“ไอ้เด็กบ้า แกยังมีอารมณ์มาสูบบุหรี่อยู่อีกเหรอ?”
ตู้หย่งเซี่ยวยังไม่ทันตั้งตัว หูก็ถูกหลี่ชุ่ยเหลียนผู้เป็นแม่บิดหมับเข้าให้
“ที่แกลาออกไปเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบมันหมายความว่ายังไง? ไปล่วงเกินเหยียนสยงคืออะไร? แล้วยังไปกู้เงินกู้นอกระบบมาอีกมันเรื่องบ้าอะไรกัน?”
“ปล่อยก่อนครับแม่ เจ็บ!” ตู้หย่งเซี่ยวไม่คิดว่าแม่จะดุเดือดขนาดนี้ เขาเลิกสนใจบุหรี่แล้วรีบร้องขอความเมตตาทันที
“นั่นสิที่รัก คุณอย่าเพิ่งเปิดฉากยิงคำถามรัวๆ แบบนี้สิ! อาเซี่ยวต้องใช้เวลาอธิบายนะ! อีกอย่าง ลูกก็โตป่านนี้แล้ว แถมยังเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบด้วย คุณไปบิดหูเขาแบบนี้มันน่าอายนะ!”
“ไม่ให้บิดหูมัน แล้วจะให้บิดหูคุณหรือไง?” หลี่ชุ่ยเหลียนตอกกลับ “ตั้งหนึ่งหมื่นหยวนเลยนะ จะเอาที่ไหนไปคืน?!”
ตู้ต้าเพ่ารีบยกมือขึ้นปิดหูตัวเอง “งั้นคุณบิดหูมันต่อไปเถอะ! อาเซี่ยว พ่อขอโทษนะ พ่อเองก็เอาตัวไม่รอดเหมือนกัน!”
ตู้หย่งเซี่ยวถูกแม่บิดหูลากเข้าไปในบ้าน ภาพลักษณ์หล่อเหลาเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น
“ฟังผมอธิบายก่อน... ที่ผมได้เลื่อนขั้นเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบก็เพราะผมสอบข้อเขียนได้ที่หนึ่ง ส่วนเรื่องล่วงเกินเหยียนสยงผมก็ไม่ได้ตั้งใจ สำหรับเงินกู้นอกระบบ แม่วางใจได้เลย ผมมีวิธีจัดการ!”
ตู้หย่งเซี่ยวพูดรวดเดียวจบ เขาอธิบายต้นสายปลายเหตุอย่างละเอียด แล้วบอกหลี่ชุ่ยเหลียนว่าไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้เขาเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบแล้ว การหาเงินมาใช้หนี้ก้อนนี้เป็นเรื่องง่ายมาก
หลี่ชุ่ยเหลียนจะยอมเชื่อได้ยังไง เงินหนึ่งหมื่นหยวนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ขืนทำพลาดขึ้นมาอาจถึงตายกันทั้งครอบครัว!
พอมองดูบ้านที่ว่างเปล่ามีแต่กำแพงสี่ด้าน ต่อให้เป็นหนี้จริงๆ เธอก็หมดหนทาง
หลี่ชุ่ยเหลียนยอมปล่อยมือ ตู้หย่งเซี่ยวลูบหูด้วยความหวาดเสียว
ตู้ต้าเพ่าช่วยพูดไกล่เกลี่ยอยู่ข้างๆ “หนึ่งหมื่นหยวนก็ถือว่าไม่เยอะเท่าไหร่นี่นา เมื่อก่อนตอนที่ผมทำธุรกิจอยู่ที่บ้านเกิดในเฉาโจว ผมก็เคยหาเงินได้ตั้งหนึ่งหมื่นเหมือนกัน! อีกอย่าง อาเซี่ยวบ้านเราน่ะเป็นดาวเหวินชวี่ลงมาเกิดเชียวนะ คุณดูสิว่าถอดแบบผมมาขนาดไหน สอบข้อเขียนได้ที่หนึ่ง โคตรจะเท่เลย!”
“ถอดแบบคุณบ้าบออะไรล่ะ!” หลี่ชุ่ยเหลียนด่าเปิง “ถ้าไม่ใช่เพราะคุณผีพนันเข้าสิงจนผลาญสมบัติที่บ้านไปหมด อาเซี่ยวก็คงไม่ต้องไปสมัครเป็นตำรวจหรอก! อาซุ่นก็คงไม่ต้องไปเป็นกรรมกรแบกหามที่ท่าเรือ แล้วอาเหมยก็คงไม่ต้องไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมแบบนี้!”
