เสียงตะโกนฆ่าฟันและเสียงกรีดร้องโหยหวนจากตีนเขาดังแว่วมาให้ได้ยินแล้ว ซินจั๋วรู้สึกว่าช่วงเวลาชี้ชะตาชีวิตของตนเองมาถึงแล้ว
ความรู้สึกนี้เหมือนกับว่าทั้งที่กอดทองคำไว้ก้อนโต ยังไม่ทันได้นำไปถลุงดื่มกินเที่ยวเตร่ ทางการก็เริ่มกวาดล้างเสียก่อน
เช่นนั้นแล้ว ควรจะทำเหมือนกับลูกน้องโจรภูเขาทั้งห้าคน มีพลังธรรมอันยิ่งใหญ่ เผชิญหน้ากับความเป็นความตายอย่างองอาจหรือ? ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ อย่างไรเสียชีวิตนี้ก็ถือเป็นของแถมในชาติที่สองอยู่แล้ว แค่รู้สึกว่ามันดูโง่เขลาไปหน่อยเท่านั้น
เอาชีวิตไปทิ้งพร้อมกัน คลื่นลมสักระลอกก็ไม่อาจสร้างได้ แม้แต่ผู้ชมที่จะรู้สึกซาบซึ้งก็ไม่มี บันทึกประจำอำเภออย่างมากก็คงเขียนไว้แค่ว่า 'สองค่ายหักหลังกัน ค่ายหนึ่งตายเกลี้ยง'
นี่มันจุดจบของตัวร้ายชัดๆ
จะทำไปทำไม? วิญญูชนย่อมไม่ยืนอยู่ใต้กำแพงที่ใกล้พัง
บ้าเอ๊ย ลูกน้องโจรภูเขาพวกนี้กลับมีคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งเช่นนี้ปรากฏบนตัว ทำให้เขาดูเป็นคนขี้ขลาดตาขาวกลัวตายไปเลย
ถ้าหนีล่ะ? วิญญาณสังเวยก็ไม่มีแล้ว ทุกอย่างต้องเริ่มใหม่หมด แล้วต่อไปจะใช้ชีวิตอย่างไร?
ถ้าอยู่ต่อล่ะ? สมมติว่าชุยอิงเอ๋อร์กับพวกห้าคนอาศัยความได้เปรียบทางภูมิประเทศตีโต้ศัตรูกลับไปได้ล่ะ? ก็ยังมีเวลาให้มีชีวิตอยู่ต่อ เขามีบ่อชมจันทร์ ถึงตอนนั้นจะพลิกสถานการณ์กลับมาสังหารรวดห้าศพก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ว้าวุ่นใจนัก!
ทว่าวินาทีต่อมา เขาก็ไม่มีทางเลือกอีกต่อไป
"ไปอุดทางหนีด้านหลังไว้ไม่กี่คน ฆ่าพวกมันให้หมด อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว!"
ด้านนอกค่ายมีเสียงคำรามแหบห้าวที่แฝงไปด้วยความกระหายเลือดและตื่นเต้นดังขึ้น
ตามด้วยเสียงฝีเท้าสับสนวุ่นวายดังมาจากด้านหน้า ชุยอิงเอ๋อร์กับพวกกลับมาแล้ว หนีเตลิดกลับมา
ข่าวดีคือไม่มีใครตาย ข่าวร้ายคือถูกไล่ฟันตามมาติดๆ แต่ละคนมีบาดแผล เลือดสีสดอาบย้อมเสื้อผ้าจนแดงฉาน
พ่ายแพ้เร็วกว่าที่คิดไว้มาก
ช่างกระจอกแต่อวดอ้างคุณธรรมเสียจริง!
