ค่ำคืนต้นฤดูใบไม้ผลิหนาวเหน็บ ลมพัดไม่แรงนักแต่กลับเย็นยะเยือกเสียดแทงกระดูก รอยต่อของหน้าต่างถูกปิดทับด้วยกระดาษอย่างมิดชิดเรียบร้อย ไฟในเตากำลังลุกโชน ทำให้ห้องเล็กๆ ด้านในดูอบอุ่นเป็นพิเศษ
นี่เป็นครั้งที่สองที่ฉู่ชิงมาที่ห้องนี้ ครั้งแรกคือตอนที่มาช่วยเธอย้ายบ้าน ตอนนั้นห้องยังว่างเปล่าและดูเงียบเหงา ทว่าตอนนี้พอมองสำรวจดูคร่าวๆ บนเตียงเล็กๆ มีผ้าคลุมปักลายปูไว้ มุมหนึ่งมีโต๊ะเครื่องแป้งซึ่งมีขวดและกระปุกวางอยู่สี่ห้าชิ้น ผ้าม่านสีชมพูผืนยาวทิ้งตัวจรดพื้น สะท้อนให้เห็นเงาของพวกเขาทั้งสองคน
ฉู่ชิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ส่วนหวงอิ่งนั่งอยู่บนเตียง ทั้งคู่ต่างไม่พูดอะไร นาฬิกาตั้งพื้นเรือนเก่าแกว่งลูกตุ้มดังติ๊กต่อกๆ บรรยากาศก็พลันกระอักกระอ่วนขึ้นมา
หวงอิ่งก้มหน้า สองมือขยำชายเสื้อไปมา ฉู่ชิงประคองแก้วชาใบใหญ่ ดื่มน้ำอึกๆ ไปหลายอึก ในใจรู้สึกอึดอัดชอบกล
เดิมทีเขานอนไม่หลับเลยกะจะแวะมาคุยเล่น แต่พอเข้ามาในห้องกลับไม่รู้จะพูดอะไร บรรยากาศชวนอึดอัดแบบนี้ทำเอาเขาตั้งตัวไม่ทัน รู้สึกว่าคิดผิดไปหน่อย
“พี่ฉู่ชิง” หวงอิ่งเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน
“หืม?”
หวงอิ่งพูดด้วยความกังวล “วันนี้พี่ไปล่วงเกินจางเปียวเข้า เกรงว่าเขาคงไม่ยอมให้พี่อยู่ที่นี่ต่อแล้วล่ะ”
ฉู่ชิงบอก “ไม่เป็นไรหรอก มันไม่กล้าทำอะไรฉันแน่ เธอนั่นแหละที่ต้องย้ายที่อยู่ใหม่ จะได้ไม่ต้องโดนมันมารังควานอีก”
“ฉันจะย้ายไปไหนได้ล่ะ ตอนนี้ค่าเช่าบ้านแพงจะตาย ที่นี่ถึงจะเก่าไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็ถูก อีกอย่าง... อีกอย่างก็ยังมีพี่อยู่นี่นา ฉันไม่กลัวเขาหรอก” เสียงของหวงอิ่งเบาลงเรื่อยๆ พวงแก้มแดงระเรื่อภายใต้แสงไฟดูราวกับดอกท้อที่กำลังเบ่งบาน
“เอ่อ... ฉันอาจจะต้องย้ายออกแล้วล่ะ” ฉู่ชิงรู้สึกกระดากใจเล็กน้อย
หวงอิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบถามอย่างร้อนรน “ย้ายออกเหรอ? พี่จะย้ายไปไหน?”
“วันนี้ฉันเจอคนสองคน พวกเขาดึงดันจะให้ฉันไปเล่นหนังให้ได้ เลยต้องไปอยู่ที่ซานซีสักพักน่ะ”
ฉู่ชิงไม่ได้ปิดบัง เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง
หวงอิ่งถามอย่างสงสัย “เล่นหนังเนี่ยนะ? หาพี่เนี่ยนะ?”