ตู้ต้าเพ่าถูกด่าจนหน้าหงาย แต่ก็ไม่กล้าปริปากเถียง
ครอบครัวตระกูลตู้มาจากเฉาโจว ที่บ้านมีสมาชิกทั้งหมดห้าคน เดิมทีฐานะทางบ้านค่อนข้างมั่งคั่งจากการทำธุรกิจสบู่ในเฉาโจว หลังจากย้ายมาฮ่องกง ตู้ต้าเพ่ามีเงินทุนติดตัวมาสามหมื่นหยวน ตอนแรกตั้งใจจะกลับมาทำอาชีพเดิม ใครจะไปรู้ว่าดันไปติดการพนันเข้า ไม่นานก็ผลาญสมบัติจนหมดตัว
“ผมก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้นี่นา! ที่ผมไปเล่นพนันก็เพื่อครอบครัวเราไม่ใช่หรือไง? ถ้าเกิดผมเล่นได้ขึ้นมา พวกเราก็รวยเละไปแล้ว!”
“รวยบ้าอะไรล่ะ! เล่นสิบเสียเก้า ถ้าคุณเล่นได้ ฉันก็คงไม่ต้องไปทำงานงกๆ ที่โรงงานดอกไม้พลาสติกทั้งวันทั้งคืนหรอก!” หลี่ชุ่ยเหลียนยิ่งพูดยิ่งโมโห เธอคว้าไม้ขนไก่ฟาดใส่สามีทันที
“อย่าตีสิ อย่าตี! เดี๋ยวลูกมาเห็นเข้ามันไม่งามนะ!” ตู้ต้าเพ่ารีบหลบไปอยู่หลังตู้หย่งเซี่ยว
ตู้หย่งเซี่ยวจำต้องหันมาปกป้องผู้เป็นพ่อ เมื่อหลี่ชุ่ยเหลียนเห็นดังนั้นจึงยอมหยุดมือ “พวกคุณสองคนพ่อลูกไม่มีใครดีสักคน!” เธอโยนไม้ขนไก่ทิ้งแล้วเดินไปทำกับข้าว
ตู้ต้าเพ่าเอามือลูบอก “ตกใจแทบแย่ แม่แกนี่ก็จริงๆ เลย ไม่ไว้หน้ากันบ้างเลย! พ่อก็เป็นผู้ชายนะ พ่อก็ต้องรักษาหน้าบ้างสิ!”
ตู้ต้าเพ่าพูดพลางยืดอกขึ้นมาอีกครั้ง เขาโอบคอตู้หย่งเซี่ยว “ลูกรัก โชคดีนะที่พ่อตั้งชื่อให้แกได้ดี หย่งเซี่ยว หย่งเซี่ยว เพื่อให้แกกตัญญูตลอดไป รู้จักปกป้องพ่อในยามคับขัน!”
“ถ้าพ่อตั้งชื่อผมว่าหย่งฟาไม่ดีกว่าเหรอ? ร่ำรวยตลอดไป เป็นมงคลจะตาย!”
“ไอ้เด็กบ้า กล้าล้อเลียนพ่อแล้วเหรอ!” ตู้ต้าเพ่าตบไหล่ตู้หย่งเซี่ยวไปหนึ่งที “รีบถอดชุดสูทตัวนี้ออกเร็วเข้า ให้พ่อลองใส่ดูหน่อย! ไม่ได้ใส่สูทมาตั้งนาน เมื่อก่อนตอนที่พ่อขายสบู่ที่เฉาโจวก็ใส่สูทผูกไท ใครๆ ก็ชมว่าพ่อหล่อเฟี้ยว!”
ตู้หย่งเซี่ยวเพิ่งจะถอดชุดสูทสีขาวออก ยังไม่ทันจะได้ส่งให้พ่อ หลี่ชุ่ยเหลียนก็เดินมาจากหน้าเตาแล้วคว้าไปเสียก่อน เธอใช้มือปัดฝุ่นอย่างระมัดระวังด้วยความกลัวว่าตู้ต้าเพ่าจะทำชุดสูทเปื้อน พร้อมกับตวาดว่า “ของดีขนาดนี้ใช่ของที่คุณควรใส่หรือไง? คุณดูเนื้อผ้านี่สิ ดูฝีมือการตัดเย็บนี่สิ พรุ่งนี้อาเซี่ยวยังต้องใส่มันไปเชิดหน้าชูตา คุณอย่าทำมันยับเชียวนะ!”