ส่วนด้านหลังมีคนนับสิบสวมเสื้อผ้าขาดวิ่น ถือดาบบิ่นกระบี่หัก ใบหน้าเหี้ยมเกรียม ไล่ฟันตามมาติดๆ แม้กระบวนทัพจะดูสะเปะสะปะ แต่กลับมีกลิ่นอายน่าเกรงขาม
นี่เป็นครั้งแรกที่ซินจั๋วได้เห็นโจรภูเขาจากค่ายหมาป่าหิวโหยตัวเป็นๆ เมื่อพิจารณาดูอย่างละเอียดแล้ว ช่างอัปลักษณ์ สกปรก และดุร้าย โดยเฉพาะแววตาที่ด้านชา กระหายเลือด ไร้ความเป็นมนุษย์อย่างสิ้นเชิง เป็นตัวแทนของคำว่าคนเถื่อนเดนตายได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากพวกนักเลงหัวไม้ในชาติก่อนมาเห็นเข้า คงกลัวจนฉี่ราดเป็นแน่
เพียงชั่วขณะที่เหม่อลอย ชุยอิงเอ๋อร์และพวกก็ถอยร่นเข้ามาในประตูค่ายจนไม่มีทางให้ถอยอีกแล้ว
พวกเขาหาจังหวะหันกลับมามองแวบหนึ่ง ก็พบกับประมุขใหญ่ที่กำลังยืนเหม่อลอย สีหน้าจึงหม่นหมองลงทันที
'นี่ไม่หนีรอดไปสักคนเลยหรือ?'
"ท่านปราชญ์ บ้าเอ๊ย ทำไมท่านไม่หนี? ท่านไม่กลัวตายหรือ?"
แขนซ้ายของหานชีเหนียงมีบาดแผลลึกถึงกระดูก บนหน้าผากก็มีรอยเลือด เลือดสดอาบย้อมไปครึ่งหน้า ใบหน้าที่เดิมทีงดงามดั่งหญิงสาวชาวบ้าน บัดนี้กลับดูราวกับนางปีศาจ เสียงตะคอกนี้ช่างเจ็บปวดรวดร้าว แฝงความโกรธเคืองที่อีกฝ่ายไม่ได้ดั่งใจ
"เอ่อ..."
'ข้าเกือบจะตัดสินใจได้อยู่แล้ว พวกเจ้าดันแพ้ราบคาบในพริบตา จะมาโทษข้าหรือ?'
ซินจั๋วรู้สึกชาไปทั้งตัว
ตอนนั้นเองเขาก็พบว่ามีร่างสองร่างกระโจนเข้าใส่ตน
คนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ หน้าเหลี่ยม เคราดก ไหล่กว้างหลังหนาราวหมี ถือดาบห่วงหัว
อีกคนรูปร่างอ้วนเตี้ย พุงพลุ้ยเอวหนา ตาเดียว ผมเผ้ารุงรัง ถือขวานเล่มเขื่อง
ตัวยังไม่ทันถึง กลิ่นอายน่าเกรงขาม กลิ่นคาวเลือด และกลิ่นเหม็นเหงื่อที่ไม่ได้อาบน้ำมาหลายปีก็พุ่งปะทะหน้าแล้ว
"ซินจั๋ว ประมุขทั้งสองของค่ายหมาป่าหิวโหยพุ่งไปแล้ว รีบหนีเร็ว!"
ชุยอิงเอ๋อร์ทุ่มสุดตัวโจมตีถอยร่นศัตรูสองคน กำลังจะพุ่งเข้ามาช่วย แต่ก็ถูกคนอีกกลุ่มล้อมไว้
ส่วนอีกสี่คนที่เหลือยิ่งตกอยู่ในวงล้อมและต่อสู้อย่างยากลำบาก
ซินจั๋วเพิ่งเคยได้ยินคนเรียกชื่อตนเองตรงๆ เป็นครั้งแรก ฟังดูเพราะดี จากนั้นเขาก็จำต้องเผชิญหน้ากับคนทั้งสองที่พุ่งเข้ามาตรงหน้า
สองคนนี้มีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์ สีหน้ายิ่งน่าสะพรึงกลัว เมื่อเข้ามาใกล้ก็สามารถมองเห็นรอยสักหยาบๆ ขนหน้าอก รังแคบนผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง และฟันเหลืองอ๋อยในปากที่อ้ากว้างได้อย่างชัดเจน
เพียงแต่ไม่รู้ว่าคนไหนคือไฉตงหู่ คนไหนคือปืนใหญ่ทะยานฟ้า?