พอพูดจบก็รู้สึกว่าคำพูดของตัวเองฟังดูทะแม่งๆ จึงรีบโบกมือปฏิเสธ “ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ ฉันหมายถึง...”
“ฮ่าๆ อย่าว่าแต่เธอเลย ฉันเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน” ฉู่ชิงหัวเราะ “เป็นนักศึกษาสถาบันภาพยนตร์สองคน ดูท่าทางเอาการเอางานอยู่ ฉันเองก็ไม่ได้มีธุระอะไร เลยตกลงไป ถือซะว่าไปเปิดหูเปิดตาก็ดีเหมือนกัน”
“เขาให้เงินไหม?” หวงอิ่งถามคำถามเดียวกับที่เขาเคยถามเป๊ะ
ฉู่ชิงชูนิ้วขึ้นมาทำมือเป็นตัวเลขแล้วบอก “เท่านี้”
“สองร้อยเหรอ?”
ฉู่ชิงถึงกับเหงื่อตก บอกไปว่า “สองพัน!”
“เยอะขนาดนั้นเลย!” หวงอิ่งตกใจเล็กน้อย เงินจำนวนนี้เทียบเท่ากับเงินเดือนเกือบสามเดือนของเธอเลยทีเดียว
“ก็พอดูได้ ต้องไปอยู่ตั้งสองเดือนน่ะ พอมองแบบนี้ก็ถือว่าไม่เยอะเท่าไหร่”
“เพราะงั้น พี่ก็เลยจะไม่อยู่ที่นี่แล้วใช่ไหม?” หวงอิ่งถาม
“อืม อีกไม่กี่วันก็ไปแล้ว ยังไงสัญญาเช่าบ้านก็ใกล้จะหมดพอดี เลยกะจะคืนห้องไปเลย เมื่อกี้ฉันพูดกับเธอจริงๆ นะ จางเปียวมันเป็นพวกอันธพาล วันหลังมันต้องมาหาเรื่องเธอแน่ รีบหาที่อยู่ใหม่ให้เร็วที่สุดเถอะ ถือโอกาสตอนที่ฉันยังไม่ไป จะได้ช่วยย้ายของได้” ฉู่ชิงพูดไปพลางดื่มน้ำไปพลาง
หวงอิ่งก้มหน้านิ่งเงียบ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ผ่านไปพักใหญ่จึงเงยหน้าขึ้นมาบอก “งั้นพรุ่งนี้ฉันลางานวันนึง ไปหาบ้านเช่าดีกว่า”
ฉู่ชิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วบอก “ฉันรู้จักอยู่ย่านนึงนะ แต่ไม่รู้ว่าปล่อยเช่าไปหรือยัง เธอไม่ต้องลางานหรอก พรุ่งนี้ฉันไปดูให้เอง แล้วค่อยว่ากันอีกที”
“ตกลง ฉันเชื่อพี่”
หวงอิ่งชำเลืองมองนาฬิกา เผลอแป๊บเดียวก็ห้าทุ่มแล้ว จู่ๆ เธอก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ใบหน้าเล็กๆ แดงซ่านขึ้นมาทันที เธอเม้มริมฝีปากพลางเอ่ย “พี่ฉู่ชิง ห้าทุ่มแล้ว พี่กลับไปนอนดีไหม”
น้ำเสียงของเธอเบาหวิวและนุ่มนวล ราวกับกำลังเคี้ยวพุทราจีนรสหอมหวาน แล้วเป่าลมหายใจรดใบหูคนฟัง
ในใจฉู่ชิงเหมือนถูกกรงเล็บเล็กๆ ข่วนเบาๆ อดไม่ได้ที่จะพิจารณาหญิงสาวตรงหน้า