พูดจบ หลี่ชุ่ยเหลียนก็ไปหาไม้แขวนเสื้อ ตั้งใจจะแขวนชุดสูทตัวนี้ให้ดี ทว่าที่บ้านยากจนเกินไป แม้แต่ไม้แขวนเสื้อก็ยังไม่มี หมดหนทาง จึงทำได้เพียงให้ตู้ต้าเพ่าไปหาขดลวดเหล็กมาดัดเป็นไม้แขวนเสื้อแก้ขัด
ทางด้านตู้ต้าเพ่าแขวนชุดสูทอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เขาแขวนมันไว้ที่มุมห้อง มองซ้ายมองขวาก็รู้สึกว่ามันเข้ากับตัวเองมาก พอหันไปก็เห็นภรรยากำลังถลึงตาใส่ จึงรีบกระแอมไอ “ผมกำลังคิดว่าอาเซี่ยวดูไม่เหมือนเมื่อก่อนเลย”
“ไม่เหมือนตรงไหน?”
“เมื่อก่อนเอาแต่เงียบเป็นเป่าสาก แต่ตอนนี้ดุชะมัด! แล้วก็ท่าเดินนั่นด้วย โคตรจะกร่าง! คนไม่รู้คงนึกว่าเขาเป็นสารวัตรใหญ่ที่ไหน!”
หลี่ชุ่ยเหลียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตบหัวสามีฉาดใหญ่ “ลูกที่ฉันเบ่งออกมา จะเป็นตัวปลอมไปได้ยังไง?”
“ไม่มี๊!” ตู้ต้าเพ่าร้องลั่น รีบยกมือขึ้นกุมหัว
……
ไฟในเตาเพิ่งจะลุกโชน ลูกชายคนรองอย่างตู้หย่งซุ่นก็เลิกงานจากท่าเรือกลับมา ในมือยังหิ้วไข่ไก่มาด้วยห้าฟอง
ปีนี้ตู้หย่งซุ่นอายุสิบห้าปี ทว่ากลับมีพละกำลังมหาศาล ตอนเด็กๆ เขาป่วยเป็นไข้จนสมองกระทบกระเทือน สติปัญญาจึงมีปัญหา เรียนหนังสือไม่ได้ ทำได้เพียงไปใช้แรงงานที่ท่าเรือ
วันนี้เขารู้ว่าพี่ชายกลับมาจากซินเจี้ย จึงตั้งใจซื้อไข่ไก่มาให้พี่ชายกิน
ตู้หย่งเซี่ยวเองก็รักน้องชายปัญญาอ่อนคนนี้มาก รอจนตู้หย่งซุ่นล้างหน้าเสร็จ เขาก็เอาเสื้อผ้าที่เพิ่งเปลี่ยนออกเมื่อครู่มามอบให้
ตู้หย่งซุ่นดีใจมากที่ได้ใส่ 'เสื้อผ้าใหม่' เขาฉีกยิ้มกว้างหัวเราะร่า แล้วหันไปบอกแม่ว่า “แม่ ผมมีเสื้อผ้าใหม่ใส่แล้ว พี่ใหญ่ให้มาล่ะ!”