"เจ้าคือหลานรักของตาเฒ่าซินงั้นรึ? ประมุขใหญ่คนใหม่ของค่ายพิชิตมังกร?" ชายฉกรรจ์ถือดาบห่วงหัวเบิกตากว้าง เอ่ยเสียงหยาบกระด้าง
"หลานรักนั่นบรรพบุรุษข้าเป็นคนเรียก เจ้าพูดเช่นนี้ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนัก"
ซินจั๋วเหลือบมองลูกน้องทั้งห้าคนที่เปื้อนเลือดไปทั้งตัว แล้วถลกแขนเสื้อที่พับไว้แล้วให้สูงขึ้นอีกนิด
"ฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า..."
ทั้งสองมองหน้ากัน ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก หัวเราะจนตัวงอ
จากเสียงหัวเราะอย่างกำเริบเสิบสาน และดวงตากระหายเลือดวิปริต ซินจั๋วสัมผัสได้ถึงความรู้สึกหยอกล้อเล่นสนุกของพวกเขาก่อนจะจับเหยื่อได้อย่างชัดเจน เขาพูดขึ้นว่า "น่าขำขนาดนั้นเลยหรือ?"
ชายฉกรรจ์ถือดาบห่วงหัวหยุดหัวเราะ เอ่ยเสียงเย็นชา "แน่นอนว่าน่าขำ ได้ยินมานานแล้วว่าตาเฒ่าซินมีหลานชายประหลาดที่เอาแต่อ่านหนังสือ วันนี้ได้เห็นก็สมคำร่ำลือ หัวขาดไปครึ่งหนึ่งแล้วยังจะมาเล่นลิ้นสำบัดสำนวนอีก ช่างน่าสนใจจริงๆ!"
"ความจริงที่ข้าพูดเป็นคำพูดธรรมดา เด็กสามขวบก็ยังฟังรู้เรื่อง" ซินจั๋วเตือน
สีหน้าของทั้งสองชะงักไป ชายฉกรรจ์ถือขวานเล่มเขื่องเงื้อขวานขึ้น ทำท่าจะฟันลงมา
"เดี๋ยวก่อน!" ซินจั๋วถอยหลังไปหนึ่งก้าว ยกมือขึ้นห้าม
ชายถือขวานชะงักไป การเคลื่อนไหวก็หยุดชะงักตามไปด้วย "รออะไร? ตายช้าตายเร็วก็ต้องตาย เจ้าคงไม่ได้คิดว่าจะเอาคำสอนท่านปราชญ์พวกนั้นมาเกลี้ยกล่อมให้ข้าไว้ชีวิตเจ้าหรอกนะ?"
"เปล่าเลย ข้าแค่เพิ่งเคยฟันคนเป็นครั้งแรก เลยรู้สึกประหม่าไปหน่อย ลืมหยิบดาบมา ขอโอกาสให้ข้าหยิบดาบหน่อยเถอะ จะได้ดูยุติธรรม ทุกคนล้วนเป็นสหายร่วมอาชีพ คงไม่ถึงกับไม่ไว้หน้ากันแค่นี้หรอกนะ ขืนพูดออกไปคงถูกคนหัวเราะเยาะแย่" ซินจั๋วพยายามเดินถอยหลังกลับเข้าไปในบ้าน
"มีคำกล่าวเช่นนี้ด้วยหรือ? ให้โอกาสเจ้าก็แล้วกัน!"
ทั้งสองหัวเราะลั่นอีกครั้ง "ไม่มีวรยุทธ์ หรือเจ้าคิดว่าหยิบดาบมาแล้วจะเปลี่ยนอะไรได้?"
