ซิงจี้เป็นร้านอาหารข้างทางที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในเมี่ยวเจี้ย เมนูเด็ดที่สุดของเถ้าแก่ร้านคือ "เจียนเนี่ยงซานเป่า"
จูโหยวจ๋ายพาตู้หย่งเซี่ยวมาที่ร้านอาหารข้างทาง เดิมทีร้านอาหารข้างทางที่ควรจะคึกคักเป็นอย่างมากกลับมีคนอยู่เพียงคนเดียว
เหลยลั่วในชุดสูทสีดำนั่งตัวตรงอยู่ตรงนั้น กำลังดื่มชาและเปิดอ่านหนังสือพิมพ์ภาคค่ำในมือ
รอบๆ ร้านอาหารข้างทาง มีนักสืบนอกเครื่องแบบแปดคนคอยคุ้มกันอยู่ด้านข้าง ที่เอวของพวกเขาตุงออกมา แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
จูโหยวจ๋ายก้าวไปข้างหน้า เดินไปอยู่ข้างกายเหลยลั่ว แล้วกระซิบข้างหูว่า "พี่ลั่ว คนที่พี่ตามหามาแล้วครับ!"
ตอนนั้นเองเหลยลั่วถึงยอมวางหนังสือพิมพ์ลง เขาเงยหน้าขึ้นมองตู้หย่งเซี่ยวแวบหนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยเชิญ "อาเซี่ยว มาๆๆ นั่งลงก่อน!"
ตู้หย่งเซี่ยวยิ้มพลางเดินเข้าไป "สวัสดีครับ พี่ลั่ว!"
"ฉันสบายดีอยู่แล้วล่ะ ได้ยินมาว่านายสร้างผลงานใหญ่อีกแล้ว อารมณ์ของฉันก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก!" เหลยลั่วดึงเก้าอี้ออกมาให้ตู้หย่งเซี่ยวนั่งด้วยตัวเอง
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น การได้รับเกียรติจากเหลยลั่วเช่นนี้คงรู้สึกซาบซึ้งใจจนทำตัวไม่ถูกไปนานแล้ว ทว่าตู้หย่งเซี่ยวกลับวางตัวได้อย่างเหมาะสม เขาถอดหมวกทรงสูงออกก่อน ตามด้วยเสื้อคลุมตัวนอก แล้วก็มีคนเดินเข้ามารับไปแขวนให้เขาอย่างรู้หน้าที่
เหลยลั่วมองดูการกระทำของตู้หย่งเซี่ยวแล้วก็อดพูดไม่ออกไม่ได้ ไอ้หมอนี่เป็นแค่นักสืบแท้ๆ แต่วางมาดราวกับสารวัตร
"อาเซี่ยว ฉันเองก็ไม่รู้รสนิยมของนาย ไม่รู้ว่านายจะกินอาหารร้านข้างทางแบบนี้คุ้นหรือเปล่า แต่ร้านนี้อร่อยมากนะ สมัยก่อนตอนที่ฉันออกลาดตระเวนก็แวะมากินบ่อยๆ... เมื่อกี้ฉันสั่งของทอดสามอย่าง เต้าหู้แปดเซียน กุ้งมังกรอบชีส แล้วก็วุ้นเส้นนึ่งหอยเชลล์แห้งไว้ให้นายแล้ว..."
ตู้หย่งเซี่ยวยิ้มบางๆ "ขอโทษด้วยครับ พี่ลั่ว คนอย่างผมไม่ชินกับการให้คนอื่นมาจัดการให้ ไม่ว่าจะเรื่องเส้นทางที่จะเดิน หรืออาหารที่จะกิน ผมชอบจัดการด้วยตัวเองทั้งหมดครับ"
เหลยลั่วชะงักไปเล็กน้อย
จูโหยวจ๋ายที่อยู่ด้านข้างยิ่งขนลุกซู่ เขามองตู้หย่งเซี่ยวด้วยความประหลาดใจ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายโง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่
"ฮ่าๆ นายพูดถูก! ฉันไม่รู้รสนิยมนายไง นายสั่งเองก็เหมือนกันนั่นแหละ" พูดจบเหลยลั่วก็ยื่นเมนูให้ตู้หย่งเซี่ยว "แต่มีเรื่องหนึ่งที่นายห้ามแย่งฉันเด็ดขาด คืนนี้ฉันเลี้ยงเอง!"