หลี่ชุ่ยเหลียนกำลังก่อไฟทำกับข้าว เมื่อเห็นดังนั้นก็ตอบรับสั้นๆ ว่า “อืม” ในใจรู้สึกปวดหนึบ รู้สึกติดค้างลูกคนรองมากเหลือเกิน หากตอนนั้นเธอไม่มัวแต่เสียดายเงินค่ารักษาพยาบาล เขาก็คงไม่ป่วยจนกลายเป็นคนปัญญาอ่อนแบบนี้
ตู้หย่งเซี่ยวเองก็รู้สึกแย่ไม่แพ้กัน
ชาติก่อนเขาเป็นเด็กกำพร้า อาศัยความโหดเหี้ยมและทำทุกวิถีทางเพื่อดิ้นรนจนกลายเป็นชนชั้นนำของสังคม มีทั้งรถสปอร์ต บ้านหรู และผู้หญิง เขามีทุกสิ่งทุกอย่าง ขาดก็เพียงแต่ครอบครัว ชาตินี้สวรรค์ประทานครอบครัวมาให้เขามากมายขนาดนี้ เขาจะต้องทะนุถนอมเอาไว้ให้ดี
“จริงสิ ยังมีรองเท้าหนังคู่นี้ด้วย!” ตู้หย่งเซี่ยวหยิบรองเท้าหนังคู่เก่าที่ขัดเงาจนมันวับออกมา
ตู้หย่งซุ่นอยากได้รองเท้าคู่นี้มานานแล้ว พอเห็นแบบนั้นก็หัวเราะแหะๆ จนน้ำลายแทบยืด
“นั่งลง!” ตู้หย่งเซี่ยวหาเก้าอี้ไม้ตัวเล็กมาให้น้องชายนั่ง
ตู้หย่งซุ่นเชื่อฟังมาก ราวกับเป็นเด็กตัวโต
ตู้หย่งเซี่ยวไม่รังเกียจความสกปรก เขาย่อตัวลงและลงมือถอดรองเท้าผ้าใบขาดๆ ที่แทบจะเห็นนิ้วโป้งเท้าให้น้องชายด้วยตัวเอง หลังจากแบกหามสินค้าที่ท่าเรือมาทั้งวัน กลิ่นเหม็นอับจากเท้าน้องชายก็โชยเตะจมูกทันที แต่ตู้หย่งเซี่ยวกลับไม่รังเกียจเลยแม้แต่น้อย เขายังใช้มือลูบคลำรอยด้านหนาบนฝ่าเท้าน้องชาย แล้วเงยหน้าขึ้นถามว่า “เจ็บไหม?”
“ไม่เจ็บ!”
“ไอ้ทึ่มเอ๊ย!” ตู้หย่งเซี่ยวรู้สึกอุ่นวาบในใจ “จำไว้นะ ต่อไปพี่จะให้นายได้ใส่เสื้อผ้าใหม่ๆ รองเท้าใหม่ๆ มากกว่านี้ ให้นายมีความสุขทุกๆ วัน ดีไหม?”
“ดี!” ตู้หย่งซุ่นหัวเราะซื่อๆ แล้วกำหมัดแน่น “ถ้าใครมารังแกพี่ พี่ก็บอกผมนะ ผมจะอัดมันเอง!”
แม้ตู้หย่งซุ่นจะสมองไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่ได้บ้าใบ้ไปเสียหมด เมื่อครู่ตอนกลับมาเขาได้ยินว่าพี่ใหญ่ไปล่วงเกินกุ้ยฟันทองที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบอะไรนั่น แล้วก็ยังมีสารวัตรจีนเหยียนสยงอะไรอีก หากทำพลาดอาจจะต้องเจ็บตัว ตู้หย่งซุ่นจึงระแวดระวังตัวเป็นพิเศษ
“เยี่ยม! พี่น้องร่วมใจ ตัดทองขาดกระจุย!” ตู้หย่งเซี่ยวลุกขึ้นตบไหล่ตู้หย่งซุ่น
……
“พี่ กลับมาแล้วเหรอ!” ในตอนที่ตู้หย่งเซี่ยวกำลังล้างมือ เด็กหญิงตัวเล็กราวกับนกกระจอกก็กระโดดโลดเต้นเข้ามาจากข้างนอก ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ
เธอคือน้องสาวตู้หย่งเหมย ปีนี้อายุสิบสอง เรียนอยู่ที่โรงเรียนการกุศลใกล้ๆ สือเสียเหว่ย
โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนคริสเตียนที่สร้างขึ้นจากเงินบริจาคของคริสตจักร เด็กทุกคนที่เรียนที่นี่ต้องรับเชื่อในพระคริสต์และร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าทุกวัน ถึงจะเรียนฟรีได้ ทว่ายังต้องจ่ายค่ากินอยู่ ตู้หย่งเหมยไม่มีเงินจ่ายค่าหอพัก จึงทำได้เพียงไปเช้าเย็นกลับ
“ใช่แล้ว ไม่เจอกันไม่กี่วัน สูงขึ้นนะเนี่ย!” ตู้หย่งเซี่ยวเช็ดมือ แล้วกางแขนออกรับน้องสาว
ตู้หย่งเหมยพุ่งเข้าสู่อ้อมกอดของตู้หย่งเซี่ยว เธอเงยหน้าส่งยิ้มออดอ้อน “มีของขวัญมาฝากหนูไหม?”