'ไม่มีวรยุทธ์?'
'พวกเขามองขั้นแปดระดับรองของข้าไม่ออกหรือ? ใช่แล้ว คงเป็นพลังของบ่อชมจันทร์ที่สามารถปกปิดระดับขั้นของข้าไว้ได้? มิน่าเล่าชุยอิงเอ๋อร์กับพวกถึงไม่สังเกตเห็นแม้แต่น้อย ข้ายังคิดว่าเป็นเพราะระดับของพวกเขาต่ำเกินไปเสียอีก'
'มีวรยุทธ์ แต่คนอื่นมองไม่ออก ช่างเป็นบัฟแกล้งกากติดตัวที่ยอดเยี่ยมจริงๆ'
ในที่สุดซินจั๋วก็คลำเจอดาบเยี่ยนหลิงบิ่นๆ ของเขา หยิบมันขึ้นมา แล้วเดินกลับไปที่ประตูอีกครั้ง "พร้อมแล้ว!"
ชายฉกรรจ์สองคนนอกประตูมองหน้ากัน รู้สึกว่า... การที่อีกฝ่ายเตรียมพร้อมมาตายเช่นนี้ มันขาดความสะใจไปหน่อย แต่กลับมีความแปลกประหลาดเพิ่มขึ้นมาแทน
"บ้าเอ๊ย!"
ยังคงเป็นชายถือขวาน เขาเงื้อขวานฟันฉับเข้าที่คอของซินจั๋ว ทั้งเร็วและโหดเหี้ยม ปากก็สบถออกมาด้วยว่า "ไอ้หนู ชาติหน้าก็อย่ามาเป็นโจรภูเขาอีกนะเว้ย!"
ซินจั๋วไม่พูดอะไร เพียงแค่สวนดาบกลับไปอย่างตั้งใจ
การฟันดาบไม่มีตรรกะใดๆ สะเปะสะปะ ราวกับคนธรรมดาที่ไม่มีวรยุทธ์
【วิชาดาบหมาๆ สะเปะสะปะจนไม่อาจคาดเดาได้】
เหอะ วิชาดาบสั่วๆ แบบนี้ ชายถือขวานมีแววตาโหดเหี้ยมและตื่นเต้นวาบผ่าน
ทว่าวินาทีต่อมา:
คมดาบสว่างวาบดุจเงาสีขาวกลางเกลียวคลื่น ปัดขวานกระเด็น แล้วฟันฉับในพริบตา
"เคร้ง!"
ขวานร่วงลงพื้น
ความโหดเหี้ยมและตื่นเต้นบนใบหน้าของชายฉกรรจ์ยังคงอยู่ เพียงแต่นิ้วทั้งสี่ของมือขวาที่จับขวานถูกตัดขาดอย่างเป็นระเบียบ บนลำคอมีรอยเลือดลึกปรากฏขึ้นลากยาวตั้งแต่เส้นเลือดใหญ่ฝั่งซ้ายไปจนถึงฝั่งขวา
จากนั้น สีหน้าของเขาก็หายไป แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดผวาและงุนงง
"คร่อก..."
เขาเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พออ้าปาก สิ่งที่พ่นออกมากลับมีแต่ฟองเลือดที่ปนน้ำลาย
"ตุบ!"
ศพล้มตึงลงกับพื้นอย่างแรง
ลำคอเหลือเพียงหนังบางๆ ที่น่าสงสารเชื่อมต่อกันไว้
"ตึก ตึก ตึก..."
ชายถือดาบห่วงหัวที่ยืนดูการต่อสู้อย่างสบายใจอยู่ข้างๆ กะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง รีบถอยหลังไปสามก้าว เส้นผมทุกเส้นลุกซัน รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง
สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ เขาแทบจะทำความเข้าใจไม่ทันในเวลาอันสั้น
โจรภูเขาที่กำลังตะลุมบอนอยู่ด้านหน้ามีคนเห็นเหตุการณ์ทางนี้ จึงหยุดต่อสู้ด้วยความตกใจ จากนั้นก็เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ทุกคนพากันหยุดมือตาม
ชุยอิงเอ๋อร์ทั้งห้าคนได้โอกาสหอบหายใจ ก็หันมามองทางนี้เช่นกัน สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
'ท่านปราชญ์' ไม่ตาย? กลับเป็นประมุขของค่ายหมาป่าหิวโหยที่ล้มลงไปแทน?