ตู้หย่งเซี่ยวพยักหน้า หยิบปากกาขึ้นมาขีดเลือกอาหารไปสองสามอย่างลวกๆ
เหลยลั่วนั่งเอนพิงเก้าอี้ ยกขาไขว่ห้าง ล้วงเอาบุหรี่มาร์ลโบโรซองหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ เคาะบุหรี่ออกมาคาบไว้ในปาก จูโหยวจ๋ายรีบค้อมตัวลงช่วยจุดบุหรี่ให้อย่างรวดเร็ว
เหลยลั่วสูบบุหรี่เข้าไปเฮือกหนึ่ง หรี่ตาลงแล้วพ่นควันออกมา ท่ามกลางควันบุหรี่ที่ลอยคลุ้ง ใบหน้าที่มีสันกรามชัดเจนและจมูกงุ้มดั่งเหยี่ยวอันดุดันของเขาก็เผยให้เห็นถึงความทรงอำนาจสายหนึ่ง
ตู้หย่งเซี่ยววางเมนูลง
เหลยลั่วดีดนิ้ว ผู้ชายท่าทางเหมือนเถ้าแก่ก็รีบเดินเข้ามาเก็บเมนูไปทันที
เหลยลั่วปรายตามองพลางสูบบุหรี่อีกสองสามคำ สายตาของเขากวาดตั้งแต่เสื้อผ้าของตู้หย่งเซี่ยวไปจนถึงหลังเท้า
จูโหยวจ๋ายพูดขึ้นว่า "พี่ลั่ว ลืมบอกพี่ไปเลยว่านอกจากรองเท้าแล้ว ผมยังเอาชุดสูทของพี่ให้เขาไปด้วยครับ"
เหลยลั่วโบกมือ "ให้ไปน่ะดีแล้ว! เรื่องชุดสูทจะไม่พูดถึง แต่สำหรับรองเท้าคู่นี้ " เขามองไปทางตู้หย่งเซี่ยว "นายยังพอใจอยู่ไหม?"
ตู้หย่งเซี่ยวลุกขึ้นรินชาเติมให้เหลยลั่วก่อน แล้วจึงรินให้ตัวเองอีกหนึ่งแก้ว จากนั้นถึงเอ่ยว่า "รองเท้าใหม่ก็ต้องใช้เวลาปรับตัวครับ"
"ฮ่าๆ พูดได้ดี! ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องใช้เวลาปรับตัวทั้งนั้นแหละ!" เหลยลั่วคีบบุหรี่ไว้ ส่วนมืออีกข้างก็พลิกซองบุหรี่บนโต๊ะเบาๆ "อาเซี่ยว นายเป็นคนฉลาด งั้นฉันจะพูดสั้นๆ เลยก็แล้วกัน ฉันชื่นชมนาย นายมีความสามารถมาก การที่สามารถพาคนออกมาจากค่ายทหารของพวกฝรั่งได้น่ะ ถ้าเปลี่ยนเป็นฉันก็ยังไม่แน่ว่าจะทำได้เลย!"
"พี่ลั่วชมเกินไปแล้วครับ! ผมก็แค่โชคดีเท่านั้น ถ้าหากเป็นพี่ล่ะก็ จะต้องทำสำเร็จได้อย่างง่ายดายแน่นอน!" ตู้หย่งเซี่ยวยกถ้วยชาขึ้นส่งสัญญาณให้เหลยลั่ว ก่อนจะจิบเบาๆ
เมื่อเหลยลั่วได้ยินคำพูดประโยคนี้ของตู้หย่งเซี่ยว สีหน้าอยากดึงตัวมาเป็นพวกก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น เขาจงใจมองไปทางจูโหยวจ๋ายกับพวก "นี่ พวกนายหัดเรียนรู้เอาไว้บ้างนะ นี่แหละที่เรียกว่าชนะไม่เหลิง แพ้ไม่ท้อ! ไม่ใช่ว่าพอคนอื่นเขายกยอหน่อย หางก็ชี้โด่ขึ้นมาทันที!"