จะว่าไปถึงทั้งสองคนจะเจอกันทุกวัน แต่ฉู่ชิงก็ไม่เคยสังเกตเธออย่างละเอียดเลยจริงๆ
หวงอิ่งเป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง ผมยาวดำขลับ ผิวพรรณขาวเนียน หน้าตาไม่ได้ถือว่าสวยสะดุดตานัก ทว่าระหว่างคิ้วและดวงตากลับแฝงไปด้วยความงดงามอ่อนช้อยตามแบบฉบับสาวชาวน้ำแดนเจียงหนาน
ยามนี้เธอยืนอยู่ใต้แสงไฟราวกับต้นหอมในฤดูใบไม้ผลิ พวงแก้มแดงระเรื่อดุจลูกท้อและลูกพลัม นอกจากความสดใสคล่องแคล่วแล้ว ยังมีความเย้ายวนใจในอีกรูปแบบหนึ่งด้วย
เขาย่อมรู้ดีว่าหญิงสาวคิดอย่างไรกับตน แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอเลย มองเธอเป็นแค่น้องสาวคนหนึ่งมาตลอด จึงทำได้เพียงแกล้งโง่ทำเป็นไม่รู้เรื่องต่อไป
ฉู่ชิงดื่มน้ำไปอีกอึกเพื่อปกปิดความหวั่นไหวในใจ แล้วยิ้มบอก “งั้นฉันกลับล่ะนะ เธอก็รีบนอนซะล่ะ”
หวงอิ่งมองเขาเดินออกจากห้องไป พอนึกถึงความคิดเมื่อครู่ ใบหน้าก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
เธอลงกลอนประตู วิ่งกลับเข้าห้องนอนแล้วทิ้งตัวลงบนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง ไม่ยอมลุกขึ้นมาอีกเลย
…………
ในยุคนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ได้รุกรานเข้ามาอย่างบ้าคลั่งเต็มรูปแบบ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนายหน้าอสังหาริมทรัพย์เลย เดินไปตามถนนหลายสายก็ยังไม่เจอสักร้าน ไม่เหมือนกับยุคหลังๆ ที่แม้แต่ในอำเภอเล็กๆ ที่ฉู่ชิงอาศัยอยู่ยังถูกล้อมรอบไปด้วยบริษัทนายหน้าน้อยใหญ่
ปกติแล้วฉู่ชิงมักจะเก็บขยะ ตระเวนไปตามย่านต่างๆ จนคุ้นชินเส้นทางเป็นอย่างดี เขาพาหวงอิ่งเดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ลัดเลาะเข้าไปในตรอกเล็กๆ สายหนึ่ง แล้วมาหยุดอยู่หน้าประตูไม้ทาสีแดงสด
“ก๊อกๆๆ!”
ฉู่ชิงเคาะประตู
“มาแล้วๆ!”
สิ้นเสียง ตาเฒ่าคนหนึ่งก็มาเปิดประตู เสื้อผ้าของเขาดูเก่าแต่สะอาดสะอ้าน สวมแว่นตา ดูมีมาดของผู้คงแก่เรียน
พอเห็นว่าเป็นฉู่ชิงก็หัวเราะร่า “อ้าว! มาซะเช้าเชียว มาเดินหมากรุกกันสักกระดานสิ ฉันกำลังคันไม้คันมืออยู่พอดีเลย!”