สถานการณ์นี้มันอะไรกัน?
ซินจั๋วมองดูศพและศีรษะใต้เท้าเงียบๆ เสื้อผ้าของเขาถูกเลือดของอีกฝ่ายสาดกระเซ็นจนแดงฉานไปเป็นแถบ ในตอนนี้เขายังคงชูดาบขึ้น เลือดสดที่ปลายดาบหยดลงมาตามร่องเลือด
ความระทึกในการฟันคน และความน่าสยดสยองของศพทำให้เขารู้สึกแปลกๆ จนหนังศีรษะชา เขาพยายามฝืนทน ชี้ไปที่ศพ แล้วเอ่ยถามชายถือดาบห่วงหัวที่กำลังเหม่อลอยอยู่ข้างๆ ด้วยความยากลำบากว่า "เขาคือใคร?"
แม้จะจัดการไปได้คนหนึ่ง แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นไฉตงหู่ หรือ 'ปืนใหญ่ทะยานฟ้า' นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก
คนหนึ่งระดับแปด คนหนึ่งระดับเก้า อย่างแรกหมายถึงการต่อสู้ข้ามระดับ อย่างหลังหมายถึงการแสดงฝีมือตามปกติ
"เขาคือปืนใหญ่ทะยานฟ้า!"
ไฉตงหู่ตอบอย่างตรงไปตรงมา เพียงแต่มือที่กำดาบไว้แน่นจนขาวซีด ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย
เขายังคงนึกไม่ออกว่า 'ปืนใหญ่ทะยานฟ้า' ตายได้อย่างไร
ก่อนมาเป็นโจรภูเขา 'ปืนใหญ่ทะยานฟ้า' ก็เป็นถึงโจรปล้นชิงที่เลียเลือดบนปลายดาบ แม้ระดับจะต่ำ แต่นั่นเป็นปัญหาที่รากฐานกระดูก ส่วนรูปแบบการโจมตีอันเฉียบขาดและวิธีการรักษาชีวิตนั้นไม่คลุมเครือแม้แต่น้อย เคยหนีรอดจากเงื้อมมือของมือปราบระดับแปดชั้นยอดมาได้ถึงสองคน ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วสารทิศ
แม้แต่ตนเองอยากจะสังหาร 'ปืนใหญ่ทะยานฟ้า' ในดาบเดียวก็ยังเป็นเรื่องเพ้อฝัน ไม่แน่ว่าอาจจะต้องพัวพันต่อสู้กันสักสิบกระบวนท่าแปดกระบวนท่า
'ท่านปราชญ์' คนนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่มีวรยุทธ์เลยสักนิด
แต่ 'ปืนใหญ่ทะยานฟ้า' กลับตายด้วยคมดาบของอีกฝ่ายอย่างหมดจดเด็ดขาดจริงๆ สภาพศพน่าอนาถยิ่งนัก
อธิบายได้อย่างไร?
เมื่อครู่เขาเหม่อลอยไป จึงพลาดช่วงเวลาที่ทั้งสองประมือกัน เขาเอาแต่คิดถึงโจรสาวรูปงามไร้ที่เปรียบทั้งสองคนของค่ายพิชิตมังกร ว่าควรจะเก็บเอาไว้หรือไม่?
หรือว่า 'ท่านปราชญ์' ตรงหน้าผู้นี้ จะเป็นยอดฝีมือระดับเข้าขั้น หรือถึงขั้นเป็นยอดฝีมือระดับสูง?