“มีสิ!” ตู้หย่งเซี่ยวลูบหัวเล็กๆ ของเธอ แล้วล้วงลูกอมรสมินต์กำใหญ่กลิ่นออกมาจากกระเป๋ากางเกง “นี่ไง ลูกอมที่เธอชอบกินที่สุด!”
“ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่! พี่รักหนูที่สุดเลย! ฮี่ฮี่!” ตู้หย่งเหมยรับลูกอมมาแกะเปลือกเตรียมจะเอาเข้าปาก
หลี่ชุ่ยเหลียนที่กำลังทำกับข้าวอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น “กินให้น้อยๆ หน่อย ระวังฟันผุ!”
ตู้หย่งเหมยแลบลิ้นปลิ้นตา เธอหยิบลูกอมรสมินต์ที่เพิ่งแกะเปลือกออกแล้วบอกตู้หย่งเซี่ยวว่า “อ้าปากสิ”
ตู้หย่งเซี่ยวอ้าปาก
ตู้หย่งเหมยยัดลูกอมเข้าปากเขา จากนั้นก็บอกให้พี่รองตู้หย่งซุ่นอ้าปาก แล้วยัดลูกอมเข้าไปให้เขาอีกเม็ด
เมื่อตู้ต้าเพ่าเห็นดังนั้นก็ขยับเข้ามาใกล้ ย่อตัวลงแล้วอ้าปากกว้างราวกับลูกนกที่รอรับอาหาร
“ไม่ให้กินหรอก! ชิ!” ตู้หย่งเหมยพูดพลางวิ่งเอาลูกอมที่แกะเปลือกแล้วไปยัดใส่ปากแม่ จากนั้นถึงค่อยแกะอีกเม็ดใส่ปากตัวเองแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย
ตู้ต้าเพ่ารู้สึกน้อยใจ พึมพำว่า “ยัยเด็กนี่ไม่เห็นฉันอยู่ในสายตาเลยเหรอ? ถ้าไม่มีฉัน จะมีแกได้ยังไง!”
“มาก่อไฟนี่!” หลี่ชุ่ยเหลียนออกคำสั่ง
“โอ้!” ตู้ต้าเพ่าเดินเข้าไปหา
หลี่ชุ่ยเหลียนหยิบไข่ไก่ทั้งห้าฟองนั้นขึ้นมา ตั้งใจจะต้มไข่ เธอหย่อนลงไปหนึ่งฟอง กะว่าจะบำรุงร่างกายให้ตู้หย่งเซี่ยว พอหันไปมองลูกคนรอง เธอก็ถอนหายใจแล้วหย่อนลงไปในหม้ออีกฟอง สุดท้ายก็หันไปมองลูกสาว แล้วหย่อนลงไปอีกฟอง
ตู้ต้าเพ่าเห็นชัดเจนว่าไข่ไก่ห้าฟองถูกหย่อนลงไปสามฟอง ดูท่าทางจะไม่มีส่วนของตัวเอง เขากลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วถามว่า “จะหย่อนลงไปอีกสักฟองไหมล่ะ?”
“หย่อนบ้าอะไรล่ะ! ถ้าคุณเอาเงินที่เสียพนันไปกลับมาได้ ไม่รู้ว่าจะซื้อได้ตั้งกี่ฟอง!”
ตู้ต้าเพ่ารีบหดคอ ปิดปากเงียบสนิท
หลี่ชุ่ยเหลียนถอนหายใจ แหมะ แหมะ หยดน้ำตาร่วงหล่นลงไปในหม้อ “นั่นมันตั้งหนึ่งหมื่นเชียวนะ ถ้าหามาคืนไม่ได้ ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่กินไข่ต้มเลย ทั้งบ้านคงต้องกินกระดาษเงินกระดาษทองกับเทียนไขแทนแล้ว!”
ทางด้านตู้หย่งเซี่ยว เขาเก็บภาพทุกอย่างไว้ในสายตา พรุ่งนี้ต้องไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจเกาลูน...
ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่ถึงยังไงก็ต้องสู้เพื่อครอบครัวนี้สักตั้ง!