พูดจบ เหลยลั่วก็คีบบุหรี่พลางมองไปที่ตู้หย่งเซี่ยว "ให้โอกาสนายเลย มาอยู่กับฉัน ได้หรือเปล่า?"
"ได้ครับ!" ตู้หย่งเซี่ยวยังคงรอยยิ้มเดิม จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาทั้งสองข้างของเหลยลั่ว "แต่ผมต้องไปถามลูกพี่ของผมดูก่อนนะครับ!"
"นายหมายถึง... เหยียนสยงงั้นเหรอ?" เหลยลั่วหัวเราะ "คิดไม่ถึงเลยนะว่านายจะจงรักภักดีกับเขาขนาดนี้!"
"ต้องจงรักภักดีกับเขาถึงจะแลกเปลี่ยนเป็นแต้มต่อที่มากขึ้นได้ ไม่ใช่เหรอครับ?" ตู้หย่งเซี่ยวหัวเราะ "ถ้าผมตกลงจะอยู่กับพี่ทันที พี่จะเชื่อใจผมจริงๆ เหรอครับ?"
เหลยลั่วชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตบมือ "พูดได้ดี! ในเมื่อนายหักหลังเหยียนสยงได้อย่างง่ายดายขนาดนี้ แน่นอนว่าก็ย่อมต้องหักหลังฉันได้อย่างง่ายดายเหมือนกัน!" พูดจบก็ใช้มือที่คีบบุหรี่ชี้ไปที่ตู้หย่งเซี่ยว "ฉันชักจะชื่นชมนายมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ!"
"ในเมื่อพี่ชื่นชมผมขนาดนี้ แล้วพี่ตัดสินใจจะดึงผมมาเป็นพวกยังไงล่ะครับ?" ตู้หย่งเซี่ยวลูบคลำถ้วยชาเล่น เลิกคิ้วกระบี่ขึ้นมองเหลยลั่ว
รอยยิ้มของเหลยลั่วจางหายไป เขาจ้องมองตู้หย่งเซี่ยว "นายต้องการอะไร บอกฉันมา!"
คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำให้อากาศเย็นยะเยือกจนถึงจุดเยือกแข็งในพริบตา
จูโหยวจ๋ายที่อยู่ใกล้เหลยลั่วมากที่สุดอดไม่ได้ที่จะหดคอลง
"พี่ลั่วเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาจริงๆ ด้วย!" ตู้หย่งเซี่ยวดูเหมือนจะไม่รับรู้ถึงน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของเหลยลั่ว "เมื่อกี้พี่จ๋ายเพิ่งจะยัดแบงก์ร้อยให้คนอื่นไป ก็แค่ให้ช่วยดูรถให้ จากจุดนี้ผมก็รู้แล้วล่ะครับว่าพี่ลั่วเป็นคนใจกว้างและมือเติบแค่ไหน! พูดอีกอย่างก็คือ ต่อให้ผมจะเรียกร้องสูงแค่ไหน พี่ลั่วก็ต้องตกลงแน่!"
เหลยลั่วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาทั้งสองข้างของตู้หย่งเซี่ยวเขม็ง แล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมา "ไอ้หนูเอ๊ย กล้ามายกยอฉันเชียวนะ ถึงฉันจะเก่งกาจ แต่ฉันก็ไม่ใช่เทวดานะ ถ้านายอยากจะเป็นผู้ว่าการฮ่องกง ฉันไม่ฉิบหายพอดีรึไง?"
"วางใจเถอะครับ ผมไม่ได้โลภขนาดนั้น!"
