คงพูดได้แค่ว่าความคิดและผลประโยชน์ที่แต่ละคนต้องการนั้นไม่เหมือนกัน
ตอนที่ได้ยินหยวนหยวนพูดกับเขาในเชิงโอ้อวดความดีความชอบว่าวิชาอื่นๆ ของเฉียวอวี้ก็อยู่ในระดับที่ไม่เลวเลย และสามารถเข้าร่วมการสอบเข้ามัธยมปลายได้อย่างแน่นอนนั้น ความรู้สึกของหลานเจี๋ยไม่ใช่ความยินดีแต่เป็นความไม่พอใจ
ไม่ใช่ว่าเขาสงสัยในความสามารถของเฉียวอวี้
อย่างแรก คือเขารู้สึกไม่พอใจที่หยวนหยวนทำอะไรตามอำเภอใจ
งานสั่งสอนนักเรียนที่ดูเหมือนเกียจคร้านแต่ความจริงแล้วมีความคิดเป็นของตัวเองอย่างมากคนหนึ่งมันทำง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ? เขาคิดว่าสิ่งที่จำเป็นในตอนนี้ไม่ใช่การรีบร้อนหวังผล แต่เป็นการค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับขั้นตอน
อย่างที่สอง คือหลานเจี๋ยหวังที่จะเน้นความชัวร์มากกว่า
แน่นอนว่าเขาสามารถเดาแผนการในใจของอาจารย์หยวนที่อยู่ปลายสายได้ และก็เข้าใจด้วย แต่สิ่งที่หลานเจี๋ยพิจารณามากกว่าก็คือ หากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นทำให้เฉียวอวี้พลาดในการสอบเข้ามัธยมปลายจนทำคะแนนไม่ถึงเกณฑ์เข้าเรียนมัธยมปลายสายสามัญ ถึงตอนนั้นถ้าอยากจะทำอะไรเพื่อแก้ไขมันก็คงจะยากเกินไปแล้ว
อย่างน้อยการแข่งขันระดับชาติในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ การจะให้เฉียวอวี้เป็นตัวแทนของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งไปเข้าร่วมแข่งขันก็คงจะเป็นเรื่องยาก และนี่ต่างหากคือสิ่งที่หลานเจี๋ยให้ความสำคัญมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นในมุมมองของหลานเจี๋ย ต่อให้ดรอปเรียนไปหนึ่งปีก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนของเฉียวอวี้ หากได้เข้าไปอยู่ในทีมฝึกซ้อมระดับชาติ ย่อมต้องถูกจับตามองจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของหัวเซี่ยเหล่านั้นอย่างแน่นอน
ประเด็นสำคัญคือสถานะนักเรียน
ส่วนเรื่องที่เฉียวอวี้ดึงดันจะเข้าร่วมการสอบเข้ามัธยมปลาย แล้วเกิดสอบตกขึ้นมา จะยังมีหนทางแก้ไขอีกหรือไม่?
แน่นอนว่ามี! แต่มันก็ยุ่งยากมากจริงๆ ในยุคสื่อโซเชียลมีเดีย ใครบ้างจะไม่กลัวบทความสั้นๆ?
ทว่าหลานเจี๋ยก็ไม่ได้ตำหนิอาจารย์หยวนในสายว่าแส่ไม่เข้าเรื่อง บางเรื่องสุดท้ายแล้วก็ต้องให้เฉียวอวี้เป็นคนตัดสินใจเองอยู่ดี
ข่าวดีก็คือ จากข้อมูลที่เพิ่งได้รับมา เขาสามารถตัดสินได้ว่าเฉียวอวี้ถูกเขาพูดจนใจอ่อนแล้ว ซึ่งนี่ก็ทำให้เขารู้สึกเบาใจขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยวันนี้เจ้านี่ก็ไม่ได้โดดเรียนไปหาเงินที่ร้านอินเทอร์เน็ตต่อ และนี่ก็ทำให้เขาเต็มไปด้วยความคาดหวังกับการพบกันระหว่างเขากับเฉียวอวี้ในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า
วันนี้เขาต้องคุยกับเฉียวอวี้ใหม่ให้รู้เรื่อง เด็กคนนี้มีนิสัยเสียบางอย่างที่จำเป็นต้องแก้!