ตาเฒ่าแซ่เฉิง เป็นศาสตราจารย์เกษียณอายุ ส่วนเรื่องที่ว่าแกทำวิจัยเกี่ยวกับอะไรฉู่ชิงก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก แกมีบ้านพักทรงซื่อเหอย่วนหลังเล็กๆ ของตัวเอง แกกับภรรยาพักอยู่ห้องหนึ่ง ลูกสาวอยู่ห้องหนึ่ง อีกห้องทำเป็นห้องเก็บของ และยังมีห้องว่างเหลืออยู่อีกหนึ่งห้อง
ฉู่ชิงมักจะมารับซื้อของเก่าแถวนี้บ่อยๆ ไปๆ มาๆ ก็เลยรู้จักกัน เวลาว่างเขาก็มักจะมานั่งเล่นหมากรุกจิบชาเป็นเพื่อนตาเฒ่า
ตาเฒ่าเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีมาดหยิ่งยโสแบบปัญญาชน ทั้งยังไม่เคยดูถูกฉู่ชิง ทั้งสองคนจึงกลายเป็นเพื่อนต่างวัยกัน
พอหวงอิ่งบอกว่าจะเช่าบ้าน เขาก็นึกถึงที่นี่ขึ้นมาทันที คนที่นี่ล้วนเป็นคนดี ให้หญิงสาวมาอยู่ที่นี่เขาก็วางใจ
ฉู่ชิงเอ่ยขึ้น “คุณตารอเดี๋ยวก่อนนะครับ ผมพาคนมาด้วย ลองดูก่อนสิครับ”
พูดจบเขาก็เบี่ยงตัวหลบ เผยให้เห็นหวงอิ่งที่ยืนอยู่ด้านหลัง
ตาเฒ่าเฉิงเห็นหวงอิ่งเป็นหญิงสาวที่ดูสะอาดสะอ้าน ใบหน้าดูอ่อนโยนเป็นมิตร ไม่ใช่คนประเภทเอะอะโวยวายก็รู้สึกถูกใจ จึงบอกว่า “คนที่นายแนะนำมา ฉันยังมีอะไรต้องดูอีก แม่หนูคนนี้โหงวเฮ้งดี ลองไปดูห้องก่อนไหมล่ะ?”
หวงอิ่งพูดอย่างมีมารยาท “คุณลุงเฉิงคะ หนูชื่อหวงอิ่งค่ะ มารบกวนคุณลุงแล้วนะคะ”
เธอเดินเข้าไปดูห้องก่อน ตาเฒ่าเฉิงทิ้งระยะห่างออกมาเล็กน้อย ใช้ข้อศอกกระทุ้งฉู่ชิงเบาๆ แล้วกระซิบถาม “แฟนนายเหรอ?”
“ไม่ใช่ครับ แค่เพื่อนกัน”
ตาเฒ่าเฉิงหัวเราะหึๆ ขยิบตาหลิ่วตาให้เป็นเชิงบอกว่า : ไอ้หนุ่ม ฉันเข้าใจน่า!
ฉู่ชิงถึงกับเหงื่อตก ตาเฒ่าคนนี้ดีทุกอย่าง เสียก็แต่มีความเป็นเด็กซุกซนซ่อนอยู่เนี่ยแหละ
บ้านซื่อเหอย่วนหลังนี้สะอาดกว่าบ้านของจางเปียวตั้งเยอะ กลางลานบ้านมีซุ้มเถาวัลย์น้ำเต้าปลูกไว้ ด้านล่างมีชุดโต๊ะเก้าอี้หินตั้งอยู่ มีดอกไม้ใบหญ้าไม่น้อย ดูเงียบสงบและร่มรื่น
ห้องกว้างขวางทีเดียว แบ่งเป็นห้องด้านนอกและห้องด้านใน ผนังทั้งสี่ด้านทาสีขาวสะอาดตา เฟอร์นิเจอร์ครบครัน ขาดก็แต่โทรทัศน์เท่านั้น ดูแล้วเหมือนกับห้องพักในโรงแรมไม่มีผิด
หวงอิ่งรู้สึกถูกใจ ในขณะที่ฉู่ชิงก็พอใจมากเช่นกัน เขาพูดขึ้นว่า “ห้องนี้ดีจริงๆ ครับ คุณตาเสนอราคามาได้เลย”
“สามร้อย! จะจ่ายเดือนละครั้ง หรือสามเดือนครั้งก็ได้” ตาเฒ่าไม่เล่นตัว โยนตัวเลขออกมาตรงๆ
ฉู่ชิงชะงัก ไม่ใช่เพราะราคาแพงไป แต่เป็นเพราะมันถูกไปต่างหาก สภาพแบบนี้ ต่อให้คิดห้าร้อยหกร้อยก็ไม่ถือว่าแพงเลย
เห็นได้ชัดว่าแกเห็นแก่หน้าเขา ในใจรู้สึกซาบซึ้ง จึงหันไปถามหวงอิ่ง “ว่าไง?”