"งั้นเหรอ? ลองพูดมาซิ นายมีข้อเรียกร้องอะไร?" เหลยลั่วทรุดตัวลงนั่งอีกครั้ง พร้อมกับยกถ้วยชาขึ้น
"ข้อเรียกร้องของผมไม่สูงหรอกครับ" ตู้หย่งเซี่ยวจิบชา เงยหน้าขึ้นมองเหลยลั่วแล้วยิ้มบางๆ "ผมอยากเป็นสารวัตร"
"พรวด!" เหลยลั่วพ่นชาออกมาเต็มปาก
"พี่ลั่ว ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ?" จูโหยวจ๋ายรีบช่วยลูบหลังให้เขา
"แค่กๆๆ!" เหลยลั่วแทบจะสำลักคำพูดประโยคนี้ของตู้หย่งเซี่ยวจนตาย "นายพูดว่าอะไรนะ? พูดอีกทีซิ?"
"ผมบอกว่า ผมอยากเป็นสารวัตร รบกวนพี่ลั่วช่วยสานฝันให้ด้วยครับ!" ตู้หย่งเซี่ยวรินชาถ้วยใหม่ ยกขึ้นคารวะเหลยลั่วด้วยสีหน้าจริงใจ
เหลยลั่วลูบผมทรงเสยเรียบแปล้ของตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะมองไปที่ตู้หย่งเซี่ยว "นายรู้หรือเปล่าว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่? นายเพิ่งจะได้เลื่อนขั้นเป็นนักสืบมาแค่สามวัน... เอ๊ะ หรือห้าวันนะ? ตอนนี้ถึงกับอยากจะเป็นสารวัตรซะแล้ว "
"รบกวนพี่ลั่วช่วยสานฝันด้วยครับ"
"นี่มันไม่ใช่เรื่องสานฝันหรือไม่สานฝัน แต่มันเป็นปัญหาเรื่องคุณวุฒิ ปัญหาเรื่องหลักการ... สรุปก็คือ มันคลาดเคลื่อนจากที่ฉันคิดเอาไว้มากเกินไป" สิ่งที่เหลยลั่วคิดเอาไว้แต่แรกก็คือการดึงตัวตู้หย่งเซี่ยวมาเป็นพวก ให้เขาย้ายมาที่เกาะฮ่องกง ถึงตอนนั้นค่อยๆ เลื่อนตำแหน่งให้เขาทีละนิด คิดไม่ถึงเลยว่าตู้หย่งเซี่ยวจะโลภมากถึงเพียงนี้
อย่าว่าแต่เหลยลั่วเลย แม้แต่จูโหยวจ๋ายกับพวกก็ยังตกตะลึงกับคำพูดของตู้หย่งเซี่ยว ถ้าหากตู้หย่งเซี่ยวสามารถเปลี่ยนจากนักสืบกลายเป็นสารวัตรได้จริงๆ ล่ะก็ นั่นมันทำลายสถิติชัดๆ
"ต้องมีความคลาดเคลื่อนอยู่แล้วครับ แต่ว่าเรื่องนี้คนอื่นคงทำไม่สำเร็จหรอก พี่ลั่วต้องทำได้แน่!"
"ไม่ต้องมายกยอฉันหรอก ฉันไม่หลงกลหรอกนะ!"
"งั้นเหรอครับ? ถ้างั้นก็ช่างเถอะครับ ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นก็ช่างมันเถอะ" ตู้หย่งเซี่ยวดูท้อแท้มาก "งั้นผมกลับไปอยู่กับเหยียนสยงเหมือนเดิมดีกว่า อย่างน้อยเขาก็รับปากว่าจะเลื่อนขั้นให้ผมเป็นหัวหน้านักสืบ!" ตู้หย่งเซี่ยวใช้การถอยเพื่อรุก
"อะไรนะ?"
เมื่อเหลยลั่วได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
ตู้หย่งเซี่ยวยกถ้วยชาขึ้นคารวะเหลยลั่วอีกครั้ง "หัวหน้านักสืบ หรือจะสารวัตร พี่ลั่วเป็นคนตัดสินใจครับ!"
เวลาหยุดนิ่ง!
จูโหยวจ๋ายกับพวกมองไปที่เหลยลั่ว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
จู่ๆ เหลยลั่วก็รับถ้วยชามา "แม่งเอ๊ย! สารวัตรใช่ไหม ฉันรับปากนาย!"
พูดจบ
ก็ดื่มรวดเดียวจนหมด!