……
“เวรเอ๊ย เฉียวอวี้ ฉันรู้สึกว่าเมื่อเช้านายกำลังด่าฉันอยู่นี่หว่า!” หลังเลิกเรียนคาบที่สามในช่วงบ่าย จู่ๆ โจวซวงก็ตบหน้าผากตัวเองแล้วพูดขึ้นมา
เฉียวอวี้ที่กำลังเตรียมตัวจะไปรายงานตัวที่ห้องพักครูของหลานเจี๋ยในแผนกมัธยมปลายปรายตามองเจ้านี่ สภาพจิตใจของเจ้านี่ในวันนี้ดูไม่ค่อยจะมั่นคงอย่างเห็นได้ชัด
“เมื่อเช้านายบอกว่าคนเราแกล้งโง่ได้ แต่โง่จริงๆ ไม่ได้ ลองคิดดูดีๆ แล้ว นายกำลังด่าว่าพวกเราโง่จริงๆ อยู่นี่หว่า!”
ริมฝีปากของเฉียวอวี้กระตุกโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกนับถือในความรู้สึกช้าของเจ้านี่นิดหน่อยแล้ว จากช่วงเช้าจนถึงช่วงบ่าย ผ่านไปตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะคิดตก ห้องสิบสามไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์จริงๆ ด้วย
“นายคิดมากไปแล้ว ฉันกำลังให้กำลังใจนายให้รีบเรียนรู้อะไรเพิ่มอีกสักหน่อยในตอนที่ยังอยู่โรงเรียนต่างหาก อย่างเช่นภาษาอังกฤษไง ต่อให้วันข้างหน้านายจะต้องไปขับรถแม็คโครจริงๆ นายก็จะเป็นคนขับรถแม็คโครที่ได้ภาษาอังกฤษ และจะโดดเด่นท่ามกลางกลุ่มคนขับรถแม็คโครด้วยกันได้อย่างง่ายดายเลยล่ะ”
พูดจบ เฉียวอวี้ก็ลุกขึ้นยืนตบไหล่ของโจวซวง พร้อมกับแถมสายตาให้กำลังใจเพื่อนร่วมโต๊ะสุดหล่อไปแบบฟรีๆ ส่วนเจ้านี่จะรับรู้ได้หรือไม่เขาก็ขี้เกียจจะไปสนใจแล้ว
……
แผนกมัธยมปลายอยู่ตรงข้ามกับแผนกมัธยมต้น แค่เดินทะลุสนามกีฬากลางไปในแนวเฉียงก็จะเป็นอาคารเรียนแผนกมัธยมปลายของโรงเรียนแล้ว
ตอนที่เฉียวอวี้เดินผ่านสนามกีฬาอันแสนคึกคัก อารมณ์ของเขาก็ดีขึ้นมาก
พอมองดูฝูงชนที่คึกคักอยู่บนสนามกีฬา เขาก็รู้สึกว่าการสอบเข้าห้องสิบสามเป็นทางเลือกที่ถูกต้องอย่างแน่นอน
หลังจากที่ห้องอื่นสอบวิชาพลศึกษาเสร็จ ร่างกายของครูพละก็ป่วยหนักจนรักษาไม่หายแล้ว
มีเพียงห้องของพวกเขาเท่านั้นที่ครูพละไม่เคยป่วยเลย ยิ่งไม่เคยลากิจใดๆ มีคาบสอนก็ต้องมาสอน เรียกได้ว่าเป็นแบบอย่างของคนทำงานหนักเลยทีเดียว
ไม่นานนักเฉียวอวี้ก็เดินตามความทรงจำเมื่อวานจนหาห้องพักครูของหลานเจี๋ยเจอ ประตูเปิดกว้างอยู่ เฉียวอวี้เดินไปถึงหน้าประตูแล้วปรายตามองเข้าไป ก็เห็นหลานเจี๋ยกำลังประคองถ้วยชาด้วยสองมือยืนคุยกับครูอีกคนในห้องพักครูอยู่พอดี คงจะเป็นเพราะหางตาเหลือบมาเห็นเขาเข้า จึงรีบหันหน้ามาพร้อมกับปล่อยมือข้างหนึ่งออกเพื่อกวักมือเรียกเขา