หวงอิ่งเองก็รู้ความ จึงพูดกับตาเฒ่าว่า “ขอบคุณค่ะคุณลุงเฉิง แต่หนูคงมาอยู่เฉยๆ ไม่ได้หรอกนะคะ วันหลังงานล้างจานกวาดบ้านของบ้านคุณลุง หนูขอเหมาหมดเลยค่ะ!”
ตาเฒ่าโบกมือปฏิเสธ หัวเราะร่าพลางบอก “ฉันหาเพื่อนบ้าน ไม่ได้หาคนรับใช้เสียหน่อย อีกอย่างจะบอกว่ามาอยู่เฉยๆ ได้ยังไง แม่หนูก็ต้องจ่ายค่าเช่าไม่ใช่เรอะ! จะย้ายมาวันไหนล่ะ?”
หวงอิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วตอบ “ตอนบ่ายก็ย้ายมาได้เลยค่ะ”
ตาเฒ่าพยักหน้า ล้วงพวงกุญแจออกมาส่งให้เธอแล้วบอก “ตกลง! เอากุญแจไปก่อน ดอกหนึ่งของประตูใหญ่ อีกดอกเป็นของห้องแม่หนู” จากนั้นก็หันไปยิ้มกับฉู่ชิง “ไอ้หนุ่ม นายไม่ได้มาตั้งนาน ช่วงเช้านี้ถ้าไม่มีธุระอะไร มาดวลหมากรุกกันสักสองสามกระดานมา!”
ฝีมือหมากรุกของตาเฒ่าคนนี้เข้าขั้นแย่มาก แต่กลับหลงใหลการเล่นหมากรุกเป็นชีวิตจิตใจ ฉู่ชิงจำใจต้องให้หวงอิ่งกลับไปก่อน ส่วนตัวเองก็อยู่รับการทรมานต่อไป
เผลอแป๊บเดียวก็ถึงตอนเที่ยง ฉู่ชิงหนีออกมาจากบ้านของตาเฒ่าในสภาพเหงื่อท่วมตัว เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจสู้รบปรบมือกับอีกฝ่ายไปถึงสามร้อยเพลงหมาก สุดท้ายก็พ่ายแพ้ไปอย่างน่าเสียดายเพียงแค่ก้าวเดียว
ตาเฒ่าเฉิงเล่นได้อย่างสะใจสุดๆ เรียกได้ว่าได้เจอคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อ แกจึงปล่อยเขากลับไปอย่างอาลัยอาวรณ์
เดิมทีฉู่ชิงกะจะกลับบ้านเลย แต่พอนึกอะไรขึ้นมาได้ ก็แวะไปถอนเงินที่ธนาคารมาหกร้อยหยวน
บ้านเกิดของหวงอิ่งอยู่ทางใต้ พ่อเสียชีวิตไปแล้ว เหลือเพียงแม่ที่ป่วยออดๆ แอดๆ กับน้องชายที่กำลังเรียนหนังสือ เป็นแบบฉบับของครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยมีพี่สาวคนโตเป็นเสาหลักค้ำจุนครอบครัว
เธอมีรายได้เดือนละหกร้อยหยวน รวมกับงานพิเศษที่ทำเพิ่มก็จะได้ประมาณเจ็ดถึงแปดร้อยหยวน ซึ่งครึ่งหนึ่งต้องส่งกลับไปให้ที่บ้าน ดังนั้นเธอจึงไม่กล้ากินไม่กล้าใช้ ประหยัดมัธยัสถ์เป็นอย่างมาก
ฉู่ชิงไม่มีภาระผูกพันอะไร จึงพอมีเงินเก็บอยู่หลายพันหยวน การที่หวงอิ่งต้องย้ายออกมาเช่าบ้านครั้งนี้ ตัวเขาเองก็มีส่วนรับผิดชอบด้วย เขาเลยกะจะช่วยจ่ายค่าเช่าบ้านสองเดือนนี้ให้ก่อน
ส่วนหลังจากสองเดือนผ่านไป...
