนสามารถเรียกขานว่าศิษย์พี่ชายศิษย์พี่หญิงได้ ทว่าความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้น
เนื่องจากมีคนจำนวนมากล้วนบรรยายมรรคและอธิบายธรรมอยู่ภายในอารามบนและอารามล่าง ดังนั้นจึงล้วนถูกเรียกขานว่า 'อาจารย์'
ยกตัวอย่างเช่นจ้าวฟู่อวิ๋นเรียกขานสวินหลานอินว่าอาจารย์สวิน ยามเมื่อพบหน้า มักจะปฏิบัติตัวด้วยมารยาทของศิษย์ ทว่าหากเทียบกับสำนักที่มีการสืบทอดแบบอาจารย์กับศิษย์อย่างแท้จริง มารยาทศิษย์อาจารย์นี้ก็มิได้เข้มงวดและพิถีพิถันมากนัก
ดังนั้น ภายในภูเขาเทียนตู การบรรยายมรรคและอธิบายธรรมให้แก่ผู้เยาว์ จึงเป็นวิธีการที่ดีในการยกระดับสถานะของตนเอง
ส่วนการจะสามารถไปบรรยายมรรคอธิบายธรรมได้หรือไม่นั้น ก็จำต้องให้ระดับการบำเพ็ญเพียรและวิสัยทัศน์ของตนเองได้รับการยอมรับเสียก่อนจึงจะกระทำได้
อารามบนของภูเขาเทียนตู มองดูแล้วมิได้หรูหราโอ่อ่า กลับให้ความรู้สึกที่ดูดิบเถื่อนอยู่บ้าง ตำหนักใหญ่น้อยกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ มองดูเผินๆ คล้ายดั่งสับสนวุ่นวายไร้กฎเกณฑ์ หาความเป็นระเบียบมิได้ ทว่าเมื่อพินิจดูให้ดี จะพบว่าตำหนักเหล่านี้ แท้จริงแล้วได้ก่อร่างขึ้นเป็นค่ายกลเอกะ
ประโยชน์สูงสุดของค่ายกลเอกะ คือการรวบรวมพลังที่กระจัดกระจายให้มารวมกัน ณ จุดเดียว
สิ่งที่เรียกว่าเอกะ ก็คือสรรพสิ่งคืนสู่หนึ่ง
แน่นอนว่า จาก 'สรรพสิ่ง' ไปสู่ 'คืนสู่หนึ่ง' นี้ มิใช่ว่าจะสามารถทำได้ตามใจชอบ เขาเดินอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น เมื่อได้สัมผัสอย่างละเอียดลออ จึงได้รู้ว่า นี่น่าจะเป็นค่ายกลบุปผาที่อยู่ภายในค่ายกลเอกะ
จุดเด่นของบุปผาคือดอกไม้หนึ่งดอกมีกลีบดอกอยู่เป็นกลีบๆ ด้านบนแยกออกจากกัน ทว่าเมื่อถึงส่วนโคน ก็ล้วนกลับมารวมกัน พลังหลอมรวมเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นตาดอก
ดังนั้นค่ายกลรูปแบบบุปผา จึงกลายเป็นหนึ่งในรูปแบบค่ายกลหลักภายในค่ายกลเอกะ
แน่นอนว่า ปรมาจารย์ค่ายกลผู้ปราดเปรื่อง ย่อมสามารถผสานและพลิกแพลงค่ายกล โดยจะฝังค่ายกลประเภทอื่นเอาไว้ภายในค่ายกลเอกะรูปแบบบุปผา
ยกตัวอย่างเช่นมีเจ็ดกลีบดอก ทว่ากลีบดอกทั้งเจ็ดนั้นกลับสอดคล้องกับเจ็ดดาวเหนือ จนก่อให้เกิดเป็นค่ายกลเจ็ดดารา
ภายในตำหนักบรรยายธรรมจำนวนไม่น้อย ณ ที่แห่งนี้ กำลังทำการบรรยายธรรมอยู่
เขามิได้เข้าไปรบกวนผู้คน หากแต่มุ่งหน้าไปยังหอคัมภีร์
ที่อารามล่างมีหอคัมภีร์อยู่หนึ่งแห่ง ที่อารามบนแห่งนี้ก็มีเช่นกัน ว่ากันว่ายังมีหอคัมภีร์ใหญ่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งภายในนั้นสามารถดูเคล็ดวิชาขั้นสูงกว่าได้
ระหว่างทาง เขาได้พบเจอกับศิษย์ร่วมสำนักอยู่บ้าง เนื่องจากต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกัน จึงมิได้กล่าวอันใด เขาเดินทางมาเรื่อยๆ จนถึงริมหน้าผาแห่งหนึ่ง หอคัมภีร์นั้นกลับตั้งอยู่ภายในผนังภูเขา
มีคนเฝ้าประตูอยู่ เมื่อเขาแสดงป้ายประจำตัวแล้ว จึงเดินเข้าไปด้านใน
เบื้องล่างฝ่าเท้าคือระเบียงยาวสายหนึ่ง ระเบียงยาวนี้กลับดูคล้ายดั่งวังวนที่กำลังไหลเวียน เบื้องหน้าไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด
ป้ายหยกประจำตัวถือเอาไว้ในมือ หลังจากเดินเข้าไป ป้ายหยกประจำตัวในมือของเขากลับเริ่มเปล่งประกาย
เขาก้าวเท้าเข้าไปในนั้นหนึ่งก้าว
เพียงรู้สึกว่ามิติเบื้องล่างฝ่าเท้าคล้ายกำลังแปรเปลี่ยน ทว่ากลับไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัด และไม่รู้สึกกินแรงแต่ประการใด
หนึ่งก้าว สองก้าว...
จนกระทั่งถึงก้าวที่เจ็ด เขาจึงได้เดินออกจากระเบียงยาวแห่งนั้น ทัศนียภาพเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนไป เขาได้เห็นมิติแห่งหนึ่ง ภายในนั้นมีชั้นหนังสือตั้งเรียงรายเป็นแถวๆ
ทว่าเขากลับมิได้รีบเดินไปในทันที หากแต่กำลังซึมซับความรู้สึกขณะที่เพิ่งเดินผ่านเส้นทางนั้นมา
เขารู้สึกว่า ทุกย่างก้าวล้วนเป็นการหลบหลีก คล้ายดั่งกำลังเคลื่อนย้ายอยู่ในความว่างเปล่า เส้นทางนั้นจะต้องเป็นค่ายกลมิติอย่างแน่นอน
เมื่อหันกลับไปมอง วังวนนั้นยังคงอยู่ วังวนพวยพุ่งดั่งเกลียวคลื่น มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดที่อยู่ภายนอก
เขามีความคิดที่อยากจะเดินดูอีกหลายๆ รอบ เพื่อสัมผัสกับค่ายกลเคลื่อนย้ายบนเส้นทางนี้อีกหลายๆ ครั้ง