“เฉียวอวี้ เข้ามาสิ”
“สวัสดีครับอาจารย์” เฉียวอวี้เอ่ยทักทายอย่างมีมารยาท ราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อวาน
นี่คือหลักการ
การมีมารยาทต่อสปอนเซอร์ โดยเฉพาะสปอนเซอร์ที่มีแนวโน้มว่าจะได้เป็นสปอนเซอร์ ในมุมมองของเฉียวอวี้นั้นถือว่าเป็นเรื่องสามัญสำนึก แน่นอนว่าถ้าสปอนเซอร์ให้เงินไม่มากพอแต่กลับต้องการบริการที่มากขึ้น นั่นก็จะเป็นท่าทีอีกแบบหนึ่งแล้ว
น่าเสียดายที่ตั้งแต่เกิดมาเฉียวอวี้ก็ไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลย ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สะสมประสบการณ์ในการเป็นลูกชายที่ดีของพ่อมามากนัก
บางทีอาจจะมีคนรู้สึกว่าเฉียวอวี้ช่างน่าสงสาร แต่เขากลับรู้สึกว่าแบบนี้ความจริงแล้วก็ดีเหมือนกัน
ตอนเด็กๆ ที่ชกต่อยกับเด็กคนอื่น เขาก็เคยโดนคนอื่นเยาะเย้ยว่าไม่มีพ่อ แต่คำพูดอย่างภาคภูมิใจประโยคเดียวของเฉียวอวี้ก็ทำให้ฝ่ายตรงข้ามถึงกับพูดไม่ออกไปเลย
“ไม่มีพ่อแล้วไงล่ะ? ฉันดื้อก็ไม่มีใครในบ้านมาตีฉัน แต่พวกนายไม่เหมือนกันนะ ขืนดื้อขึ้นมาก็โดนตีอย่างหนัก เผลอๆ อาจจะโดนทั้งพ่อทั้งแม่รุมตีเลยก็ได้! ชิ!”
เอาเป็นว่าหลังจากชกต่อยกันเสร็จในวันนั้น ถึงแม้เฉียวอวี้จะหน้าตาเนื้อตัวมอมแมม แต่เด็กในหมู่บ้านที่ร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายกลับมีอยู่เยอะมาก
ท้ายที่สุดแล้ว การจะคาดหวังให้เด็กกลุ่มหนึ่งเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างการถูกทั้งพ่อทั้งแม่รุมตีอยู่ที่บ้านแต่ก็ยังสามารถเติบโตขึ้นมาได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน กับการถูกโยนออกไปสู่สังคมแล้วโดนนักเลงกระจอกเอาอิฐฟาดหัวจนต้องเข้าโรงพยาบาลนั้น มันช่างยากเย็นเหลือเกิน
จริงสิ วันนั้นเข่อเข่อก็กล้าหาญมากเหมือนกัน ถึงแม้จะไม่ถนัดเรื่องชกต่อย แต่ก็กอบทรายจากกองทรายข้างๆ สาดไปสองกำมือ ทำให้ทรายเข้าตาเด็กกลุ่มหนึ่งได้สำเร็จ
เมื่อในหัวปรากฏภาพของยัยเด็กผู้หญิงคนนั้นขึ้นมา เฉียวอวี้ก็ส่ายหน้าไปมาโดยสัญชาตญาณ พยายามจะสลัดภาพเงาร่างอันบอบบางนั้นออกไป
ธุระสำคัญต้องมาก่อน
……