ค่อยว่ากันอีกที
ฉู่ชิงถอนเงินเสร็จก็กลับไปที่บ้านตาเฒ่าเฉิงอีกครั้ง เพื่อจ่ายค่าเช่าบ้านล่วงหน้าสองเดือน
ตาเฒ่าส่งสายตาจับผิดมาให้อย่างโจ่งแจ้งอีกครั้ง : ไอ้หนุ่ม ถ้าพวกนายเป็นแค่เพื่อนธรรมดากัน จะมาช่วยจ่ายค่าเช่าบ้านให้เธอทำไม จะหลอกใครก็ไปหลอกเถอะ!
ฉู่ชิงขี้เกียจจะอธิบาย เลยถือโอกาสเก็บกองหนังสือพิมพ์เก่าในบ้านแกมาด้วยซะเลย
พอกลับมาถึงบ้าน หวงอิ่งก็เก็บกระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าวของทั้งถุงเล็กถุงน้อยสิบกว่าใบวางกองอยู่เต็มห้องด้านนอก โต๊ะเครื่องแป้งตัวเล็กนั่นเป็นของเธอเอง ตอนแรกเธอกะจะย้ายมันไปด้วย แต่ฉู่ชิงเห็นว่าที่นั่นมีตัวใหญ่กว่าแถมยังดีกว่าตัวนี้ ภายใต้สายตาตัดพ้อของหวงอิ่ง เขาก็โยนมันทิ้งไว้ข้างนอกหน้าตาเฉย
เขามีรถสามล้อถีบอยู่คันหนึ่ง เอาไว้ใช้รับซื้อของเก่า เขาปั่นไปกลับสองรอบก็ขนของไปจนหมด
ตั้งแต่เช้ามายังไม่เห็นจางเปียวเลย ประตูห้องล็อคอยู่ ไม่รู้ว่าหายหัวไปไหน
สัญญาเช่าของหวงอิ่งก็ใกล้จะหมดแล้ว เธอไม่อยากจะทักทายกับจางเปียวด้วย เลยตัดสินใจย้ายออกไปดื้อๆ แบบนี้แหละ
กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จก็ตกเย็นแล้ว ทั้งสองคนหาร้านอาหารเล็กๆ กินข้าวกัน หวงอิ่งจะให้เงินค่าเช่าบ้าน แต่ฉู่ชิงก็ดันมือเธอกลับไปอย่างแข็งขัน
ตอนสี่ทุ่ม เขาถึงได้กลับมาที่ห้องซอมซ่อของตัวเอง พอมองไปที่ห้องของจางเปียว ก็ยังคงมืดสนิทอยู่ ไอ้หมอนี่คงจะโดนเขาอัดจนกลัวหัวหด เลยหนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ข้างนอกล่ะมั้ง
ฉู่ชิงเอนตัวลงนอนบนเตียง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าสองวันมานี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน เรื่องนั้นจบเรื่องนี้ก็เข้ามา ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนเลยสักนิด เขาไม่ค่อยชินกับความวุ่นวายแบบนี้ รู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง ไม่ใช่เหนื่อยกาย แต่เป็นความรู้สึกวุ่นวายใจมากกว่า
ช่วงไม่กี่วันหลังจากนั้น เขาจัดการขายของเก่าที่สะสมไว้ในห้องไปจนหมดเกลี้ยง แลกเป็นเงินมาได้สองร้อยหยวน ส่วนรถสามล้อถีบคันนั้นก็ขายเลหลังไปในราคาถูก
พอมาจัดห้องถึงเพิ่งรู้ว่า ข้าวของเครื่องใช้ของตัวเองมันช่างน้อยนิดจนน่าสงสาร นอกจากเสื้อผ้าไม่กี่ชุดกับรองเท้าสองคู่ ก็ไม่มีอะไรที่ควรค่าแก่การเอาไปด้วยเลย
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ ฉู่ชิงก็ว่างงานอย่างสมบูรณ์แบบ เขาแวะไปที่สถาบันภาพยนตร์อีกครั้งเพื่อพูดคุยกับเจี่ยจางเคอ กำหนดวันเดินทาง พร้อมกับถือโอกาสเอาบทภาพยนตร์กลับมาด้วยหนึ่งชุด