ครูสอนคณิตศาสตร์ที่เพิ่งคุยกับหลานเจี๋ยเมื่อครู่นี้ มองเฉียวอวี้ที่เดินเข้ามาในห้องพักครูด้วยความอยากรู้อยากเห็น จากนั้นก็ยิ้มแล้วเอ่ยทักทายหลานเจี๋ย ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับปิดประตูให้ด้วย เป็นการตัดขาดเสียงจอแจจากภายนอกออกไปในพริบตา
ในห้องพักครูเหลือเพียงหลานเจี๋ยกับเฉียวอวี้สองคนอีกครั้ง
หลานเจี๋ยเหลือบมองเฉียวอวี้อย่างระแวดระวังเล็กน้อย ยังดีที่เจ้านี่ไม่ได้ควักบุหรี่ออกมาตามความเคยชิน
“ดูเหมือนว่านายจะคิดตกแล้ว และตัดสินใจที่จะลองเรียนกับฉันดูแล้วสินะ?”
เฉียวอวี้พยักหน้าอย่างจริงจัง
คราวนี้คงต้องลองดูสักตั้งแล้วล่ะ ท้ายที่สุดเขาก็ลงทุนไปมากแล้ว อย่างเช่นเมื่อคืนก็ตั้งใจอ่านหนังสือคณิตศาสตร์เพียงเล่มเดียวที่มีอยู่ในบ้าน และวันนี้ก็ไม่ได้ไปคลุกคลีอยู่กับลูกพี่ที่ร้านอินเทอร์เน็ตต่อทั้งวัน
โดยเฉพาะเรื่องเมื่อคืนวานนี้……
สรุปก็คือต้นทุนจมได้ถูกทุ่มลงไปแล้ว เฉียวอวี้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางถอยแล้วล่ะ
“ดีมาก”
หลานเจี๋ยพยายามอย่างหนักที่จะกดข่มความปีติยินดีอย่างบ้าคลั่งในใจเอาไว้ พยายามไม่ให้มุมปากยกขึ้นทั้งสองข้าง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นอย่างมากว่า “ถ้าอย่างนั้นสิ่งแรกที่นายต้องทำ ก็คือการเลิกบุหรี่ซะก่อน ในทีมชาติไม่มีเด็กคนไหนสูบบุหรี่หรอกนะ ทั้งส่งผลกระทบต่อคนอื่น และยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางร่างกายของนายด้วย”
เฉียวอวี้เบ้ปาก พลันนึกไปถึงภาพเหตุการณ์ตอนเช้าที่เข่อเข่อโยนบุหรี่ของเขาทิ้งลงถังขยะหน้าร้านสาขาไปดื้อๆ
จากนั้นก็พยักหน้ารับอย่างตรงไปตรงมา แล้วพูดว่า “ได้ครับ”
หลานเจี๋ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดว่าปัญหานี้จะถูกอีกฝ่ายต่อต้านอย่างรุนแรง และอุตส่าห์เตรียมคำพูดเอาไว้ตั้งมากมายเพื่อมาโน้มน้าวเจ้าหนูนี่ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าไม่ได้ใช้เลยสักประโยคเดียว ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาสงสัยในความจริงใจของเฉียวอวี้เป็นอย่างมาก
“นายรับประกันได้ใช่ไหม?”
เฉียวอวี้พยักหน้า ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายว่า “ครับ อยากได้เงินก็ต้องยอมจ่ายค่าตอบแทนกันบ้างแหละ เงินมันไม่วิ่งเข้ากระเป๋ามาเองหรอก แค่ไม่สูบบุหรี่เอง แถมยังประหยัดเงินได้อีก ก็ดีเหมือนกันครับ”







